- หน้าแรก
- แผนกบฏพลิกโลก เส้นทางกษัตริย์ไร้บัลลังก์
- บทที่ 25 การถอยทัพครั้งยิ่งใหญ่
บทที่ 25 การถอยทัพครั้งยิ่งใหญ่
บทที่ 25 การถอยทัพครั้งยิ่งใหญ่
เจ็ดวันผ่านไป บรรดาทหารทาสชาวนาเหล่านี้ นอกเหนือจากพวกหัวทึบเพียงไม่กี่คนที่ยังคงวิ่งผิดขบวนแล้ว ส่วนใหญ่ก็สามารถวิ่งเกาะกลุ่มไปกับขบวนของตนเองได้แล้ว
ในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่แค่เพียงฝ่ายข้าศึกเท่านั้นที่คอยเย้ยหยันพวกทหารทาสชาวนาที่เอาแต่วิ่งเป็นอย่างเดียว
แม้กระทั่งคนในกองกำลังพันธมิตรด้วยกันเองหลายคน ก็ยังคบขันการฝึกวิ่งของพวกทหารทาสชาวนา แถมยังแอบตั้งฉายาให้ฟาบิโออย่างลับๆ ว่า "แม่ทัพนักวิ่ง"
ทว่าฟาบิโอก็หาได้ใส่ใจเสียงนกเสียงกาเหล่านั้นไม่ เขายังคงนำกองทัพของตนวิ่งออกกำลังกายรอบค่ายใหญ่อยู่ทุกวี่ทุกวัน
จากการวิ่งตัวเปล่าเปลือยท่อนบนในตอนแรก พวกเขาก็ค่อยๆ เริ่มสวมใส่อุปกรณ์ต่างๆ เพิ่มเข้าไป จนกลายเป็นการวิ่งแบบถ่วงน้ำหนักในที่สุด
ท่ามกลางฤดูร้อนอันอบอ้าว แม้ในช่วงเช้าและเย็นอากาศจะเย็นสบายขึ้นมาบ้าง ทว่าการวิ่งก็ยังคงทำให้พวกเขาเหงื่อแตกพลั่กอยู่ดี
เฮนวิลล์ก็ร่วมวิ่งไปกับพวกเขาด้วย และเขาก็รู้สึกทึ่งกับสมรรถภาพทางกายของผู้คนบนโลกใบนี้เป็นอย่างมาก
คนที่ไม่เคยได้รับการฝึกฝนอย่างเป็นระบบมาก่อน ย่อมไม่มีทางวิ่งติดต่อกันได้ถึงห้ากิโลเมตรอย่างแน่นอน
แต่ทว่า ทาสชาวนาที่นี่กลับสามารถวิ่งห้ากิโลเมตรได้อย่างสบายๆ เพียงแค่ปรับจังหวะการหายใจและการก้าวเท้าให้ถูกต้อง
เฮนวิลล์รู้สึกว่า ด้านหนึ่ง สมรรถภาพทางกายของผู้คนบนโลกใบนี้เหนือกว่าคนในโลกก่อนของเขาอย่างเห็นได้ชัด
และอีกด้านหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ก็คือที่นี่เป็นสังคมศักดินา ซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ใช้การเดินเท้าเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง
ผู้คนในโลกก่อนของเขามีสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทางสารพัดรูปแบบ ขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้สมรรถภาพทางกายเสื่อมถอยลงไปมาก
ต้องเข้าใจก่อนว่าในยุคโบราณ มนุษย์สามารถวิ่งสปรินต์ไล่ล่าเหยื่อได้เป็นระยะทางกว่าสิบกิโลเมตร จนสามารถทำให้สัตว์กินพืชที่วิ่งเร็วๆ ถึงกับหมดแรงและขาดใจตายได้เลยทีเดียว
จากการคำนวณของเฮนวิลล์ ทหารทาสชาวนาคนหนึ่ง หากสวมเกราะเบา พกอาวุธ และแบกเสบียงสำหรับหนึ่งวัน จะสามารถวิ่งรวดเดียวได้ถึงเจ็ดแปดกิโลเมตรโดยไม่มีปัญหาใดๆ เลย
ตามแผนการของเฮนวิลล์ ตราบใดที่กองทัพทาสชาวนากองนี้สามารถวิ่งรวมกลุ่มกันเป็นขบวนได้ไกลถึงห้ากิโลเมตร พวกเขาก็ถือว่าผ่านเกณฑ์แล้ว
ตราบใดที่ไม่ใช่กองทหารม้า กองทัพใดก็ตามของศัตรูที่ต้องวิ่งไล่กวดมาเป็นระยะทางถึงห้ากิโลเมตร ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงหลงเหลือพอที่จะเปิดฉากโจมตีได้อย่างแน่นอน
ในขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายที่เผชิญหน้ากันอยู่ก็ยังคงมีการปะทะกันขนาดย่อมอยู่เป็นเนืองๆ
ทว่ากองกำลังพันธมิตรเลิกส่งทหารทาสชาวนาออกไปสู้รบแล้ว และมักจะส่งกองพลประจำการออกไปรับหน้าแทนเสมอ
เงื่อนไขในการทำหน้าที่เป็นกองหลังคุ้มกันการถอยทัพของฟาบิโอ ก็คือการไม่ต้องส่งคนออกไปรบในช่วงเวลานี้
หลังจากผ่านการหยั่งเชิงและปะทะกันประปรายมานานกว่าครึ่งเดือน ในที่สุดกองกำลังพันธมิตรก็เริ่มเตรียมการถอยทัพ
วันนี้เป็นวันที่ดูเงียบสงบไร้ซึ่งเหตุการณ์ใดๆ ซึ่งตามปกติแล้วน่าจะมีการปะทะกันของทหารราวๆ พันนาย ทว่าเมื่อเดิมพันค่อยๆ สูงขึ้น จำนวนผู้เข้าร่วมการต่อสู้ก็เพิ่มขึ้นเป็นเกือบหมื่นนาย
ทันใดนั้น กองกำลังพันธมิตรก็ส่งกองพลหลายกองพลพุ่งทะยานเข้าสู่สนามรบอย่างกะทันหัน
และก่อนที่กำลังเสริมของข้าศึกจะเดินทางมาถึง กองพลของข้าศึกที่กำลังสู้รบอยู่ก็ถูกกวาดล้างจนสิ้นซากไปเสียแล้ว
มหาสงครามแห่งเมืองหยวนเย่ได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการ!
ทหารรวมกว่าสองแสนห้าหมื่นนายจากทั้งสองฝ่าย ทั้งที่อยู่ภายในและภายนอกเมือง ต่างเริ่มเปิดฉากห้ำหั่นเข่นฆ่ากันอย่างนองเลือด
การสู้รบดำเนินไปอย่างดุเดือดถึงสี่วันเต็ม ทั้งสองฝ่ายต่างก็สูญเสียกำลังพลไปอย่างหนักหน่วง ทว่าก็ยังไม่อาจชี้ขาดผลแพ้ชนะได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม สำหรับกองกำลังพันธมิตรแล้ว การที่ไม่อาจคว้าชัยชนะมาได้ นั่นก็ถือเป็นความพ่ายแพ้แล้ว
นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวทางยุทธวิธี ทว่ามันคือความล้มเหลวทางยุทธศาสตร์!
การถอยทัพกลายเป็นบทสรุปที่ถูกกำหนดไว้แล้ว!
ในเย็นวันที่ห้า กองพลสองกองพลของกองกำลังพันธมิตรก็ได้ลอบถอนกำลังออกจากค่าย อาศัยความมืดมิดในยามวิกาลมุ่งหน้าลงใต้ไปก่อนแล้ว
จนกระทั่งถึงเช้าวันที่สิบ กองทัพของข้าศึกก็ยังไม่ยอมเปิดฉากโจมตี
ในมหาสงครามครั้งนี้ พวกเขาก็สูญเสียกำลังพลไปอย่างหนักหน่วงเช่นกัน และเมืองหยวนเย่ก็ถูกยึดครองไปแล้ว
ผลกระทบทางการเมืองส่วนใหญ่ก็ได้รับการบรรเทาเบาบางลงไปมาก และกองพลหลายกองพลก็ไม่ต้องการให้เกิดความสูญเสียไปมากกว่านี้
พวกเขาเห็นว่ายังมีกองพลอีกสี่กองพลประจำการอยู่ในค่ายใหญ่ของพันธมิตร และไม่มีใครอยากจะบุ่มบ่ามบุกโจมตีสุนัขจนตรอกที่เหลืออยู่เหล่านั้น
และในเย็นวันนี้เอง โอบีเคนก็เตรียมที่จะถอนกำลังไปพร้อมกับกองพลประจำการกองสุดท้าย
เขาไม่ได้มาพบกับฟาบิโออีกเลยก่อนจะจากไป
ในเวลานี้ กองทัพทาสชาวนาของฟาบิโอได้พลิกโฉมไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขามีทหารหุ้มเกราะเกือบสองหมื่นนาย และทหารทาสชาวนาธรรมดาอีกกว่าสองหมื่นนาย
ตามข้อตกลงที่ให้ไว้ ฟาบิโอต้องรอคอยอีกสองวัน หลังจากที่กองพลหลักกองสุดท้ายถอนกำลังออกไป เขาจึงจะสามารถถอยทัพตามไปได้
ด้วยความกระวนกระวายใจ ฟาบิโอทำตามแผนการของเฮนวิลล์อย่างเคร่งครัด ในตอนรุ่งสาง เขายังคงนำกลุ่มทหารทาสชาวนาที่ดูเหมือนจะแตกแถวและไม่เป็นระเบียบ วิ่งออกกำลังกายรอบค่ายใหญ่ตามปกติ
และภายในค่ายใหญ่ ควันไฟจากการทำอาหารก็ยังคงลอยคลุ้งอยู่ ยามรักษาการณ์ก็ยังคงทำหน้าที่ กองทหารม้าลาดตระเวนก็ยังคงควบม้าตรวจตรา และทหารหุ้มเกราะก็ยังคงฝึกซ้อมกันอยู่
ทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อวานเลย
เฮนวิลล์ไม่ได้ออกไปวิ่งด้วย ทว่าเขามุ่งหน้าไปยังหน่วยพลาธิการเพื่อตรวจสอบและจัดเตรียมสิ่งของที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้
การถอยทัพของกองกำลังพันธมิตรได้ขนย้ายเสบียงและยุทโธปกรณ์ไปเป็นจำนวนมาก ทว่าค่ายใหญ่แห่งนี้ก็มีขนาดมโหฬารจนเกินไป
ยังมีสิ่งของอีกมากมายที่ถูกทิ้งไว้ และหน้าที่ของเฮนวิลล์ก็คือการคัดแยกสิ่งที่มีประโยชน์ออกมา
อันดับแรกคือธัญญาหาร ธัญญาหารบนโลกใบนี้เป็นพืชจำพวกข้าวบาร์เลย์ ทว่าผลผลิตของมันกลับสูงกว่ายุคศักดินาในโลกก่อนของเขามาก ว่ากันว่าเป็นเพราะได้รับพรจากเทพีแห่งการเก็บเกี่ยว
ธัญญาหารที่นี่จะถูกนำไปแปรรูปเป็นแป้งเพื่อนำมาบริโภค
ตอนนี้ เฮนวิลล์ได้เกณฑ์คนเฒ่าคนแก่และคนที่อ่อนแอจำนวนมากมาช่วยกันทำขนมปังแผ่นแบนในค่าย
ในขณะเดียวกัน เกวียนทุกเล่มก็ถูกรวบรวมมาและปรับแต่งฐานล้อใหม่ เปลี่ยนจากเกวียนเล่มใหญ่เทอะทะให้กลายเป็นเกวียนเล่มเล็กที่คล่องตัวขึ้น
นอกจากนี้ ยารักษาโรคที่หลงเหลืออยู่ก็ต้องถูกนำมาคัดแยกและจัดระเบียบใหม่ทั้งหมดเช่นกัน
ท่ามกลางความวุ่นวายโกลาหล ในที่สุดวันนี้ก็ผ่านพ้นไป
และข้าศึกก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเปิดฉากโจมตีแต่อย่างใด ดูเหมือนว่าพวกมันยังไม่ล่วงรู้เลยว่ากองกำลังพันธมิตรได้ลอบถอยทัพไปในยามวิกาลแล้ว
วันรุ่งขึ้น ฟาบิโอนำทหารทาสชาวนาที่ดูแตกแถวเหล่านั้นออกไปวิ่งเพียงแค่รอบเดียว
ตกเย็น เขาจัดเตรียมอาหารมื้อใหญ่ที่มีเนื้อสัตว์อุดมสมบูรณ์ให้ทุกคนในค่ายได้กินกันอย่างเต็มอิ่มเป็นมื้อสุดท้าย
ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาไม่อาจขนย้ายเสบียงเหล่านี้ไปได้ทั้งหมด สู้กินให้หนำใจเสียตั้งแต่ตอนนี้ยังจะดีกว่า
เฮนวิลล์เข้าไปหาฟาบิโอ "เราจะออกเดินทางกันทันทีที่ฟ้ามืดขอรับ!"
"แต่เวลายังไม่ครบกำหนดเลยนะ!"
"เราสามารถไปตั้งแนวป้องกันที่ภูเขาอ่าวหกเหลี่ยมเพื่อสกัดกั้นพวกมันต่อได้นี่ขอรับ! อีกอย่าง นำทองคำ เงินตรา และของมีค่าทั้งหมดออกมา แล้วโปรยมันให้ทั่วค่ายใหญ่เลยขอรับ!"
"เจ้าต้องการให้ข้าศึกมัวแต่เสียเวลาไปกับการเก็บสมบัติในค่ายใหญ่งั้นหรือ? เราจะเผาค่ายใหญ่ทิ้งต่างหากเล่า! ที่นี่ยังมีเสบียงเหลืออยู่อีกมาก เราจะปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือศัตรูไม่ได้เป็นอันขาด!"
เฮนวิลล์เอ่ยอย่างจนใจ "เสบียงพวกนี้ไม่สำคัญหรอกขอรับ! หากเราทิ้งค่ายใหญ่ไว้ ข้าศึกก็จำต้องแบ่งกำลังทหารมาสำรวจและยึดครองมัน ซึ่งนั่นจะช่วยลดทอนกำลังพลที่จะตามมาไล่กวดพวกเราไปได้มาก!
คำสั่งทางทหารของท่านลอร์ด ก็คือการรับรองว่ากองกำลังที่ไล่กวดมาจะไม่สามารถตามทันกองพลหลักได้ภายในสองวัน! ตราบใดที่ท่านบรรลุภารกิจนี้ ก็จะไม่มีใครมานั่งจับผิดในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรอกขอรับ!"
ฟาบิโอครุ่นคิดตามและรู้สึกว่ามันมีเหตุผล เขาจึงสั่งการให้องครักษ์ส่วนตัวไปดำเนินการตามนั้น
เมื่อรัตติกาลมาเยือน ค่ายใหญ่ก็เริ่มเคลื่อนไหว
ภายใต้การคุ้มกันของทหารนักวิ่งกว่าหมื่นนายของฟาบิโอ ทาสชาวนากว่าสองหมื่นนายก็เริ่มขับเคลื่อนเกวียนนับพันเล่ม มุ่งหน้าถอยทัพลงใต้ไปอย่างช้าๆ
ฟาบิโอเคยจัดซ้อมการถอยทัพเช่นนี้มาแล้วหลายครั้ง
ทว่าเมื่อต้องมาปฏิบัติจริง มันก็ยังคงดูวุ่นวายทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่ก็ยังดีกว่าการแตกทัพหนีตายอย่างไม่เป็นระเบียบมากนัก
หลังจากเดินทางฝ่าความมืดมาทั้งคืน ในที่สุดฟาบิโอก็สั่งให้หยุดพักเมื่อรุ่งอรุณมาเยือน
"เฮนวิลล์ เจ้าคิดว่าข้าศึกจะตามมาทันเมื่อไหร่?"
"ช่วงบ่ายขอรับ! ข้าศึกน่าจะเริ่มระแคะระคายถึงความผิดปกติตั้งแต่ช่วงเช้าแล้ว แต่พวกมันจะค่อยๆ หยั่งเชิง และน่าจะบุกเข้าค่ายใหญ่ในช่วงเที่ยง
จากนั้น การค้นหาสมบัติและการปล้นสะดมก็น่าจะกินเวลาไปจนถึงช่วงบ่าย! หากเราโชคดี พวกมันก็คงจะเริ่มเคลื่อนทัพตามมาอย่างเป็นทางการก็ในคืนนี้"
"ถ้าอย่างนั้น ต่อให้เราเดินทางต่อไปอีกวัน เราก็ยังไปไม่ถึงภูเขาอ่าวหกเหลี่ยมอยู่ดี! ทหารม้าไล่กวดมาไม่ถึงวันก็ทันแล้ว!"
"ทหารม้าเป็นทรัพยากรล้ำค่า พวกมันไม่กล้าบุ่มบ่ามบุกเข้ามาตรงๆ หรอกขอรับ ดังนั้นเราจะวางกองกำลังทหารใหม่ไว้รั้งท้ายขบวน
พวกมันคงไม่ส่งทหารม้ามามากนักหรอก พวกมันก็แค่จะคอยตอดเล็กตอดน้อยอยู่ห่างๆ และไม่กล้าเสี่ยงพุ่งเข้ามาปะทะหรอกขอรับ!"
ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามที่เฮนวิลล์คาดการณ์ไว้ ตกเย็น ทหารม้าลาดตระเวนของข้าศึกที่กระจัดกระจายกันมาก็ปรากฏตัวขึ้นทางด้านหลัง
เมื่อเห็นกองทัพนักวิ่งกำลังเคลื่อนพลไปข้างหน้าอย่างเป็นระเบียบ พวกมันก็ไม่ได้พยายามบุกเข้ามาหยั่งเชิงเลยแม้แต่น้อย
พวกมันเพียงแค่ส่งคนสองสามคนกลับไปรายงานข่าว ส่วนที่เหลือก็คอยขี่ม้าตามมาห่างๆ โดยเตรียมพร้อมที่จะชักม้าหนีได้ทุกเมื่อ