- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 63 เคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริง
บทที่ 63 เคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริง
บทที่ 63 เคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริง
บทที่ 63 เคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริง
พอเกิ่งปี้หู่จากไป เยว่เหวินก็รีบวิ่งขึ้นไปชั้นสอง ปิดประตูห้อง แล้วถอดจิตเข้าไปในตำหนักใหญ่สีดำทองแห่งนั้นทันที
"ต้าหลง! มีงานเข้ามาแล้ว!" พอเข้าไปถึงเขาก็ร้องตะโกนลั่น
"หืม?" ต้าหลงบนบัลลังก์ค่อยๆ ลืมตาขึ้น น้ำเสียงไม่เย็นชาเหมือนแต่ก่อน "ข้าได้กลิ่นเงินสยบมารฟุ้งมาจากตัวเจ้าเต็มไปหมด"
"เจ้าก็สัมผัสได้สินะ" เยว่เหวินหัวเราะหึๆ สองเสียง "ข้าจะขอซื้อลมหายใจมังกรของเจ้า เป่ามาให้ข้าสักสองสามทีสิ"
"ลมหายใจมังกร?" แววตาของต้าหลงจมลึก มองเยว่เหวินอย่างเย็นชา "เจ้าจะเอาไปทำอะไร?"
เยว่เหวินโชว์เมล็ดพันธุ์ไฟลมหายใจมังกรออกมา "ข้าจะติดไฟหลอมปราณคุ้มกาย ถึงจะได้เมล็ดพันธุ์ไฟลมหายใจมังกรมาแล้ว แต่มันไม่มีลมหายใจมังกร ของพรรค์นี้ต้องใช้ลมหายใจมังกรเป็นตัวจุดประกายเท่านั้น"
"ลมหายใจมังกรน่ะ ข้าให้เจ้าไม่ได้หรอก" ต้าหลงกล่าว
จังหวะที่เยว่เหวินกำลังจะอ้าปากเถียง มันก็พูดต่อว่า "แต่ข้าสอนเคล็ดวิชาหลอมกลั่นลมหายใจมังกรให้เจ้าได้"
"มีเคล็ดวิชาแบบนี้ด้วยเหรอ?" เยว่เหวินถาม
"ย่อมต้องมีสิ" ต้าหลงตอบ "ตำราวิถีมังกรแท้จริงที่เจ้าฝึกอยู่คือพื้นฐาน หากใช้พื้นฐานนั้นมาฝึกเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริง ก็จะสามารถหลอมกลั่นลมหายใจมังกรได้ ลมหายใจมังกรที่หลอมกลั่นออกมานั้นสามารถนำไปใช้วิชาประหลาดของมังกรแท้จริงได้สารพัดชนิด อานุภาพไร้ขีดจำกัด เคล็ดวิชาชุดนี้สืบทอดเป็นสายเดียวกันมาแต่ต้น ถึงมันจะเปลี่ยนเจ้าให้กลายเป็นมังกรแท้จริงผู้สูงส่งไม่ได้ แต่แค่เลียนแบบได้งูๆ ปลาๆ ก็มากพอให้เจ้าผงาดในแดนมนุษย์ได้แล้ว"
"คราวหน้าเจ้าพูดแค่ครึ่งประโยคแรกก็พอแล้ว" เยว่เหวินบ่นอย่างอารมณ์เสีย "แล้วเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงนี่ราคาเท่าไหร่ ข้าจะเรียน"
"เก้าสิบเก้าเหรียญเงินสยบมาร" ต้าหลงตอบทันควัน
เงินเก็บของเยว่เหวินตอนนี้มีอยู่สี่ร้อยห้าสิบสองเหรียญเงินสยบมาร ส่วนใหญ่ได้มาจากการไลฟ์สดสำรวจเขตแดนรกร้างครั้งก่อน ถือเป็นเงินเก็บก้อนโตที่แค่นอนคิดก็ยังเผลอยิ้มออกมาได้
ตอนนี้ต้องมาเสียไปรวดเดียวเกือบร้อยเหรียญ ทำเอาเขาแอบเสียดายอยู่ลึกๆ
แต่ถ้าเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงมันสำคัญอย่างที่ต้าหลงบอกจริงๆ เงินก้อนนี้ก็ถือว่าคุ้มค่าที่จะจ่าย เขาจึงโยนเงินสยบมารเก้าสิบเก้าเหรียญออกไปอย่างไม่ลังเล
ฟู่—
เงินสยบมารกลายสภาพเป็นควันสีทองถูกสูดเข้าไป ต้าหลงเชิดหัวขึ้นลิ้มรสชาติ ดูทรงแล้วการสูดเฮือกนี้คงฟินสุดๆ ไปเลย
ผ่านไปพักใหญ่ มันถึงได้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง แล้วพ่นภาษามังกรเสียงดังกังวานใส่เยว่เหวิน "ฮ่า—"
ในหัวของเยว่เหวินดังวิ้งขึ้นมา ภาพเพ่งสมาธิอันซับซ้อนลึกล้ำถูกประทับลงไปอีกภาพ พอได้เห็นภาพเพ่งสมาธิของหมัดพยัคฆ์อัสนีสะเทือนฟ้า แล้วมาดูภาพของเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงนี้ แค่ลายเส้นก็รู้สึกได้เลยว่ามันซับซ้อนกว่ากันเยอะมาก
เมื่อรับภาพเพ่งสมาธิมาแล้ว เยว่เหวินก็ถามขึ้นอีก "ทำไมเจ้าถึงให้ลมหายใจมังกรกับข้าตรงๆ ไม่ได้ หรือว่าเจ้าไม่ใช่มังกรของแท้?"
หรือว่าจะเป็นอย่างที่เขาเคยเดาไว้จริงๆ?
"ข้าคือราชันที่แท้จริงผู้ไร้เทียมทานแห่งเผ่ามังกร เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย" ต้าหลงพูดเสียงเย็น "ที่ข้าประทานลมหายใจมังกรให้เจ้าไม่ได้ เป็นเพราะร่างที่อยู่ที่นี่ไม่ใช่ร่างจริงของข้า เจ้าคงไม่ได้คิดว่าข้าผู้เป็นราชันอาศัยอยู่ในตำหนักนี้ ทำตัวเหมือนเถ้าแก่ร้านโชห่วยของพวกมนุษย์ รอให้เจ้าแวะมาซื้อของทุกสองสามวันหรอกนะ?"
"ไม่ใช่เหรอ?" เยว่เหวินย้อนถามด้วยท่าทีกวนประสาท ทำเอาต้าหลงโมโหจนแทบสำลัก
"ก็ไม่ใช่น่ะสิ!" ต้าหลงตวาดลั่น "ที่นี่เป็นแค่ภาพฉายของจิตวิญญาณเท่านั้น รวมถึงตัวข้าที่กำลังคุยกับเจ้าอยู่นี่ ก็เป็นแค่เสี้ยวจิตวิญญาณที่แบ่งออกมา ร่างต้นที่แท้จริงของข้า อยู่ในที่ที่เจ้าจินตนาการไม่ถึงหรอก!"
"ที่ไหนล่ะ?" เยว่เหวินครุ่นคิดแล้วพูด "แต่ข้าได้ยินมาว่า สายเลือดมังกรแท้จริงในแดนมนุษย์ยุคนี้มันสูญสิ้นไปหมดแล้วนะ ถ้าเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ก็คงต้องหลบซ่อนอยู่ในที่ที่เห็นแสงตะวันไม่ได้แน่ๆ..."
"ตอนนี้เจ้ายังไม่จำเป็นต้องรู้" ต้าหลงตอบปัดอย่างรำคาญ แล้วหลับตาลงดื้อๆ ตำหนักพลันมืดสนิทลงในพริบตา
สับสวิตช์ปิดไฟซะงั้น
...
เมื่อออกจากตำหนักใหญ่มา เยว่เหวินก็ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่นิดเดียว เขาเริ่มทำความเข้าใจเคล็ดวิชาทันที
"เคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริง"
จิตวิญญาณของเยว่เหวินดำดิ่งลงไปในภาพเพ่งสมาธิ เขาสัมผัสได้เพียงความมืดมิด มีเสียงดังกึกก้องเหมือนรัวกลองดังมาจากเบื้องบนเป็นระลอกๆ ตัวเขาเหมือนถูกห่อหุ้มไว้ในกลุ่มก้อนแห่งความโกลาหล ขยับเขยื้อนไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
เวลาค่อยๆ ผ่านไปเขาก็เริ่มตระหนักได้ว่า เสียงรัวกลองนั่นดูเหมือนจะเป็นเสียงหัวใจเต้นของเขาเอง ส่วนความโกลาหลรอบข้างก็คล้ายกับเป็นเกราะคุ้มภัยให้เขา
เขาเหมือนถูกขังอยู่ในเปลือกแข็งๆ ที่นอกจากจะรับรู้ถึงจังหวะหัวใจเต้นแล้ว ก็ทำอะไรไม่ได้อีกเลย
แล้วนี่จะให้ข้าทำความเข้าใจอะไรวะเนี่ย?
รออยู่ครู่หนึ่ง ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น เยว่เหวินเริ่มรู้ตัวว่าภาพเพ่งสมาธินี้อาจจะต้องการให้เขาซึมซับจังหวะการเต้นของหัวใจกระมัง? เขาจึงปรับจังหวะการหายใจเข้าออกให้สอดคล้องกับความถี่ของเสียงรัวกลองนั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขากลับพบว่าการจะปรับจังหวะหายใจให้ตามเสียงหัวใจเต้นนี้ให้ทัน มันยากเอาเรื่องเลยทีเดียว เพราะในนั้นมีความเปลี่ยนแปลงที่ละเอียดอ่อนซ่อนอยู่ บางครั้งก็ทรงพลังหนักแน่น บางครั้งก็แผ่วเบายาวนาน พอทำตามไปนานๆ ก็รู้สึกว่าเลือดลมตีกลับสูบฉีดพลุ่งพล่าน จนหน้ามืดตาลายไปหมด
หรือว่านี่คือจังหวะการหายใจของมังกรแท้จริง?
เยว่เหวินคิดในใจ วันๆ เอาแต่หายใจแบบนี้มันไม่เหนื่อยหรือไงฟะ?
หลังจากที่เขาพยายามทำตามจนเหงื่อแตกพลั่กอยู่พักใหญ่ จู่ๆ ก็มีการหยุดชะงักเล็กๆ เกิดขึ้น แล้วจังหวะก็วนกลับไปสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง ถ้าไม่ใช่เพราะเยว่เหวินมีความจำดี เขาอาจจะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เลยด้วยซ้ำ
ไม่สิ
"นี่ไม่ใช่จังหวะการหายใจเข้าออก แต่ความเปลี่ยนแปลงของลมหายใจอันยาวนานเป็นชุดนี้ มันเทียบเท่ากับการหายใจเพียงครั้งเดียวของมังกรแท้จริงต่างหาก!" ในที่สุดเยว่เหวินก็เข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน
เส้นลมปราณของมังกรแท้จริงนั้นทับซ้อนและซับซ้อนมาก การหายใจทุกครั้งมีค่าเท่ากับเผ่ามนุษย์เดินลมปราณเคล็ดวิชาลับครบรอบหนึ่ง โครงสร้างเส้นลมปราณที่สวรรค์ประทานมาให้แบบนี้ ทำให้พวกมันแค่นอนหายใจทิ้งเฉยๆ ก็ได้ผลลัพธ์เท่ากับคนที่อดหลับอดนอนบำเพ็ญเพียรอย่างหนักแล้ว
นี่มันความหมายที่แท้จริงของคำว่า แค่หายใจก็เก่งขึ้น ได้เลย
เคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงนี้ ก็คือการทำให้เขาสามารถใช้ร่างกายมนุษย์จำลองการเดินลมปราณของเผ่ามังกรได้ และในท้ายที่สุดก็จะสามารถหลอมกลั่นลมหายใจมังกรบริสุทธิ์ออกมาได้
ลมหายใจมังกรที่ได้มาด้วยวิธีนี้ จะบอกว่าเป็นแค่ลมที่เผ่ามังกรหายใจออกมาเฉยๆ ก็คงไม่ได้ แต่มันคือพลังวิญญาณอันเป็นเอกลักษณ์ที่เกิดจากการหลอมกลั่นอย่างประณีต อย่างที่ต้าหลงบอก ลมหายใจมังกรสามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานสำหรับร่ายวิชาประหลาดเฉพาะตัวของเผ่ามังกรได้ในภายหลัง
ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง
สรรพสิ่งในฟ้าดินเกิดมาแตกต่างกัน เมื่อเทียบกับอสูรปีศาจและสัตว์เทพเหล่านั้น เส้นลมปราณของเผ่ามนุษย์นั้นสั้นและตรงไปตรงมา จึงเกิดมาอ่อนแอ แต่ก็เพราะโครงสร้างแบบนี้แหละ มนุษย์จึงสามารถจำลองการเดินลมปราณของสิ่งมีชีวิตอื่นๆ และประยุกต์จนเกิดเป็นเคล็ดวิชานับไม่ถ้วนบนโลกใบนี้ได้ สิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์อื่นอาจจะเกิดมาแข็งแกร่ง แต่ยากนักที่จะมีความสามารถในการเลียนแบบที่ยอดเยี่ยมอย่างเผ่ามนุษย์
เปรียบเทียบง่ายๆ ก็เหมือนสิ่งมีชีวิตอื่นเกิดมาก็มีบ้านเป็นหลังพร้อมอยู่ จะหลังเล็กหรือหลังใหญ่ก็ว่าไป แต่มนุษย์เกิดมามีแค่กองทรายกับก้อนอิฐ ถึงจะเข้าอยู่ทันทีไม่ได้ แต่มันก็สามารถนำมาประกอบเป็นรูปทรงอะไรก็ได้ตามใจชอบ
มนุษย์ใช้เพียงผงทราย ก็สามารถปั้นหอคอยสูงเสียดฟ้าในความฝันขึ้นมาได้
ปัง ปัง ปัง!
ในขณะที่เยว่เหวินกำลังดำดิ่งอยู่กับจังหวะการเลียนแบบลมหายใจของเผ่ามังกร จู่ๆ ก็มีเสียงทุบประตูรัวๆ ดังมาจากข้างนอก
เขาถอนจิตวิญญาณออกมาจากภาพเพ่งสมาธิ ก็ได้ยินเสียงจ้าวซิงเอ๋อร์ตะโกนมาจากนอกประตู "เถ้าแก่ เจ้าจะไปงานประมูลไม่ใช่เหรอ? ทำไมยังไม่ตื่นอีก?"
"เถ้าแก่ เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า? ถ้าไม่ตอบ ข้าจะพังประตูเข้าไปแล้วนะ!" จ้าวซิงเอ๋อร์ตะโกนขู่ซ้ำอีกรอบ
"ข้าไม่เป็นไร อย่า..." เยว่เหวินรีบลุกพรวดพราดหมายจะไปเปิดประตู
แต่มันสายไปเสียแล้ว
โครม—
สิ้นเสียงระเบิดดังสนั่น บานประตูกระดานก็ลอยมาฟาดเข้าที่หน้าเยว่เหวินอย่างจัง ทับเขาล้มลงไปกองกับพื้น
จ้าวซิงเอ๋อร์เหยียบลงบนแผ่นไม้ประตูกระดาน กวาดสายตามองซ้ายมองขวาด้วยท่วงท่าสง่างามน่าเกรงขาม สีหน้าจริงจัง "เถ้าแก่หายตัวไป? หรือว่าจะมีโจรสาวเด็ดบุปผาบุกเข้ามา?"
"ข้า..." เยว่เหวินยื่นมือข้างหนึ่งลอดออกมาจากใต้บานประตู "ข้าอยู่..."
พูดยังไม่ทันขาดคำ หมาอ้วนตัวเบ้อเริ่มที่ตามหลังมาก็กระโดดตุ้บขึ้นมาเหยียบซ้ำบนบานประตู ยืดอกอย่างสง่าผ่าเผย "โฮ่งงง—"
"อั่ก!" เยว่เหวินโดนกระทืบซ้ำ ร้องครางอู้อี้ออกมาคำหนึ่ง ถึงจะเค้นเสียงพูดจนจบประโยคได้ "ข้าอยู่นี่!"
จ้าวซิงเอ๋อร์ตกใจ รีบเตะบานประตูออกไปให้พ้นทาง "เถ้าแก่! เจ้าลงไปนอนทำอะไรอยู่ใต้บานประตูเนี่ย?"
"หึ" เยว่เหวินกลั้นไม่อยู่ หลุดขำออกมา
ความอึ้งกิมกี่ในวินาทีนี้ คงแสดงออกได้ด้วยความพูดไม่ออกขั้นสุดเท่านั้น
...
ที่แท้การที่เยว่เหวินทำตามจังหวะหายใจในภาพเพ่งสมาธิไปไม่กี่รอบนั้น เวลาได้ล่วงเลยไปเกือบยี่สิบชั่วโมงแล้ว ตอนนี้คือช่วงเช้าของอีกวัน!
เมื่อบ่ายวานนี้ตอนที่คนซื้อหมัดพยัคฆ์อัสนีสะเทือนฟ้ามารับของ จ้าวซิงเอ๋อร์ก็มาเรียกเขาไปรอบหนึ่งแล้ว แต่เยว่เหวินไม่ตอบ โชคดีที่จ้าวซิงเอ๋อร์รู้ว่าภาพเพ่งสมาธิที่เขาห่อไว้เรียบร้อยแล้วอยู่ชั้นล่าง เลยเอาไปให้คนซื้อรับไปได้
วันนี้มีกำหนดการต้องไปร่วมงานประมูล ถ้าเยว่เหวินยังไม่ออกมาอีกก็คงพลาดงานแน่ จ้าวซิงเอ๋อร์ถึงได้ร้อนใจพังประตูเข้ามา
เยว่เหวินก็ว่านางไม่ได้เหมือนกันว่าทำไม่ถูก
แต่ตอนนี้เขารู้สึกปวดระบมไปทั้งตัวจริงๆ ไม่รู้ว่าเพราะนั่งสมาธินานเกินไปหรือเพราะโดนประตูฟาดกันแน่
เขาได้แต่จดจำไว้ในใจอย่างเงียบๆ ว่า คราวหน้าถ้าจะฝึกเคล็ดวิชาลมหายใจมังกรแท้จริงอีก ต้องบอกกล่าวล่วงหน้าไว้ก่อนซะแล้ว
เวลาเริ่มงานประมูลคือสิบโมงเช้า ซึ่งตอนนี้ก็ปาเข้าไปเก้าโมงครึ่งแล้ว เยว่เหวินรีบล้างหน้าแปรงฟันลวกๆ แล้วคร่อมรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันจิ๋ว ซ้อนจ้าวซิงเอ๋อร์บิดทะยานออกไปอย่างบ้าคลั่ง โชว์อานุภาพของของวิเศษที่หลอมขึ้นจากโครงกระดูกอาชามังกรขาวออกมาอย่างเต็มพิกัด
พุ่งทะยานจนแทบจะทิ้งภาพติดตาเป็นเส้นสีขาวไว้เบื้องหลัง
ดีนะที่รถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันนี้ไม่มีป้ายทะเบียน ไม่งั้นขี่ซิ่งมาตลอดทางขนาดนี้ คงโดนตัดแต้มใบขับขี่ลากยาวไปยันโคตรเหง้าศักราชที่สิบแปดเลยทีเดียว
ไม่ถึงสามนาที พวกเขาก็มาถึงหน้าประตูเป่าจือหลิน หักหัวรถเลี้ยวแล้วเบรกตีลังกาล้อหลังอย่างแรง
เอี๊ยดดด—
เสียงยางบดถนนอย่างบ้าคลั่งดังสนั่น ฝุ่นควันตลบอบอวลไปทั่ว
"ถุยๆๆ—" ผู้ฝึกตนหกคนที่สวมชุดฝึกยุทธ์สะพายกระบี่ไว้ด้านหลังซึ่งยืนอยู่หน้าประตูทางเข้าสถานที่จัดงาน ต่างพากันปัดฝุ่นทรายออกจากหน้าพร้อมเพรียงกัน
พอฝุ่นควันจางลง หนึ่งในนั้นก็อดด่าออกมาไม่ได้ "ขี่รถเครื่องกระป๋องเก่าๆ แกจะมาดริฟต์สะบัดตูดหาพระแสงอะไรวะ?"
"ขอโทษทีครับ พอดีอารมณ์มันพาไปหน่อย" เยว่เหวินเข็นรถเข้าซองจอด แล้วรีบพุ่งพรวดพราดเข้าไปในสถานที่จัดงานพร้อมกับจ้าวซิงเอ๋อร์
ฉีเตี่ยนกำลังเดินตรวจตราอยู่แถวหน้าประตู พอเห็นทั้งสองคนก็รีบยื่นตั๋วสองใบมาให้ "น้องเยว่ ตั๋วที่นั่งประมูลหนึ่งใบกับที่นั่งผู้ชมอีกหนึ่งใบที่เจ้าต้องการ เตรียมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวเจ้าไปรับหน้ากากที่หลังเวที สวมเสร็จก็เดินเข้าไปได้เลย"
"ขอบใจมาก พี่ฉี" เยว่เหวินจับมือเขาเขย่าแรงๆ อย่างซาบซึ้ง
ที่นั่งในงานประมูลครั้งนี้แย่งกันดุเดือดมาก เขาเป็นกังวลว่าคนไม่มีเส้นสายอย่างตัวเองจะเข้างานไม่ได้ด้วยซ้ำ เลยไหว้วานให้ฉีเตี่ยนช่วยซื้อตั๋วให้สองใบ
"ข้าต้องเฝ้าของประมูลอยู่บนชั้นสอง เดี๋ยวงานประมูลเริ่มข้าก็ลงมาไม่ได้แล้วล่ะ" ฉีเตี่ยนบอก "รอเลิกงานแล้วเราค่อยเจอกันนะ"
"ได้เลย" เยว่เหวินพยักหน้ารับ "งานประมูลจบเมื่อไหร่ ต้องให้โอกาสข้าเลี้ยงข้าวเจ้าสักมื้อนะ"
ฉีเตี่ยนมองเขาด้วยสายตาลึกล้ำ เหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วก็เงียบไป