- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 58 กำแพงภาพวาด
บทที่ 58 กำแพงภาพวาด
บทที่ 58 กำแพงภาพวาด
บทที่ 58 กำแพงภาพวาด
ค่ำคืนที่เคยเงียบสงบ กลับกลายเป็นวังเวงและน่าขนลุกขึ้นมาทันที
การที่จ้าวซิงเอ๋อร์กับศาสตราจารย์กวนถูกภาพวาดบนผนังดูดกลืนเข้าไปโดยที่เยว่เหวินไม่รู้ตัวเลยสักนิด ถือเป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายเอามากๆ
สิ่งชั่วร้ายในบ้านหลังนี้ มันร้ายกาจกว่าที่พวกเขากะไว้เยอะเลย!
เยว่เหวินยังไม่กล้าไปยุ่งกับภาพวาดของกวนฉินก่อน เพราะศาสตราจารย์กวนเป็นแค่ชายชราธรรมดาๆ ร่างกายอ่อนแอ ขืนทำอะไรรุนแรงเดี๋ยวแกจะรับไม่ไหว เขาเดินตรงดิ่งไปที่ภาพวาดของจ้าวซิงเอ๋อร์ เคาะกรอบรูปเบาๆ "ซิงเอ๋อร์ ได้ยินข้าไหม"
สิ่งที่ตอบกลับมาไม่ใช่เสียงจ้าวซิงเอ๋อร์ แต่กลับมีไอหยินจางๆ ซึมออกมา ตามด้วยใบหน้ายักษ์หน้าเขี้ยวที่พุ่งพรวดออกมาอย่างกะทันหัน!
"แฮ่—"
ใบหน้าผีโผล่มาแบบไม่ให้ตั้งตัว แทบจะแนบชิดติดกับหน้าเยว่เหวินเลยทีเดียว
【อสูรในภาพวาด: อสูรฝันร้ายที่เกิดจากความปั่นป่วนด้วยสาเหตุบางอย่างที่ไม่ทราบแน่ชัด ไม่รู้ว่าเกิดมาได้ยังไง และไม่รู้ว่าจะตายยังไง นอกจากหน้าตาอัปลักษณ์แล้ว ก็ไม่มีข้อดีอะไรน่าพูดถึง พลังการต่อสู้เทียบเท่ากับคุณยายชาวมนุษย์สุขภาพแข็งแรงสองคน】
ถึงไอ้ตัวนี้จะพลังกากๆ แต่ระยะประชิดขนาดนี้มันก็ออกจะล่อแหลมไปหน่อย เยว่เหวินก็เลยสะดุ้งโหยงไปเหมือนกัน
วินาทีต่อมา ก็มีมือขาวอวบที่มีพละกำลังมหาศาลยื่นออกมาคว้าคอไอ้ผีหน้าเขี้ยวนั่น แล้วกระชากมันกลับเข้าไปอย่างแรง!
เยว่เหวินได้ยินเสียงด่าแว่วๆ "หน้าตาอัปลักษณ์ที่สุดเลยนะแกน่ะ ทำเอาแม่ตกใจหมด!"
ไอหยินฟุ้งกระจาย บังวิสัยทัศน์ไปชั่วขณะ พอมองกลับไปที่ฉากในภาพวาดอีกที ก็เห็นจ้าวซิงเอ๋อร์กำลังใช้เท้าเหยียบผีหน้าเขี้ยว ส่วนมืออีกข้างก็จับลิ้นยาวๆ ของผีลิ้นห้อยแกว่งหมุนติ้วๆ จนเห็นเป็นภาพติดตา
จู่ๆ ภาพวาดก็ดูเป็นอนิเมะขึ้นมาซะงั้น
กระดาษวาดรูปนี่มันทะลุเข้าออกได้ตามใจชอบเลยเหรอ
เยว่เหวินคิดในใจ ลองเอามือล้วงเข้าไปดู ก็ได้ยินเสียงดังฉีกขาดทุ้มๆ แขนครึ่งท่อนของเขาเหมือนทะลุเข้าไปในอีกมิติหนึ่ง จมหายเข้าไปในภาพวาด สัมผัสที่ส่งกลับมาก็สมจริงสุดๆ
จากนั้นก็ได้ยินเสียงร้องอุทานดังมาจากข้างใน "มือใครล้วงเข้ามาลวนลามเนี่ย"
โครม—
เสียงระเบิดดังสนั่น กระดาษวาดรูปแตกกระจาย ร่างของจ้าวซิงเอ๋อร์ร่อนลงพื้นอย่างสวยงาม
มือทั้งสองข้างของนางหิ้วร่างเงาผีไว้ข้างละตัว ดูน่าเกรงขามดั่งเทพจงขุยฉบับผู้หญิง นางถลึงตาใส่เยว่เหวิน "เมื่อกี้มือเจ้าใช่ไหม"
"ไม่ใช่ข้า" เยว่เหวินรีบปฏิเสธทันควัน ชี้ไปข้างหลังนาง "เมื่อกี้มีเงาดำโฉบผ่านไป เอามือล้วงเข้าไปแล้วก็รีบวิ่งหนีไปเลย"
"หืม?" จ้าวซิงเอ๋อร์ถลึงตาอย่างจับผิด
เยว่เหวินรีบเปลี่ยนเรื่อง "ศาสตราจารย์กวนยังติดอยู่ในนั้นนะ แค่ทำลายกระดาษวาดรูปก็ออกมาได้แล้วใช่ไหม"
"ใช่" จ้าวซิงเอ๋อร์พยักหน้า "เมื่อกี้ข้าก็อาศัยทิศทางที่มือเจ้า... เอ้ย มือใครก็ไม่รู้ล้วงเข้ามา เจาะกระดาษวาดรูปออกมานั่นแหละ อยู่ข้างในมันหาทิศทางไม่เจอหรอก จะออกมาเองมันก็ยากนิดนึง... ขอบใจเจ้ามากนะ"
"ไม่เป็นไรน่า" เยว่เหวินตอบปัดๆ
จ้าวซิงเอ๋อร์ออกแรงบีบเงาผีทั้งสองร่างจนแหลกคามือในพริบตา "ยอมรับแล้วล่ะสิว่าเป็นมือเจ้า"
เยว่เหวินใจหายวาบ คิดในใจ ยัยเบ๊อะนี่ทำไมจู่ๆ ถึงมาเล่นสงครามประสาทได้วะเนี่ย
"ช่วยคนสำคัญกว่า!" เขารีบตะโกนกลบเกลื่อน ซัดฝ่ามือเดียวทำลายภาพวาดอีกฝั่งจนแหลกละเอียดด้วยความเร็วแสง คว้าตัวกวนฉินที่อยู่ข้างในแล้วดึงพรวดออกมา
พรึ่บ ศาสตราจารย์เฒ่าล้มลุกคลุกคลานลงไปกองกับพื้น หน้าตาตื่นตระหนก "เมื่อกี้ฉัน... เห็นหมอกควัน พอเปิดประตูปุ๊บ เข้าไปอยู่ในนั้นได้ไงก็ไม่รู้"
"ศาสตราจารย์กวนไม่ต้องตกใจครับ เดี๋ยวพวกผมคุ้มครองคุณออกไปก่อน" เยว่เหวินบอก "ยังไม่รู้เลยว่าต้นตอของอสูรฝันร้ายอยู่ที่ไหน ไว้ค่อยกลับมาจัดการทีหลังดีกว่า"
การมีกวนฉินอยู่ด้วย ถือเป็นความผิดพลาดของพวกเขาจริงๆ
เพราะตอนแรกที่ฟังคำบอกเล่า ก็คิดว่าเป็นแค่อสูรฝันร้ายกระจอกๆ กะว่าพอมันโผล่หัวมาก็จัดการให้สิ้นซากไปเลยง่ายๆ
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ทั้งห้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของอสูรฝันร้ายตัวนี้ แถมยังมองไม่ออกด้วยว่าต้นกำเนิดไอหยินมาจากไหน มีความเป็นไปได้สูงมากว่าพวกเขากำลังหลุดเข้ามาใน 'อาณาเขตฝันร้าย' ซึ่งรับมือยากเอาการ ถ้ารู้แต่แรก คืนนี้คงให้ตาแก่ไปนอนที่อื่นแล้วปล่อยให้พวกเขาสองคนจัดการสิ่งชั่วร้ายที่นี่กันเองดีกว่า
แต่ยังดีที่กวนฉินไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แค่ตกใจสุดขีดตอนติดอยู่ในภาพสเก็ตช์ก็เท่านั้น
ทั้งสองคนรีบเข้าไปประกบตาแก่ซ้ายขวา แทบจะหิ้วปีกลอยตัวขึ้นมา แล้วพากันวิ่งออกไปทางประตู
พลังจิตของอสูรฝันร้ายมักจะมีขอบเขตจำกัด ขอแค่หลุดออกไปจากบ้านหลังนี้ได้ก็น่าจะปลอดภัย ถึงตอนนั้นค่อยกลับมาจัดการอสูรฝันร้ายตัวนี้ก็ยังไม่สาย
แต่ระหว่างทางลงบันได ภาพวาดรอบตัวก็เริ่มมีปฏิกิริยาแปลกประหลาดขึ้นมา!
...
ภาพวาดตรงหน้าเป็นรูปท่อนแขนของผู้หญิงสวมแหวน จู่ๆ ก็มีแขนสีขาวขนาดใหญ่ทะลุภาพออกมา ยื่นยาวมาข้างหน้า ทำท่าเหมือนกำลังจะคว้าอะไรบางอย่างกลางอากาศ ราวกับจะขวางทางพวกเขาสามคนเอาไว้
อีกด้านหนึ่งก็มีเสียงเสือคำรามดังกึกก้อง เสือลายพาดกลอนกระโจนลงมาจากชั้นสอง ลูกแอปเปิ้ลชั้นล่างกลิ้งเกลื่อนกลาดเต็มพื้น เงาดำในภาพสเก็ตช์พากันลุกขึ้นยืน จ้องมองพวกเขาทั้งสามด้วยดวงตากลวงโบ๋อันน่าสะพรึงกลัว ภาพวาดทิวทัศน์ก็มีป่าไม้และสายน้ำยื่นยาวออกมา เถาวัลย์เลื้อยพันเต็มห้องรับแขก!
นี่คงเป็นฉากที่หวังเมี่ยวเมี่ยวเล่าให้ฟังแน่ๆ แต่ก่อนหน้านี้ภาพวาดที่กลับมามีชีวิตพวกนี้ไม่ได้ดุร้ายขนาดนี้นี่นา ดูเหมือนว่าพวกมันจะถูกกระตุ้นให้โกรธแค้นเพราะมีคนบุกรุกเข้ามา ต่างก็แผ่รังสีอำมหิตอย่างเห็นได้ชัด ราวกับจะกักขังพวกเขาทั้งสามคนไว้ที่นี่ให้จงได้
จ้าวซิงเอ๋อร์ไม่สนอะไรทั้งนั้น ในมือถือค้อนลูกตุ้ม เคลื่อนไหวรวดเร็วดั่งพายุหมุน เหวี่ยงค้อนดังฉ่าๆ ฟาดท่อนแขนยักษ์พร้อมกับภาพวาดจนแหลกละเอียดในพริบตา
สิ่งชั่วร้ายสลายไปในทันที
ตาของกวนฉินกระตุกยิกๆ "ภาพนั้นฉันประมูลมาตั้งสองแสนกว่าเชียวนะ ตอนนี้ราคาตลาดพุ่งไปห้าแสนแล้ว..."
ยังไม่ทันขาดคำ จ้าวซิงเอ๋อร์ก็เหวี่ยงค้อนอีกรอบ ฟาดภาพเสือลงเขาจนแหลกไม่มีชิ้นดี
"อึก—" กวนฉินหายใจติดขัด "เสือของจางเสี่ยวหว่าน ในโลกนี้มีเหลือแค่สามภาพเองนะ!"
ลมหายใจยังไม่ทันสุด จ้าวซิงเอ๋อร์ก็พลิกมือฟาดภาพฝูงลิงหุบเขาที่มีลิงกระโดดออกมาไม่หยุดจนแหลกละเอียดไปอีกภาพ!
"อ๊าก..." คราวนี้กวนฉินได้แต่หายใจออก หายใจเข้าไม่ทันแล้ว "ลิงในภาพฝูงลิงนั่นน่ะ ตัวนึงแพงกว่าทองคำตั้งตำลึงเชียวนะ พังพินาศหมดแล้ว! หนูเสี่ยวจ้าว ไหนบอกว่ารักศิลปะไง ลงมือหนักขนาดนี้ได้ไงเนี่ย!"
"นางรักศิลปะบ้าอะไรล่ะ นางมันสายบวกเพียวๆ!" เยว่เหวินบ่นอุบมาจากอีกฝั่ง
ฝั่งเขาก็จัดการอสูรฝันร้ายที่เดินออกมาจากภาพวาดไปไม่น้อย ถึงอสูรพวกนี้พลังจะกากๆ อยู่แค่ระดับครึ่งคุณยายถึงสองคุณยายก็เถอะ แต่ความดุร้ายพุ่งปรี๊ด ขัดขวางสุดชีวิตไม่ยอมให้ทั้งสามคนออกไป ถ้าไม่ทำลายภาพวาดก็ไม่มีทางจัดการพวกมันได้เด็ดขาด
ตลอดทางจนถึงประตู ทั้งสองคนฟันภาพวาดในห้องรับแขกซะเละเทะไปหมด ตาแก่ก็หลับตาปี๋ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดียังไง สงสัยจะทนดูภาพบาดตาบาดใจไม่ไหว ร่างกายเลยตัดการรับรู้ไปเองโดยอัตโนมัติ
เยว่เหวินยื่นมือไปเปิดประตู ทั้งสองคนคุ้มครองกวนฉินเดินออกจากห้อง
แต่พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็พบว่าสถานการณ์ยังคงผิดปกติอยู่ดี
ที่นี่ไม่ใช่โถงทางเดินของคอนโด แต่กลับเป็นชายหาดริมทะเล สีสันรอบตัวดูฉูดฉาดบาดตาอย่างประหลาด ท้องฟ้ายามเย็นสีแดงอมม่วง ดวงอาทิตย์กลมโตลอยเด่นอยู่เหนือผิวน้ำทะเล ดูงดงามทว่าแฝงไปด้วยความเย้ายวนใจอันน่าสะพรึงกลัว
นี่มันฉากในภาพวาดพระอาทิตย์ตกดินเหนือทะเลบนชั้นสองนี่นา!
ยังออกไปไม่ได้อีกเหรอเนี่ย
หันกลับไปมอง ประตูที่อยู่ข้างหลังก็หายไปแล้ว กลายเป็นหาดทรายว่างเปล่าแทน
"พวกเราหลงเข้ามาในอาณาเขตฝันร้ายตั้งแต่ก้าวเข้ามาในประตูบ้านแล้วล่ะ" เยว่เหวินเพิ่งจะตระหนักได้ในตอนนี้ "บางทีอาจจะมีอะไรบางอย่างช่วยบดบังไอหยินเอาไว้ พวกเราถึงไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด"
ที่เรียกว่า "อาณาเขตฝันร้าย" ก็คือเมื่ออสูรฝันร้ายมีพลังจิตแข็งแกร่งเป็นพิเศษ มันจะสามารถสร้างโลกจำลองที่ทำงานตามกฎเกณฑ์ของมันขึ้นมาได้
โลกจำลองนี้อาจจะดูเหมือนโลกความจริงเป๊ะๆ หรืออาจจะพิสดารหลุดโลกไปเลยก็ได้ ถ้าหลงเข้าไปแล้ว โอกาสรอดออกมาได้ง่ายๆ แทบจะเป็นศูนย์
ตามหลักแล้ว ในอาณาเขตฝันร้ายต้องมีไอหยินเข้มข้นจัดๆ ต่อให้ไม่ใส่กระจกส่องวิญญาณก็ต้องสัมผัสได้ทันที แต่เยว่เหวินอยู่บ้านกวนฉินจนถึงเที่ยงคืน ก็ยังไม่รู้สึกถึงความผิดปกติเลยแม้แต่นิดเดียว
เขาถึงได้เดาว่าต้องมีของอะไรบางอย่างช่วยบดบังไอหยินเอาไว้แน่ๆ
"เดี๋ยวนะ" จ้าวซิงเอ๋อร์ท้วงขึ้น "แล้วหวังเมี่ยวเมี่ยวเดินออกไปได้ยังไงล่ะ"
กฎเกณฑ์ของอาณาเขตฝันร้ายต้องตายตัวสิ ถ้าตั้งใจจะไม่ให้ใครออกไป ก็ต้องไม่ให้ใครออกไปเลย แล้วทำไมเด็กสาวคนนั้นถึงเดินออกไปได้สบายๆ ล่ะ
พวกเขามีอะไรที่แตกต่างจากหวังเมี่ยวเมี่ยวกันแน่
"บางทีอาจจะมีกฎเกณฑ์อะไรที่เรายังไม่รู้ก็ได้..." เยว่เหวินพูดพลาง แผ่สัมผัสวิญญาณออกไปสำรวจรอบๆ เพื่อหาช่องโหว่ที่จะช่วยให้พวกเขาหาทางกลับได้ เหมือนตอนที่จ้าวซิงเอ๋อร์อยู่ในภาพวาด เยว่เหวินเชื่อว่าขอแค่หาทิศทางที่ถูกต้องเจอ พวกเขาก็น่าจะพังภาพวาดกลับสู่โลกความจริงได้
แต่วิวทะเลบรรจบขอบฟ้าที่กว้างสุดลูกหูลูกตานี่ มองไม่ออกเลยจริงๆ ว่าทิศทางไหนคือทางออก
ในตอนนั้นเอง เขาก็เห็นว่าบนชายหาดไกลออกไป มีผู้หญิงผมยาวใส่ชุดกระโปรงสีขาวคนหนึ่งยืนอยู่ ผมสีดำสนิทปรกหน้าปรกตา ยืนอยู่ในเงามืด จ้องมองพวกเขานิ่งๆ!
"ตรงนั้นมีคน!" เยว่เหวินชี้มือไป "ตามไป!"
เขามั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์เลยว่า ตอนเย็นที่กวนฉินบรรยายภาพวาดพระอาทิตย์ตกดินเหนือทะเลให้เขาฟัง ในภาพนั้นไม่มีคนอยู่เลยสักคน
ผู้หญิงชุดขาวคนนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนหรืออสูรฝันร้าย ก็ต้องรู้วิธีเข้าออกที่นี่แน่นอน
ทั้งสองคนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร เคลื่อนไหวรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ กวนฉินที่ถูกหิ้วปีกอยู่ตรงกลาง เหมือนคางคกคาบไม้ที่ห้อยต่องแต่งอยู่ระหว่างหงส์สองตัว ลมตีแสกหน้าจนเถิกขึ้นไปอีกหลายเซนติเมตร
พอเห็นพวกเขาสองคนพุ่งเข้ามา ผู้หญิงคนนั้นก็หันหลังวิ่งหนีทันที ความเร็วไม่ธรรมดาเลย พุ่งทะลุสวนมะพร้าว เลี้ยวไปอีกทางอย่างว่องไว
ทั้งสามคนวิ่งไล่ตามมา ก็เจอเข้ากับกำแพงกราฟฟิตี้ทอดยาว ร่างของผู้หญิงคนนั้นพุ่งชนกำแพง แล้วหายวับเข้าไปในกำแพงดื้อๆ เลย
"หายไปแล้ว?"
เยว่เหวินเดินเข้าไปใกล้ แผ่สัมผัสวิญญาณกวาดดู แต่ก็ไม่พบกลิ่นอายของผู้หญิงคนนั้นอีกเลย
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วบอกว่า "บางทีกำแพงนี่อาจจะเป็นประตูทางออกก็ได้นะ"
"บนกำแพงมีภาพวาดเต็มไปหมดเลย" จ้าวซิงเอ๋อร์ชี้ให้ดู
มันเป็นกำแพงสีเทาอมเหลือง บนนั้นมีภาพวาดผู้คนเรียงรายกันเป็นฉากๆ พอดูดีๆ เหมือนมันกำลังเล่าเรื่องอะไรสักอย่างอยู่เลยแฮะ?