- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 46 : ศึกแรกของห้อง 1 ! พลังไร้เทียมทานของพวกเธอปรากฏออกมา ! อาจารย์ตกตะลึง !
บทที่ 46 : ศึกแรกของห้อง 1 ! พลังไร้เทียมทานของพวกเธอปรากฏออกมา ! อาจารย์ตกตะลึง !
บทที่ 46 : ศึกแรกของห้อง 1 ! พลังไร้เทียมทานของพวกเธอปรากฏออกมา ! อาจารย์ตกตะลึง !
ทันทีที่ลั่วซือหานพูดจบทุกคนก็แยกย้ายกันไปทันที
ตอนแรกดูเหมือนจะวุ่นวาย แต่เมื่อพิจารณาดี ๆ แล้วก็จะเห็นได้ชัดว่าทุกคนวิ่งกันอย่างเป็นระเบียบ ไม่เพียงแต่ไม่ไปขวางทางคนอื่นเท่านั้น แต่ยังจัดตั้งเป็น 4 ทีมได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ด้วยมีลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวเป็นปลายดาบ ค่ายกลดาบอันคมกริบได้ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วและกวาดผ่านเหล่านักศึกษาที่กำลังหนีตาย
แล้วก็...
ไม่มีใครพูดอะไรเลยตลอดกระบวนการ แม้แต่การสบตากันก็ไม่มี
ความเร็วและความเป็นระเบียบในการจัดวางของพวกเธอช่างน่าประทับใจเสียจนแม้แต่อาจารย์ที่คอยดูแลนักศึกษาหนีตายก็ยังตะลึงจนพูดไม่ออก
“นี่... นี่มันนักศึกษาหรือทหารกันแน่”
สีหน้าของอาจารย์เปลี่ยนไปราวกับนึกอะไรบางอย่างออก แล้วเขาก็รีบโบกมือเรียก
“นี่ ~ ! นักศึกษาจากสถาบันหลวงนั่นน่ะ ! อย่าไป ๆ ! เผ่าปีศาจแข็งแกร่งเกินไป !”
อาจารย์ตะโกน แต่ไม่มีใครตอบ แล้วอาจารย์รู้สึกอายเล็กน้อยและอยากจะเกลี้ยกล่อมเหล่านักศึกษาต่อแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร
อีกอย่างคือดูเหมือนว่าพวกสัตว์ปิศาจเหมือนจะกำลังเฝ้าอะไรบางอย่างอยู่ ดังนั้นพวกมันจึงหยุดโดยไม่ได้ไล่ตามมาจนถึงตรงนี้ ทำให้พวกตนมีพื้นที่ปลอดภัยให้พักผ่อน
เหล่าอาจารย์ราว ๆ 10 คนเหลือบมองจ้าวปิศาจที่นอนอยู่บนพื้นไม่ไกลนัก หัวใจของพวกเขาเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ซับซ้อนมากมายยากจะบรรยาย
เหล่านักศึกษาเห็นลั่วซือหานหิ้วจ้าวปิศาจมา แล้วพวกเขาที่ซุ่มดูอยู่ในเงามืดจะไม่เห็นได้อย่างไร
ต้องเข้าใจว่านักศึกษาที่สามารถเข้ามาเรียนที่นี่ได้ล้วนเป็นนักศึกษาที่เรียนเก่งที่สุดจากมหาวิทยาลัยและห้องต่าง ๆ ดังนั้นจึงไม่มีที่ว่างให้กับความผิดพลาดเลย
พวกเขาคอยเดินตามหลังและคุ้มครองนักศึกษาเหล่านั้นแทบจะตลอดเวลา
ดังนั้นพวกเขาจึงเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด
แต่ปัญหาคือ ใครจะไปคิดว่ากลุ่มนักศึกษาหญิงจะปฏิบัติต่อจ้าวปีศาจตัวนี้ราวกับของเล่น มันยากที่จะตัดสินจริง ๆ
“อาจารย์หู เราควรลองเกลี้ยกล่อมนักศึกษาจากสถาบันหลวงอีกครั้งดีมั้ย...”
อาจารย์หูโบกมือและถอนหายใจอย่างหมดหวัง
“ผมบอกได้แค่ว่าสมกับที่เป็นสถาบันหลวง ทุกคนล้วนแต่เป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยม”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นอาจารย์ข้าง ๆ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ถึงแม้พวกเธอจะดูแข็งแกร่งก็เถอะ แต่พวกเธอก็พึ่งปลุกพลังได้แค่สองเดือน ต่อให้พวกเธอฝึกฝนได้เร็วแค่ไหนก็ตาม แต่ขีดจำกัดก็ยังอยู่แค่ขอบเขตศิษย์ยุทธ์แปดดาวอยู่ดี”
“ต่อให้พวกเธอประสานงานกันได้เก่งแค่ไหนก็สู้กับราชาปีศาจกับจ้าวปิศาจอีกสามตัวได้ยังไง นั่นไม่ใช่ฆ่าตัวตายเห็น ๆ หรอกเหรอ”
“แล้วที่อาจารย์ปรึกษาของพวกเธอล่ะ ทำไมไม่เห็นออกมาเกลี้ยกล่อมพวกเธอลเลยล่ะ”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นอาจารย์อีกคนก็มองด้วยสีหน้าแปลก ๆ
“ผมได้ยินมาว่าอาจารย์ที่ปรึกษาห้องนั้นเป็นผู่มีศักยภาพระดับเอฟ ดูเหมือนว่าที่คนแบบนั้นไปเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาได้เพราะกับอธิการฉินและใช้เส้นสายเข้ามา”
“ถ้าเป็นงั้นผมก็คิดว่าเขาอาจจะไม่ได้ไม่มาเกลี้ยกล่อม แต่มาไม่ได้มากกว่า”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นคนอื่น ๆ ก็เริ่มมองเขาด้วยสายตาแปลก ๆ เช่นกัน
อาจารย์หูนั้นมีความรู้มากทีเดียว เขาเหลือบมองทุกคนแล้วพูดอย่างจริงจังว่า
“ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันเรื่องที่ว่าเขาเป็นระดับเอฟหรือใช้เส้นสายเข้า แต่ความจริงที่ว่าสามารถฝึกฝนกลุ่มนักศึกษาให้มีระเบียบวินัยแบบนี้ได้นั้นแสดงว่าต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่”
“ตอนนี้ผมเลยสงสัยอยู่เรื่องเดียว คนอื่น ๆ น่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่เย่จิ่นชิวนี่สิ เธอเองก็เป็นนักศึกษาระดับเอสเหมือกัน แต่ทำไมถึงเชื่อฟังคำสั่งลั่วซือหานขนาดนั้นล่ะ”
อัจฉริยะทุกคนย่อมมีความภาคภูมิใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็นลูกรักของแปดตระกูลใหญ่
สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือกลุ่มของจ้าวหลินซีนั้นไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีนัก แม้แต่คนจากเมืองอื่นก็ยังเคยได้ยินวีรกรรมของพวกเธอ
แต่ตอนนี้ล่ะเป็นไง พวกเธอเชื่อฟังคำสั่งโดยไม่ตั้งคำถาม และไม่มีใครคัดค้านหรือประท้วงเลยสักคนซึ่งแปลกมากทีเดียว
อย่าลืมว่าพวกเธอกำลังจะไปสู้กับราชาปิศาจที่มาพร้อมกับจ้าวปิศาจอีก 3 ตัว ซึ่งมันต่างอะไรจากฆ่าตัวตาย
อาจารย์หูคิดไม่ออกจึงขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดออกมา
“ช่างมันเถอะ เรามาช่วยรักษานักศึกษากันก่อนดีกว่า ยังไงซะอีกแค่สี่ชั่วโมงก็จบแล้ว อย่าปล่อยให้เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาอีกเลย”
นักศึกษาเก่ง ๆ หลายคนตกตายไปแล้ว หากต้องมีคนพิการเพิ่มขึ้นอีกนั่นจะเป็นปัญหาใหญ่เอา
โชคดีที่พวกที่หนีรอดมาได้นั้นก็ไม่เลว มีบางคนได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่มีใครอาการสาหัส หลังจากคิดทบทวนดูแล้วอาจารย์หูจึงตัดสินใจไปตรวจสอบสถานการณ์
ถึงอย่างนั้นก็มีบุคคลระดับ S อยู่สองคน หากสถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุดการที่ตนเข้าไปช่วยเหลือย่อมดีกว่าปล่อยให้อัจฉริยะต้องตาย
“อาจารย์หวางครับ ฝากคุณช่วยดูแลนักศึกษาของผมให้หน่อยได้มั้ย ระหว่างนี้ผมจะไปเช็กดูหน่อย”
หลังจากพูดจบอาจารย์หูก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้เหล่านักศึกษาและอาจารย์หวางยืนงงอยู่ตรงนั้น
...
อีกด้านหนึ่ง
เนื่องจากคลาดสายตาจากฉินหลาน หลิ่วยวน และคนอื่น ๆ ไปโดยสิ้นเชิงแล้ว ลั่วซือหานก็นำทัพของตนไปถึงที่โล่งแห่งหนึ่ง
แต่พวกเธอก็ไม่หยุด และถึงแม้จะมีสัตว์ปิศาจมากกว่า 1,000 ตัวอยู่ตรงหน้าสาว ๆ ก็ไม่แสดงอาการไม่พอใจแต่อย่างใด
ไม่มีแม้แต่สีหน้าใด ๆ เลย
เหล่าสัตว์ปิศาจที่พึ่งขับไล่นักศึกษาออกไปต่างก็โกรธแค้นเมื่อเห็นแบบนี้
“กูพึ่งจะฆ่าไอ้มนุษย์หน้าโง่ไปเอง แล้วนี่ยังมีคนคิดมาบุกค่ายอีก !”
แม่ทัพปิศาจทั้ง 6 ตัวโกรธจัดและคำรามเสียงดัง
“เด็ก ๆ ! ฆ่าพวกมันให้หมด !”
“โฮกกกกกกกกกกกก ! ! !”
เสียงคำรามของเสือปีศาจนับพันตัวนั้นน่าเกรงขามยิ่งนัก พลังของพวกมันมหาศาลจนดอกไม้ หญ้า และต้นไม้โดยรอบต้องสั่นไหวอย่างน่าหวาดเสียว
เมื่อเห็นแบบนั้น ลั่วซือหานจึงพูดโดยไม่มีสีหน้าใด ๆ
“แยกย้าย !”
พรึบ !
ทั้ง 4 ทีมยกเว้นทีมที่ลั่วซือหานนำได้แยกตัวออกจากกลุ่มทันที การจัดวางกำลังพลแบบเพชรของกลุ่มใหญ่ได้ขยายขนาดออกเป็น 2 เท่าอย่างกะทันหัน
ในขณะนั้นเอง ในที่สุดกองทัพปีศาจก็ได้เข้าปะทะกับเหล่าสาว ๆ
เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานก็ยังคงไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ เธอจ้องมองแม่ทัพปิศาจที่กำลังเข้ามาหาอย่างสงบ
“ฆ่า !”
“ฆ่า ! ! !”
สาว ๆ ตะโกนสุดเสียงอย่างอย่างดุดัน จิตสังหารระเบิดท่วม กลุ่มที่ก่อนหน้านี้เงียบสงบตอนนี้กลายเป็นกลุ่มที่เสียงดังและเต็มไปด้วยสีสัน
กองทัพสัตว์ปิศาจที่เคยเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อพวกหลิ่วยวนกลับอ่อนแอราวกับกระดาษเมื่ออยู่ต่อหน้าเหล่าสาว ๆ
สัตว์ปิศาจที่มีระดับการฝึกฝนต่ำกว่าระดับปิศาจใหญ่ไม่สามารถต่อกรกับพวกเธอได้เลย
ด้วยมืออันขาวเนียนละเอียดของพวกเธอ จัดการคว้าขาพวกมันแล้วดึงขาด เสร็จก็ต่อยซ้ำทำให้กระดูกมันแตกละเอียดไปทั้งตัว
ในพริบตาเดียว เหล่าสัตว์ปิศาจกลุ่มแรกที่บุกเข้ามาก็ถูกพวกสาว ๆ ปราบได้อย่างง่ายดาย สัตว์ปิศาจหลายตัวยังไม่ทันได้ร้องโอดโอยก็กลายเป็นเครื่องมือให้ทีมได้ฆ่าเล่น
แต่ในขณะที่พวกสาว ๆ ดูผ่อนคลายและโหดเหี้ยม ลั่วซือหานกลับปฏิบัติต่อพวกมันราวกับเป็นของเล่น
เมื่อแม่ทัพปีศาจกระโจนเข้าใส่ ลั่วซือหานเพียงแค่ตบเบา ๆ หัวของแม่ทัพปีศาจตัวนั้นก็หมุนติ้ว ๆ เหมือนกังหันลมอยู่หลายรอบ
ร่างมหึมาของมันพุ่งถอยหลังอย่างรวดเร็วราวกับลูกปืนใหญ่ กวาดเอากองทัพทหารปีศาจและปีศาจกีกี้จำนวนมากกระจุยไป
ถ้าแม้แต่แม่ทัพปีศาจยังอ่อนแอขนาดนี้แล้ว ปีศาจใหญ่นั้นยิ่งอ่อนแอกว่านี้มาก
ภายใต้การนำของลั่วซือหาน กลุ่มของพวกเธอก็เคลื่อนที่ฝ่าแนวรบของศัตรูราวกับอยู่ในทุ่งโล่ง กวาดล้างกองทัพสัตว์ปิศาจได้ภายในเวลาไม่ถึงนาที
สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงซากแขนขาที่กระจัดกระจายและเสียงร้องโหยหวน ภาพที่เห็นราวกับนรกบนดิน
หลังจากทุกคนฝ่าวงล้อมออกไปได้แล้ว ลั่วซือหานก็คว้าคอแม่ทัพปิศาจตัวหนึ่ง หันหลังกลับและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เปลี่ยน !”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นทุกคนก็หันหลังกลับ เปลี่ยนตำแหน่งและพุ่งเข้าโจมตีทันที
คราวนี้ความเร็วเพิ่มขึ้นกว่าเดิม หลังจากฟันขาดแล้วลั่วซือหานก็สะบัดเลือดออกจากมือและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ล้อมพวกมันไว้ !”
พรึบ !
คราวนี้แทนที่จะฝ่าแนวป้องกันเข้าไปอีกครั้ง ทั้งกลุ่มกลับกระจายตัวออกไปอย่างรวดเร็วและฟอร์มตัวกันเป็นวงล้อมรูปพัดโดยมีลั่วซือหานเป็นศูนย์กลาง
แม้ว่าจะมีสัตว์ปิศาจอยู่มากกว่า 300 ตัว แต่สาวสวยทั้ง 36 คนนี้ก็ราวกับเทพแห่งการสังหารกลับชาติมาเกิด พวกเธอใช้กำลังพลที่น้อยกว่าในการโอบล้อมโจมตีศัตรูจำนวนมากกว่า
จากนั้นกลุ่มดังกล่าวก็รุกคืบต่อไปและไม่ว่าจะมีขนาดใหญ่แค่ไหน แต่ในชั่วพริบตาเดียวกองทัพสัตว์ปิศาจทั้งหมดก็กลายสภาพเป็นวิญญาณภายใต้หมัดของพวกเธอ
เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ อาจารย์หูที่ซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ก็ตกอยู่ในความหวาดกลัว
เขาตกใจเป็นพิเศษเมื่อเห็นว่ากองทัพสัตว์ปิศาจถูกทำลายไปเกือบหมดภายในการเข้าตีแค่สามระลอก
“นี่มัน ? เป็นไปได้ไงเนี่ย ? ? ?”
“พวกมันคือแม่ทัพปิศาจกับปีศาจใหญ่นะง ! พวกมันคือสัตว์ปิศาจที่แข็งแกร่งกว่ามหาปรมาจารย์ยุทธ์กับปรมาจารย์ยุทธ์ทั่วไปซะอีก ! !”
“แต่พวกมัน ไม่มีแรงขัดขืดเลยขนาดนี้ได้ไงกัน ? !”
“แล้วนั่นมันกลยุทธ์อะไรทำไมซับซ้อนขนาดนี้ แค่คำสั่งสั้น ๆ ไม่กี่คำก็สามารถสร้างกลยุทธ์ที่หลากหลายได้มากมายขนาดนี้ได้ไง”
“แล้วลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวล่ะ ? ระดับการฝึกฝนของพวกเธอมันยังไง ? ทำไมถึงดูไม่ออก ? พวกเธอแข็งแกร่งมาก แต่ทำไมพลังโลหิตปราณที่สัมผัสได้ถึงอ่อนแอจัง ? ? ?”
“อะไร... เกิดไรขึ้นเนี่ย ? มีใครบอกได้มั้ยว่ามันเกิดไรขึ้น ? ? ?”
“เดี๋ยว ?”
ใบหน้าซีดเซียวของอาจารย์หูเปลี่ยนไปอีกครั้งเมื่อเห็นสถานการณ์ชัดเจนแล้ว นัยน์ตาของเขาหดวูบลงเหลือเท่ารูเข็มในทันที
“เหี้ยแล้ว ! ไอ้นั่น... มันจ้าวปิศาจ ! ! !”