- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 45 : พ่ายแพ้หมดรูป ! กองขยะไร้ประโยชน์ !
บทที่ 45 : พ่ายแพ้หมดรูป ! กองขยะไร้ประโยชน์ !
บทที่ 45 : พ่ายแพ้หมดรูป ! กองขยะไร้ประโยชน์ !
ภายในค่าย
ฉินหลานกับหลิ่วยวนได้นำทีมของตนออกปฏิบัติหน้าที่แล้ว
ผู้คนหลายสิบที่นำโดยอัจฉริยะผู้มีศักยภาพระดับ S จำนวน 6 คนได้แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มและมุ่งหน้าตรงไปยังเต็นท์หลัก
ทว่าเนื่องจากขาดกลยุทธ์หรือการประสานงานใด ๆ สถานการณ์จึงตกอยู่ในความโกลาหลอย่างที่สุด
ข่าวดีอย่างเดียวคือเหล่าผู้มีศักยภาพระดับ S นั้นทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นแค่ขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 8 ดาวเท่านั้นก็ตาม แต่ว่าแต่ละคนก็เก่งเทียบเท่ากับผู้มีศักยภาพระดับ A จำนวน 3 ถึง 4 คน
เมื่อมองเผิน ๆ ก็เป็นความจริงที่ว่ามีทหารปีศาจและปีศาจกีกี้ตายไปเป็นจำนวนมาก
สิ่งนี้ย่อมทำให้เหล่าผู้ติดตามมีความมั่นใจอย่างมากอย่างไม่ต้องสงสัย
“ฮ่า ๆ ๆ ! ตามองค์ชายหลิ่วนี่โคตรมันส์มือเลยเว่ย ! ฆ่าได้มากกว่าเมื่อวานอีก !”
“จริง ๆ แล้วพวกนั้นก็ฆ่าทหารปีศาจได้ง่ายเกิ๊น ฟันไปเหมือนฟันเนยเลย ไม่แปลกที่จะเป็นศักยภาพระดับเอส การสู้กับคู่ต่อสู้ระดับสูงกว่าถือเป็นเรื่องปกติเลยนะนั่น !”
ทุกคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน และในขณะที่กำลังเข้าตีก็ยังไม่ลืมเอ่ยปากชม ซึ่งทำให้หลิ่วยวนกับลู่เฉินพอใจมาก
“พี่น้องทั้งหลาย อย่าประมาท ! ขอแค่เราค่อย ๆ รุกคืบไปเรื่อย ๆ ในที่สุดเราก็จะล้มไอ้ราชาปิศาจได้เอง !”
“ถูกต้อง ! ติดตามองค์ชายหลิ่วไปแล้วเราจะไม่ต้องกังวลว่าไม่มีอะไรกินดื่มอีกต่อไป ! ฮ่า ๆ ๆ !”
หลิ่วยวนกับลู่เฉินสบตากันและอดหัวเราะไม่ได้
ต้องบอกว่าการควบคุมกลุ่มคนเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายดายมาก
แต่สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยน เป็นเพราะเริ่มฆ่าสัตว์ปิศาจมากขึ้นทำให้เหล่าแม่ทัพปีศาจเริ่มออกมาสู้บ้าง
เมื่อเห็นแบบนั้นพวกซูซิงหางก็ไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย กลับกันคือรีบพุ่งเข้าใส่ด้วยแววตาที่กระหายการต่อสู้
ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะสร้างชื่อเสียงและพิสูจน์ตัวเอง ไม่อย่างนั้นแล้วเดี๋ยวพวกลั่วซือหานจะแย่งความสนใจไปทั้งหมด
เย่เมี่ยวเตี๋ยใช้วิชาฝีเท่าปราดเปรียวของตระกูลเย่ ประกอบกับวิชาฝ่ามือวิญญาณน้ำแข็งซึ่งเป็นของตระกูลเย่อีกเช่นกัน ในแต่ละครั้งที่ตบฝ่ามือออกไปมันจะเพิ่มชั้นน้ำแข็งให้กับร่างของแม่ทัพปีศาจ
หวางหยู่หนิงเองก็ใช้วิชาประจำตระกูลเช่นกัน การเคลื่อนไหวของเธอดูสง่างาม และการดีดนิ้วของเธอก็ทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดเช่นเดียวกับของพวกซูซิงหาง
อาจกล่าวได้ว่า ในฐานะจอมยุทธ์ผู้มีศักยภาพระดับ S การที่สามารถสู้กับศัตรูที่ระดับสูงกว่าถึงสองขอบเขตใหญ่ได้นั้น ก็พอจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการฝึกฝนของเจ้าตัว และแน่นอนว่าเจ้าตัวย่อมมีสิทธิ์ที่จะภาคภูมิใจในตัวเอง
แต่ถึงกระนั้นการจะเอาชนะแม่ทัพปีศาจโดยไม่ใช้ไพ่ตายใด ๆ เลยก็ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่ดี เพราะระดับการฝึกฝนเป็นจุดอ่อนสำคัญ สำหรับขอบเขตศิษย์ยุทธ์แล้วก็ยังยากเกินไปอยู่ดี
แต่ก็ยังโชคดีที่ที่มีผู้ช่วยเหลืออยู่รอบข้างมากมาย จึงทำให้สามารถได้เปรียบขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
แต่หลังจากที่แม่ทัพปีศาจถูกพวกเย่เมี่ยวเตี๋ยฆ่าแล้ว หายนะที่แท้จริงกลับกำลังจะเริ่มขึ้น
“ฆ่าแล้ว ! ฝั่งนางฟ้าเย่ฆ่าแม่ทัพปีศาจนั่นแล้ว !”
“นางฟ้าหนิงก็ฆ่าแล้วเหมือนกัน ! ฮ่า ๆ ๆ ! สมกับเป็นอัจฉริยะระดับเอส ! เสุดยอดของสุดยอด !”
“ก่อนหน้านี้พวกเราเกือบถูกแม่ทัพปิศาจสี่ตัวนี้เก็บเรียบ ไม่คิดว่าพวกมันจะโดนพวกนางฟ้าเย่ฆ่าได้ง่าย ๆ แบบนี้ !”
พวกเย่เมี่ยวเตี๋ยนั้นรู้ดีว่าจริง ๆ แล้วมันง่ายหรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทำให้ขวัญกำลังใจลดลง
และในขณะที่ทุกคนต่างดีใจและพร้อมที่จะเข้าตีต่อ...
ทันใดนั้นเองก็มีเสือโคร่งขนาดมหึมานับพันตัวกระโจนออกมาจากด้านหลังเต็นท์ขนาดต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่แถวหน้าสุด
เมื่อเห็นแบบนั้น เหล่าผู้นำทั้ง 6 ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
“ไม่จริงน่า ! ยังมีแม่ทัพปีศาจอีกหกตัวเลยเหรอ !”
“บ้า ! นี่ยังมีปิศาจใหญ่อีกเป็นร้อยตัวด้วย ! แถมยังมีทหารปีศาจกับพวกกีกี้อีกเป็นพัน !”
นักศึกษาขี้แพ้ก่อนหน้านี้ต่างหวาดผวากันถ้วนหน้าเมื่อเห็นฝูงเสือขาวบริสุทธิ์เหล่านั้น
หลังจากสัมผัสได้ถึงบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากแม่ทัพปิศาจทั้ง 6 ตัว หลิ่วยวนก็หันหลังกลับด้วยความรำคาญ
“มึงไม่ได้บอกเหรอวะว่ามีแม่ทัพปีศาจแค่สี่ตัวน่ะ ? แล้วไมตอนนี้มาเพิ่มอีกหกได้วะ ? แล้วไม่ได้บอกว่ามีปิศาจใหญ่แค่สิบตัวเรอะ ! แต่นี่มันเป็นร้อยเลยนะเว่ย !”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นนักศึกษาที่อยู่ด้านหลังก็หน้าซีดแต่มือก็ยังคอยต้านการโจมตีของทหารปีศาจ
“พวกเรา... พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ! พวกนั้นเป็นพวกที่เข้ามาตีเรา !”
“แม่ง !”
หลิ่วยวนเหลือบมองกลุ่มนักศึกษาที่คงกะจะวิ่งหนีทันทีหากไม่ใช่เพราะทหารปีศาจของมันยังไม่ถูกจัดการแล้วก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าอันซีดเผือดของอีกฝ่าย
ประมาทเกินไป จริง ๆ ไม่ควรไว้ใจไอ้พวกไร้ประโยชน์พวกนี้เลยแท้ ๆ
ด้วยพละกำลังของพวกตนนั้น การที่ต้องเจอแม่ทัพปิศาจ 4 ตัวก็งานช้างแล้ว
แล้วพอพวกตนพึ่งฆ่าแม่ทัพปิศาจ 4 ตัวนั่นไป ไอ้ราชาปิศาจตัวนั้นก็คงจะรู้แล้วล่ะว่าพวกตนมีของ เพราะงั้นมันเลยส่งแม่ทัพปิศาจออกมาเพิ่มอีก 6 ตัว
แต่คำถามคือ มีใครแน่ใจไหมล่ะว่ายังเหลือที่ยังไม่โผล่มาอีกไหม
แค่ฆ่าไอ้ 4 ตัวแรกก็เป็นเรื่องยากอย่างเหลือเชื่อสำหรับพวกเย่เมี่ยวเตี๋ยและคณะแล้ว
ถ้ายังจะมาอีกแบบนี้แล้วจะสู้กับพวกมันไหวได้อย่างไร
ที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่มีใครแน่ใจว่ายังมีจ้าวปิศาจหลงเหลืออยู่ในค่ายนี้อีกหรือไม่
ถ้าเกิดมีล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องมีเยอะหรอก เอาแค่ตัวเดียวโผล่มาก็กวาดล้างพวกตนทั้งหมดได้สิ้นซากแล้วล่ะ
หลิ่วยวนยิ่งโกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ และฝีมือก็เริ่มทื่อลง ๆ จนเกือบทำเอาตัวเองต้องโดนปีศาจใหญ่ฆ่าตาย และด้วยความโกรธแค้นนั้นเอง คุณชายใหญ่ก็กระโดดโลดเต้นรับมือปิศาจไป ปากก็สบถด่าบรรพบุรุษ 18 ชั่วคนของไอ้พวกขยะไร้ประโยชน์ไปด้วย
เมื่อเห็นแบบนั้นลู่เฉินจึงนำทีมตั้งรับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ข้อมูลผิดพลาด ถ้าข้างหลังนั่นยังมีจ้าวปิศาจเหลืออยู่อีกล่ะก็ เราสู้พวกมันไม่ไหวแน่ เพราะงั้นฉันขอเสนอให้ถอยทัพตอนนี้เลย”
“ถอยทัพ ! ไม่ได้ !”
หลิ่วยวนถ่มน้ำลายด้วยความโมโหและนำทัพของตนเดินต่อพร้อมกับรับมือแม่ทัพปิศาจตัวหนึ่ง
“ในที่สุดเราก็มาถึงที่นี่ได้แล้ว ถ้าเราถอยทัพแล้วจะทำไงกับราชาปีศาจล่ะ”
หลิ่วยวนเตรียมตัวรับมือกับราชาปิศาจมาตั้งนานแล้ว และยังมีไพ่เด็ดอีกมากมายที่รอใช้อยู่ หากจากไปตอนนี้ ไม่ต้องพูดถึงรางวัลที่จะได้รับเลย จะเอาหน้าไปไว้ไหนก่อนก็ยังไม่รู้
“จ้าวปิศาจแล้วไงวะ ! กูเคยฆ่าแม่งมาตัวนึงแล้ว ! กูไม่เชื่อหรอกว่าจะฆ่าอีกไม่ได้ !”
แต่เหตุผลที่ก่อนหน้านี้พวกเขาฆ่าพวกมันได้จริง ๆ เป็นเพราะจ้าวปิศาจพวกนั้นมีลูกน้องไม่เยอะ ไม่ 3 ก็ 5 ตัวเท่านั้น หลังจากที่ซัดกันอยู่หลายตลบ ในที่สุดก็มีโอกาสใช้กลยุทธ์ฝูงชนทุ่มพลังเข้าตีเป็นระลอก ๆ จนเอาชนะมาได้
แต่ตอนนี้ล่ะ ? เผ่าปีศาจกำลังใช้กลยุทธ์ฝูงชนเข้าตีเป็นระลอก ๆ ของแท้ และการที่พวกมันมีผู้บัญชาการคอยนำทัพก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ตอนนี้ต่างจากตอนนั้นเข้าไปใหญ่
หรือคิดจริง ๆ ว่าปีศาจใหญ่เป็นร้อยตัวนี่มันจะแค่โผล่มาแล้วยื่นหัวให้ตัดเล่นเฉย ๆ น่ะ
แล้วใครจะแน่ใจได้ว่ายังมีปีศาจใหญ่กับแม่ทัพปีศาจเก่ง ๆ เหลืออยู่อีกหรือไม่
ถ้ายังยืดเยื้อต่อไปอีกล่ะก็ เราจะพาตัวเองไปตายเอาน่ะสิ
ณ จุดนี้ แม้แต่เย่เมี่ยวเตี๋ยผู้หยิ่งผยองก็ยังคิดจะยอมถอยเลย
เธอไม่ได้กลัวเป็นการส่วนตัว แต่เธอต้องคิดถึงเพื่อนสนิทของตน เพราะคนเหล่านั้นคือทีมของตน
หลังจากผลักแม่ทัพปิศาจที่อยู่ตรงหน้าให้ถอยหลังไปสองสามก้าว เย่เมี่ยวเตี๋ยก็รีบพูดขึ้น
“เตรียมถอยทัพ”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นเหล่าเพื่อนสาวของเธอต่างชะงักไปแป๊บหนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร
เพราะพวกเธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากยังยื้อต่ออีกล่ะก็จะเป็นการพาตัวเองไปตายเอา
ตามนั้น
ไม่ถึง 10 วินาทีต่อมากลุ่มนักศึกษาที่อยู่ด้านหลังก็ถูกซุ่มโจมตี และหลายคนถึงกับตายคาที่เลยทีเดียว
คนที่รอดอยู่ใกล้ ๆ เห็นแบบนั้นก็ผวาไปหมด
“เชี่ยแล้วไง ! ไอ้ปีศาจใหญ่พวกนี้มันแอบเข้าข้างหลังเรา !”
“ลู่ฉุนตายแล้ว ! หลินเย่ก็ตายแล้ว ! ! ! หนี ! หนี ! ! !”
อะไรคือสิ่งที่ต้องห้ามที่สุดในสงคราม ก็คือการทำลายขวัญกำลังใจของทหาร
ทันทีที่คนเหล่านั้นอ้าปากพูดก็เหมือนกับว่าไปเปิดประตูบานหนึ่งออก
ที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าความกลัวสามารถแพร่กระจายได้ โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาที่พึ่งเผชิญกับการต่อสู้จริงเป็นครั้งแรก เพราะท้ายที่สุดแล้วนักศึกษาส่วนใหญ่ก็มาจากครอบครัวคนธรรมดา พวกเขาย่อมขาดประสบการณ์และหวาดกลัวเป็นธรรมดาเมื่อเห็นคนจู่ ๆ ก็ตายลงตรงหน้า
ณ จุดนี้ ทุกคนลืมเรื่องการสังหารศัตรูและเรื่องของเพื่อนร่วมรบไปหมดแล้ว แต่ต่างพากันหันหลังวิ่งหนีแทน
ผลที่ตามมาคือเกิดช่องโหว่เบ้อเริ่มในการปิดล้อม และนักศึกษาจำนวนมากที่ไม่มีเวลาหนีก็ตายคาที่ไปตาม ๆ กัน
ฝ่ายปิศาจมันเคลื่อนที่เร็วมากจนแม้แต่อาจารย์ที่คอยแอบคุ้มครองยังไม่มีเวลาตอบสนองอะไร
“วิ่ง ! วี่งงงงงงง ! ! !”
ผู้รอดชีวิตต่างแตกกระเจิงเหมือนกับมดแตกรัง แต่ยิ่งมีเป้าหมายน้อยลงเท่าไหร่ความกดดันที่พวกฉินหลานต้องแบกรับก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังจะถูกปิศาจใหญ่เป็นฝูงรุมล้อม แม้แต่หลิ่วยวนเองก็ยังเป็นกังวล
“เหี้ย ! เหี้ย ! ! !”
“ไอ้พวกโง่ ! พวกแม่งไร้ประโยชน์สิ้นดี ! หนีกับรอตายมันต่างกันตรงไหนวะ กูของสาปแช่งบรรพบุรุษสิบแปดรุ่งของพวกมึงไม่ให้ไปผุดไปเกิด ! ! !”
“หลิ่วยวน ! หยุดด่าได้แล้ว ! รีบหนีเถอะ !”
ลู่เฉินตั้งรับการแม่ทัพปิศาจอย่างกระวนกระวายใจ ขวัญกำลังใจของเขาลดลงจนเปลี่ยนเป็นความแตกตื่น และเพราะความแตกตื่นนี้เองเขาก็เริ่มพลาดท่าในการรับมือกับแม่ทัพปิศาจแล้วด้วย
ในขณะนั้นเอง เหล่าอาจารย์และผู้คุ้มครองก็พึ่งจะตั้งสติกันได้และโผล่ออกมาทีละคนสองคน หลังจากกำจัดสัตว์ปิศาจไปได้สองสามตัวพวกเขาก็รีบวิ่งเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านั้นและเกลี้ยกล่อม
“คุณชายหยวน ! เราถอยกันเถอะ ! ในค่ายยังมีจ้าวปิศาจอีกสามตัวและกับปิศาจใหญ่อีกสองร้อย !”
“อะไรนะ ? ? ?”
เมื่อได้ยินผู้คุ้มครองของตนพูดด้วยแววตาเป็นกังวลหลิ่วยวนก็ถึงกับพูดไม่ออก
ณ จุดนี้ เขาเลิกเสแสร้งและเลิกกังวลเรื่องรักษาหน้าตาแล้ว
เขาละทิ้งแม่ทัพปีศาจที่อยู่ตรงหน้าและรีบนำทีมของตนหนีภายใต้การคุ้มครองของผู้คุ้มครองและอาจารย์
ในขณะเดียวกัน ด้านลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวที่นั่งอยู่บนหลังจ้าวปิศาจรอฟังข่าวก็ลืมตาขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงคร่ำครวญร้องหาพ่อแม่
จากนั้นบรรดาสาวสวยต่างก็ก็กระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงงเมื่อเห็นกลุ่มนักศึกษาที่เสื้อผ้าขาดวิ่นวิ่งกรูกันออกมา
เห็นแบบนั้นแล้วลั่วซือหานจึงพูดเบา ๆ โดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ
“ทำตัวเองขายหน้าแท้ ๆ”
“เราก็ให้โอกาสแล้วก็นะ แต่พวกนั้นมันไร้ประโยชน์เอง”
ลั่วซือหานถึงกับอึ้งและมองไปที่เย่จิ่นชิวที่พึ่งพูดจบด้วยความประหลาดใจ
เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าคุณหนูเย่ผู้นี้ซึ่งมีท่าทีเย็นชามากกว่าตนเองเสียอีกจะเริ่มกลายเป็นสิ่วแล้วเหมือนกัน...
“มะ มองฉันทำไม”
ลั่วซือหานอ้าปากและในที่สุดก็พูดอะไรบางอย่างออกมา
“ก้าวหน้าแล้วนะ”
“...”
ใบหน้าของเย่จิ่นชิวแดงเล็กน้อย แต่ไม่ถึงสามนาทีเซี่ยจู๋กับอีก 3 คนก็ปรากฏตัวขึ้นมายืนเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยหน้าพวกลั่วซือหาน
“รายงานค่ะ ! หัวหน้าห้อง !”
“ในค่ายมีราชาปิศาจบาดเจ็บหนึ่งตัว จ้าวปิศาจสามตัว แม่ทัพปิศาจหกตัว ปิศาจใหญ่สามร้อยห้าตัว แล้วก็ทหารปิศาจกับพวกกีกี้รวมแล้วสามพันหนึ่งร้อยยี่สิบสี่ตัวค่ะ”
“รายงานค่ะ ! หัวหน้าห้อง !”
“ในค่ายมีเต็นท์ทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบสองหลัง ไม่มีค่ายกลซ่อนตัวหรือค่ายกลโจมตี แต่มีเต็นท์ที่บรรจุไอเทมล้ำค่าหายากรวมถึงอาวุธของราชาปิศาจอยู่หนึ่งหลัง มันต่างอยู่ห่างจากเต็นท์หลักของราชาปิศาจไปทางซ้ายห้าเมตรค่ะ”
“รายงานค่ะ ! หัวหน้าห้อง !”
“ราชาปิศาจมีบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกอยู่สิบสามจุดทั่วร่างกาย ตัวมันสูงสิบเมตร พิจารณาจากกำลังและความรู้สึกกดดันที่มันแผ่ออกมาที่สัมผัสได้ มันแข็งแกร่งกว่าจ้าวปิศาจประมาณห้าเท่าค่ะ”
“รายงานค่ะ ! หัวหน้าห้อง !”
“นอกจากราชาปิศาจที่นั่งอยู่ตรงกลางกับจ้าวปิศาจทั้งสามที่คอยปกป้องเต็นท์ของราชาปิศาจในรูปแบบโอบล้อมแล้ว ยังมีจ้าวปิศาจใหญ่อีกสองร้อยตัวกับทหารปิศาจและพวกกีกี้อีกสองพันสิบสองตัวคอยสร้างแนวป้องกันรูปพัดรอบเต็นท์ของราชาปิศาจ ส่วนแม่ทัพปิศาจอีกหกตัวที่เหลือกำลังพาปิศาจใหญ่หนึ่งร้อยห้าตัวกับทหารปิศาจและพวกกีกี้หนึ่งพันเก้าสิบแปดตัวเข้าล้อมตีพวกฉินหลาน และพวกมันจะมาถึงที่นี่ในอีกประมาณสี่สิบห้าวินาทีค่ะ”
หลังจากได้รับการยืนยันแล้วลั่วซือหานก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนและพูดว่า
“ทุกคนเตรียมพร้อม !”
พรึบ !
ทันทีที่ลั่วซือหานพูดจบ กลุ่มสาว ๆ ที่ตอนแรกกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานก็กระโดดลงมาแล้วเข้าแถวทันที
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 5 วินาที
เด็กสาวใสซื่อน่ารักเหล่านี้กลับกลายร่างเป็นกลุ่มนักรบผู้ดุร้ายในทันที
เสือปีศาจที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับตะลึง เมื่อได้สติกลับคืนมานัยน์ตาของมันก็หดแคบลงทันที และอารมณ์ความรู้สึกมากมายก็พลุ่งพล่านอยู่ในใจ
“นังเด็กผู้หญิงตัวกระเปี๊ยกพวกนี้... เป็นใครกันแน่...”
จ้าวปิศาจเริ่มรู้สึกเสียใจแล้ว เพราะการเห็นพวกเธอทำให้มันนึกถึงตำนานอะไรบางอย่างขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ
ส่วนลั่วซือหานไม่มีเวลาสนใจเรื่องนั้นในตอนนี้ หลังจากเหลือบมองนักศึกษาที่กำลังวิ่งหนีตายออกมา เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ตรงไปข้างหน้าสามสิบห้าเมตร เลี้ยวที่สิบนาฬิกาแล้วแทรกเข้าไปจากทางขวา !”
“ปฏิบัติการสี่ทีม ! กลยุทธ์หนึ่งจุดสองด้าน !”
“แยกย้าย !”