เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 45 : พ่ายแพ้หมดรูป ! กองขยะไร้ประโยชน์ !

บทที่ 45 : พ่ายแพ้หมดรูป ! กองขยะไร้ประโยชน์ !

บทที่ 45 : พ่ายแพ้หมดรูป ! กองขยะไร้ประโยชน์ !


ภายในค่าย

ฉินหลานกับหลิ่วยวนได้นำทีมของตนออกปฏิบัติหน้าที่แล้ว

ผู้คนหลายสิบที่นำโดยอัจฉริยะผู้มีศักยภาพระดับ S จำนวน 6 คนได้แบ่งออกเป็น 6 กลุ่มและมุ่งหน้าตรงไปยังเต็นท์หลัก

ทว่าเนื่องจากขาดกลยุทธ์หรือการประสานงานใด ๆ สถานการณ์จึงตกอยู่ในความโกลาหลอย่างที่สุด

ข่าวดีอย่างเดียวคือเหล่าผู้มีศักยภาพระดับ S นั้นทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ  แม้ว่าพวกเขาจะเป็นแค่ขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 8 ดาวเท่านั้นก็ตาม  แต่ว่าแต่ละคนก็เก่งเทียบเท่ากับผู้มีศักยภาพระดับ A จำนวน 3 ถึง 4 คน

เมื่อมองเผิน ๆ ก็เป็นความจริงที่ว่ามีทหารปีศาจและปีศาจกีกี้ตายไปเป็นจำนวนมาก

สิ่งนี้ย่อมทำให้เหล่าผู้ติดตามมีความมั่นใจอย่างมากอย่างไม่ต้องสงสัย

“ฮ่า ๆ ๆ ! ตามองค์ชายหลิ่วนี่โคตรมันส์มือเลยเว่ย ! ฆ่าได้มากกว่าเมื่อวานอีก !”

“จริง ๆ แล้วพวกนั้นก็ฆ่าทหารปีศาจได้ง่ายเกิ๊น  ฟันไปเหมือนฟันเนยเลย  ไม่แปลกที่จะเป็นศักยภาพระดับเอส  การสู้กับคู่ต่อสู้ระดับสูงกว่าถือเป็นเรื่องปกติเลยนะนั่น !”

ทุกคนหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน  และในขณะที่กำลังเข้าตีก็ยังไม่ลืมเอ่ยปากชม  ซึ่งทำให้หลิ่วยวนกับลู่เฉินพอใจมาก

“พี่น้องทั้งหลาย  อย่าประมาท ! ขอแค่เราค่อย ๆ รุกคืบไปเรื่อย ๆ ในที่สุดเราก็จะล้มไอ้ราชาปิศาจได้เอง !”

“ถูกต้อง ! ติดตามองค์ชายหลิ่วไปแล้วเราจะไม่ต้องกังวลว่าไม่มีอะไรกินดื่มอีกต่อไป ! ฮ่า ๆ ๆ !”

หลิ่วยวนกับลู่เฉินสบตากันและอดหัวเราะไม่ได้

ต้องบอกว่าการควบคุมกลุ่มคนเหล่านี้เป็นเรื่องง่ายดายมาก

แต่สถานการณ์ก็เริ่มเปลี่ยน  เป็นเพราะเริ่มฆ่าสัตว์ปิศาจมากขึ้นทำให้เหล่าแม่ทัพปีศาจเริ่มออกมาสู้บ้าง

เมื่อเห็นแบบนั้นพวกซูซิงหางก็ไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย  กลับกันคือรีบพุ่งเข้าใส่ด้วยแววตาที่กระหายการต่อสู้

ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่จะสร้างชื่อเสียงและพิสูจน์ตัวเอง  ไม่อย่างนั้นแล้วเดี๋ยวพวกลั่วซือหานจะแย่งความสนใจไปทั้งหมด

เย่เมี่ยวเตี๋ยใช้วิชาฝีเท่าปราดเปรียวของตระกูลเย่  ประกอบกับวิชาฝ่ามือวิญญาณน้ำแข็งซึ่งเป็นของตระกูลเย่อีกเช่นกัน  ในแต่ละครั้งที่ตบฝ่ามือออกไปมันจะเพิ่มชั้นน้ำแข็งให้กับร่างของแม่ทัพปีศาจ

หวางหยู่หนิงเองก็ใช้วิชาประจำตระกูลเช่นกัน  การเคลื่อนไหวของเธอดูสง่างาม  และการดีดนิ้วของเธอก็ทรงพลังดุจสายฟ้าฟาดเช่นเดียวกับของพวกซูซิงหาง

อาจกล่าวได้ว่า  ในฐานะจอมยุทธ์ผู้มีศักยภาพระดับ S การที่สามารถสู้กับศัตรูที่ระดับสูงกว่าถึงสองขอบเขตใหญ่ได้นั้น  ก็พอจะพิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการฝึกฝนของเจ้าตัว  และแน่นอนว่าเจ้าตัวย่อมมีสิทธิ์ที่จะภาคภูมิใจในตัวเอง

แต่ถึงกระนั้นการจะเอาชนะแม่ทัพปีศาจโดยไม่ใช้ไพ่ตายใด ๆ เลยก็ยังคงเป็นเรื่องยากอยู่ดี  เพราะระดับการฝึกฝนเป็นจุดอ่อนสำคัญ  สำหรับขอบเขตศิษย์ยุทธ์แล้วก็ยังยากเกินไปอยู่ดี

แต่ก็ยังโชคดีที่ที่มีผู้ช่วยเหลืออยู่รอบข้างมากมาย  จึงทำให้สามารถได้เปรียบขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

แต่หลังจากที่แม่ทัพปีศาจถูกพวกเย่เมี่ยวเตี๋ยฆ่าแล้ว  หายนะที่แท้จริงกลับกำลังจะเริ่มขึ้น

“ฆ่าแล้ว ! ฝั่งนางฟ้าเย่ฆ่าแม่ทัพปีศาจนั่นแล้ว !”

“นางฟ้าหนิงก็ฆ่าแล้วเหมือนกัน ! ฮ่า ๆ ๆ ! สมกับเป็นอัจฉริยะระดับเอส ! เสุดยอดของสุดยอด !”

“ก่อนหน้านี้พวกเราเกือบถูกแม่ทัพปิศาจสี่ตัวนี้เก็บเรียบ  ไม่คิดว่าพวกมันจะโดนพวกนางฟ้าเย่ฆ่าได้ง่าย ๆ แบบนี้ !”

พวกเย่เมี่ยวเตี๋ยนั้นรู้ดีว่าจริง ๆ แล้วมันง่ายหรือไม่  แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทำให้ขวัญกำลังใจลดลง

และในขณะที่ทุกคนต่างดีใจและพร้อมที่จะเข้าตีต่อ...

ทันใดนั้นเองก็มีเสือโคร่งขนาดมหึมานับพันตัวกระโจนออกมาจากด้านหลังเต็นท์ขนาดต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่แถวหน้าสุด

เมื่อเห็นแบบนั้น  เหล่าผู้นำทั้ง 6 ก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ

“ไม่จริงน่า ! ยังมีแม่ทัพปีศาจอีกหกตัวเลยเหรอ !”

“บ้า ! นี่ยังมีปิศาจใหญ่อีกเป็นร้อยตัวด้วย ! แถมยังมีทหารปีศาจกับพวกกีกี้อีกเป็นพัน !”

นักศึกษาขี้แพ้ก่อนหน้านี้ต่างหวาดผวากันถ้วนหน้าเมื่อเห็นฝูงเสือขาวบริสุทธิ์เหล่านั้น

หลังจากสัมผัสได้ถึงบรรยากาศกดดันที่แผ่ออกมาจากแม่ทัพปิศาจทั้ง 6 ตัว  หลิ่วยวนก็หันหลังกลับด้วยความรำคาญ

“มึงไม่ได้บอกเหรอวะว่ามีแม่ทัพปีศาจแค่สี่ตัวน่ะ ? แล้วไมตอนนี้มาเพิ่มอีกหกได้วะ ? แล้วไม่ได้บอกว่ามีปิศาจใหญ่แค่สิบตัวเรอะ ! แต่นี่มันเป็นร้อยเลยนะเว่ย !”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นนักศึกษาที่อยู่ด้านหลังก็หน้าซีดแต่มือก็ยังคอยต้านการโจมตีของทหารปีศาจ

“พวกเรา...  พวกเราก็ไม่รู้เหมือนกัน ! พวกนั้นเป็นพวกที่เข้ามาตีเรา !”

“แม่ง !”

หลิ่วยวนเหลือบมองกลุ่มนักศึกษาที่คงกะจะวิ่งหนีทันทีหากไม่ใช่เพราะทหารปีศาจของมันยังไม่ถูกจัดการแล้วก็ถ่มน้ำลายใส่หน้าอันซีดเผือดของอีกฝ่าย

ประมาทเกินไป  จริง ๆ ไม่ควรไว้ใจไอ้พวกไร้ประโยชน์พวกนี้เลยแท้ ๆ

ด้วยพละกำลังของพวกตนนั้น  การที่ต้องเจอแม่ทัพปิศาจ 4 ตัวก็งานช้างแล้ว

แล้วพอพวกตนพึ่งฆ่าแม่ทัพปิศาจ 4 ตัวนั่นไป  ไอ้ราชาปิศาจตัวนั้นก็คงจะรู้แล้วล่ะว่าพวกตนมีของ  เพราะงั้นมันเลยส่งแม่ทัพปิศาจออกมาเพิ่มอีก 6 ตัว

แต่คำถามคือ  มีใครแน่ใจไหมล่ะว่ายังเหลือที่ยังไม่โผล่มาอีกไหม

แค่ฆ่าไอ้ 4 ตัวแรกก็เป็นเรื่องยากอย่างเหลือเชื่อสำหรับพวกเย่เมี่ยวเตี๋ยและคณะแล้ว

ถ้ายังจะมาอีกแบบนี้แล้วจะสู้กับพวกมันไหวได้อย่างไร

ที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่มีใครแน่ใจว่ายังมีจ้าวปิศาจหลงเหลืออยู่ในค่ายนี้อีกหรือไม่

ถ้าเกิดมีล่ะก็  ไม่จำเป็นต้องมีเยอะหรอก  เอาแค่ตัวเดียวโผล่มาก็กวาดล้างพวกตนทั้งหมดได้สิ้นซากแล้วล่ะ

หลิ่วยวนยิ่งโกรธมากขึ้นเรื่อย ๆ และฝีมือก็เริ่มทื่อลง ๆ จนเกือบทำเอาตัวเองต้องโดนปีศาจใหญ่ฆ่าตาย  และด้วยความโกรธแค้นนั้นเอง  คุณชายใหญ่ก็กระโดดโลดเต้นรับมือปิศาจไป  ปากก็สบถด่าบรรพบุรุษ 18 ชั่วคนของไอ้พวกขยะไร้ประโยชน์ไปด้วย

เมื่อเห็นแบบนั้นลู่เฉินจึงนำทีมตั้งรับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“ข้อมูลผิดพลาด  ถ้าข้างหลังนั่นยังมีจ้าวปิศาจเหลืออยู่อีกล่ะก็  เราสู้พวกมันไม่ไหวแน่  เพราะงั้นฉันขอเสนอให้ถอยทัพตอนนี้เลย”

“ถอยทัพ ! ไม่ได้ !”

หลิ่วยวนถ่มน้ำลายด้วยความโมโหและนำทัพของตนเดินต่อพร้อมกับรับมือแม่ทัพปิศาจตัวหนึ่ง

“ในที่สุดเราก็มาถึงที่นี่ได้แล้ว  ถ้าเราถอยทัพแล้วจะทำไงกับราชาปีศาจล่ะ”

หลิ่วยวนเตรียมตัวรับมือกับราชาปิศาจมาตั้งนานแล้ว  และยังมีไพ่เด็ดอีกมากมายที่รอใช้อยู่  หากจากไปตอนนี้  ไม่ต้องพูดถึงรางวัลที่จะได้รับเลย  จะเอาหน้าไปไว้ไหนก่อนก็ยังไม่รู้

“จ้าวปิศาจแล้วไงวะ ! กูเคยฆ่าแม่งมาตัวนึงแล้ว ! กูไม่เชื่อหรอกว่าจะฆ่าอีกไม่ได้ !”

แต่เหตุผลที่ก่อนหน้านี้พวกเขาฆ่าพวกมันได้จริง ๆ เป็นเพราะจ้าวปิศาจพวกนั้นมีลูกน้องไม่เยอะ  ไม่ 3 ก็ 5 ตัวเท่านั้น  หลังจากที่ซัดกันอยู่หลายตลบ  ในที่สุดก็มีโอกาสใช้กลยุทธ์ฝูงชนทุ่มพลังเข้าตีเป็นระลอก ๆ จนเอาชนะมาได้

แต่ตอนนี้ล่ะ ? เผ่าปีศาจกำลังใช้กลยุทธ์ฝูงชนเข้าตีเป็นระลอก ๆ ของแท้  และการที่พวกมันมีผู้บัญชาการคอยนำทัพก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ตอนนี้ต่างจากตอนนั้นเข้าไปใหญ่

หรือคิดจริง ๆ ว่าปีศาจใหญ่เป็นร้อยตัวนี่มันจะแค่โผล่มาแล้วยื่นหัวให้ตัดเล่นเฉย ๆ น่ะ

แล้วใครจะแน่ใจได้ว่ายังมีปีศาจใหญ่กับแม่ทัพปีศาจเก่ง ๆ เหลืออยู่อีกหรือไม่

ถ้ายังยืดเยื้อต่อไปอีกล่ะก็  เราจะพาตัวเองไปตายเอาน่ะสิ

ณ  จุดนี้  แม้แต่เย่เมี่ยวเตี๋ยผู้หยิ่งผยองก็ยังคิดจะยอมถอยเลย

เธอไม่ได้กลัวเป็นการส่วนตัว  แต่เธอต้องคิดถึงเพื่อนสนิทของตน  เพราะคนเหล่านั้นคือทีมของตน

หลังจากผลักแม่ทัพปิศาจที่อยู่ตรงหน้าให้ถอยหลังไปสองสามก้าว  เย่เมี่ยวเตี๋ยก็รีบพูดขึ้น

“เตรียมถอยทัพ”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นเหล่าเพื่อนสาวของเธอต่างชะงักไปแป๊บหนึ่งแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

เพราะพวกเธอรู้ดีอยู่แก่ใจว่าหากยังยื้อต่ออีกล่ะก็จะเป็นการพาตัวเองไปตายเอา

ตามนั้น

ไม่ถึง 10 วินาทีต่อมากลุ่มนักศึกษาที่อยู่ด้านหลังก็ถูกซุ่มโจมตี  และหลายคนถึงกับตายคาที่เลยทีเดียว

คนที่รอดอยู่ใกล้ ๆ เห็นแบบนั้นก็ผวาไปหมด

“เชี่ยแล้วไง ! ไอ้ปีศาจใหญ่พวกนี้มันแอบเข้าข้างหลังเรา !”

“ลู่ฉุนตายแล้ว ! หลินเย่ก็ตายแล้ว ! ! ! หนี ! หนี ! ! !”

อะไรคือสิ่งที่ต้องห้ามที่สุดในสงคราม  ก็คือการทำลายขวัญกำลังใจของทหาร

ทันทีที่คนเหล่านั้นอ้าปากพูดก็เหมือนกับว่าไปเปิดประตูบานหนึ่งออก

ที่สำคัญคือต้องเข้าใจว่าความกลัวสามารถแพร่กระจายได้  โดยเฉพาะในหมู่นักศึกษาที่พึ่งเผชิญกับการต่อสู้จริงเป็นครั้งแรก  เพราะท้ายที่สุดแล้วนักศึกษาส่วนใหญ่ก็มาจากครอบครัวคนธรรมดา  พวกเขาย่อมขาดประสบการณ์และหวาดกลัวเป็นธรรมดาเมื่อเห็นคนจู่ ๆ ก็ตายลงตรงหน้า

ณ  จุดนี้  ทุกคนลืมเรื่องการสังหารศัตรูและเรื่องของเพื่อนร่วมรบไปหมดแล้ว  แต่ต่างพากันหันหลังวิ่งหนีแทน

ผลที่ตามมาคือเกิดช่องโหว่เบ้อเริ่มในการปิดล้อม  และนักศึกษาจำนวนมากที่ไม่มีเวลาหนีก็ตายคาที่ไปตาม ๆ กัน

ฝ่ายปิศาจมันเคลื่อนที่เร็วมากจนแม้แต่อาจารย์ที่คอยแอบคุ้มครองยังไม่มีเวลาตอบสนองอะไร

“วิ่ง ! วี่งงงงงงง ! ! !”

ผู้รอดชีวิตต่างแตกกระเจิงเหมือนกับมดแตกรัง  แต่ยิ่งมีเป้าหมายน้อยลงเท่าไหร่ความกดดันที่พวกฉินหลานต้องแบกรับก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น  และเมื่อเห็นว่าตัวเองกำลังจะถูกปิศาจใหญ่เป็นฝูงรุมล้อม  แม้แต่หลิ่วยวนเองก็ยังเป็นกังวล

“เหี้ย ! เหี้ย ! ! !”

“ไอ้พวกโง่ ! พวกแม่งไร้ประโยชน์สิ้นดี ! หนีกับรอตายมันต่างกันตรงไหนวะ  กูของสาปแช่งบรรพบุรุษสิบแปดรุ่งของพวกมึงไม่ให้ไปผุดไปเกิด ! ! !”

“หลิ่วยวน ! หยุดด่าได้แล้ว ! รีบหนีเถอะ !”

ลู่เฉินตั้งรับการแม่ทัพปิศาจอย่างกระวนกระวายใจ  ขวัญกำลังใจของเขาลดลงจนเปลี่ยนเป็นความแตกตื่น  และเพราะความแตกตื่นนี้เองเขาก็เริ่มพลาดท่าในการรับมือกับแม่ทัพปิศาจแล้วด้วย

ในขณะนั้นเอง  เหล่าอาจารย์และผู้คุ้มครองก็พึ่งจะตั้งสติกันได้และโผล่ออกมาทีละคนสองคน  หลังจากกำจัดสัตว์ปิศาจไปได้สองสามตัวพวกเขาก็รีบวิ่งเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านั้นและเกลี้ยกล่อม

“คุณชายหยวน ! เราถอยกันเถอะ ! ในค่ายยังมีจ้าวปิศาจอีกสามตัวและกับปิศาจใหญ่อีกสองร้อย !”

“อะไรนะ ? ? ?”

เมื่อได้ยินผู้คุ้มครองของตนพูดด้วยแววตาเป็นกังวลหลิ่วยวนก็ถึงกับพูดไม่ออก

ณ  จุดนี้  เขาเลิกเสแสร้งและเลิกกังวลเรื่องรักษาหน้าตาแล้ว

เขาละทิ้งแม่ทัพปีศาจที่อยู่ตรงหน้าและรีบนำทีมของตนหนีภายใต้การคุ้มครองของผู้คุ้มครองและอาจารย์

ในขณะเดียวกัน  ด้านลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวที่นั่งอยู่บนหลังจ้าวปิศาจรอฟังข่าวก็ลืมตาขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงคร่ำครวญร้องหาพ่อแม่

จากนั้นบรรดาสาวสวยต่างก็ก็กระพริบตาปริบ ๆ ด้วยความงุนงงเมื่อเห็นกลุ่มนักศึกษาที่เสื้อผ้าขาดวิ่นวิ่งกรูกันออกมา

เห็นแบบนั้นแล้วลั่วซือหานจึงพูดเบา ๆ โดยไม่แสดงสีหน้าใด ๆ

“ทำตัวเองขายหน้าแท้ ๆ”

“เราก็ให้โอกาสแล้วก็นะ  แต่พวกนั้นมันไร้ประโยชน์เอง”

ลั่วซือหานถึงกับอึ้งและมองไปที่เย่จิ่นชิวที่พึ่งพูดจบด้วยความประหลาดใจ

เธอไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าคุณหนูเย่ผู้นี้ซึ่งมีท่าทีเย็นชามากกว่าตนเองเสียอีกจะเริ่มกลายเป็นสิ่วแล้วเหมือนกัน...

“มะ  มองฉันทำไม”

ลั่วซือหานอ้าปากและในที่สุดก็พูดอะไรบางอย่างออกมา

“ก้าวหน้าแล้วนะ”

“...”

ใบหน้าของเย่จิ่นชิวแดงเล็กน้อย  แต่ไม่ถึงสามนาทีเซี่ยจู๋กับอีก 3 คนก็ปรากฏตัวขึ้นมายืนเข้าแถวเป็นระเบียบเรียบร้อยหน้าพวกลั่วซือหาน

“รายงานค่ะ ! หัวหน้าห้อง !”

“ในค่ายมีราชาปิศาจบาดเจ็บหนึ่งตัว  จ้าวปิศาจสามตัว  แม่ทัพปิศาจหกตัว  ปิศาจใหญ่สามร้อยห้าตัว  แล้วก็ทหารปิศาจกับพวกกีกี้รวมแล้วสามพันหนึ่งร้อยยี่สิบสี่ตัวค่ะ”

“รายงานค่ะ ! หัวหน้าห้อง !”

“ในค่ายมีเต็นท์ทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบสองหลัง  ไม่มีค่ายกลซ่อนตัวหรือค่ายกลโจมตี  แต่มีเต็นท์ที่บรรจุไอเทมล้ำค่าหายากรวมถึงอาวุธของราชาปิศาจอยู่หนึ่งหลัง  มันต่างอยู่ห่างจากเต็นท์หลักของราชาปิศาจไปทางซ้ายห้าเมตรค่ะ”

“รายงานค่ะ ! หัวหน้าห้อง !”

“ราชาปิศาจมีบาดแผลลึกจนเห็นกระดูกอยู่สิบสามจุดทั่วร่างกาย  ตัวมันสูงสิบเมตร  พิจารณาจากกำลังและความรู้สึกกดดันที่มันแผ่ออกมาที่สัมผัสได้  มันแข็งแกร่งกว่าจ้าวปิศาจประมาณห้าเท่าค่ะ”

“รายงานค่ะ ! หัวหน้าห้อง !”

“นอกจากราชาปิศาจที่นั่งอยู่ตรงกลางกับจ้าวปิศาจทั้งสามที่คอยปกป้องเต็นท์ของราชาปิศาจในรูปแบบโอบล้อมแล้ว  ยังมีจ้าวปิศาจใหญ่อีกสองร้อยตัวกับทหารปิศาจและพวกกีกี้อีกสองพันสิบสองตัวคอยสร้างแนวป้องกันรูปพัดรอบเต็นท์ของราชาปิศาจ  ส่วนแม่ทัพปิศาจอีกหกตัวที่เหลือกำลังพาปิศาจใหญ่หนึ่งร้อยห้าตัวกับทหารปิศาจและพวกกีกี้หนึ่งพันเก้าสิบแปดตัวเข้าล้อมตีพวกฉินหลาน  และพวกมันจะมาถึงที่นี่ในอีกประมาณสี่สิบห้าวินาทีค่ะ”

หลังจากได้รับการยืนยันแล้วลั่วซือหานก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นยืนและพูดว่า

“ทุกคนเตรียมพร้อม !”

พรึบ !

ทันทีที่ลั่วซือหานพูดจบ  กลุ่มสาว ๆ ที่ตอนแรกกำลังเล่นกันอย่างสนุกสนานก็กระโดดลงมาแล้วเข้าแถวทันที

เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่เกิน 5 วินาที

เด็กสาวใสซื่อน่ารักเหล่านี้กลับกลายร่างเป็นกลุ่มนักรบผู้ดุร้ายในทันที

เสือปีศาจที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดถึงกับตะลึง  เมื่อได้สติกลับคืนมานัยน์ตาของมันก็หดแคบลงทันที  และอารมณ์ความรู้สึกมากมายก็พลุ่งพล่านอยู่ในใจ

“นังเด็กผู้หญิงตัวกระเปี๊ยกพวกนี้...  เป็นใครกันแน่...”

จ้าวปิศาจเริ่มรู้สึกเสียใจแล้ว  เพราะการเห็นพวกเธอทำให้มันนึกถึงตำนานอะไรบางอย่างขึ้นมาอย่างไม่รู้สาเหตุ

ส่วนลั่วซือหานไม่มีเวลาสนใจเรื่องนั้นในตอนนี้  หลังจากเหลือบมองนักศึกษาที่กำลังวิ่งหนีตายออกมา  เธอก็พูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

“ตรงไปข้างหน้าสามสิบห้าเมตร  เลี้ยวที่สิบนาฬิกาแล้วแทรกเข้าไปจากทางขวา !”

“ปฏิบัติการสี่ทีม ! กลยุทธ์หนึ่งจุดสองด้าน !”

“แยกย้าย !”

จบบทที่ บทที่ 45 : พ่ายแพ้หมดรูป ! กองขยะไร้ประโยชน์ !

คัดลอกลิงก์แล้ว