- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 44 : การปรากฏตัวครั้งแรกของห้อง 1 ! ทุกคนต่างตะลึง !
บทที่ 44 : การปรากฏตัวครั้งแรกของห้อง 1 ! ทุกคนต่างตะลึง !
บทที่ 44 : การปรากฏตัวครั้งแรกของห้อง 1 ! ทุกคนต่างตะลึง !
เมื่อลั่วซือหานลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน ทุกคนต่างตกใจและหันมองตามในทิศทางที่เธอมองไปโดยไม่รู้ตัว
และเมื่อทุกคนเห็นเย่จิ่นชิวเดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มหญิงสาวสวยสง่า ทั้งหมดต่างก็ตกตะลึงในทันที
“โอ้โห ! มีแต่สาว ๆ สวย ๆ ทั้งนั้นเลย”
“หนึ่ง สอง สาม... แม่จ้าว ตั้งสามสิบคน สาวสวยตั้งสามสิบคนแหนะ”
“เดี๋ยวก่อน ? นั่นมัน... เย่จิ่นชิวเหรอ ? ทายาทตระกูลเย่ !”
“พระเจ้าจอร์จ ! ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอได้อันดับสองทั้งในอันดับเทพธิดากับอันดับอัจฉริยะ ! ความสง่างามของเธอนั้นเหนือกว่านางฟ้าเย่ซะอีก !”
“ว้าว ๆ ๆ ! สาวสวยเยอะแยะไปหมดเลย ! ถ้าผมเลือกซักคนนึงมาเป็นแฟนได้ล่ะก็ ผมคงตายอย่างมีความสุขแล้วล่ะค้าบ !”
เดิมทีพวกเขาคิดว่าพวกลั่วซือหานทั้ง 6 ก็สวยสุดยอดกันอยู่แล้ว
แต่พอมาดูตอนนี้แล้ว รู้สึกเหมือนตัวเองหลงเข้าไปในถ้ำสาวงามเลย !
ไม่ไหว ๆ เก็บน้ำลายไว้ไม่อยู่เลยจริง ๆ
แม้แต่หลิ่วยวนกับลู่เฉินก็ยังตะลึง
“ก็ได้ยินมานานแล้วว่ามีอาจารย์เจ้าชู้คนนึงที่สถาบันหลวงเล่นจีบเอานักศึกษาสวย ๆ ปีหนึ่งไปหมดทั้งชั้นปี ตอนนี้ดูแล้วท่าจะจริงว่ะ”
พวกเขาคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นทันทีที่เห็นลั่วซือหาน แต่เพราะพฤติกรรมของลั่วซือหานน่าตกใจเกินไปก็เลยลืมไปเสียสนิท
เมื่อพวกเย่จิ่นชิวมาถึง ทุกคนจึงได้นึกถึงตำนานที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวลือนั่นขึ้นมาได้
ขณะที่ทุกคนจ้องมองพวกเย่จิ่นชิวอย่างตั้งใจอยู่นั้น เพื่อนสนิทของเย่เมี่ยวเตี๋ยก็กระซิบอะไรบางอย่างอยู่ในฝูงชน
“เจ๊เตี๋ย เป็นเย่จิ่นชิว”
เย่เมี่ยวเตี๋ยมองเย่จิ่นชิวด้วยสีหน้าเรียบเฉยและพูดเบา ๆ
“ไม่เป็นไรหรอก เธอเป็นแค่ทายาท ถ้าเธอยังไม่ขึ้นเป็นประมุขตระกลูฉันก็ยังมีโอกาสอยู่”
ราวกับว่าเธอนึกอะไรบางอย่างออก เย่เมี่ยวเตี๋ยจึงพูดออกมาโดยไม่มีร่องรอยอารมณ์ใด ๆ
“ไปตรวจสอบอาจารย์ที่ปรึกษาของเย่จิ่นชิวซิ”
พอได้ยินเแบบนั้น เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จึงดูมีท่าทีสงสัยเล็กน้อย
ทำไมต้องตรวจสอบอาจารย์ของเธอด้วยล่ะ
เย่เมี่ยวเตี๋ยจ้องมองพวกเย่จิ่นชิวที่กลับมาพบกับลั่วซือหานอย่างตั้งใจ
“เห็นนักศึกษาหญิงพวกนั้นมั้ยล่ะ ดูเหมือนพวกเธอกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่แท้ ๆ แต่ที่จริงแล้วแต่ละคนกลับยืนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอย่างระมัดระวัง”
“นี่ไม่ใช่ทำไปโดยเจตนา แต่มันเป็นนิสัยที่ทำโดยไม่รู้ตัวที่เกิดจากการสั่งสมมาเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา”
“ยิ่งไปกว่านั้นนะ ถ้าเธอสุ่มเลือกคนในกลุ่มนั่นมาซักคน...”
แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะไม่แน่ใจ ในใจเธอมักรู้สึกว่าคนเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกแปลกประหลาดอย่างเหลือเชื่อ
ควรรู้ก่อนว่าเมื่อเรากลายเป็นคนที่แข็งแกร่งเวลานาน เราจะพัฒนาอารมณ์และออร่าบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าพวกเธอจะยังไม่เปล่งประกายออร่าอันไร้เทียมทานออกมาก็ตาม แต่พวกเธอก็ได้สร้างรากฐานไว้แล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือการสั่งสมประสบการณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ปฏิกิริยาแรกของพวกเธอเมื่อเห็นจ้าวปิศาจกลับไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็น
ท่าทีที่ไม่ใส่ใจและความกล้าหาญในการแตะและสัมผัสเหล่านั้นไม่ใช่สัญญาณของความไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างแน่นอน
ภาพของสาวสวยทั้งหลายที่กำลังอยากรู้อยากเห็น บ้างก็งัดปากของจ้าวปิศาจให้อ้าออกแล้วส่องดูข้างใน บ้างก็พยายามเลาะฟันมันออกมานั้นช่างเป็นฉากที่น่าตกใจสุด ๆ
แต่การที่พวกเธอกล้าทำแบบนั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องกลัวจ้าวปิศาจตัวนี้เลย
ซึ่งนี่มันน่ากลัวมาก
มีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้นว่าทำไมทั้งห้องถึงได้ทำแบบนี้
นั่นคือสิ่งที่อาจารย์ของพวกเธอสอนมานั่นเอง
“หัวหน้าห้อง เขี้ยวเสือนี่มีค่ามั้ยอะ ถ้าไม่มีค่างั้นไม่ถอนดีกว่า มันแข็งไปหน่อย”
“หัวหน้าห้อง ขนหางของเจ้าเสือนี่นุ่มนิ่มมากเลย ! ฉันถอนขนมันมาทำไม้ปัดฝุ่นได้มั้ยอะ”
“หัวหน้าห้อง ๆ เสือนี่หนวดยาวจังเลย ! เดี๋ยวเอาไปทำพัดให้อาจารย์ที่หลังดีมะ”
“พี่ซู่ซู่ ลืมเรื่องนั้นไปเถอะ รอจนกว่าเราจะฆ่าราชาปีศาจได้ค่อยเอาหนวดมันมาทำดีกว่า”
“เออใช่แล้ว ของจ้าวปิศาจมันขยะจริง ๆ นั่นแหละ”
เมื่อเห็นกลุ่มสาว ๆ เต้นระบำอย่างบ้าคลั่งในเขตอันตรายของมันโดยที่ตัวมันไม่สามารถขัดขืนหรือโกรธได้ ก็คงนึกภาพออกได้ว่าจ้าวปิศาจรู้สึกอับอายขายหน้ามากแค่ไหน
“เชิญเลย ๆ เชิญพวกมึงก่อเรื่องตามสบายเลย ! กูแจ้งไต้เท้าราชาปิศาจแล้ว พอท่านฆ่าพวกมึงทั้งหมดได้เมื่อไหร่กูจะจับพวกมึงทั้งหมดไปตากแห้งไว้เคี้ยวเล่นเป็นเนื้อแดดเดียวเลยคอยดู !”
จ้าวปิศาจโกรธจัด แต่คนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ต่างพูดอะไรไม่ออก
พวกเขาเคยคิดกันว่า ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่จ้าวปิศาจจะถูกรังแกได้ง่าย ๆ แบบนี้โดยเฉพาะด้วยฝีมือของกลุ่มสาวสวย
พวกเธอไม่กลัวเลยหรือว่าจ้าวปิศาจตัวนี้จู่ ๆ จะลุกขึ้นมาอาละวาดน่ะ
“แม่มึงเอ๊ยยยยยย สาวสวยพวกนี้ก็กล้าหาญเกินไปแล้ว !”
“นั่นยังจะไปดึงหางมันอี๊ก อยากตายขนาดนั้นเลย ?”
“บรื๋อ สาวสวยพวกนี้ก็โหดเกิ๊น นั่นคือจะเลาะฟันจ้าวปิศาจเหรอนั่นน่ะ”
“หืม ? ว่าแต่สามสาวสวยนั่นก็... ดูคุ้น ๆ นะ... แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน”
“บ้าไปแล้วเพื่อน อย่ามาล้อเล่นหน่า นี่มันยุคไหนแล้วยังจะใช้มุกจีบสาวแบบนี้อีก คิดว่าคนเค้าโง่กันหมดเหรอ”
“หืม ? ฉัน... ฉันไม่ได้จะจีบซักหน่อย เพียงแต่มันคุ้น ๆ จริง ๆ แต่ว่าเรื่องวันนี้มันก็น่าตกใจเกินไปจนลืมเรื่องอื่นไปหมดน่ะ”
“ไม่เอาน่าเพื่อน รอดื่มซุปจากพวกคุณชายฉินเหอะ สาวสวยพวกนั้นน่ะไม่ว่างให้พวกเราหรอก”
“อ้อ ? งั้นเหรอ ? อ่า... งั้นก็ได้”
เมื่อเห็นว่าทุกคนได้สติและหันมามองพวกตน ฉินหลานก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะไปตามจีบเย่จิ่นชิว
ท้ายที่สุดแล้วเรื่องผู้หญิงน่ะรอได้ แต่เรื่องราชาปิศาจกับของรางวัลนั้นรอไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เขากำลังรอแก่นปีศาจเพื่อจะเอากลั่นโลหิตปราณเพิ่มพูนพลังของตนให้ก้าวหน้า ดังนั้นจึงต้องระงับความอยากที่จะไปเป็นหมาเลียรองเท้าและจัดระเบียบคนอื่น ๆ เพื่อเตรียมกลยุทธ์
“อย่างที่ทุกคนพึ่งเห็นไป องค์ชายหลิ่วกับคุณชายลู่ได้เชิญพวกเธอแล้ว แต่พวกเธอปฏิเสธ แต่มีแค่เราหกคนก็พอแล้วล่ะนะ”
“งั้นเราก็ทำตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้กัน”
“เราจะทำตามที่ท่านบอกทุกอย่างเลยครับคุณชายฉิน ! คุณบอกอะไรเราก็ทำอย่างนั้น !”
“ถูกต้องแล้ว ! ด้วยทีมที่มียอดฝีมือระดับเอสตั้งหกคนแบบนี้ ไอ้ราชาปีศาจนั่นต้องพ่ายแพ้แน่นอน !”
ฉินหลานกับหลิ่วยวนสบตากัน จากนั้นก็ค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มก่อนจะรีบชูธงและพุ่งเข้าใส่ค่ายปีศาจทันที
เมื่อได้เห็นฉากนี้
ซ่งเหมยซึ่งนั่งถัดจากหลัวซือหานและเย่จิ่นชิวถามอย่างสงสัย
“เจ๊ เราจะไม่ไปกันเหรอ จะปล่อยให้พวกมันยึดราชาปีศาจไปงั้นเหรอ”
ลั่วซือหานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นแล้วพูดว่า...
“ค่ายปิศาจนั่นใหญ่มาก มีสัตว์ปิศาจอย่างน้อย ๆ ก็พันตัว เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกมันที่เป็นแค่ศิษย์ยุทธ์ไม่กี่สิบคนจะปราบได้”
ซ่งเหมยไม่ได้สงสัยในคำพูดดังกล่าว แต่เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเธอถึงไม่เริ่มลุยทั้ง ๆ ที่ทั้งห้องก็มากันครบแล้วแท้ ๆ
“คือเราจะรอให้พวกมันยอมแพ้ก่อนแล้วค่อยไปเหรอ”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นลั่วซือหานก็หันไปมองน้อง ๆ ที่อยู่รอบตัวด้วยความสงสัยและยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ถึงพวกมันจะมีศักยภาพระดับเอสหกคน แต่แน่นอนว่าเราไม่แพ้หรอก”
“เราแค่ต้องรอจนกว่าพวกมันจะเริ่มตายและทนไม่ไหวแล้ว จากนั้นเราค่อยเข้าตี”
ซ่งเหมยพึ่งรู้ตัวว่าลั่วซือหานทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้คนของตัวเองได้รับบาดเจ็บ
“อ้อ ดีเลย ๆ งั้นเราพักซักหน่อยดีกว่าเนอะ”
“อืม”
ลั่วซือหานไม่สนใจสีหน้าเหม่อลอยของซ่งเหมยแล้วหันไปมองเถียนหยิงที่เกาะอยู่บนหัวเสือและกำลังเล่นชักเย่อกับซูเสี่ยวเถาอยู่
“เถียนหยิง, เซี่ยจู๋, หลี่ซือหยู่, หลี่ซินยี่”
“มาค่า !”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นทั้ง 4 สาวก็วางสิ่งที่กำลังทำอยู่ลงทันทีแล้วรีบวิ่งมาหาลั่วซือหานและนั่งย่อตัวลงตรงหน้าเธอ
“สามนาที ไปรวบรวมข้อมูลของศัตรูมา”
“ค่ะ !”
เมื่อเผชิญกับเรื่องสำคัญ พวกเขาทั้งสี่ก็จริงจังเป็นอย่างยิ่ง หลังจากให้คำตอบแล้ว ร่างของพวกเขาก็หายไปจากที่นั้นในทันที
เมื่อเห็นแบบนั้น เย่จิ่นชิวก็พยักหน้า
“วิชาเงาของเถียนหยิงเก่งขึ้นมาก น่าจะฝีมือไม่ด้อยไปกว่าเจ้าเมืองเถียนแล้ว”
ลั่วซือหานยิ้ม
“เซี่ยจู๋รู้ว่าระดับการฝึกฝนเธอต่ำที่สุดก็เลยฝึกฝนวิชาก้าวสวรรค์อย่างหนักเพื่อหาเส้นทางใหม่ ถ้าแค่วิชาก้าวสวรรค์ เอาแค่ความเชี่ยวชาญก็สู้พวกเราได้แล้ว”
“แต่ถ้าพูดถึงความเงียบสนิทก็ต้องวิชาประจำตระกูลหลี่ วิชาพรางเมฆาที่เป็นวิชาที่แม้แต่จารย์ยังต้องเอ่ยปากชม”
“พอพวกเธอได้ข้อมูลมาแล้วเราก็จะปลอดภัยขึ้นเยอะ”
เย่จิ่นชิวพยักหน้าเห็นด้วย
“ตอนนี้แค่รอให้พวกเธอกลับมาแล้วค่อยวางแผนกลยุทธ์”
หลังจากพูดจบทั้งสองก็หลับตาลงและเข้าสู่สภาวะทำสมาธิอีกครั้ง
เฉินมู่ที่นั่งอยู่บนโขดหินใหญ่เห็นภาพนี้แล้วอดที่จะพยักหน้าไม่ได้
“อืม ไม่เลว แสดงได้เหมือนแม่ทัพหน่อย ๆ แล้ว”