เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 : การปรากฏตัวครั้งแรกของห้อง 1 ! ทุกคนต่างตะลึง !

บทที่ 44 : การปรากฏตัวครั้งแรกของห้อง 1 ! ทุกคนต่างตะลึง !

บทที่ 44 : การปรากฏตัวครั้งแรกของห้อง 1 ! ทุกคนต่างตะลึง !


เมื่อลั่วซือหานลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน  ทุกคนต่างตกใจและหันมองตามในทิศทางที่เธอมองไปโดยไม่รู้ตัว

และเมื่อทุกคนเห็นเย่จิ่นชิวเดินเข้ามาพร้อมกับกลุ่มหญิงสาวสวยสง่า  ทั้งหมดต่างก็ตกตะลึงในทันที

“โอ้โห ! มีแต่สาว ๆ สวย ๆ ทั้งนั้นเลย”

“หนึ่ง  สอง  สาม...  แม่จ้าว  ตั้งสามสิบคน  สาวสวยตั้งสามสิบคนแหนะ”

“เดี๋ยวก่อน ? นั่นมัน...  เย่จิ่นชิวเหรอ ? ทายาทตระกูลเย่ !”

“พระเจ้าจอร์จ ! ไม่น่าแปลกใจเลยที่เธอได้อันดับสองทั้งในอันดับเทพธิดากับอันดับอัจฉริยะ ! ความสง่างามของเธอนั้นเหนือกว่านางฟ้าเย่ซะอีก !”

“ว้าว ๆ ๆ ! สาวสวยเยอะแยะไปหมดเลย ! ถ้าผมเลือกซักคนนึงมาเป็นแฟนได้ล่ะก็  ผมคงตายอย่างมีความสุขแล้วล่ะค้าบ !”

เดิมทีพวกเขาคิดว่าพวกลั่วซือหานทั้ง 6 ก็สวยสุดยอดกันอยู่แล้ว

แต่พอมาดูตอนนี้แล้ว  รู้สึกเหมือนตัวเองหลงเข้าไปในถ้ำสาวงามเลย !

ไม่ไหว ๆ เก็บน้ำลายไว้ไม่อยู่เลยจริง ๆ

แม้แต่หลิ่วยวนกับลู่เฉินก็ยังตะลึง

“ก็ได้ยินมานานแล้วว่ามีอาจารย์เจ้าชู้คนนึงที่สถาบันหลวงเล่นจีบเอานักศึกษาสวย ๆ ปีหนึ่งไปหมดทั้งชั้นปี  ตอนนี้ดูแล้วท่าจะจริงว่ะ”

พวกเขาคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นทันทีที่เห็นลั่วซือหาน  แต่เพราะพฤติกรรมของลั่วซือหานน่าตกใจเกินไปก็เลยลืมไปเสียสนิท

เมื่อพวกเย่จิ่นชิวมาถึง  ทุกคนจึงได้นึกถึงตำนานที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงข่าวลือนั่นขึ้นมาได้

ขณะที่ทุกคนจ้องมองพวกเย่จิ่นชิวอย่างตั้งใจอยู่นั้น  เพื่อนสนิทของเย่เมี่ยวเตี๋ยก็กระซิบอะไรบางอย่างอยู่ในฝูงชน

“เจ๊เตี๋ย  เป็นเย่จิ่นชิว”

เย่เมี่ยวเตี๋ยมองเย่จิ่นชิวด้วยสีหน้าเรียบเฉยและพูดเบา ๆ

“ไม่เป็นไรหรอก  เธอเป็นแค่ทายาท  ถ้าเธอยังไม่ขึ้นเป็นประมุขตระกลูฉันก็ยังมีโอกาสอยู่”

ราวกับว่าเธอนึกอะไรบางอย่างออก  เย่เมี่ยวเตี๋ยจึงพูดออกมาโดยไม่มีร่องรอยอารมณ์ใด ๆ

“ไปตรวจสอบอาจารย์ที่ปรึกษาของเย่จิ่นชิวซิ”

พอได้ยินเแบบนั้น  เพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้าง ๆ จึงดูมีท่าทีสงสัยเล็กน้อย

ทำไมต้องตรวจสอบอาจารย์ของเธอด้วยล่ะ

เย่เมี่ยวเตี๋ยจ้องมองพวกเย่จิ่นชิวที่กลับมาพบกับลั่วซือหานอย่างตั้งใจ

“เห็นนักศึกษาหญิงพวกนั้นมั้ยล่ะ  ดูเหมือนพวกเธอกำลังคุยกันอย่างสนุกสนานอยู่แท้ ๆ แต่ที่จริงแล้วแต่ละคนกลับยืนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอย่างระมัดระวัง”

“นี่ไม่ใช่ทำไปโดยเจตนา  แต่มันเป็นนิสัยที่ทำโดยไม่รู้ตัวที่เกิดจากการสั่งสมมาเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา”

“ยิ่งไปกว่านั้นนะ  ถ้าเธอสุ่มเลือกคนในกลุ่มนั่นมาซักคน...”

แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อเพราะไม่แน่ใจ  ในใจเธอมักรู้สึกว่าคนเหล่านั้นทำให้เธอรู้สึกแปลกประหลาดอย่างเหลือเชื่อ

ควรรู้ก่อนว่าเมื่อเรากลายเป็นคนที่แข็งแกร่งเวลานาน  เราจะพัฒนาอารมณ์และออร่าบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

แม้ว่าพวกเธอจะยังไม่เปล่งประกายออร่าอันไร้เทียมทานออกมาก็ตาม  แต่พวกเธอก็ได้สร้างรากฐานไว้แล้ว  สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือการสั่งสมประสบการณ์

ยิ่งไปกว่านั้น  ปฏิกิริยาแรกของพวกเธอเมื่อเห็นจ้าวปิศาจกลับไม่ใช่ความกลัว  แต่เป็นความตื่นเต้นและความอยากรู้อยากเห็น

ท่าทีที่ไม่ใส่ใจและความกล้าหาญในการแตะและสัมผัสเหล่านั้นไม่ใช่สัญญาณของความไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างแน่นอน

ภาพของสาวสวยทั้งหลายที่กำลังอยากรู้อยากเห็น  บ้างก็งัดปากของจ้าวปิศาจให้อ้าออกแล้วส่องดูข้างใน  บ้างก็พยายามเลาะฟันมันออกมานั้นช่างเป็นฉากที่น่าตกใจสุด ๆ

แต่การที่พวกเธอกล้าทำแบบนั้นก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเธอไม่เคยคิดว่าตัวเองจำเป็นต้องกลัวจ้าวปิศาจตัวนี้เลย

ซึ่งนี่มันน่ากลัวมาก

มีเพียงคำอธิบายเดียวเท่านั้นว่าทำไมทั้งห้องถึงได้ทำแบบนี้

นั่นคือสิ่งที่อาจารย์ของพวกเธอสอนมานั่นเอง

“หัวหน้าห้อง  เขี้ยวเสือนี่มีค่ามั้ยอะ  ถ้าไม่มีค่างั้นไม่ถอนดีกว่า  มันแข็งไปหน่อย”

“หัวหน้าห้อง  ขนหางของเจ้าเสือนี่นุ่มนิ่มมากเลย ! ฉันถอนขนมันมาทำไม้ปัดฝุ่นได้มั้ยอะ”

“หัวหน้าห้อง ๆ เสือนี่หนวดยาวจังเลย ! เดี๋ยวเอาไปทำพัดให้อาจารย์ที่หลังดีมะ”

“พี่ซู่ซู่  ลืมเรื่องนั้นไปเถอะ  รอจนกว่าเราจะฆ่าราชาปีศาจได้ค่อยเอาหนวดมันมาทำดีกว่า”

“เออใช่แล้ว  ของจ้าวปิศาจมันขยะจริง ๆ นั่นแหละ”

เมื่อเห็นกลุ่มสาว ๆ เต้นระบำอย่างบ้าคลั่งในเขตอันตรายของมันโดยที่ตัวมันไม่สามารถขัดขืนหรือโกรธได้  ก็คงนึกภาพออกได้ว่าจ้าวปิศาจรู้สึกอับอายขายหน้ามากแค่ไหน

“เชิญเลย ๆ เชิญพวกมึงก่อเรื่องตามสบายเลย ! กูแจ้งไต้เท้าราชาปิศาจแล้ว  พอท่านฆ่าพวกมึงทั้งหมดได้เมื่อไหร่กูจะจับพวกมึงทั้งหมดไปตากแห้งไว้เคี้ยวเล่นเป็นเนื้อแดดเดียวเลยคอยดู !”

จ้าวปิศาจโกรธจัด  แต่คนอื่น ๆ ที่เห็นเหตุการณ์ต่างพูดอะไรไม่ออก

พวกเขาเคยคิดกันว่า  ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่จ้าวปิศาจจะถูกรังแกได้ง่าย ๆ แบบนี้โดยเฉพาะด้วยฝีมือของกลุ่มสาวสวย

พวกเธอไม่กลัวเลยหรือว่าจ้าวปิศาจตัวนี้จู่ ๆ จะลุกขึ้นมาอาละวาดน่ะ

“แม่มึงเอ๊ยยยยยย  สาวสวยพวกนี้ก็กล้าหาญเกินไปแล้ว !”

“นั่นยังจะไปดึงหางมันอี๊ก  อยากตายขนาดนั้นเลย ?”

“บรื๋อ  สาวสวยพวกนี้ก็โหดเกิ๊น  นั่นคือจะเลาะฟันจ้าวปิศาจเหรอนั่นน่ะ”

“หืม ? ว่าแต่สามสาวสวยนั่นก็...  ดูคุ้น ๆ นะ...  แต่นึกไม่ออกว่าเคยเห็นที่ไหน”

“บ้าไปแล้วเพื่อน  อย่ามาล้อเล่นหน่า  นี่มันยุคไหนแล้วยังจะใช้มุกจีบสาวแบบนี้อีก  คิดว่าคนเค้าโง่กันหมดเหรอ”

“หืม ? ฉัน...  ฉันไม่ได้จะจีบซักหน่อย  เพียงแต่มันคุ้น ๆ จริง ๆ แต่ว่าเรื่องวันนี้มันก็น่าตกใจเกินไปจนลืมเรื่องอื่นไปหมดน่ะ”

“ไม่เอาน่าเพื่อน  รอดื่มซุปจากพวกคุณชายฉินเหอะ  สาวสวยพวกนั้นน่ะไม่ว่างให้พวกเราหรอก”

“อ้อ ? งั้นเหรอ ? อ่า...  งั้นก็ได้”

เมื่อเห็นว่าทุกคนได้สติและหันมามองพวกตน  ฉินหลานก็รู้ว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะไปตามจีบเย่จิ่นชิว

ท้ายที่สุดแล้วเรื่องผู้หญิงน่ะรอได้  แต่เรื่องราชาปิศาจกับของรางวัลนั้นรอไม่ได้

ยิ่งไปกว่านั้น  เขากำลังรอแก่นปีศาจเพื่อจะเอากลั่นโลหิตปราณเพิ่มพูนพลังของตนให้ก้าวหน้า  ดังนั้นจึงต้องระงับความอยากที่จะไปเป็นหมาเลียรองเท้าและจัดระเบียบคนอื่น ๆ เพื่อเตรียมกลยุทธ์

“อย่างที่ทุกคนพึ่งเห็นไป  องค์ชายหลิ่วกับคุณชายลู่ได้เชิญพวกเธอแล้ว  แต่พวกเธอปฏิเสธ  แต่มีแค่เราหกคนก็พอแล้วล่ะนะ”

“งั้นเราก็ทำตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้กัน”

“เราจะทำตามที่ท่านบอกทุกอย่างเลยครับคุณชายฉิน ! คุณบอกอะไรเราก็ทำอย่างนั้น !”

“ถูกต้องแล้ว ! ด้วยทีมที่มียอดฝีมือระดับเอสตั้งหกคนแบบนี้  ไอ้ราชาปีศาจนั่นต้องพ่ายแพ้แน่นอน !”

ฉินหลานกับหลิ่วยวนสบตากัน  จากนั้นก็ค่อย ๆ ยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มก่อนจะรีบชูธงและพุ่งเข้าใส่ค่ายปีศาจทันที

เมื่อได้เห็นฉากนี้

ซ่งเหมยซึ่งนั่งถัดจากหลัวซือหานและเย่จิ่นชิวถามอย่างสงสัย

“เจ๊  เราจะไม่ไปกันเหรอ  จะปล่อยให้พวกมันยึดราชาปีศาจไปงั้นเหรอ”

ลั่วซือหานค่อย ๆ ลืมตาขึ้นแล้วพูดว่า...

“ค่ายปิศาจนั่นใหญ่มาก  มีสัตว์ปิศาจอย่างน้อย ๆ ก็พันตัว  เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกมันที่เป็นแค่ศิษย์ยุทธ์ไม่กี่สิบคนจะปราบได้”

ซ่งเหมยไม่ได้สงสัยในคำพูดดังกล่าว  แต่เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเธอถึงไม่เริ่มลุยทั้ง ๆ ที่ทั้งห้องก็มากันครบแล้วแท้ ๆ

“คือเราจะรอให้พวกมันยอมแพ้ก่อนแล้วค่อยไปเหรอ”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นลั่วซือหานก็หันไปมองน้อง ๆ ที่อยู่รอบตัวด้วยความสงสัยและยิ้มอย่างอ่อนโยน

“ถึงพวกมันจะมีศักยภาพระดับเอสหกคน  แต่แน่นอนว่าเราไม่แพ้หรอก”

“เราแค่ต้องรอจนกว่าพวกมันจะเริ่มตายและทนไม่ไหวแล้ว  จากนั้นเราค่อยเข้าตี”

ซ่งเหมยพึ่งรู้ตัวว่าลั่วซือหานทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้คนของตัวเองได้รับบาดเจ็บ

“อ้อ  ดีเลย ๆ งั้นเราพักซักหน่อยดีกว่าเนอะ”

“อืม”

ลั่วซือหานไม่สนใจสีหน้าเหม่อลอยของซ่งเหมยแล้วหันไปมองเถียนหยิงที่เกาะอยู่บนหัวเสือและกำลังเล่นชักเย่อกับซูเสี่ยวเถาอยู่

“เถียนหยิง, เซี่ยจู๋, หลี่ซือหยู่, หลี่ซินยี่”

“มาค่า !”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นทั้ง 4 สาวก็วางสิ่งที่กำลังทำอยู่ลงทันทีแล้วรีบวิ่งมาหาลั่วซือหานและนั่งย่อตัวลงตรงหน้าเธอ

“สามนาที  ไปรวบรวมข้อมูลของศัตรูมา”

“ค่ะ !”

เมื่อเผชิญกับเรื่องสำคัญ พวกเขาทั้งสี่ก็จริงจังเป็นอย่างยิ่ง หลังจากให้คำตอบแล้ว ร่างของพวกเขาก็หายไปจากที่นั้นในทันที

เมื่อเห็นแบบนั้น เย่จิ่นชิวก็พยักหน้า

“วิชาเงาของเถียนหยิงเก่งขึ้นมาก  น่าจะฝีมือไม่ด้อยไปกว่าเจ้าเมืองเถียนแล้ว”

ลั่วซือหานยิ้ม

“เซี่ยจู๋รู้ว่าระดับการฝึกฝนเธอต่ำที่สุดก็เลยฝึกฝนวิชาก้าวสวรรค์อย่างหนักเพื่อหาเส้นทางใหม่  ถ้าแค่วิชาก้าวสวรรค์  เอาแค่ความเชี่ยวชาญก็สู้พวกเราได้แล้ว”

“แต่ถ้าพูดถึงความเงียบสนิทก็ต้องวิชาประจำตระกูลหลี่  วิชาพรางเมฆาที่เป็นวิชาที่แม้แต่จารย์ยังต้องเอ่ยปากชม”

“พอพวกเธอได้ข้อมูลมาแล้วเราก็จะปลอดภัยขึ้นเยอะ”

เย่จิ่นชิวพยักหน้าเห็นด้วย

“ตอนนี้แค่รอให้พวกเธอกลับมาแล้วค่อยวางแผนกลยุทธ์”

หลังจากพูดจบทั้งสองก็หลับตาลงและเข้าสู่สภาวะทำสมาธิอีกครั้ง

เฉินมู่ที่นั่งอยู่บนโขดหินใหญ่เห็นภาพนี้แล้วอดที่จะพยักหน้าไม่ได้

“อืม  ไม่เลว  แสดงได้เหมือนแม่ทัพหน่อย ๆ แล้ว”

จบบทที่ บทที่ 44 : การปรากฏตัวครั้งแรกของห้อง 1 ! ทุกคนต่างตะลึง !

คัดลอกลิงก์แล้ว