- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 43 : สร้างความตกใจเล็กน้อยให้กับเหล่าอัจฉริยะระดับ S
บทที่ 43 : สร้างความตกใจเล็กน้อยให้กับเหล่าอัจฉริยะระดับ S
บทที่ 43 : สร้างความตกใจเล็กน้อยให้กับเหล่าอัจฉริยะระดับ S
“มีคนอยู่ด้วยเหรอ ? เป็นไปได้ยังไง ?”
“ดวงตาของจ้าวปิศาจนั่นยังเปิดอยู่ แสดงว่ามันยังมีชีวิต แล้วมันจะมาอยู่กับพวกมนุษย์เราได้ยังไง”
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินหลาน สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเห็นจ้าวปิศาจเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆ สีหน้าของพวกฉินหลานก็เปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกไปหลายครั้งจนสุดท้ายก็กลายเป็นเคร่งเครียดอย่างยิ่ง
“ความรู้สึกกดดันมันก็แรงเกิ๊น ขนลุกไปหมดแล้วเนี่ย ขนาดอยู่ห่างกันตั้งหลายสิบเมตรเลยนะนั่น”
“บ้าไปแล้ว ! สรุปคือไม่ใช่จ้าวปิศาจมันเดินเอง แต่เป็นคนนั้นที่หิ้วคอมันไว้แล้วลากมานี่เหมือนลากหมาตายตะหาก !”
“หม่ายก้อด... นี่มันสิ่งมีชีวิตน่ากลัวจากไหนกันล่ะเนี่ย ถึงกับจับจ้าวปิศาจได้ทั้งเป็นเลย ทำได้ไงกัน”
“หืม ? ทำไมคนที่หิ้วจ้าวปิศาจถึงดูคุ้น ๆ ล่ะ”
“ลั่วซือหาน...”
เมื่อฉินหลานจำได้ว่าลั่วซือหานคือผู้ที่จับจ้าวปิศาจ ดวงตาของเขาก็กระตุก สีหน้าก็มืดหม่นลงทันที
โดยเฉพาะหลังจากที่เห็นลั่วซือหานโยนจ้าวปิศาจลงพื้นอย่างไม่แยแส ทุกคนต่างอ้าปากค้างแทบจะถึงพื้น
ควรทราบว่าถึงแม้ลั่วซือหานจะสูง 176 เซนติเมตร แต่จ้าวปิศาจตัวนั้นสูงถึง 5 เมตร และเมื่อมันยืน 2 ขาจะสูงกว่า 30 เมตร
ความสูงที่ต่างกันมาก ประกอบกับข้อเท็จจริงที่ว่ามันโดนหิ้วเหมือนของเล่นนั้นช่างเป็นภาพที่น่าตกใจยิ่งนัก
“มะ... แม่จ้าวท่านใดกันคับเนี่ย จ้าวปิศาจนั่นต้องหนักถึงห้าตันแน่ ๆ !”
“เกิน เกินชัวร์ ! อย่างน้อยก็ต้องสิบตัน !”
“เชี่ย ! นั่นมันลั่วซือหานนี่หว่า ! อัจฉริยะระดับเอสนัมเบอร์วันของปีนี้ !”
“จริงด้วย ! โคตรสวย ! งามสง่า ! ยิ่งกว่านางฟ้าเย่ซะอีก !”
“อะไรน่ะ ? มีคนอื่นด้วยเหรอ ! แม่จ้าว ! สวยมาก ! มีสาวสวยเซ็กซี่ตั้งห้าคนแหนะ !”
พวกขี้แพ้เอาแต่เอ่ยปากชมพวกลั่วซือหานไม่หยุด ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าจ้าวปิศาจนั่นยังไม่ตายล่ะก็ ป่านนี้คงหน้าด้านวิ่งเข้าไปประจบประแจงกันในระยะประชิดแล้ว
ส่วนพวกฉินหลานนั้นเมื่อรู้ว่าเป็นลั่วซือหานนัยน์ตาของทุกคนก็หดเหลือเท่ารูเข็ม
แม้แต่นางฟ้าเย่เมี่ยวเตี๋ยผู้เย็นชาก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าเคร่งเครียดออกมา
เนื่องจากเคยฆ่าจ้าวปิศาจมาแล้วพวกเขาจึงรู้ดีว่าการฆ่าจ้าวปิศาจนั้นยากลำบากขนาดไหน
แต่ละทีมต้องจ่ายราคาที่แสนสาหัส ทั้งสูญเสียชีวิตและยังต้องเสียไพ่ตายบางส่วนกว่าจะฆ่าได้ตัวหนึ่งแบบหวุดหวิด
ด้วยเหตุนี้เองที่เหล่าอัจฉริยะระดับ S ทั้งหลายเหล่านี้ถึงได้รับบาดเจ็บในระดับต่าง ๆ กันไป
ส่วนการจับมาเป็น ๆ แบบนี้นี่ยิ่งไม่ต้องพูดเลย
แต่ตอนนี้จ้าวปิศาจตัวนี้ไม่เพียงแต่เชื่อฟังอย่างเหลือเชื่อเท่านั้น มันยังยอมให้ลั่วซือหานโยนทิ้งลงพื้นเหมือนเศษขยะชิ้นหนึ่งซึ่งเป็นอะไรที่เชื่อไม่ลงอย่างยิ่ง
“ลั่วซือหาน... เธอ... แข็งแกร่งมาก...”
ซูซิงหางจ้องมองลั่วซือหานอย่างตั้งใจ หลังจากความตกใจในตอนแรกจางหายไปดวงตาของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยไฟนักสู้ที่ไร้ขีดจำกัด
ในทางกลับกัน หลิ่วยวนและลู่เฉินนั้นดูจะอยู่กับความเป็นจริงมากกว่า
หลังจากได้สติกลับคืนมาทั้งสองก็รีบปั้นยิ้มเสแสร้งและเดินหน้า 2 ก้าว
“นางฟ้าคับ ขอถามได้มั้ยว่าเธอคืออัจฉริยะจากสถาบันหลวง นางฟ้าลั่วซือหานใช่รึเปล่า”
เมื่อเห็นทั้งสองลังเลที่จะเดินเข้ามาใกล้เพราะกลัวว่าจู่ ๆ จ้าวปิศาจมันจะลุกพรวดพราดขึ้นมาอาละวาด ในแววตาของลั่วซือหานก็ฉายแววดูถูกเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะหันหลังกลับและเดินอย่างไร้ความรู้สึกไปยังท้องของจ้าวปิศาจ
เมื่อพวกหลิ่วยวนเห็นว่าเธอไม่แม้แต่จะทักทายหรือมองพวกตนสักนิด พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธขึ้นมา
ทว่าตอนนี้มันไม่ใช่เวลาที่จะบุ่มบ่าม หลังจากระงับความโกรธแล้วลู่เฉินก็เผยรอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของตนอีกครั้ง
“นางฟ้าลั่ว ค่ายหลักของเผ่าปีศาจอยู่ไม่ไกลจากเรา ที่นั่นมีสัตว์ปิศาจมากมายรวมทั้งแม่ทัพปิศาจกับปิศาจใหญ่อีกเพียบ พวกเราพึ่งปรึกษาหารือกันและตัดสินใจว่าจะร่วมมือกันในการพิชิตแล้วค่อยแบ่งผลประโยชน์กันอย่างเท่าเทียมกันทีหลัง”
“ไม่ทราบนางฟ้าลั่วจะยอมเข้าร่วมกับเรามั้ย”
ลั่วซือหานทำทีเป็นหูทวนลม ลูบขนเสือนุ่ม ๆ บนท้องของจ้าวปิศาจแล้วเตรียมจะนั่งลงรอคน
เมื่อลู่เฉินเห็นว่าเธอยังไม่ตอบอะไรสีหน้าก็มืดหม่นลงทันที
ในฐานะอัจฉริยะระดับ S เขาเป็นที่ชื่นชมของทุกคนไม่ว่าจะไปที่ไหน แม้ว่าภูมิหลังตระกูลจะเทียบกับแปดตระกูลใหญ่ไม่ได้ก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ เขาก็ยังเป็นคุณชายใหญ่ของสมาคมอันดับหนึ่งของประเทศหลง แม้แต่หวางหยู่หนิงผู้หยิ่งยโสก็ยังต้องให้เกียรติเขา
ทว่าตนแม้กระทั่งแสดงท่าทีอ่อนน้อมต่อลั่วซือหานแล้วแท้ ๆ แต่เธอกลับไม่แม้แต่จะชายตามองจึงทำให้เขาโกรธมาก
เมื่อเห็นว่าลู่เฉินกำลังเศร้า ซูเสี่ยวเถาจึงกระพริบตาแล้วแสร้งทำเป็นเด็กสาวไร้เดียงสาพุ่งตัวเข้าไปกอดลั่วซือหานและทำท่าทางยั่วยวน
“เจ๊คะ เจ๊ขา เสี่ยวเถาอยากขี่เสือใหญ่อ่า !”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นลั่วซือหานก็ยิ้มอย่างอบอุ่นแฝงด้วยความรักใคร่
“โอเค เดี๋ยวเจ๊ช่วยนะ”
ขณะที่พูดลั่วซือหานก็ยกเท้าขึ้นเตะท้องของจ้าวปิศาจอย่างแรงเสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับเตะปี๊บ
ในชั่วพริบตา จ้าวปิศาจก็คร่ำครวญและกระอักเลือดออกมาเต็มปาก ทันทีที่ร่างของมันลอยขึ้นจากพื้น มันก็รีบลงมานอนราบกับพื้นใหม่
เมื่อเห็นแบบนั้นบรรยากาศก็เงียบลง แม้แต่ลู่เฉินกับหลิ่วยวนก็ยังอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนสีหน้า
จ้าวปิศาจเป็นผู้เชี่ยวชาญขอบเขตบรรพชนยุทธ์ แต่เธอกลับเล่นงานมันได้อย่างง่ายดายเช่นนี้โดยที่มันไม่กล้าแม้แต่จะคิดต่อต้าน
แถมยังได้เห็นความโล่งใจและความสิ้นหวังในแววตาของจ้าวปิศาจตัวนี้อีกด้วย
และสิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นก็คือ...
พวกเขาได้มองซูเสี่ยวเถาเอามือเล็ก ๆ จับขนของมันแล้วตะกายปีนป่ายขึ้นไปอย่างหมดหนทาง ท้องของมันบวมเป่งดูแล้วเจ็บแทน แต่แม้จ้าวปิศาจตัวนี้จะเจ็บปวดจนต้องเบ้หน้ามันก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงออกมาสักคำ
จนกระทั่งซูเสี่ยวเถาขึ้นไปขี่อยู่บนหัวของมัน แกว่งเท้าเล็ก ๆ และยกมือขึ้นฉลองราวกับได้รับชัยชนะ ทุกคนจึงค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ อ้าปากค้างและจ้องมองด้วยตาที่แทบถลน
“เจ๊คะ ! ฉันก็อยากขี่เสือยักษ์ด้วยอะ !”
เมื่อเฉียนหยิงหยิงเห็นว่าซูเสี่ยวเถากำลังสนุกมากแค่ไหนดวงตาของเธอก็เป็นประกายและอดใจไม่ไหวอยากเข้าไปร่วมสนุกด้วย
เมื่อเห็นแบบนั้น เหยาจื่อซวน ตู้ซาน และฉีเยียนหรานจึงขอร้องอยากจะขึ้นไปด้วย
ในสถานการณ์เช่นนี้ ลั่วซือหานจะทำอย่างไรได้ ? แน่นอนว่าเธอต้องตามใจอยู่แล้ว
“เอาล่ะ ๆ ~ ทุกคนขึ้นไปได้เลย”
“เย้ ! ถึงเวลาขี่เสือยักษ์แล้ว !”
ทั้ง 4 คนหัวเราะคิกคักด้วยความดีใจ จากนั้นก็ลอกซูเสี่ยวเถาโดยได้รับความช่วยเหลือจากลั่วซือหาน แล้วพวกเธอก็ปีนขึ้นไปบนหัวของจ้าวปิศาจ ทั้ง 5 คนตื่นเต้นและมีความสุขราวกับได้รับของเล่นชิ้นโปรด
เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานก็ยิ้มด้วยความรักใคร่แล้วกระโดดขึ้นไปบนหลังเสือและนั่งขัดสมาธิเพื่อฝึกฝนพลัง
เมื่อเห็นพวกซูเสี่ยวเถาทั้ง 5 เฉลิมฉลองกับการขี่จ้าวปิศาจ และเห็นลั่วซือหานหลับตาพักผ่อนทุกคนต่างก็ไปไม่เป็น
“เอ่อ นี่...”
“นี่คือจ้าวปิศาจอีกตัวนึงเหรอ... ดูเหมือนกลายเป็นของเล่นให้ผู้หญิงพวกนั้นไปแล้วอะ”
“จ้าวปิศาจใจดีขนาดนั้นเลยเหรอ... ถึงขนาดไม่ขัดขืนเวลาโดนรังแกแบบนี้”
“ขัดขืน ? นายไม่เห็นความสิ้นหวังในแววตามันเหรอวะเพื่อน”
ต้องบอกว่าการกระทำของลั่วซือหานและพวกพ้องทั้ง 6 คนนั้นน่าตกใจมาก จนทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างรู้สึกมึนงงไปหมด
ฉินหลานซึ่งเป็นคนแรกที่ได้สติเหลือบมองเย่เมี่ยวเตี๋ยและหวางหยู่หนิงที่กำลังจ้องมองลั่วซือหานอยู่ จากนั้นก็หันกลับไปหาพวกหลี่เฉิงคุนที่ตอนนี้ยังคงตกอยู่ในอาการตกใจด้วยความโกรธจัด
“นายไม่ได้บอกเหรอว่าอาจารย์ห้องหนึ่งเป็นไอ้เศษสวะไร้ประโยชน์น่ะหา ! แล้วทำไมลั่วซือหานถึงเก่งกาจขนาดนี้ !”
“ถ้าทั้งห้องเป็นเหมือนลั่วซือหานหมดล่ะก็ เราจะแข่งกันไปเพื่อ ?”
เปลือกตาของหลี่เฉิงคุนกระตุกเล็กน้อยและกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ารู้สึกขายขี้หน้าหน่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม เขาก็ตอบสนองอย่างรวดเร็วและหาสาเหตุได้ในทันที
“คุณชายฉิน พลังของลั่วซือหานมันเกี่ยวอะไรกับไอ้คนไร้ประโยชน์นั่นล่ะ นายลืมไปแล้วเหรอว่าลั่วซือหานมีศักยภาพระดับเอส ต่อให้ไม่มีใครสอนเธอก็แข็งแกร่งได้เองตามปกติอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ”
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของฉินหลานหลี่เฉิงคุนก็รู้ว่าตนพูดถูก
“นอกจากนี้นะ การที่ลั่วซือหานแข็งแกร่งไม่ได้หมายความว่าคนอื่น ๆ ในห้องจะแข็งแกร่งด้วย เย่จิ่นชิวอาจจะพอเป็นไปได้ แต่คนอื่น ๆ ก็อยู่แค่ระดับเอกับยี่เหมือน ๆ พวกเรา ไม่ว่าพวกเธอจะแข็งแกร่งแค่ไหนก็จะแข็งแกร่งเท่าสองคนนั่นได้มั้ยล่ะ”
“ยิ่งไปกว่านั้นนะคุณชายฉิน มีใครเป็นพยานเห็นเหตุการณ์ที่จ้าวซือหานจับจ้าวปิศาจตัวนั้นทั้งเป็นบ้างล่ะ ถ้าเกิดว่าคนที่ทำคือผู้คุ้มครองของเธอล่ะจะเป็นยังไง”
ฉินหลานคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วค่อยพยักหน้าเห็นด้วย
ไม่ว่าลั่วซือหานจะแข็งแกร่งแค่ไหนเธอก็ยังเป็นแค่ศิษย์ยุทธ์ 8 ดาวเท่านั้น เพราะคนอย่างพวกตนยังต้องฝึกฝนด้วยไอเทมล้ำค่าหายาก สะสมทรัพยากรต่าง ๆ ทุกวันกว่าจะไปถึงขอบเขตศิษย์ยุทธ์ 8 ดาวได้
ยิ่งไปกว่านั้นคือลั่วซือหานเป็นเพียงสาขาหนึ่งของตระกูลลั่ว ในแง่ของทรัพยากรและสมบัติล้ำค่าแล้ว ลั่วซือหานซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของตระกูล จะมาเทียบกับตนที่เป็นหนึ่งในตระกูลฉินสายหลักได้อย่างไร
ส่วนทรัพยากรของมหาวิทยาลัยตี้ตูน่ะเหรอ ?
เหอะ ไอ้อาจารย์ระดับ F ไร้ความสามารถจะไปแข่งขันกับอาจารย์คนอื่น ๆ ได้ยังไงก่อน
ข้อเท็จจริงที่ว่าเฉินมู่ไม่อนุญาตให้พวกลั่วซือหานทั้งห้องออกไปข้างนอกตลอดเดือนที่ผ่านมาเป็นหลักฐานที่ดีที่สุดในเรื่องนี้ไม่ใช่หรือ
ถ้าหากไม่สามารถเข้าถึงทรัพยากรของสถาบันและไม่มีอำนาจในการแสดงความคิดเห็น เกิดพวกลั่วซือหานเปิดเผยเรื่องนี้ออกมาเจ้าตัวจะไม่เสียหน้าแน่หรือ
ดังนั้น สิ่งที่หลี่เฉิงคุนพูดจึงสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง
จ้าวปิศาจตนนี้คงถูกผู้คุ้มครองของลั่วซือหานจับให้ ไม่อย่างนั้นล่ะก็ระดับจ้าวปิศาจนี่จะไปถูกกลุ่มศิษย์ยุทธ์ตัวเล็ก ๆ รังแกได้ยังไงกัน
ยิ่งฉินหลานคิดมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดูเหมือนว่ามันเป็นไปได้มากขึ้นเท่านั้น เมื่อมองไปที่ลั่วซือหานอีกครั้ง ดวงตาก็เต็มไปด้วยความเยาะเย้ยถากถาง
“ฮ่า ๆ ๆ แกล้งทำต่อไปเถอะ เมื่อเราปราบราชาปิศาจและได้ที่หนึ่งแล้ว ค่อยมาดูกันว่ายัยอัจฉริยะอันดับหนึ่งอย่างหล่อนจะมีสิทธิ์อะไรมาปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อฉัน”
“จังหวะเหมาะเจาะพอดี เรายังสามารถใช้โอกาสนี้กดดันตระกูลลั่วกับเย่ได้ด้วย แล้วยังจัดการเปิดโปงความไร้ค่าของไอ้เฉินมู่ได้อีก”
“อืม... เฉินมู่... คงไม่มีโอกาสเปิดโปงมันแล้วล่ะ ยังไงซะการเปิดโปงคนตายก็ไม่มีประโยชน์อะไร”
ฉินหลานเยาะเย้ย แววตายิ่งมายิ่งแต่จะดุดันมากขึ้นเรื่อย ๆ
หลังจากเล่นไปได้สักพัก พวกซูเสี่ยวเถาที่นั่งอยู่บนหัวของจ้าวปิศาจก็มองไปยังลั่วซือหานด้วยความสงสัย
“เจ๊ เราจะอยู่แต่ที่นี่เหรอ ไม่เข้าไปฆ่าราชาปีศาจนั่นเหรอ”
ลั่วซือหานไม่ได้ลืมตา แต่พูดอย่างใจเย็น
“รอทุกคนมาครบก่อนแล้วค่อยไป ฉันบอกพวกเธอแล้วน่ะ”
ทันทีที่พูดจบลั่วซือหานก็ลืมตาขึ้นและมองไปยังที่ไกล ๆ
“มากันแล้ว”