เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 42 : เหล่าอัจฉริยะระดับ S รวมตัวกัน สร้างความประทับใจครั้งยิ่งใหญ่

บทที่ 42 : เหล่าอัจฉริยะระดับ S รวมตัวกัน สร้างความประทับใจครั้งยิ่งใหญ่

บทที่ 42 : เหล่าอัจฉริยะระดับ S รวมตัวกัน สร้างความประทับใจครั้งยิ่งใหญ่


“นั่นคือนางฟ้าเย่  อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสถาบันหลงอู่ !”

“โอ้โห ! ทั้งสวยทั้งสง่าทั้งอ่อนช้อย  ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะเป็นอันดับหนึ่งในรายชื่อเทพธิดา !”

“โอ้โห ! นางฟ้าหนิงจากสถาบันเทียนชู ! เทพธิดาผู้สวยสง่าอันดับสาม ! เธอก็มาที่นี่ด้วย !”

“นั่นองค์ชายลู่จากสถาบันเสวียนหยาง !”

“และก็คุณชายหลิ่วจากสถาบันหยุนเซียวก็มาด้วย ! แม่จ้าว ! นอกจากที่สถาบันหลวงแล้วอัจฉริยะระดับเอสอีกสี่คนก็มากันครบแล้วนะ !”

ในเขตปลอดภัยนอกค่ายปีศาจ  กลุ่มนักศึกษาที่กำลังดื้อรั้นและเถียงกับอาจารย์อยู่นั้นจู่ ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อเห็นทั้ง 4 คนเดินนำหน้ามา

นักศึกษาจำนวนมากจากทั้ง 4 สถาบันต่างรีบไปเอาใจอัจฉริยะประจำสถาบันของตน  โดยทำตัวราวกับว่ายอมจำนนต่ออัจฉริยะเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง

ส่วนนักศึกษาคนอื่น ๆ ก็เข้าหานักศึกษาคนนั้นอย่างกระตือรือร้นด้วยรอยยิ้มประจบประแจง  เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอัจฉริยะตัวจริง

ต้องบอกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอาจารย์ที่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ล้าสมัยแล้ว  พวกเขามีความเชื่อมั่นในตัวผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นเดียวกันมากกว่า

เหตุการณ์นี้ทำให้อาจารย์พูดไม่ออกและรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว

อย่างไรก็ตาม  การแข่งขันในแดนลับนี้ก็มีกฎอยู่  อาจารย์สามารถปกป้องพวกเขาอย่างลับ ๆ ได้เท่านั้น  ไม่สามารถอยู่ด้วยได้  เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังคุยกันอย่างสนุกสนานจึงได้แต่พูดว่า

“ในเมื่อองค์ชายหลิ่วกับคุณชายลู่มากันครบแล้ว  งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”

“ผมอยากจะขอความกรุณาจากทุกท่านช่วยดูแลนักศึกษาของเราด้วยครับ”

เมื่อได้ยินแบบนั้นหลิ่วยวนก็ยิ้มอย่างอบอุ่น

“อาจารย์ทุกท่านโปรดวางใจเถอะครับ  มีเราอยู่ที่นี่แล้วจะไม่ปล่อยให้เพื่อน ๆ นักศึกษาได้รับอันตรายเด็ดขาด”

อาจารย์ทั้งสองพยักหน้า  สบตากัน  แล้วก็หายไปจากตรงนั้น  ปล่อยให้พื้นที่นั้นเป็นของพวกนักศึกษาไป

เห็นแบบนั้นแล้วหลิ่วยวนจึงหันไปมองเย่เมี่ยวเตี๋ยกับหวางหยู่หนิงแล้วยิ้มให้

“นางฟ้าเย่  นางฟ้าหนิง  เรามาถึงด่านสุดท้ายแล้วนะครับ  พวกคุณว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป  มีความคิดเห็นอะไรยังไงบ้างมั้ยครับ”

ใบหน้าของเย่เมี่ยวเตี๋ยเย็นชาดุจก้อนน้ำแข็ง  เธอมองแรงใส่หลิ่วยวนผู้เสแสร้งด้วยความรู้สึกดูถูก  จึงไม่สนใจเขาและเฝ้ามองเหล่าปีศาจที่อยู่ไกลออกไปแทน

ถึงแม้หวางหยู่หนิงจะไม่ชอบเขาเช่นกัน  แต่การไม่ตอบเลยก็คงไม่เหมาะสมนัก  เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็แสดงอัธยาศัยดีเข้ามาชวนคุยแล้ว

“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทำความเข้าใจกับสถานการณ์ของเผ่าปีศาจ”

“นางฟ้าหนิงพูดถูกแล้วครับ”

หลังจากเหลือบมองลู่เฉินที่กำลังพัดตัวเองอวดท่าทางอยู่นั้น  หลิ่วยวนก็หันไปมองพวกเพื่อนนักศึกษาที่พึ่งกลับมามือเปล่า

“ดูจากสภาพแล้วนายคงเข้าไปเช็กมาแล้วสินะ  ได้ข้อมูลอะไรมาบ้างล่ะ”

พอได้ยินแบบนั้นทุกคนก็ต่างก็พูดไม่ออกเพราะความอับอาย

“เอ่อ...  สถานการณ์ของเผ่าปีศาจค่อนข้างซับซ้อนน่ะ  จากที่เราสังเกตดูแล้ว  นอกจากราชาปีศาจที่บาดเจ็บและกำลังพักฟื้นแล้ว  มันยังมีแม่ทัพปีศาจอีกสี่ตัว  ปิศาจใหญ่อีกสิบตัว  ส่วนทหารปิศาจกับพวกกีกี้ก็ประมาณพันตัว”

หลิ่วยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ไม่มีจ้าวปิศาจเลยเหรอ”

กลุ่มคนเหล่านั้นมองหน้ากันด้วยความงุนงงและยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นไปอีก

“ก็...  ควรจะมีมั้ง ? แต่...”

หลิ่วยวนเข้าใจในทันทีแล้วจึงยิ้ม

“ไม่เป็นไรหรอก  แค่นี้ก็ถือว่าน่าประทับใจมากแล้วที่สามารถรวบรวมข้อมูลได้มากขนาดนี้”

ดูเหมือนเพื่อรักษาหน้าตา  หลี่ตี้ซึ่งใบหน้าบวมเล็กน้อยจึงมองเขาด้วยสีหน้ายืนยัน

“องค์ชายหลิ่ว  พวกเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีจ้าวปิศาจอยู่จริงมั้ย  แต่พวกเรามั่นใจจำนวนของแม่ทัพปิศาจกับปิศาจใหญ่แน่นอน”

“ถึงแม้เมื่อกี๊เราจะไม่ได้ฆ่าทหารปีศาจไปซักเท่าไหร่  แต่เราก็เข้าใจถึงความแข็งแกร่งของพวกมันได้ชัดเจนแล้ว”

“ก็ไม่แปลกหรอกที่จะไม่มีจ้าวปิศาจอยู่ในค่าย”

เมื่อเห็นความประหลาดใจของหลิ่วยวน  ลู่เฉินจึงใช้พัดพัดตัวเองและยิ้มให้

“เมื่อวานนางฟ้าเย่กับนางฟ้าหนิงฆ่าไปคนละตัว  ฉันจำได้ว่าพี่หลิ่วเองก็ฆ่าไปตัวนึงเหมือนกัน  ใช่มั้ย”

เมื่อได้ยินแบบนั้นคนอื่น ๆ ต่างก็ตกตะลึงไปในทันที

“แม่จ้าวโว้ย ! พวกเล่นฆ่าจ้าวปิศาจกันได้แล้วเหรอเนี่ย  พระเจ้าจอร์จ  นั่นมันเทียบเท่ากับบรรพชนยุทธ์เลยนะนั่นน่ะ !”

“สมกับเป็นอัจฉริยะระดับสูงจริง ๆ ! ถึงกับสามารถฆ่าจ้าวปิศาจได้สำเร็จ ! ฉันเองแม้จะมีศักยภาพระดับเอก็เถอะ  แต่การจะฆ่าแค่ปิศาจใหญ่ก็ใช้เวลาไปครึ่งชีวิตแล้ว”

“เก่งโคตร...”

เมื่อได้ยินคำชมจากคนรอบข้าง  เย่เมี่ยวเตี๋ยและหวางหยู่หนิงกลับไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรมากนัก  แต่หลิ่วยวนกลับรู้สึกดีใจเล็กน้อย

เขาชอบเวลาที่มีคนอื่นชื่นชมและชอบเสพความรู้สึกที่ว่าตัวเองเป็นจุดสนใจ

แม้ว่าเขาจะต้องจ่ายราคาอย่างหนักด้วยการสังเวยชีวิตลูกน้องไป 3 คนเพื่อสังหารจ้าวปิศาจตัวนั้นก็ตาม  แต่ในเมื่อฆ่าจ้าวปิศาจได้แล้วก็คือฆ่าได้แล้วนั่นแหละ

“เฮ่อ ~ พี่ลู่  นายเองก็ฆ่าไปตัวนึงเหมือนกันนี่นา”

เมื่อเห็นว่าเขาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี  ลู่เฉินจึงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ความสามารถของพวกฉันในการฆ่าจ้าวปิศาจตอนนั้นอาศัยการลอบฆ่าล้วน ๆ แถมยังต้องพึ่งโชคด้วย”

“หา  ไม่จริงหรอก  ในเมื่อฆ่ามันได้ก็คือฆ่ามันได้  จ้าวปิศาจเป็นถึงขอบเขตบรรพชนยุทธ์  ถึงจะลอบกัดก็เถอะแต่คนส่วนใหญ่กัดมันไหวซะที่ไหนล่ะ  แต่พี่ลู่กลับฆ่ามันได้ก็แน่นอนว่าเพราะความแข็งแกร่งของตัวนายเอง”

ทั้งสองเริ่มกล่าวชมเชยกันและกันทำให้พวกเย่เมี่ยวเตี๋ยถึงกับพูดไม่ออก

โชคดีที่หลิ่วยวนนึกถึงจุดประสงค์ของการมาที่นี่ออกพอดีและพูดขึ้น

“ว่าแต่พี่ลู่  นายบอกว่าเป็นธรรมดาที่ไม่มีจ้าวปิศาจในค่ายนี่  มันไปเกี่ยวอะไรกะจ้าวปิศาจที่เราฆ่าด้วยล่ะ”

เมื่อได้ยินแบบนั้นรอยยิ้มของลู่เฉินก็ยิ่งกว้างขึ้น

“จ้าวปิศาจเป็นลูกน้องที่เก่งที่สุดของราชาปีศาจ  สองวันมานี้เราฆ่าทหารปีศาจกับพวกกีกี้ไปไม่น้อยเลย  นอกจากนี้พวกมันยังบุกเข้ามาอย่างกะทันหัน  เพราะงั้นแปลว่าราชาปีศาจจะต้องส่งจ้าวปิศาจซึ่งเป็นลูกน้องของมันออกมานำทีมตรวจสอบสถานการณ์อย่างแน่นอน”

“ราชาปิศาจที่มีจ้าวปิศาจใต้บังคับบัญชาได้ซักสี่ห้าตัวก็ถือว่าเป็นระดับสูงสุดแล้ว  พวกเราสี่คนฆ่าพวกมันไปสี่ตัว  เพราะงั้นการที่ไม่มีจ้าวปิศาจเหลืออยู่ในค่ายก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ”

“อืม ? พี่ลู่พูดถูก !”

เมื่อหลิ่วยวนรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นดวงตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมา

“ในเมื่อในค่ายนอกจากราชาปิศาจแล้วก็มีแค่แม่ทัพปีศาจบางส่วนเท่านั้นที่คุกคามเราได้  งั้นการเคลียร์ค่ายนี่ก็ง่ายขึ้นเยอะ”

ระดับสูงสุดของพวกเขาก็แค่ศิษย์ยุทธ์ 8 ดาวเท่านั้น  และการนำกลุ่มไปล้อมโจมตีแม่ทัพปีศาจก็เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับพวกเขามากแล้ว

ถ้ายังมีจ้าวปิศาจอยู่ด้วยล่ะก็  พวกเขาคงต้องคิดยอมแพ้จริง ๆ

ไพ่ตายของพวกเขาก็คือการฆ่าราชาปีศาจตนนั้น

หากพวกเขาใช้ไพ่ตายโดยที่ยังไม่เห็นหน้าราชาปิศาจล่ะก็  แม้ว่าพวกเขาจะสามารถสังหารราชาปิศาจได้ด้วยความช่วยเหลือจากผู้คุ้มครองของตนก็ตาม  แต่อันดับในการแข่งขันครั้งนี้มันจะพังทลายเอา

เมื่อนึกถึงเรื่องนี้หลิ่วยวนจึงมองไปที่ลู่เฉินแล้วพูดว่า...

“พี่ลู่  คิดไงถ้าเกิดเราร่วมมือกัน”

ลู่เฉินพยักหน้าโดยไม่แสดงความเห็นใด ๆ

“เรื่องปกติอยู่แล้ว  นางฟ้าเย่  นางฟ้าหนิง  พวกเธอคิดยังไงบ้างล่ะ”

“เมื่อจอมยุทธ์ระดับเอสเราสี่คนลงมือ  การฆ่าราชาปิศาจตัวนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น”

“เมื่อฆ่าเสร็จแล้วเราจะผ่าหัวกับตัวมันออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน”

เมื่อได้ยินเแบบนั้นเย่เมี่ยวเตี๋ยจึงตอบอย่างใจเย็นว่า “ตกลง” และหวางหยู่หนิงก็เห็นด้วยเช่นกัน

เมื่อเห็นแบบนั้นดวงตาของลู่เฉินก็เปล่งประกายด้วยความยินดี

“นางฟ้าเย่  นางฟ้าหนิง  หลังจากนี้พวกเราจะนำทัพบุกทันที  พวกเธอคอยนำคนของพวกเธอตามสนับสนุนจากด้านหลัง”

“พาพวกเราไปด้วยเถอะองค์ชายหลิ่ว ! พวกเราช่วยเคลียร์พวกกีกี้ได้ !”

“ใช่ ๆ”

พวกขี้แพ้เหล่านี้รู้ดีว่าพวกตนไม่สามารถเอาชนะราชาปีศาจได้  แต่ก็ยังอยากได้เศษซากมาบ้างอยู่ดี  เพราะนี่คือการแข่งขันครั้งยิ่งใหญ่  และมีการบันทึกจำนวนที่ฆ่าได้ด้วย

เมื่อได้ยินเแบบนั้นดวงตาของหลิ่วยวนก็ฉายแววประชดเบา ๆ

“แน่นอน  หลังจากนี้ฉันยังต้องการความช่วยเหลือจากพวกนายอยู่...”

“นับเราเข้าไปด้วยนะ  ได้มั้ย”

หลิ่วยวนถูกขัดจังหวะก่อนที่จะพูดจบซึ่งทำให้เขาไม่พอใจ  แต่เมื่อเขาเห็นว่าเป็นใครสีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที

“พี่ซู ? พี่ฉิน ? พวกนายมาถูกเวลาจริง ๆ !”

ใช่แล้ว  ผู้มาใหม่เหล่านั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซูซิงหางผู้โดดเดี่ยว  และฉินหลานซึ่งมาพร้อมกับพวกหลี่เฉิงคุน

ฉินหลานก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม

“พี่หลิ่ว  พี่ลู่  ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

“ฮ่า ๆ พี่ฉินยังหล่อเหลาเหมือนเดิมเลยนะ  พอพวกนายมาร่วมด้วยแล้วก็รับรองได้ว่าโค่นกองทัพของราชาปิศาจนั่นได้แน่นอน”

เมื่อมีคนมีศักยภาพระดับ S เพิ่มมาอีก 2 คน  โอกาสในการคว้าชัยชนะย่อมสูงขึ้นอย่างแน่นอน

ส่วนใครจะได้หัวราชาปีศาจไปนั้น...  ฮ่า ๆ ๆ ถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้กันแล้ว

หลิ่วยวนเชื่อว่าแม้แต่เย่เมี่ยวเตี๋ยผู้เย็นชาก็ต้องคิดแบบเดียวกัน

เป็นเพราะว่าตอนนี้ความร่วมมือยังเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย  ทุกคนก็เลยเห็นพ้องกันโดยปริยาย

ในไม่ช้ากลุ่มนักศึกษาก็คิดแผนขึ้นมาได้  แม้ว่ากลยุทธ์ของพวกเขาจะยังคงบุ่มบ่ามอยู่  แต่ก็ดีกว่าที่นักศึกษารอบก่อน ๆ ใช้เยอะ

ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังจะลงมือนั้นเอง  จู่ ๆ ก็มีใครบางคนอุทานออกมาอย่างกระทันหัน

“แม่จ้าว ! อะไรวะน่ะ !”

ทุกคนต่างตกใจและหันไปมองทางต้นเสียงโดยไม่รู้ตัว

และสิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือเสือขาวตัวมหึมา

เมื่อสังเกตดูดี ๆ แล้วสีหน้าของหลิ่วยวนก็เปลี่ยนไปทันที

“จ้าวปิศาจ ? !”

“อะไรนะ ! นั่นคือจ้าวปิศาจเหรอ ? ? ?”

พอได้ยินเแบบนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

แต่ไม่นานฉินหลานก็เริ่มรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ

“เดี๋ยวก่อน ! ท่าทางของจ้าวปิศาจตัวนั้น...  มันดูแปลก ๆ นะ”

คนอื่น ๆ หรี่ตาดูและรู้สึกงงเล็กน้อยเช่นกัน

“ดูเหมือน...  จะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ว่าแต่ทำไมหัวมันถึงเชิดขึ้นงั้นล่ะ  เหมือนมันกะลังเดินตัวตรงอยู่เลย”

“เป็นไปได้มั้ยว่าจ้าวปิศาจนั่นแข็งแกร่งเกินไป  วิธีการเข้าตีของมันเลยแปลกไปจากตัวอื่น ๆ”

“เดี๋ยวก่อน ! มีอะไรไม่ถูกต้องแน่ ๆ ? !”

เมื่อรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น  เปลือกตาของฉินหลานก็กระตุก  รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงจนเหลือเท่ารูเข็มในทันที

“จ้าวปิศาจตัวนั้นมันถือคนไว้ด้วย !”

จบบทที่ บทที่ 42 : เหล่าอัจฉริยะระดับ S รวมตัวกัน สร้างความประทับใจครั้งยิ่งใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว