- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 42 : เหล่าอัจฉริยะระดับ S รวมตัวกัน สร้างความประทับใจครั้งยิ่งใหญ่
บทที่ 42 : เหล่าอัจฉริยะระดับ S รวมตัวกัน สร้างความประทับใจครั้งยิ่งใหญ่
บทที่ 42 : เหล่าอัจฉริยะระดับ S รวมตัวกัน สร้างความประทับใจครั้งยิ่งใหญ่
“นั่นคือนางฟ้าเย่ อัจฉริยะอันดับหนึ่งของสถาบันหลงอู่ !”
“โอ้โห ! ทั้งสวยทั้งสง่าทั้งอ่อนช้อย ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะเป็นอันดับหนึ่งในรายชื่อเทพธิดา !”
“โอ้โห ! นางฟ้าหนิงจากสถาบันเทียนชู ! เทพธิดาผู้สวยสง่าอันดับสาม ! เธอก็มาที่นี่ด้วย !”
“นั่นองค์ชายลู่จากสถาบันเสวียนหยาง !”
“และก็คุณชายหลิ่วจากสถาบันหยุนเซียวก็มาด้วย ! แม่จ้าว ! นอกจากที่สถาบันหลวงแล้วอัจฉริยะระดับเอสอีกสี่คนก็มากันครบแล้วนะ !”
ในเขตปลอดภัยนอกค่ายปีศาจ กลุ่มนักศึกษาที่กำลังดื้อรั้นและเถียงกับอาจารย์อยู่นั้นจู่ ๆ ก็เกิดความวุ่นวายขึ้นเมื่อเห็นทั้ง 4 คนเดินนำหน้ามา
นักศึกษาจำนวนมากจากทั้ง 4 สถาบันต่างรีบไปเอาใจอัจฉริยะประจำสถาบันของตน โดยทำตัวราวกับว่ายอมจำนนต่ออัจฉริยะเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง
ส่วนนักศึกษาคนอื่น ๆ ก็เข้าหานักศึกษาคนนั้นอย่างกระตือรือร้นด้วยรอยยิ้มประจบประแจง เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับอัจฉริยะตัวจริง
ต้องบอกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับอาจารย์ที่ยึดติดกับกฎเกณฑ์ล้าสมัยแล้ว พวกเขามีความเชื่อมั่นในตัวผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นเดียวกันมากกว่า
เหตุการณ์นี้ทำให้อาจารย์พูดไม่ออกและรู้สึกว่าตัวเองล้มเหลว
อย่างไรก็ตาม การแข่งขันในแดนลับนี้ก็มีกฎอยู่ อาจารย์สามารถปกป้องพวกเขาอย่างลับ ๆ ได้เท่านั้น ไม่สามารถอยู่ด้วยได้ เมื่อเห็นว่าพวกเขากำลังคุยกันอย่างสนุกสนานจึงได้แต่พูดว่า
“ในเมื่อองค์ชายหลิ่วกับคุณชายลู่มากันครบแล้ว งั้นพวกเราก็ไปกันเถอะ”
“ผมอยากจะขอความกรุณาจากทุกท่านช่วยดูแลนักศึกษาของเราด้วยครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นหลิ่วยวนก็ยิ้มอย่างอบอุ่น
“อาจารย์ทุกท่านโปรดวางใจเถอะครับ มีเราอยู่ที่นี่แล้วจะไม่ปล่อยให้เพื่อน ๆ นักศึกษาได้รับอันตรายเด็ดขาด”
อาจารย์ทั้งสองพยักหน้า สบตากัน แล้วก็หายไปจากตรงนั้น ปล่อยให้พื้นที่นั้นเป็นของพวกนักศึกษาไป
เห็นแบบนั้นแล้วหลิ่วยวนจึงหันไปมองเย่เมี่ยวเตี๋ยกับหวางหยู่หนิงแล้วยิ้มให้
“นางฟ้าเย่ นางฟ้าหนิง เรามาถึงด่านสุดท้ายแล้วนะครับ พวกคุณว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป มีความคิดเห็นอะไรยังไงบ้างมั้ยครับ”
ใบหน้าของเย่เมี่ยวเตี๋ยเย็นชาดุจก้อนน้ำแข็ง เธอมองแรงใส่หลิ่วยวนผู้เสแสร้งด้วยความรู้สึกดูถูก จึงไม่สนใจเขาและเฝ้ามองเหล่าปีศาจที่อยู่ไกลออกไปแทน
ถึงแม้หวางหยู่หนิงจะไม่ชอบเขาเช่นกัน แต่การไม่ตอบเลยก็คงไม่เหมาะสมนัก เพราะถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็แสดงอัธยาศัยดีเข้ามาชวนคุยแล้ว
“สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทำความเข้าใจกับสถานการณ์ของเผ่าปีศาจ”
“นางฟ้าหนิงพูดถูกแล้วครับ”
หลังจากเหลือบมองลู่เฉินที่กำลังพัดตัวเองอวดท่าทางอยู่นั้น หลิ่วยวนก็หันไปมองพวกเพื่อนนักศึกษาที่พึ่งกลับมามือเปล่า
“ดูจากสภาพแล้วนายคงเข้าไปเช็กมาแล้วสินะ ได้ข้อมูลอะไรมาบ้างล่ะ”
พอได้ยินแบบนั้นทุกคนก็ต่างก็พูดไม่ออกเพราะความอับอาย
“เอ่อ... สถานการณ์ของเผ่าปีศาจค่อนข้างซับซ้อนน่ะ จากที่เราสังเกตดูแล้ว นอกจากราชาปีศาจที่บาดเจ็บและกำลังพักฟื้นแล้ว มันยังมีแม่ทัพปีศาจอีกสี่ตัว ปิศาจใหญ่อีกสิบตัว ส่วนทหารปิศาจกับพวกกีกี้ก็ประมาณพันตัว”
หลิ่วยวนขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไม่มีจ้าวปิศาจเลยเหรอ”
กลุ่มคนเหล่านั้นมองหน้ากันด้วยความงุนงงและยิ่งรู้สึกอับอายมากขึ้นไปอีก
“ก็... ควรจะมีมั้ง ? แต่...”
หลิ่วยวนเข้าใจในทันทีแล้วจึงยิ้ม
“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้ก็ถือว่าน่าประทับใจมากแล้วที่สามารถรวบรวมข้อมูลได้มากขนาดนี้”
ดูเหมือนเพื่อรักษาหน้าตา หลี่ตี้ซึ่งใบหน้าบวมเล็กน้อยจึงมองเขาด้วยสีหน้ายืนยัน
“องค์ชายหลิ่ว พวกเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีจ้าวปิศาจอยู่จริงมั้ย แต่พวกเรามั่นใจจำนวนของแม่ทัพปิศาจกับปิศาจใหญ่แน่นอน”
“ถึงแม้เมื่อกี๊เราจะไม่ได้ฆ่าทหารปีศาจไปซักเท่าไหร่ แต่เราก็เข้าใจถึงความแข็งแกร่งของพวกมันได้ชัดเจนแล้ว”
“ก็ไม่แปลกหรอกที่จะไม่มีจ้าวปิศาจอยู่ในค่าย”
เมื่อเห็นความประหลาดใจของหลิ่วยวน ลู่เฉินจึงใช้พัดพัดตัวเองและยิ้มให้
“เมื่อวานนางฟ้าเย่กับนางฟ้าหนิงฆ่าไปคนละตัว ฉันจำได้ว่าพี่หลิ่วเองก็ฆ่าไปตัวนึงเหมือนกัน ใช่มั้ย”
เมื่อได้ยินแบบนั้นคนอื่น ๆ ต่างก็ตกตะลึงไปในทันที
“แม่จ้าวโว้ย ! พวกเล่นฆ่าจ้าวปิศาจกันได้แล้วเหรอเนี่ย พระเจ้าจอร์จ นั่นมันเทียบเท่ากับบรรพชนยุทธ์เลยนะนั่นน่ะ !”
“สมกับเป็นอัจฉริยะระดับสูงจริง ๆ ! ถึงกับสามารถฆ่าจ้าวปิศาจได้สำเร็จ ! ฉันเองแม้จะมีศักยภาพระดับเอก็เถอะ แต่การจะฆ่าแค่ปิศาจใหญ่ก็ใช้เวลาไปครึ่งชีวิตแล้ว”
“เก่งโคตร...”
เมื่อได้ยินคำชมจากคนรอบข้าง เย่เมี่ยวเตี๋ยและหวางหยู่หนิงกลับไม่ได้แสดงปฏิกิริยาอะไรมากนัก แต่หลิ่วยวนกลับรู้สึกดีใจเล็กน้อย
เขาชอบเวลาที่มีคนอื่นชื่นชมและชอบเสพความรู้สึกที่ว่าตัวเองเป็นจุดสนใจ
แม้ว่าเขาจะต้องจ่ายราคาอย่างหนักด้วยการสังเวยชีวิตลูกน้องไป 3 คนเพื่อสังหารจ้าวปิศาจตัวนั้นก็ตาม แต่ในเมื่อฆ่าจ้าวปิศาจได้แล้วก็คือฆ่าได้แล้วนั่นแหละ
“เฮ่อ ~ พี่ลู่ นายเองก็ฆ่าไปตัวนึงเหมือนกันนี่นา”
เมื่อเห็นว่าเขาให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ลู่เฉินจึงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ความสามารถของพวกฉันในการฆ่าจ้าวปิศาจตอนนั้นอาศัยการลอบฆ่าล้วน ๆ แถมยังต้องพึ่งโชคด้วย”
“หา ไม่จริงหรอก ในเมื่อฆ่ามันได้ก็คือฆ่ามันได้ จ้าวปิศาจเป็นถึงขอบเขตบรรพชนยุทธ์ ถึงจะลอบกัดก็เถอะแต่คนส่วนใหญ่กัดมันไหวซะที่ไหนล่ะ แต่พี่ลู่กลับฆ่ามันได้ก็แน่นอนว่าเพราะความแข็งแกร่งของตัวนายเอง”
ทั้งสองเริ่มกล่าวชมเชยกันและกันทำให้พวกเย่เมี่ยวเตี๋ยถึงกับพูดไม่ออก
โชคดีที่หลิ่วยวนนึกถึงจุดประสงค์ของการมาที่นี่ออกพอดีและพูดขึ้น
“ว่าแต่พี่ลู่ นายบอกว่าเป็นธรรมดาที่ไม่มีจ้าวปิศาจในค่ายนี่ มันไปเกี่ยวอะไรกะจ้าวปิศาจที่เราฆ่าด้วยล่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นรอยยิ้มของลู่เฉินก็ยิ่งกว้างขึ้น
“จ้าวปิศาจเป็นลูกน้องที่เก่งที่สุดของราชาปีศาจ สองวันมานี้เราฆ่าทหารปีศาจกับพวกกีกี้ไปไม่น้อยเลย นอกจากนี้พวกมันยังบุกเข้ามาอย่างกะทันหัน เพราะงั้นแปลว่าราชาปีศาจจะต้องส่งจ้าวปิศาจซึ่งเป็นลูกน้องของมันออกมานำทีมตรวจสอบสถานการณ์อย่างแน่นอน”
“ราชาปิศาจที่มีจ้าวปิศาจใต้บังคับบัญชาได้ซักสี่ห้าตัวก็ถือว่าเป็นระดับสูงสุดแล้ว พวกเราสี่คนฆ่าพวกมันไปสี่ตัว เพราะงั้นการที่ไม่มีจ้าวปิศาจเหลืออยู่ในค่ายก็ไม่แปลกไม่ใช่เหรอ”
“อืม ? พี่ลู่พูดถูก !”
เมื่อหลิ่วยวนรู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นดวงตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมา
“ในเมื่อในค่ายนอกจากราชาปิศาจแล้วก็มีแค่แม่ทัพปีศาจบางส่วนเท่านั้นที่คุกคามเราได้ งั้นการเคลียร์ค่ายนี่ก็ง่ายขึ้นเยอะ”
ระดับสูงสุดของพวกเขาก็แค่ศิษย์ยุทธ์ 8 ดาวเท่านั้น และการนำกลุ่มไปล้อมโจมตีแม่ทัพปีศาจก็เป็นเรื่องยากลำบากสำหรับพวกเขามากแล้ว
ถ้ายังมีจ้าวปิศาจอยู่ด้วยล่ะก็ พวกเขาคงต้องคิดยอมแพ้จริง ๆ
ไพ่ตายของพวกเขาก็คือการฆ่าราชาปีศาจตนนั้น
หากพวกเขาใช้ไพ่ตายโดยที่ยังไม่เห็นหน้าราชาปิศาจล่ะก็ แม้ว่าพวกเขาจะสามารถสังหารราชาปิศาจได้ด้วยความช่วยเหลือจากผู้คุ้มครองของตนก็ตาม แต่อันดับในการแข่งขันครั้งนี้มันจะพังทลายเอา
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้หลิ่วยวนจึงมองไปที่ลู่เฉินแล้วพูดว่า...
“พี่ลู่ คิดไงถ้าเกิดเราร่วมมือกัน”
ลู่เฉินพยักหน้าโดยไม่แสดงความเห็นใด ๆ
“เรื่องปกติอยู่แล้ว นางฟ้าเย่ นางฟ้าหนิง พวกเธอคิดยังไงบ้างล่ะ”
“เมื่อจอมยุทธ์ระดับเอสเราสี่คนลงมือ การฆ่าราชาปิศาจตัวนั้นมันก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น”
“เมื่อฆ่าเสร็จแล้วเราจะผ่าหัวกับตัวมันออกเป็นสองส่วนเท่า ๆ กัน”
เมื่อได้ยินเแบบนั้นเย่เมี่ยวเตี๋ยจึงตอบอย่างใจเย็นว่า “ตกลง” และหวางหยู่หนิงก็เห็นด้วยเช่นกัน
เมื่อเห็นแบบนั้นดวงตาของลู่เฉินก็เปล่งประกายด้วยความยินดี
“นางฟ้าเย่ นางฟ้าหนิง หลังจากนี้พวกเราจะนำทัพบุกทันที พวกเธอคอยนำคนของพวกเธอตามสนับสนุนจากด้านหลัง”
“พาพวกเราไปด้วยเถอะองค์ชายหลิ่ว ! พวกเราช่วยเคลียร์พวกกีกี้ได้ !”
“ใช่ ๆ”
พวกขี้แพ้เหล่านี้รู้ดีว่าพวกตนไม่สามารถเอาชนะราชาปีศาจได้ แต่ก็ยังอยากได้เศษซากมาบ้างอยู่ดี เพราะนี่คือการแข่งขันครั้งยิ่งใหญ่ และมีการบันทึกจำนวนที่ฆ่าได้ด้วย
เมื่อได้ยินเแบบนั้นดวงตาของหลิ่วยวนก็ฉายแววประชดเบา ๆ
“แน่นอน หลังจากนี้ฉันยังต้องการความช่วยเหลือจากพวกนายอยู่...”
“นับเราเข้าไปด้วยนะ ได้มั้ย”
หลิ่วยวนถูกขัดจังหวะก่อนที่จะพูดจบซึ่งทำให้เขาไม่พอใจ แต่เมื่อเขาเห็นว่าเป็นใครสีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที
“พี่ซู ? พี่ฉิน ? พวกนายมาถูกเวลาจริง ๆ !”
ใช่แล้ว ผู้มาใหม่เหล่านั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซูซิงหางผู้โดดเดี่ยว และฉินหลานซึ่งมาพร้อมกับพวกหลี่เฉิงคุน
ฉินหลานก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม
“พี่หลิ่ว พี่ลู่ ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”
“ฮ่า ๆ พี่ฉินยังหล่อเหลาเหมือนเดิมเลยนะ พอพวกนายมาร่วมด้วยแล้วก็รับรองได้ว่าโค่นกองทัพของราชาปิศาจนั่นได้แน่นอน”
เมื่อมีคนมีศักยภาพระดับ S เพิ่มมาอีก 2 คน โอกาสในการคว้าชัยชนะย่อมสูงขึ้นอย่างแน่นอน
ส่วนใครจะได้หัวราชาปีศาจไปนั้น... ฮ่า ๆ ๆ ถึงเวลาเดี๋ยวก็รู้กันแล้ว
หลิ่วยวนเชื่อว่าแม้แต่เย่เมี่ยวเตี๋ยผู้เย็นชาก็ต้องคิดแบบเดียวกัน
เป็นเพราะว่าตอนนี้ความร่วมมือยังเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย ทุกคนก็เลยเห็นพ้องกันโดยปริยาย
ในไม่ช้ากลุ่มนักศึกษาก็คิดแผนขึ้นมาได้ แม้ว่ากลยุทธ์ของพวกเขาจะยังคงบุ่มบ่ามอยู่ แต่ก็ดีกว่าที่นักศึกษารอบก่อน ๆ ใช้เยอะ
ทว่าในขณะที่ทุกคนกำลังจะลงมือนั้นเอง จู่ ๆ ก็มีใครบางคนอุทานออกมาอย่างกระทันหัน
“แม่จ้าว ! อะไรวะน่ะ !”
ทุกคนต่างตกใจและหันไปมองทางต้นเสียงโดยไม่รู้ตัว
และสิ่งที่พวกเขาเห็นก็คือเสือขาวตัวมหึมา
เมื่อสังเกตดูดี ๆ แล้วสีหน้าของหลิ่วยวนก็เปลี่ยนไปทันที
“จ้าวปิศาจ ? !”
“อะไรนะ ! นั่นคือจ้าวปิศาจเหรอ ? ? ?”
พอได้ยินเแบบนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
แต่ไม่นานฉินหลานก็เริ่มรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“เดี๋ยวก่อน ! ท่าทางของจ้าวปิศาจตัวนั้น... มันดูแปลก ๆ นะ”
คนอื่น ๆ หรี่ตาดูและรู้สึกงงเล็กน้อยเช่นกัน
“ดูเหมือน... จะเป็นแบบนั้นจริง ๆ ว่าแต่ทำไมหัวมันถึงเชิดขึ้นงั้นล่ะ เหมือนมันกะลังเดินตัวตรงอยู่เลย”
“เป็นไปได้มั้ยว่าจ้าวปิศาจนั่นแข็งแกร่งเกินไป วิธีการเข้าตีของมันเลยแปลกไปจากตัวอื่น ๆ”
“เดี๋ยวก่อน ! มีอะไรไม่ถูกต้องแน่ ๆ ? !”
เมื่อรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เปลือกตาของฉินหลานก็กระตุก รูม่านตาของเขาก็หดเล็กลงจนเหลือเท่ารูเข็มในทันที
“จ้าวปิศาจตัวนั้นมันถือคนไว้ด้วย !”