เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 41 : คุยกันก่อนสิ ขอพักหายใจหน่อย

บทที่ 41 : คุยกันก่อนสิ ขอพักหายใจหน่อย

บทที่ 41 : คุยกันก่อนสิ ขอพักหายใจหน่อย


จ้าวปิศาจนอนอยู่กลางซากปรักหักพัง  ลมหายใจของมันเข้ามากกว่าออก

แต่หัวใจของมันได้พังทลายลงอย่างแท้จริง  และแม้แต่น้ำตาก็ไม่มีเหลือให้ไหลอีกแล้ว

“ก็บอกว่า  เดี๋ยวก่อนไง  ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลยเล่า  ฮือออออออ...”

“หัวหน้าห้อง ?”

จ้าวปิศาจนอนสะอึกสะอื้นอยู่กับพื้น  ขณะที่ดวงตาของเฉียนหยิงหยิงกับฉีเยียนหรานเป็นประกายเมื่อเห็นร่างหนึ่งที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน

“หัวหน้าห้อง  ทำไมมานี่ล่ะ”

เมื่อเห็นลั่วซือหานค่อย ๆ หดขาลงด้วยสีหน้าเย็นชา  เฉียนหยิงหยิงกับสาว ๆ ที่เหลือก็รีบวิ่งไปวนรอบตัวเธอ

แล้วเหยาจื่อซวนกับตู้ซานก็ตามมาทันพอดี

“อา ! ! ! ซานเป่าเอ๋อ ! ซวนเป่าเอ๋อ !”

“เจ๊หยิง ! เยียนหราน !”

เจ๊ ๆ หมวย ๆ ทั้ง 4 ต่างดีใจที่ได้เจอหน้ากัน  พวกเธอรีบกอดและกระโดดโลดเต้นกันไปมาทันที  เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานกลับไม่ค่อยยิ้มเลย

แต่ในขณะนั้นเอง  ซูเสี่ยวเถาพลันเปลี่ยนร่างไปเป็นเด็กหญิงที่ถูกรังแก  เธอร้องไห้โวยวายและโผเข้ากอดลั่วซือหาน

“หัวหน้าห้องงงงงงง ! ไอ้ปีศาจนี่มันรังแกเสี่ยวเถา ๆ อ่า ! เสี่ยวเถา ๆ ตกใจมากเลยอ่า  แงงงงงงง...”

เมื่อรู้สึกถึงท่าทางยั่วยวนของซูเสี่ยวเถาในอ้อมแขน  ลั่วซือหานก็รู้ว่าเธอจงใจทำ  แต่เธอก็ไม่อาจเปิดโปงหล่อนได้

ยิ่งไปกว่านั้น  เมื่อสักครู่นี้จ้าวปิศาจก็พึ่งโจมตีหล่อนจริง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นกับนักศึกษาห้อง 1 ได้อย่างเด็ดขาด

“ไม่ร้องนะเสี่ยวเถา  เจ๊อยู่นี่แล้ว  เดี๋ยวเจ๊ปกป้องเธอแล้วจะสั่งสอนไอ้เสือปีศาจนั่นให้รู้เรื่องให้เอง”

ขณะที่พูดเธอก็โอบกอดซูเสี่ยวเถาที่กำลังร้องไห้ไว้ในอ้อมแขนไปด้วย  และ 4 สาวเจ๊หมวยที่กำลังกระโดดโลดเต้นมีความสุขไปหาจ้าวปิศาจด้วยสีหน้าถมึงทึง

“มึงสินะที่กล้ารังแกน้องกู !”

มึงกล้าฟังที่มึงพูดปะ ? เอาจริง ๆ

กูไปรังแกมันตอนไหน  มีแต่พวกมันแหละเดาะกูอย่างกะลูกวอลเล่ย์ !

จ้าวปิศาจถึงกับอึ้ง  น้ำตาที่น่าจะแห้งไปแล้วกลับไหลอาบแก้มอีกรอบ

ถ้าโครงกระดูกทั้งร่างของมันไม่ดูเหมือนจะพังหมดแล้วล่ะก็  ป่านนี้มันคงลุกขึ้นมาตีฝีปากด่าสวนให้ตายกันไปข้างไปแล้ว

“เจ๊ ๆ หมวย ๆ พวกหนูใจเย็น ๆ ก่อนดีมั้ย  ฮื้ม ? ฉันเนี่ยนะ ? รังแกหนู ?”

“อ๊า ! ! ! เสือตัวเบ้อเริ่มเลยอ่า ! เสือตัวเบ้อเริ่มน่ากลัวจังเลยง่า ! ฮือออออ...”

“? ? ?”

เมื่อเห็นซูเสี่ยวเถาซบอกลั่วซือหานพลางร้องไห้โฮ  จ้าวปิศาจถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความเหลือจะเชื่อ

“ท่านบรรพชนยายเอ๊ย  จะเอางี้จริงดิ๊”

“ระหว่างมึงกะกูใครกันแน่ที่น่ากลัวกว่า”

“แม่จ้าวโว้ย !”

ในที่สุดจ้าวปิศาจก็ฉวยโอกาสและร้องออกมาด้วยสีหน้าสิ้นหวังอย่างที่สุด

“พวกหล่อนจู่ ๆ ก็มาอันฉันโดยไม่พูดไม่จาอะไรซักคำ  เจ้าเด็กแสบสามตัวนี่ตอนแรกก็ดูน่ารักดีอยู่แท้ ๆ แต่กลับโหดเหี้ยมกับลูกน้องฉันยิ่งนัก !”

“ถ้าฉันไม่แข็งแรงขนาดนี้ล่ะก็  นังบรรพชนยายสามนางนี่คงฉีกฉันเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว !”

“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว !”

“?”

“มึงทำน้องกูกลัวไปหมดไม่พอยังจะรังแกเธออีก  วันนี้กูต้องแก้แค้นให้เธอให้ได้ !”

“?”

“บอกมาซิ  มึงอยากตายเลย  หรือจะยอมจ่ายเงินซื้อชีวิตตัวเองไว้”

“? ? ?”

เมื่อได้ยินแบบนั้นใบหน้าเสือที่ตกตะลึงของจ้าวปิศาจก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม

“ท่านบรรพชนยาย  ท่านอยากฟังที่ตัวเองพูดเองดูมั้ยวะคับ  ท่านอยากฆ่าผมไม่พอยังหมายตาทรัพย์สินผมอีกเนี่ยนะ  ผมเป็นปิศาจนะเว่ยอียาย  แม่จ้าว  มึงนี่...”

ปัง ! ! !

ก่อนที่จ้าวปิศาจจะพูดจบ  เสือทั้งตัวก็กลายร่างเป็นลูกปืนใหญ่และพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงในช่องท้องของมันนั้นโหมกระหน่ำราวกับพายุ  และก่อนที่มันจะรู้สึกตัวเต็มที่ปากก็กระอักเลือดคำโตออกมาแล้ว

เมื่อรู้สึกว่ากระดูกของตนค่อย ๆ แหลกละเอียดทีละนิ้วและเส้นลมปราณถูกทำลาย  นัยน์ตาของจ้าวปิศาจก็หดแคบลงอย่างรวดเร็ว  ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

เมื่อตกลงพื้นมันก็เห็นแต่ใบหน้าอันงดงามน่าทึ่งอย่างยิ่งเพียงแต่ไร้ซึ่งอารมณ์ประกอบกับสายตาเย็นชา  ทำให้หัวใจของจ้าวปิศาจพลันเต้นด้วยพายุที่โหมกระหน่ำ

“นังตุ๊กตาน้อยนี่พึ่งพลังตื่นแท้ ๆ แต่มันกลับไม่สนการป้องกันแล้วตัดระดับพลังยุทธ์เราได้เฉยเลย”

“พลังการฝึกฝนของนังเด็กนี่ยังแข็งแกร่งกว่านังเด็กสามตัวนั่นรวมกันตั้งสิบเท่า !”

“แล้วตกลงนังสัตว์ประหลาดนี่มันโผล่มาจากไหนอีกวะ ? !”

จ้าวปิศาจกระอักเลือดอีกรอบและไม่กล้าพูดอะไรอีก  เมื่อเห็นลั่วซือหานเดินเข้ามาใกล้มันจึงรีบอ้าปากพูด

“ผมจะจ่ายเงินซื้อชีวิตคับ !”

เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานจึงปล่อยซูเสี่ยวเถาที่กำลังทำหน้าบูดบึ้งใส่จ้าวปิศาจ  แล้วเอื้อมมือเรียวสวยของตนไปจับคอของจ้าวปิศาจ  แล้วก็ยกตัวมันขึ้นราวกับไม่ได้ถืออะไรอยู่

“นำทางไปที่ถ้ำของมึงซะ”

“เด๋ว ๆ ! ท่านบรรพชนยาย  พูดคุยกันก่อนสิ  ขอผมพักหายใจหน่อย”

“หุบปาก !”

“โอเคคับ !”

ถึงแม้จ้าวปิศาจจะโกรธจัด  แต่มันก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาแม้แต่น้อย  ถึงแม้จะถูกทุบตีอย่างไร้เหตุผลจนหัวหมุนไปหมด  แต่มันก็ยังเชื่อฟังและทำตัวเหมือนไม้กวาดในมือของลั่วซือหานมุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำของมัน

“ยังอยากไปโด้ของที่ถ้ำกูอีก  เหอะ ๆ สวรรค์มีทางให้เดินไม่เดิน  นรกไม่มีทางให้เสือกอยากลง”

“จังหวะเหมาะเจาะพอดี ! พอเราไปถึงค่ายใหญ่  ราชาปิศาจต้องฆ่าพวกมึงทั้งหมดเพื่อแก้แค้นให้เปิ่นจุนแน่ !”

แววตาที่โหดเหี้ยมฉายวาบขึ้นในดวงตาของจ้าวปิศาจ  ขณะที่มันมองพวกลั่วซือหานก็แอบทำสายตาเยาะเย้ยใส่  และยังแอบยกยิ้มมุมปากนิด ๆ

...

“ทำไมยังไม่มากันอีกล่ะเนี่ย”

ลึกเข้าไปในแดนลับ

เฉินมู่เอกขเนกอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา  ไขว่ห้างด้วยความเบื่อหน่าย  ปากพึมพำกับตัวเองพลางเคี้ยวใบหญ้า

“เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งวันแล้วนา  ถ้ายังไม่รีบมาอีกล่ะก็พวกสัตว์ปิศาจคงโดนโด้ไปหมดแน่”

ขณะที่พูดเฉินมู่ก็เอียงคอเล็กน้อยมองไปยังรอยแยกมิติสีดำบนท้องฟ้า  จากนั้นก็หันไปมองที่ราบกว้างใหญ่ของค่ายที่เชิงเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

เขานอนอยู่ที่นี่มาทั้งวันแล้ว  แน่นอนว่าเมื่อช่วงสองสามวันก่อนเขาก็อยากลองทดสอบพละกำลังของตัวเองเหมือนกัน  แต่มันน่าเบื่อเกินไป  ไม่ต่างอะไรจากการเล่นตบเด็กทารกเลย

ถ้าไม่ใช่เพราะเขาต้องการทิ้งสัตว์ปิศาจเหล่านั้นไว้ให้พวกลั่วซือหานได้ซ้อมมือล่ะก็  เขาคงฆ่าสัตว์ปิศาจระดับราชานั่นแล้วเอาเนื้อพวกมันทั้งหมดมาทำกับข้าวกินไปแล้ว

นอกจากนี้ตั้งแต่เมื่อสามชั่วโมงกว่า ๆ ที่แล้วยังมีนักศึกษาจำนวนมากได้แอบเข้าไปในค่ายเพื่อเช็กสถานการณ์ภายในอย่างต่อเนื่อง

เฉินมู่สังเกตว่าหากกลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นไม่ได้สังเกตเห็นว่าสัตว์ปิศาจในค่ายนั่นจำนวนมันมากมายมหาศาลล่ะก็  ป่านนี้คงจะลงมือไปนานแล้ว

“มีราชาปิศาจตัวนึง  จ้าวปิศาจสามตัว  แม่ทัพปิศาจสิบตัว  ปิศาจใหญ่สามร้อย  แล้วก็กองทัพใหญ่ทหารปิศาจกีกี้อีกประมาณสามพัน  พวกศิษย์ยุทธ์แค่หกเจ็ดดาวเข้าไปก็ต้องระวังตัวแจก่อนล่ะนะ”

“อยากรู้จริงว่าพวกลั่วซือหานมาถึงแล้วจะทำไงต่อ”

ตลอดทั้งเดือนมานี้เฉินมู่ไม่เพียงแต่สอนวิชายุทธ์และทักษะยุทธ์ให้พวกเธอเท่านั้น  แต่ยังฝึกฝนสมรรถภาพและเสริมสร้างร่างกายให้ด้วย

นอกจากนี้เขายังคอยสอนถึงวิธีการต่อสู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ อีกต่างหาก

เนื้อหาครอบคลุมถึงยุทธวิธีที่หลากหลาย  รวมถึงยุทธวิธีแบบหนึ่งจุดสองด้าน  ยุทธวิธีสามสาม  การเข้าตีด้านข้าง  การทำสงครามแบบหลายทิศทางด้วยกำลังพลจำนวนมาก  และการทำสงครามแบบกองทหารราบ

อย่างไรก็ตาม  การอภิปรายเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียวยังไงก็ไม่พอ  จำเป็นต้องได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงเพื่อที่จะได้เชี่ยวชาญการนำไปใช้

ตอนนี้สิ่งที่เขาหวังไว้ก็คือพวกสาว ๆ จะใช้สมองคิดให้ดีและไม่หยิ่งผยองหรือมั่นใจในตัวเองมากเกินไปเพราะเห็นว่าตัวเองมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

พวกเธอเป็นกลุ่มสตรีที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว  แต่ละคนล้วนเป็นกำลังสำรองที่สำคัญของประเทศหลง  และเขาไม่ต้องการให้พวกเธอต้องมาจบชีวิตก่อนวัยอันควร

นอกจากนี้ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญก็คือ  เขายังต้องการใช้พวกมันฟาร์มค่าอารมณ์จากพวกเธอให้ด้วยนั่นเอง

ขณะที่พึ่งจะนึกถึงเรื่องนี้อยู่พอดี

จู่ ๆ ก็มีเสียงคำรามของเสือดังมาจากด้านล่าง

เขาลุกขึ้นนั่งและเห็นว่ากลุ่มนักศึกษาที่เฝ้าสังเกตสถานการณ์มาสามชั่วโมงในที่สุดก็อดใจไม่ไหวและเริ่มลงมือ

ทว่า...  หลังจากผ่านไปเพียง 10 วินาทีเฉินมู่ก็ต้องถอนหายใจ

“ขนาดรวบรวมข้อมูลตั้งสามชั่วโมงแต่สุดท้ายไอ้พวกนี้ก็ยังตัดสินใจบุ่มบ่ามลงมือ  แม้แต่หมายังต้องสายหน้าเพราะเหลือจะเชื่อเลย”

“ไม่รู้ว่าอาจารย์ของพวกมันสอนมายังไง  หรือแค่นั่งสมาธิฝึกฝนเฉย ๆ ทั้งวัน ?”

“กลุ่มศิษย์ยุทธ์หกเจ็ดดาวบุกโจมตีรังแม่ทัพปีศาจ  พวกมันก็กล้าหาญเกิ๊น”

เหรอ

การต่อสู้กินเวลาเพียง 3 นาทีก่อนที่นักศึกษาคนหนึ่งจะถูกเสือฆ่าตาย  ซึ่งเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นเร็วมากจนแม้แต่อาจารย์ที่แอบปกป้องอยู่ก็ยังไม่มีแม้แต่เวลาตอบสนอง

พวกเขาทำได้เพียงรีบกระโดดออกไปก่อนด้วยสีหน้าวิตกและเข้าจัดระเบียบนักศึกษาของตนให้ล่าถอย

แต่ถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่ง  คนที่มาถึงที่นี่ได้ก่อนเวลาล้วนเป็นนักศึกษาที่เรียนเก่งที่สุดจากสถาบันที่เจ้าตัวเรียนอยู่  และแน่นอนว่าพวกนั้นทุกคนค่อนข้างหยิ่งยโส

ยิ่งอาจารย์บอกให้ถอยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต่อต้านมากเท่านั้น

พวกดื้อบางคนถึงกับพอเจออาจารย์ขวางทางอยู่ก็ลงไม้ลงมือทำร้ายอาจารย์หรือพยายามไล่อาจารย์ไปด้วยความหัวร้อน  ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ควบคุมได้ยากจริง ๆ

แต่ยังโชคดีที่สถานการณ์นี้คลี่คลายลงหลังจากที่มีอัจฉริยะระดับ S จำนวน 4 คนจากสถาบันอื่นปรากฏตัวขึ้นมา

ไม่อย่างนั้นหากว่ายังยื้อต่ออีกแค่นาทีเดียว  ทั้งกลุ่มก็จะถูกทำลายล้างจนหมด

“ก็นะ  ใช่ว่าทุกคนจะเป็นนักศึกษามหาลัยนี่เนอะ”

[ ติ๊ง ! ]

[ ตรวจพบเป้าหมายที่ตรงตามเกณฑ์แล้ว ! ]

[ ผูกมัดกับเป้าหมายโดยอัตโนมัติ : เย่เมี่ยวเตี๋ย, หวางหยู่หนิง ]

เฉินมู่แปลกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย

“จำได้ว่าเด็กสองคนนี่ก็มีศักยภาพระดับเอสเหมือนกัน  แต่พวกเธออยู่มหาลัยอื่น  เพราะงั้นผูกมัดพวกเธอไปก็ไม่ช่วยอะไร”

“หรือมันกะลังแนะนำให้ไปแย่งคน...  อ้าว ?”

“นั่นมัน...  ลั่วซือหานเหรอ”

จบบทที่ บทที่ 41 : คุยกันก่อนสิ ขอพักหายใจหน่อย

คัดลอกลิงก์แล้ว