- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 41 : คุยกันก่อนสิ ขอพักหายใจหน่อย
บทที่ 41 : คุยกันก่อนสิ ขอพักหายใจหน่อย
บทที่ 41 : คุยกันก่อนสิ ขอพักหายใจหน่อย
จ้าวปิศาจนอนอยู่กลางซากปรักหักพัง ลมหายใจของมันเข้ามากกว่าออก
แต่หัวใจของมันได้พังทลายลงอย่างแท้จริง และแม้แต่น้ำตาก็ไม่มีเหลือให้ไหลอีกแล้ว
“ก็บอกว่า เดี๋ยวก่อนไง ทำไมไม่ฟังกันบ้างเลยเล่า ฮือออออออ...”
“หัวหน้าห้อง ?”
จ้าวปิศาจนอนสะอึกสะอื้นอยู่กับพื้น ขณะที่ดวงตาของเฉียนหยิงหยิงกับฉีเยียนหรานเป็นประกายเมื่อเห็นร่างหนึ่งที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน
“หัวหน้าห้อง ทำไมมานี่ล่ะ”
เมื่อเห็นลั่วซือหานค่อย ๆ หดขาลงด้วยสีหน้าเย็นชา เฉียนหยิงหยิงกับสาว ๆ ที่เหลือก็รีบวิ่งไปวนรอบตัวเธอ
แล้วเหยาจื่อซวนกับตู้ซานก็ตามมาทันพอดี
“อา ! ! ! ซานเป่าเอ๋อ ! ซวนเป่าเอ๋อ !”
“เจ๊หยิง ! เยียนหราน !”
เจ๊ ๆ หมวย ๆ ทั้ง 4 ต่างดีใจที่ได้เจอหน้ากัน พวกเธอรีบกอดและกระโดดโลดเต้นกันไปมาทันที เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานกลับไม่ค่อยยิ้มเลย
แต่ในขณะนั้นเอง ซูเสี่ยวเถาพลันเปลี่ยนร่างไปเป็นเด็กหญิงที่ถูกรังแก เธอร้องไห้โวยวายและโผเข้ากอดลั่วซือหาน
“หัวหน้าห้องงงงงงง ! ไอ้ปีศาจนี่มันรังแกเสี่ยวเถา ๆ อ่า ! เสี่ยวเถา ๆ ตกใจมากเลยอ่า แงงงงงงง...”
เมื่อรู้สึกถึงท่าทางยั่วยวนของซูเสี่ยวเถาในอ้อมแขน ลั่วซือหานก็รู้ว่าเธอจงใจทำ แต่เธอก็ไม่อาจเปิดโปงหล่อนได้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อสักครู่นี้จ้าวปิศาจก็พึ่งโจมตีหล่อนจริง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมให้เกิดขึ้นกับนักศึกษาห้อง 1 ได้อย่างเด็ดขาด
“ไม่ร้องนะเสี่ยวเถา เจ๊อยู่นี่แล้ว เดี๋ยวเจ๊ปกป้องเธอแล้วจะสั่งสอนไอ้เสือปีศาจนั่นให้รู้เรื่องให้เอง”
ขณะที่พูดเธอก็โอบกอดซูเสี่ยวเถาที่กำลังร้องไห้ไว้ในอ้อมแขนไปด้วย และ 4 สาวเจ๊หมวยที่กำลังกระโดดโลดเต้นมีความสุขไปหาจ้าวปิศาจด้วยสีหน้าถมึงทึง
“มึงสินะที่กล้ารังแกน้องกู !”
มึงกล้าฟังที่มึงพูดปะ ? เอาจริง ๆ
กูไปรังแกมันตอนไหน มีแต่พวกมันแหละเดาะกูอย่างกะลูกวอลเล่ย์ !
จ้าวปิศาจถึงกับอึ้ง น้ำตาที่น่าจะแห้งไปแล้วกลับไหลอาบแก้มอีกรอบ
ถ้าโครงกระดูกทั้งร่างของมันไม่ดูเหมือนจะพังหมดแล้วล่ะก็ ป่านนี้มันคงลุกขึ้นมาตีฝีปากด่าสวนให้ตายกันไปข้างไปแล้ว
“เจ๊ ๆ หมวย ๆ พวกหนูใจเย็น ๆ ก่อนดีมั้ย ฮื้ม ? ฉันเนี่ยนะ ? รังแกหนู ?”
“อ๊า ! ! ! เสือตัวเบ้อเริ่มเลยอ่า ! เสือตัวเบ้อเริ่มน่ากลัวจังเลยง่า ! ฮือออออ...”
“? ? ?”
เมื่อเห็นซูเสี่ยวเถาซบอกลั่วซือหานพลางร้องไห้โฮ จ้าวปิศาจถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมองด้วยความเหลือจะเชื่อ
“ท่านบรรพชนยายเอ๊ย จะเอางี้จริงดิ๊”
“ระหว่างมึงกะกูใครกันแน่ที่น่ากลัวกว่า”
“แม่จ้าวโว้ย !”
ในที่สุดจ้าวปิศาจก็ฉวยโอกาสและร้องออกมาด้วยสีหน้าสิ้นหวังอย่างที่สุด
“พวกหล่อนจู่ ๆ ก็มาอันฉันโดยไม่พูดไม่จาอะไรซักคำ เจ้าเด็กแสบสามตัวนี่ตอนแรกก็ดูน่ารักดีอยู่แท้ ๆ แต่กลับโหดเหี้ยมกับลูกน้องฉันยิ่งนัก !”
“ถ้าฉันไม่แข็งแรงขนาดนี้ล่ะก็ นังบรรพชนยายสามนางนี่คงฉีกฉันเป็นชิ้น ๆ ไปแล้ว !”
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว !”
“?”
“มึงทำน้องกูกลัวไปหมดไม่พอยังจะรังแกเธออีก วันนี้กูต้องแก้แค้นให้เธอให้ได้ !”
“?”
“บอกมาซิ มึงอยากตายเลย หรือจะยอมจ่ายเงินซื้อชีวิตตัวเองไว้”
“? ? ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นใบหน้าเสือที่ตกตะลึงของจ้าวปิศาจก็เต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถาม
“ท่านบรรพชนยาย ท่านอยากฟังที่ตัวเองพูดเองดูมั้ยวะคับ ท่านอยากฆ่าผมไม่พอยังหมายตาทรัพย์สินผมอีกเนี่ยนะ ผมเป็นปิศาจนะเว่ยอียาย แม่จ้าว มึงนี่...”
ปัง ! ! !
ก่อนที่จ้าวปิศาจจะพูดจบ เสือทั้งตัวก็กลายร่างเป็นลูกปืนใหญ่และพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงในช่องท้องของมันนั้นโหมกระหน่ำราวกับพายุ และก่อนที่มันจะรู้สึกตัวเต็มที่ปากก็กระอักเลือดคำโตออกมาแล้ว
เมื่อรู้สึกว่ากระดูกของตนค่อย ๆ แหลกละเอียดทีละนิ้วและเส้นลมปราณถูกทำลาย นัยน์ตาของจ้าวปิศาจก็หดแคบลงอย่างรวดเร็ว ใบหน้านั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
เมื่อตกลงพื้นมันก็เห็นแต่ใบหน้าอันงดงามน่าทึ่งอย่างยิ่งเพียงแต่ไร้ซึ่งอารมณ์ประกอบกับสายตาเย็นชา ทำให้หัวใจของจ้าวปิศาจพลันเต้นด้วยพายุที่โหมกระหน่ำ
“นังตุ๊กตาน้อยนี่พึ่งพลังตื่นแท้ ๆ แต่มันกลับไม่สนการป้องกันแล้วตัดระดับพลังยุทธ์เราได้เฉยเลย”
“พลังการฝึกฝนของนังเด็กนี่ยังแข็งแกร่งกว่านังเด็กสามตัวนั่นรวมกันตั้งสิบเท่า !”
“แล้วตกลงนังสัตว์ประหลาดนี่มันโผล่มาจากไหนอีกวะ ? !”
จ้าวปิศาจกระอักเลือดอีกรอบและไม่กล้าพูดอะไรอีก เมื่อเห็นลั่วซือหานเดินเข้ามาใกล้มันจึงรีบอ้าปากพูด
“ผมจะจ่ายเงินซื้อชีวิตคับ !”
เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานจึงปล่อยซูเสี่ยวเถาที่กำลังทำหน้าบูดบึ้งใส่จ้าวปิศาจ แล้วเอื้อมมือเรียวสวยของตนไปจับคอของจ้าวปิศาจ แล้วก็ยกตัวมันขึ้นราวกับไม่ได้ถืออะไรอยู่
“นำทางไปที่ถ้ำของมึงซะ”
“เด๋ว ๆ ! ท่านบรรพชนยาย พูดคุยกันก่อนสิ ขอผมพักหายใจหน่อย”
“หุบปาก !”
“โอเคคับ !”
ถึงแม้จ้าวปิศาจจะโกรธจัด แต่มันก็ไม่กล้าแสดงความไม่พอใจออกมาแม้แต่น้อย ถึงแม้จะถูกทุบตีอย่างไร้เหตุผลจนหัวหมุนไปหมด แต่มันก็ยังเชื่อฟังและทำตัวเหมือนไม้กวาดในมือของลั่วซือหานมุ่งหน้าตรงไปยังถ้ำของมัน
“ยังอยากไปโด้ของที่ถ้ำกูอีก เหอะ ๆ สวรรค์มีทางให้เดินไม่เดิน นรกไม่มีทางให้เสือกอยากลง”
“จังหวะเหมาะเจาะพอดี ! พอเราไปถึงค่ายใหญ่ ราชาปิศาจต้องฆ่าพวกมึงทั้งหมดเพื่อแก้แค้นให้เปิ่นจุนแน่ !”
แววตาที่โหดเหี้ยมฉายวาบขึ้นในดวงตาของจ้าวปิศาจ ขณะที่มันมองพวกลั่วซือหานก็แอบทำสายตาเยาะเย้ยใส่ และยังแอบยกยิ้มมุมปากนิด ๆ
...
“ทำไมยังไม่มากันอีกล่ะเนี่ย”
ลึกเข้าไปในแดนลับ
เฉินมู่เอกขเนกอยู่บนโขดหินก้อนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนยอดเขา ไขว่ห้างด้วยความเบื่อหน่าย ปากพึมพำกับตัวเองพลางเคี้ยวใบหญ้า
“เหลือเวลาอีกไม่ถึงครึ่งวันแล้วนา ถ้ายังไม่รีบมาอีกล่ะก็พวกสัตว์ปิศาจคงโดนโด้ไปหมดแน่”
ขณะที่พูดเฉินมู่ก็เอียงคอเล็กน้อยมองไปยังรอยแยกมิติสีดำบนท้องฟ้า จากนั้นก็หันไปมองที่ราบกว้างใหญ่ของค่ายที่เชิงเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย
เขานอนอยู่ที่นี่มาทั้งวันแล้ว แน่นอนว่าเมื่อช่วงสองสามวันก่อนเขาก็อยากลองทดสอบพละกำลังของตัวเองเหมือนกัน แต่มันน่าเบื่อเกินไป ไม่ต่างอะไรจากการเล่นตบเด็กทารกเลย
ถ้าไม่ใช่เพราะเขาต้องการทิ้งสัตว์ปิศาจเหล่านั้นไว้ให้พวกลั่วซือหานได้ซ้อมมือล่ะก็ เขาคงฆ่าสัตว์ปิศาจระดับราชานั่นแล้วเอาเนื้อพวกมันทั้งหมดมาทำกับข้าวกินไปแล้ว
นอกจากนี้ตั้งแต่เมื่อสามชั่วโมงกว่า ๆ ที่แล้วยังมีนักศึกษาจำนวนมากได้แอบเข้าไปในค่ายเพื่อเช็กสถานการณ์ภายในอย่างต่อเนื่อง
เฉินมู่สังเกตว่าหากกลุ่มนักศึกษาเหล่านั้นไม่ได้สังเกตเห็นว่าสัตว์ปิศาจในค่ายนั่นจำนวนมันมากมายมหาศาลล่ะก็ ป่านนี้คงจะลงมือไปนานแล้ว
“มีราชาปิศาจตัวนึง จ้าวปิศาจสามตัว แม่ทัพปิศาจสิบตัว ปิศาจใหญ่สามร้อย แล้วก็กองทัพใหญ่ทหารปิศาจกีกี้อีกประมาณสามพัน พวกศิษย์ยุทธ์แค่หกเจ็ดดาวเข้าไปก็ต้องระวังตัวแจก่อนล่ะนะ”
“อยากรู้จริงว่าพวกลั่วซือหานมาถึงแล้วจะทำไงต่อ”
ตลอดทั้งเดือนมานี้เฉินมู่ไม่เพียงแต่สอนวิชายุทธ์และทักษะยุทธ์ให้พวกเธอเท่านั้น แต่ยังฝึกฝนสมรรถภาพและเสริมสร้างร่างกายให้ด้วย
นอกจากนี้เขายังคอยสอนถึงวิธีการต่อสู้ในสถานการณ์ต่าง ๆ อีกต่างหาก
เนื้อหาครอบคลุมถึงยุทธวิธีที่หลากหลาย รวมถึงยุทธวิธีแบบหนึ่งจุดสองด้าน ยุทธวิธีสามสาม การเข้าตีด้านข้าง การทำสงครามแบบหลายทิศทางด้วยกำลังพลจำนวนมาก และการทำสงครามแบบกองทหารราบ
อย่างไรก็ตาม การอภิปรายเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียวยังไงก็ไม่พอ จำเป็นต้องได้สัมผัสกับประสบการณ์จริงเพื่อที่จะได้เชี่ยวชาญการนำไปใช้
ตอนนี้สิ่งที่เขาหวังไว้ก็คือพวกสาว ๆ จะใช้สมองคิดให้ดีและไม่หยิ่งผยองหรือมั่นใจในตัวเองมากเกินไปเพราะเห็นว่าตัวเองมีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
พวกเธอเป็นกลุ่มสตรีที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แต่ละคนล้วนเป็นกำลังสำรองที่สำคัญของประเทศหลง และเขาไม่ต้องการให้พวกเธอต้องมาจบชีวิตก่อนวัยอันควร
นอกจากนี้ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญก็คือ เขายังต้องการใช้พวกมันฟาร์มค่าอารมณ์จากพวกเธอให้ด้วยนั่นเอง
ขณะที่พึ่งจะนึกถึงเรื่องนี้อยู่พอดี
จู่ ๆ ก็มีเสียงคำรามของเสือดังมาจากด้านล่าง
เขาลุกขึ้นนั่งและเห็นว่ากลุ่มนักศึกษาที่เฝ้าสังเกตสถานการณ์มาสามชั่วโมงในที่สุดก็อดใจไม่ไหวและเริ่มลงมือ
ทว่า... หลังจากผ่านไปเพียง 10 วินาทีเฉินมู่ก็ต้องถอนหายใจ
“ขนาดรวบรวมข้อมูลตั้งสามชั่วโมงแต่สุดท้ายไอ้พวกนี้ก็ยังตัดสินใจบุ่มบ่ามลงมือ แม้แต่หมายังต้องสายหน้าเพราะเหลือจะเชื่อเลย”
“ไม่รู้ว่าอาจารย์ของพวกมันสอนมายังไง หรือแค่นั่งสมาธิฝึกฝนเฉย ๆ ทั้งวัน ?”
“กลุ่มศิษย์ยุทธ์หกเจ็ดดาวบุกโจมตีรังแม่ทัพปีศาจ พวกมันก็กล้าหาญเกิ๊น”
เหรอ
การต่อสู้กินเวลาเพียง 3 นาทีก่อนที่นักศึกษาคนหนึ่งจะถูกเสือฆ่าตาย ซึ่งเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นเร็วมากจนแม้แต่อาจารย์ที่แอบปกป้องอยู่ก็ยังไม่มีแม้แต่เวลาตอบสนอง
พวกเขาทำได้เพียงรีบกระโดดออกไปก่อนด้วยสีหน้าวิตกและเข้าจัดระเบียบนักศึกษาของตนให้ล่าถอย
แต่ถ้าจะพูดอีกนัยหนึ่ง คนที่มาถึงที่นี่ได้ก่อนเวลาล้วนเป็นนักศึกษาที่เรียนเก่งที่สุดจากสถาบันที่เจ้าตัวเรียนอยู่ และแน่นอนว่าพวกนั้นทุกคนค่อนข้างหยิ่งยโส
ยิ่งอาจารย์บอกให้ถอยมากเท่าไหร่ก็ยิ่งต่อต้านมากเท่านั้น
พวกดื้อบางคนถึงกับพอเจออาจารย์ขวางทางอยู่ก็ลงไม้ลงมือทำร้ายอาจารย์หรือพยายามไล่อาจารย์ไปด้วยความหัวร้อน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ควบคุมได้ยากจริง ๆ
แต่ยังโชคดีที่สถานการณ์นี้คลี่คลายลงหลังจากที่มีอัจฉริยะระดับ S จำนวน 4 คนจากสถาบันอื่นปรากฏตัวขึ้นมา
ไม่อย่างนั้นหากว่ายังยื้อต่ออีกแค่นาทีเดียว ทั้งกลุ่มก็จะถูกทำลายล้างจนหมด
“ก็นะ ใช่ว่าทุกคนจะเป็นนักศึกษามหาลัยนี่เนอะ”
[ ติ๊ง ! ]
[ ตรวจพบเป้าหมายที่ตรงตามเกณฑ์แล้ว ! ]
[ ผูกมัดกับเป้าหมายโดยอัตโนมัติ : เย่เมี่ยวเตี๋ย, หวางหยู่หนิง ]
เฉินมู่แปลกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีเรื่องแบบนี้ด้วย
“จำได้ว่าเด็กสองคนนี่ก็มีศักยภาพระดับเอสเหมือนกัน แต่พวกเธออยู่มหาลัยอื่น เพราะงั้นผูกมัดพวกเธอไปก็ไม่ช่วยอะไร”
“หรือมันกะลังแนะนำให้ไปแย่งคน... อ้าว ?”
“นั่นมัน... ลั่วซือหานเหรอ”