- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 40 : เห็นหน้าคุณยายแล้วยังกล้าขัดขืนอีก ?
บทที่ 40 : เห็นหน้าคุณยายแล้วยังกล้าขัดขืนอีก ?
บทที่ 40 : เห็นหน้าคุณยายแล้วยังกล้าขัดขืนอีก ?
สองเหล่าเปี่ยวเห็นการสลับตัวประกันอย่างชำนิชำนาญก็เงิบกันเลยทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองที่ลูกพี่ลูกน้องหญิงของตนที่พูดจาด้วยน้ำเสียงเย็นชา ใบหน้าที่ตกตะลึงของสองเหล่าเปี่ยวก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป น้ำตาแห่งความไม่อยากจะเชื่อค่อย ๆ ไหลอาบแก้ม
“พวกหล่อนยังจะเล่นแบบนี้ได้อีกเหรอ ฮืออออออออออ...”
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระ ! รีบส่งของมาเร็ว ๆ เข้า ยังมีแกะอ้วนรอเชือดอีกเยอะ !”
“โฮฮฮฮฮฮฮฮฮฮ...”
น้ำตาไหลอาบแก้ม ทั้งสองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องส่งถุงมิติให้ไป
ซูเสี่ยวเถาไม่พอใจทันทีที่เห็นแบบนั้น
“เห้ย ! หมายความว่าไงนิไอ้เหล่าเปี่ยวของหยิงหยิง เก่งนักนะ มีแอบซ่อนของไว้ด้วยน่ะหา !”
“ไม่ นั่นไม่ใช่...”
“ไม่ได้การ ! ฉันต้องโทรบอกหัวหน้าห้องแล้วบอกให้เธอไปบอกพวกเจ๊ ๆ หมวย ๆ คนอื่น ๆ ให้เวลาค้นตัวต้องละเอียดกว่านี้ เราต้องประหยัดกว่านี้”
“เดี๋ยวก่อน มันจะใช่แบบนั้นเหรอ ? ? ?”
“ไอ้พวกสารเลวพวกนี้นี่มันไม่ซื่อเลยซักนิด คราวหน้าเราต้องเด็ดขาดกว่านี้ ไม่งั้นมันอาจได้ของไม่พอด้วยซ้ำ !”
“ทำไมกานนนนนนน ? ! ! !”
“ไม่ได้เด็ดขาด ! ต้องให้พวกเจ๊ ๆ หมวย ๆ ไปปล้นซ้ำอีกรอบดีกว่า”
“ทำไมกานนนนนนน ! ! ! !”
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของซูเสี่ยวเถา เหล่าเปี่ยวของเฉียนหยิงหยิงก็ถึงกับอึ้งไปเลย
ถ้าพวกเธอทำอย่างนั้นจริง ๆ ล่ะก็ พวกตนจะไม่ใช่แค่โดนอีนังโจรชั่วพวกนี้ปล้นอีกรอบนั้นแน่ แต่อาจจะถูกเพื่อนนักศึกษาที่เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่โดนขโมยจับถลกหนังทั้งเป็นซ้ำอีก
ตายห่า
พอหันหน้าไปเห็นดวงตาของพี่น้องโดยรอบเขียวปั้ดไปแล้ว เหล่าเปี่ยวก็ตกใจและต้องรีบ
อธิบายทันที
“ไม่ ๆ ๆ เจ๊เสี่ยวเถา ! ผมไม่ได้ซ่อนนะ ! อันนี้ผมยืมมาจากคนอื่นอีกที ถุงมิตินี่ก็ไม่ใช่ของผม ! อันของผมโดนปล้นไปแล้ว ! เจ๊ต้องคืนให้ผม โฮฮฮฮฮฮฮฮฮ...”
เหล่าเปี่ยวตกใจมากจนแทบฉี่ราดและเริ่มร้องไห้คร่ำครวญพลางพยายามคว้าแขนของซูเสี่ยวเถาไว้
ซูเสี่ยวเถาหลบหลีกอย่างรังเกียจแบบเห็นได้ชัด
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระแล้วบอกมา ! ยังซ่อนของไรไว้อีก !”
“หมดแล้วคับเจ๊ หมดแล้วจริง ๆ หมดไม่เหลือแล้ว... โฮฮฮฮฮฮฮฮ...”
“หยิงหยิง ฉันจะหักแขนเหล่าเปี่ยวเธอซักข้างได้ป๊ะ”
“ทำมายยยยยยยยยยยยย ? !”
“เอาสิ ขอแค่ไม่ตายจะรื้อทั้งร่างก็ตามสบายเลย”
“ทำมายยยยยยยยยยยย ? ! ! !”
เหล่าเปี่ยวจิตใจแทบจะแตกสลายรีบโบกไม้โบกมืออย่างบ้าคลั่ง
“หมดแล้วค้าบบบบบบ ! หมดแล้วจริงจีงงงงงงง ! ผมไม่เหลือไรในชีวิตแล้วค้าบบบบบบ โฮฮฮฮฮฮ...”
“เจ๊หยิง ! ได้โปรดเถอะเจ๊หญิง ! ผมไม่มีเหลือแล้วจริง ๆ ! เด๋วทุกตรุษจีนผมจะซื้อถังหูลู่เลี้ยงโอเคมั้ยคับเจ๊ โฮฮฮฮฮฮ...”
ซูเสี่ยวเถาจ้องมองมันแล้วขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจ
“ช่างเถอะ คราวนี้คงหมดแล้วจริง ๆ”
ขณะที่พูดซูเสี่ยวเถาเหยียดตัวตรงและหันไปมองไอ้หนุ่มตาเขียวคนข้าง ๆ
“เห้ย ! เอามา !”
ไอ้หนุ่มนั่นก็สะดุ้งเลยก่อนที่จากโกรธจนตาเขียวเปลี่ยนกลับมาเป็นตาปกติ
“หือ ? ผม ให้คับให้ นี่คับ ๆ ! !”
เนื่องจากไอ้หมอนี่เคยลองโดนกลอุบาย ‘ลอกคราบไม่ก็ตาย’ ดังนั้นอย่างมันหรือจะกล้าร่วมสนุกอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ขณะที่กำลังหยิบดอกไม้สีฟ้าดอกเล็ก ๆ ออกมาจากกระเป๋า จู่ ๆ ก็เกิดเสียงเอะอะโวยวายขึ้นด้านหลังซูเสี่ยวเถาอย่างกะทันหัน
ในวินาทีต่อมา มีฝูงเสือขาวที่มีลวดลายคล้ายสายฟ้าตัวเขื่องพุ่งออกมาเฉยเลย
ไอ้หนุ่มที่กำลังยื่นของให้พอเห็นภาพนี้เข้าก็ตัวสั่นแล้วแหกปากร้องด้วยความหวาดผวา
“เชี่ยแล้ว นั่นคือจ้าวปิศาจ ! จ้าวปิศาจจจจจจจจ ! ! !”
“อะไรน้า ~ ? ? ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นสีหน้าของคนอื่น ๆ ก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด พอดูลายบนหน้าผากเสือให้ดี ๆ แล้วก็ยิ่งผวาหนักกันใหญ่
“จ้าวปิศาจ ! ! ! จ้าวปิศาจมันยกทัพมาแล้วโว่ยยยยยยยยย... ! ! !”
มีคนตะโกนขึ้นมา และกลุ่มผู้เคราะห์ร้ายที่กำลังคุกเข่าอยู่กับพื้นก็หันหลังวิ่งหนีไปโดยไม่สนใจความเจ็บปวดของตนเอง
ถึงแม้จะขาพิการก็ยังต้องวิ่ง เพราะถ้าไม่วิ่งแล้วจ้าวปิศาจที่มีระดับฝีมือเทียบเท่าหรือแข็งแกร่งกว่าปรมาจารย์ยุทธ์ลงมือล่ะก็ นั่นเท่ากับตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้ทรู
เมื่อซูเสี่ยวเถาเห็นว่าทุกคนวิ่งหนีกันไปหมดแล้วเธอก็โกรธขึ้นมาทันที
“เห้ย ! อย่าพึ่งหนีเซ่ ! เอาของมาก่อนนนนนนน !”
“เวรเอ๊ย ! แกะอ้วนตั้งหกสิบกว่าตัว ! แต่พึ่งเชือดไปแค่สาม ! ไอ้สารเลวเอ๊ยอย่าหนีนะโว่ยยยยยยย !”
ณ จุดนี้ใครจะไปสนใจพวกซูเสี่ยวเถาอีกล่ะ มีปัญหากับหล่อนอย่างมากสุดก็แค่โดนจับลอกคราบ แต่มีปัญหากับจ้าวปิศาจนั่นจะมากจะน้อยก็จบที่ตายห่าเหมือนกันหมด !
เมื่อเห็นฝูงชนหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตาซูเสี่ยวเถาจึงกัดฟันแน่นและตัวสั่นด้วยความโกรธ
ทั้ง 3 คนหันหลังกลับ เงยหน้ามองจ้าวปิศาจที่สูงอย่างน้อย 5 เมตร ดวงตาของพวกเธอลุกเป็นไฟแทบจะทันที
“ไอ้เสือเหี้ย คืนแกะอ้วนกูมานะ !”
เมื่อสัตว์ปิศาจบรรลุระดับเทียบเท่าขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ของมนุษย์ พวกมันจะพัฒนาสติปัญญาขึ้นมา เมื่อพวกมันไปถึงขอบเขตเทียบเท่ามหาปรมาจารย์ยุทธ์แล้ว มันจะมีจะมีสติปัญญาใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ทั่ว ๆ ไป
จ้าวปิศาจที่บรรลุระดับเทียบเท่าขอบเขตบรรพชนยุทธ์ สติปัญญาจะเทียบได้กับคนฉลาดคนหนึ่ง
เมื่อเห็นว่าซูเสี่ยวเถาและอีกสองคนดูถูกเหยียดหยามมันมากขนาดนั้นมันจึงโกรธเป็นธรรมดา
“เป็นแค่มนุษย์ธรรมดา กล้าดียังไงมาพูดจาไม่เห็นหัวเปิ่นจุน (ข้าผู้เป็นจ้าว/ข้าจ้าว) เช่นนี้ !”
“หยุดแพล่มเลยไอ้เวร เอาแกะอ้วนกูคืนมา !”
ซูเสี่ยวเถาไม่สนใจเรื่องพวกนั้นเลย การสูญเสียเนื้อสมบัติระดับจักรพรรดิที่มาป้อนถึงปากนั่นต่างหากที่เป็นเรื่องใหญ่ !
เมื่อเห็นแบบนั้นจ้าวปิศาจก็ยิ่งโกรธแค้นจนกัดฟันแทบแตก ก่อนมันจะเอ่ยปากตะคอก
“ไอ้เลว ! ทีมึงล่ะฆ่าคนของกูไปเพียบ ! ไม่พอยังจะมาเรียกร้องค่าชดเชยอีก หาเรื่องตายแบบนี้ถ้ามึงไม่ตายแล้วใครจะตาย ! ! !”
ซูเสี่ยวเถาโดนเถียงกลับก็กำหมัดเล็ก ๆ แน่น
“ไอ้เสือเหี้ยนี่ ! มึงมาไล่ฝูงแกะอ้วนกูแตกกระเจิงหมด ทำให้กูเสียเนื้อสมบัติระดับจักรพรรดิไม่มีเหลือ มึงตะหากที่หาเรื่องเจ็บตัว !”
“พี่น้อง ! เอาหัวหมาของไอ้เสือเหี้ยนี่ไปรับรางวัลกันเถอะ !”
เฉียนหยิงหยิงและฉีเยียนหรานเองก็โกรธจนทนไม่ไหวมาตั้งนานแล้ว เนื้อสมบัติระดับจักรพรรดิที่กำลังจะเข้าปากกลับหลุดลอยไปซะได้ นี่มันอาทนได้แต่อาสะใภ้ทนไม่ไหวจริง ๆ (แปลว่า)
เมื่อจ้าวปิศาจเห็นว่าเจ้ากระจ้อยทั้ง 3 กำลังจะลงมือขัดขืนมันก็ยิ่งโกรธจนแทบจะหัวเราะออกมาแทน
“เป็นแค่มนุษย์เหม็นสามตัวที่พลังพึ่งตื่นได้สองเดือนยังกล้ามาอวดเก่งใส่เปิ่นจุน ลูกน้องงงงงงง กลืนพวกมันทั้งเป็นซธ !”
“โฮกกกกกกกกกก ! ! !”
เมื่อได้ยินคำสั่ง เสือกว่าสามสิบตัวที่อยู่ด้านหลังก็คำรามขึ้นฟ้าแล้วแปลงร่างเป็นสายฟ้าแลบพุ่งเข้าใส่ซูเสี่ยวเถาที่วิ่งนำหน้าในทันที
เห็นแบบนั้นซูเสี่ยวเถายิ่งกัดฟันกรอดไม่ชอบใจ โลหิตปราณของเธอพลุ่งพล่านราวกับน้ำมันที่ลุกไหม้ แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายในทันที
เปลวไฟสีทองแหลมคมราวกระบี่พุ่งทะลุฟ้าราวกับยิ่งออกไปได้ปกคลุมกำปั้นเล็ก ๆ อันบอบบางของเธอในทันที
“โกรธแล้วนะโว่ยยยยยย ยิ่งคิดยิ่งโกรธ เตรียมตัวตายเหอมื้ง !”
“หมัดแปดสุดขั้วถล่มสวรรค์ ! ! !”
ปั้ง ! ! !
“เอ๋งงงงงงงงงง ! ! !”
แม้ร่างจะเล็กนิดเดียว แต่หมัดของซูเสี่ยวเถากลับบดขยี้ขากรรไกรของเสือตัวมหึมาแตกละเอียด ทั้วร่างปลิวกระเด็นกลายเป็นถุงกระสอบขาดวิ่น ตัวเสือบิดเป็นเกลียวกระเด็นไปฟาดฝูงเสือที่วิ่งตามมันมา
[ สังหารปีศาจใหญ่ +1 ]
เมื่อสัมผัสได้ถึงแรงตีกลับซูเสี่ยวเถาจึงเต็มไปด้วยความโกรธแค้นพยาบาท และด้วยความพยาบาทนี้เธอจึงใช้มันในการใช้ออกด้วยก้าวย่างสวรรค์ซึ่งเป็นทักษะยุทธ์ระดับปราชญ์ที่เฉินมู่สอนให้พุ่งเข้าใส่ฝูงเสือ
ก่อนที่เสือที่โดนอัดจะทันตอบโต้ เธอก็คว้าขาข้างหนึ่งของมันแล้วกระชากอย่างแรง
“มายายมึงนี่มา ! ! !”
“แควก ! ! !”
“เอ๋งงงงงงงง ! ! !”
เสือตัวนั้นเริ่มมึนงงจากแรงกระแทก แต่หลังจากที่ขาหน้าทั้งสองข้างของมันร่วงตก มันก็กลับมามีสติอีกครั้ง
มันเงยหน้าขึ้นแล้วคำรามเสียงแหบห้าวออกมา ในวินาทีต่อมาก็ถูกจับหางและถูกใช้เป็นค้อนอุกกาบาตหมุนตัวติ้ว ๆ และกระโดดฟาดลงจากกลางอากาศโดยที่มันยังหลับตาอยู่
ปัญหาหลักคือมันลืมตาไม่ไหวแล้ว และมันได้หมดสติไปเพราะความเจ็บปวด
เสือตัวอื่น ๆ ที่กำลังโจมตีซูเสี่ยวเถาจากด้านหลังต่างตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะเผยเขี้ยวเล็บออกมาตะปบเธอในทันที
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เสือ 2 ตัวกำลังจะตะปบหลังซูเสี่ยวเถาจู่ ๆ ก็มีร่าง 2 ร่างปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกมันอย่างกะทันหัน
“เห้ย จะลอบกัดเจ๊เถาเหรอ คิดว่าเราฝึกยุทธวิธีสามสามมาเล่น ๆ รึไงยะ”
แต่ถ้าไม่พูดถึงเรื่องนั้นคงจะดีกว่า เพราะมันทำให้นึกถึงการฝึกฝนอันโหดร้ายของเฉินมู่ในช่วงเวลานั้น ซึ่งกระตุ้นอารมณ์โกรธอย่างแรง
“มานี่ !”
ด้วยการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อย สองสาวแต่ละคนก็ใช้มือเพียงข้างเดียวฟันขาเสือขาดฉับ แต่พวกเธอก็ไม่ยอมจบกับพวกมันง่าย ๆ มืออีกข้างฟาดใส่หลังพวกมันอย่างแรงเพื่อซ้ำให้ตาย
จ้าวปิศาจเห็นลูกน้องบาดเจ็บสาหัสล้มตายไปในเวลาไม่ถึงนาทีก็ยิ่งโกรธจัดขึ้นไปอีก
“พวกเวรนี่... กล้าดียังไงมาดูถูกพวกกูเผ่าเสือขาวผลึกสายฟ้าแบบนิ ! ไอ้พวกเด็กเวรสามตัวไปตายห่าซะไป๊ !”
จ้าวปิศาจคำรามและพุ่งเข้าใส่ด้านหลังศีรษะของซูเสี่ยวเถาอย่างแรง
ซูเสี่ยวเถารู้สึกถึงลมแรงพัดมาจากด้านหลังศีรษะ หลังจากจัดการกับเสือตัวสุดท้ายที่ยังยืนอยู่ได้แล้ว เธอก็หันกลับมาและต่อยมัน
ปัง ! ! !
แม้จะมีขนาดต่างกันอย่างมาก แต่หมัดกับกรงเล็บที่ปะทะกันก็ทำให้เกิดเสียงทึบ ๆ เหมือนโลหะกระทบกัน
ซูเสี่ยวเถาหยุดไปกึกหนึ่ง จากนั้นก็ต้องถอยหลัง 1 ก้าวอย่างกะทันหัน ในขณะที่ขาของจ้าวปิศาจสั่นเทา ร่างใหญ่โตมโหฬารของมันเซถลาถอยหลังไปหลายก้าวก่อนจะทรงตัวได้ใหม่
เมื่อทรงตัวได้แล้วสีหน้าของจ้าวปิศาจก็เปลี่ยนไป มันชูขาหน้าที่สั่นเล็กน้อยขึ้นมาดูด้วยนัยน์ตาที่หดแคบลงอย่างฉับพลัน
“นี่มัน... เป็นไปได้ไงกัน”
“มันพึ่งพลังตื่นได้แค่สองเดือน ทำไมมีพลังโลหิตปราณมากมายขนาดนิ !”
“นะ... นี่มันเทียบเท่ากับขอบเขตมหาปรมาจารย์ยุทธ์สุดปลายยอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์แล้วนะเห้ย !”
จริง ๆ แล้วตรงนี้ไม่มีมหาปรมาจารย์ยุทธ์สุดปลายยอดอะไรนั่นหรอก มีเพียงลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวจากห้อง 1 เท่านั้นที่บรรลุถึงระดับดังกล่าวได้
แต่กระนั้นในมุมมองของจ้าวปิศาจตัวนี้ แม้ว่าซูเสี่ยวเถาจะเป็นมหาปรมาจารย์สุดปลายยอดก็ตาม ทว่าถึงเธอจะรีบร้อนฝึกฝนไปหน่อยแต่มันก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ขาของจ้าวปิศาจอย่างตนชาได้หรอกใช่ไหม
นี่มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ
“มึงเป็นใครกันแน่”
“เจ๊เถา เจ๊ไม่เป็นไรนะ”
ซูเสี่ยวเถาสะบัดมืออย่างโมโห
“ฉันสบายดี ไอ้สารเลวนี่ มึงคิดว่าตัวเองเป็นใครวะมาถามยอกย้อนกูเนี่ย”
“พี่น้อง ! เพื่อเนื้อสมบัติ รีบเอามันเลยเถอะ !”
เมื่อได้ยินแบบนั้นพวกเฉียนหยิงหยิงก็รีบพุ่งเข้าใส่ทันที แล้วทั้ง 3 สาวก็ไม่รอช้า เมื่อประชิดตัวได้ก็ลงมือซัดจ้าวปิศาจอย่างเหี้ยมโหดไม่มียั้งมือ
ในชั่วพริบตาเดียว จ้าวปิศาจร่างยักษ์ก็ราวกับกระสอบทราย โดนการโจมตีสามประสานเข้าไปก็ไร้เรียวแรงจะขัดขืนโดยสิ้นเชิง
ขณะที่มันกระเด็นไปมา มีเพียงเสียงคร่ำครวญของจ้าวปิศาจและคำสบถด่าด้วยความโกรธของสามสาวเท่านั้นให้ได้ยิน
“มึงทำฝูงแกะอ้วนกูหนีหมด !”
“ไอ้เสือเหี้ย ! เหี้ยแล้วยังจะกล้าขัดขืนอีก ยังไม่ยอมจำนนอีกเหรอวะ !”
“เอาไปแดกซะ ! หมัดถล่มสวรรค์ !”
“ศอกเสียบใจ !”
“ถอดกระดูก !”
“ไอ้ปีศาจเสือน้อยนี่ ! กล้าดียังไงมารังแกน้อง ๆ ฉัน ! หาที่ตาย !”
ขณะที่จ้าวปิศาจกำลังถูกรุมซ้อมกลางอากาศแบบไม่มีวันได้แตะพื้นอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ก็มีเสียงเย็นชาดังมาจากทางซ้าย
“หา ? ! เดี๋ยวก่อน ๆ เดี๋ยว ๆ ๆ ! ! !”
จ้าวปิศาจที่กำลังร่ำไห้กลางอากาศก็ตกใจอีก แต่ก่อนที่มันจะทันได้พูดอะไรต่อ...
ในวินาทีต่อมา มันรู้สึกถึงแรงกระแทกจากด้านซ้ายราวกับโดนรถบรรทุกขนาดใหญ่ซัดเข้าเต็มรัก ตัวมันงอเป็นกุ้ง หัวกับหางโขกกันเองโดยอัตโนมัติ
จากนั้นตัวมันก็พุ่งออกไปเหมือนลูกปืนใหญ่ หักต้นไม้ใหญ่ที่ขวางทางไปสิบกว่าต้นกว่าจะหยุดลงในที่สุด