- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 39 : ใบหน้าที่น่ารักที่สุด ! แต่วิธีการกลับโหดเหี้ยมที่สุด !
บทที่ 39 : ใบหน้าที่น่ารักที่สุด ! แต่วิธีการกลับโหดเหี้ยมที่สุด !
บทที่ 39 : ใบหน้าที่น่ารักที่สุด ! แต่วิธีการกลับโหดเหี้ยมที่สุด !
“รอแป๊บนะ ? !”
“ดูเหมือนว่า... จะไม่ใช่พวกเธอนะ”
เดิมทีกลุ่มคนเหล่านี้ตั้งใจจะลงไม้ลงมือทันที
เพราะสุดท้ายแล้วก็มีแค่เทวดาเท่านั้นที่รู้ว่าพวกตนใช้ชีวิต 2 วันในแดนลับนี้อย่างไร
ทว่าขณะที่ฝูงชนกำลังจะลงมืออยู่นั้นเอง จู่ ๆ ก็มีไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่อยู่หน้าสุดเกิดอาการสับสนขึ้นมาอย่างกะทันหัน
“ดูเหมือนจะไม่ใช่นะ ถึงสามคนนี่จะสวยก็เถอะ แต่ก็ไม่ใช่คนที่ปล้นเราอะ”
“จริงด้วย ถึงจะมีสามคนเหมือนกัน แล้วก็สวยทุกคนเหมือนกันก็เถอะ แต่คนที่ปล้นเรามันอีฆาตกรเลือดเย็นของแท้”
“ไม่ ! ไม่ใช่แบบนั้น ! เป็นพวกมันนั่นแหละ ! ! !”
ทันใดนั้น นักศึกษาชาย 5 คนก็โผล่ออกมาจากฝูงชนแล้วชี้ไปหน้าพวกซูเสี่ยวเถาซึ่งกำลังเอามือปิดหน้าอย่างโกรธจัด
“พวกมันนั่นแหละ ! กูจำได้แม่นเลย ต่อให้กลายเป็นผงกูก็ไม่มีวันลืม !”
“โดยเฉพาะอีนั่น ! มันหน้าตาน่ารักสุด แต่วิธีแม่งเหี้ยมสุดแล้ว !”
“หืม ? ไม่ถูกนะ”
ฝูงชนมองพวกเขาด้วยความสงสัย
“อีคนที่ปล้นเราไม่ใช่ฆาตกรเลือดเย็นเหรอ ? แล้วไมกลายเป็นเด็กน่ารักไปได้อะ”
“ใช่มะ ? ทุกคนไม่ได้ตรวจสอบก่อนเหรอ ? เป็นฆาตกรเลือดเย็นตะหาก”
“เดี๋ยว ๆ ๆ เหมือนจะมีอะไรบางแหม่ง ๆ”
ยิ่งมีคนมากขึ้นก็ยิ่งต้องมีนักวางแผนกลยุทธ์เพิ่มขึ้น
ไม่นานนักก็มีคนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“พวกนายคิดว่าเป็นไปได้ปะ ว่าคนร้ายที่ปล้นเราจะไม่ได้มีแค่สามคน แต่มีเป็นฝูงใหญ่”
เมื่อได้ยินแบบนั้นฝูงชนต่างก็เงียบไปแป๊บหนึ่ง
แต่ถ้าคิดย้อนกลับไป... มันก็ดูเป็นไปได้ทีเดียว
ถึงอย่างไรแดนลับแห่งนี้มันก็กว้างใหญ่ไพศาลเกินไป แถมนักศึกษาที่เข้ามาก็มีจำนวนเกิน 100,000 คน แล้วแค่กลุ่มเล็ก ๆ 3 คนแค่กลุ่มเดียวจะไปหาเรื่องทีมใหญ่เป็นพันทีมในเวลาแค่สองวันได้อย่างไร
ความเร็วนี้แม้แต่เทพเจ้าก็คงตามไม่ทันหรอกใช่ไหมล่ะ
“อืม ก็เป็นไปได้จริง ๆ แหละ”
“เดี๋ยว ๆ ฉันพึ่งนึกไรออก ตอนถูกปล้นผู้หญิงสามคนนั่นจะพูดอะไรเรื่องประหยัดและขยันอะไรเงี้ยบ้างป่าว”
“เออ ! ตอนเราโดนปล้นก็เจอ !”
“แต่ของเราตอนมันปล้นไม่พูดไรเลย บ้าชิบ ! คิดไปคิดมาก็โมโหแล้ว พวกมันเหยียบหน้าอกฉันแล้วบอกว่ารถขยะโทรมาบอกว่าเราเป็นขยะ”
หลี่เฟิงและเพื่อน ๆ ทั้ง 6 หนุ่มเองก็โบกไม้โบกมือส่งซิกว่าตัวเองก็เจอเหมือนกัน
“เวรแท้ ! พวกเราก็โดนเหมือนกัน มันด่าว่า ‘ปล่อยบอต’ ‘วอร์มอัป’ แล้วยังมี ‘กะลังอ่านคู่มือเล่น’ สารพัดสารเพ น่าโมโหชิบหาย !”
หลี่เฟิงทั้ง 6 หนุ่มลุกขึ้นนั่งพร้อมกับชี้หน้าพวกซูเสี่ยวเถาอย่างตื่นเต้นขณะที่เธอกำลังคายเลือดออกมา
“บ้าเอ้ย ฉันถึงกับบอกว่าจะให้ครอบครัวมาช่วยสู้ด้วยซ้ำ”
หลี่เฟิงและอีกหกคนลุกขึ้นยืน ชี้ไปที่ซูเสี่ยวเถาด้วยความโกรธและตะโกนประท้วง
“ร่อง ! ! !”
“ประสบการณ์ของเราเหมือนกันเป๊ะ ! เหมือนกันทุกอย่าง ! ! !”
“พวกมันนั่นเอง ! พวกมันพยายามขโมยของของเรา ! แล้วพวกมันยังบ่นว่าของของเราสกปรกอีก !”
ดูเหมือนว่าหลี่เฟิงและเพื่อนร่วมทางทั้งหกคนจะพบเพื่อนร่วมอุดมการณ์ และพวกเขาก็รีบชี้จุดเกิดเหตุของซูเสี่ยวเถาและเพื่อนร่วมทางอีกสองคนอย่างร้อนรน
ในขณะนั้นเอง กลุ่มคนเหล่านั้นก็ตระหนักถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น
“โอ้พระเจ้า ! เข้าใจแล้ว ! คนที่ขโมยของของเราไม่ใช่แค่สามคน ! มันเป็นกลุ่มใหญ่เลย !”
“ราชาแห่งความคิด” ดวงตาของเขาแดงก่ำ ชี้ไปที่ซูเสี่ยวเถาและกัดฟันแน่น
“เหมืออีโจรพวกนี้เป๊ะเลย พวกมันต้องสมรู้ร่วมคิดกันแน่ ๆ !”
“พี่น้อง ! พอแล้ว ! จัดการพวกมันซะ ! แก้แค้นมัน !”
เมื่อได้สติฝูงชนก็ตื่นเต้น ในขณะที่ซูเสี่ยวเถาและเพื่อนอีก 2 คนยืนเล่นกับจิ้งหรีดด้วยกัน
“เอาไงดีอะเจ๊เถา ถูกจับได้แล้วอะ ฆ่าให้เกลี้ยงดีมะ”
“ที่นี่มีสมาชิกจากแปดตระกูลใหญ่อยู่ไม่น้อยเลย ฆ่าหมดนี่มันไม่ถูกใช่ป่าว”
“ไม่เป็นไรหรอก จารย์แกบอกว่าจะช่วยเราเอง ต่อให้ฟ้าถล่มก็มีแกแบกให้อะ”
“หืม ? อาจารย์ว่างั้นเหรอ”
“ว่างั้นเหรอ ?”
“ว่างั้นเหรอ ?”
“เอ่อ... ใครจะไปสนล่ะ ยังไงซะถ้ามีอะไรผิดพลาดเด๋วจารย์ก็จัดการเองแหละ ทำไมต้องมานั่งกังวลด้วยล่ะ”
“นั่นสิ !”
เฉียนหยิงหยิงหัวเราะเบา ๆ พลางถูมือเข้าด้วยกันขณะมองไปยังฝูงชนนับสิบที่อยู่ตรงหน้าด้วยดวงตาเป็นประกาย
“มีแกะอ้วนมาเยอะขนาดนี้มันต้องมีของเหลือตกเยอะแน่ ๆ บางทีเราอาจจะเอาไปแลกกะเนื้อสมบัติระดับจักรพรรดิได้ก็ได้นะ !”
เฉียนหยิงหยิงเช็ดน้ำลายที่หยดจากปาก ในใจตอนนี้เต็มไปด้วยรสชาติอันแสนอร่อยของเนื้อสมบัติ
เมื่อได้ยินแบบนั้นซูเสี่ยวเถาก็เช็ดน้ำลายตามด้วยดวงตาเป็นประกาย
“หยิงหยิงพูดถูก ถึงเวลาแล้วที่จะดึงเอาจิตวิญญาณอันเป็นเลิศของห้องหนึ่งเราออกมา”
“เดี๋ยวก่อนนะ เจ๊เสี่ยวเถา และเจ๊หยิง”
จู่ ๆ ฉีเยียนหรานก็นึกถึงคำถามสำคัญขึ้นมาได้
“ดูจากสภาพแล้ว พวกนี้เหมือนถูกพวกเจ๊ ๆ ห้องเราปล้นไปจนไม่เหลือแล้วนะ แล้วพวกนี้ยังจะเหลืออะไรดี ๆ อยู่อีกมั้ย”
โอ๊วหม่ายก้อด ! x2
ทั้งสองต่างตกตะลึงและพูดไม่ออกทันที
“นี่มัน……”
ซูเสี่ยวเถาเหลือบมองเฉียนหยิงหยิง จากนั้นก็มองฝูงแกะอ้วนที่กำลังจะวิ่งเข้ามาแบบโง่ ๆ แล้วเธอก็กลับมาตั้งสติใหม่อีกครั้ง
“ถุงเก็บของนี่ไม่มีแล้ว แต่นี่ก็วันที่สามแล้วนา อาจมีบางคนได้ของมีค่าหายากมาบ้างก็ได้หนิ”
“เหรอ ? !”
ดวงตาของเฉียนหยิงหยิงเป็นประกาย
“เจ๊เถาพูดถูก ถึงแม้ก่อนหน้านี้จะไม่มีของอะไรเลย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในช่วงสองวันมานี้จะไม่เจอของขยะอะไรเลยหนิ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นแววตาของฉีเยียนหรานก็เป็นประกาย และมองทุกคนราวกับมองเหยื่อ
“ที่พูดมาก็มีเหตุผล !”
“ตื้บเลยเถอะ ! ใครสนล่ะว่าพวกมันจะมีไม่มี ! ตื้บไว้ก่อนค่อยว่ากัน ! สองวันมานี้เราพึ่งฆ่าสัตว์ปิศาจไปแค่พันกว่าตัวเอง รีบ ๆ จัดการไอ้พวกนี้ให้เสร็จแล้วไปหาฟาร์มหัวสัตว์ปิศาจต่อดีกว่า !”
“ถูกต้อง ! ฟังเจ๊เสี่ยวเถา !”
ฉากที่เห็นคือสาวน้อยน่ารักทั้ง 3 คนที่ตอนนี้ตาลุกวาวขณะที่แบมือเล็ก ๆ ออกมา ดูราวกับหมาป่า 3 ตัวกำลังน้ำลายไหลจ้องมงฝูงแกะ
ฝูงชนที่ตั้งใจจะเข้าไปรุมกลับตกใจอย่างไม่ทันตั้งตัว
“ไรวะน่ะ เกิดไรขึ้น พวกมันมีแค่สามคนแต่ไม่กลัวเราเลย ?”
“เห้ยเพื่อน ๆ... ทำไมฉากนี้มันดูคุ้น ๆ จังวะคับ”
“เห้ย ! ! ไอ้พวกกระจอก ! ส่งของมาให้หมด ! แล้วม้วนหางไปซะ !”
ทุกคน : ? ? ?
เมื่อได้ยินวลีที่คุ้นเคยนั้นทุกคนก็เบิกตาโต
ต้องยอมรับว่าเมื่อความทรงจำที่ตายไปแล้วกลับมาหลอกหลอน มันก็ยากจริง ๆ ที่จะสลัดทิ้งได้
“นี่ มันยังจะเอาอีกเหรอ พวกมึงยังเหลือความเป็นคนอยู่มั้ยวะเนี่ย ปล้นกูไปครั้งนึงก็แล้ว นี่ยังอยากจะปล้นกูซ้ำอีก !”
“เหี้ย ! พี่น้องเอ๊ย ไม่ต้องแพล่มแล้ว ฆ่างแม่งเลยเหอะ แก้แค้นให้ได้ !”
ทันทีที่ ‘ราชาแห่งไอเดีย’ แหกปากสั่ง ทุกคนก็ได้สติกลับมาสู่ความเป็นจริง
“เออ พวกมันมีแค่สามตัว เรามีหกเจ็ดสิบคน จะจัดการพวกมันไม่ได้รึไงวะ ลุยยยยยยย !”
เมื่อได้ยินแบบนั้นคนอื่น ๆ ก็พากันวิ่งกรูเข้าใส่ทันที
พวกซูเสี่ยวเถาเห็นแบบนั้นก็ไม่ได้กลัวเลย ตรงกันข้ามกลับตื่นเต้นกว่าเดิม
“เห้ย ไอ้พวกแกะ ! ย่าแกมาแล้วววววว !”
ทั้งสามคนหัวเราะและพุ่งเข้าโจมตีแบบโอบล้อมทันที
โดยมีซูเสี่ยวเถาอยู่ด้านหน้า เฉียนหยิงหยิงกับฉีเยียนหรานอยู่ด้านหลัง การต่อสู้ที่ดุเดือดกำลังจะปะทุขึ้น
เหรอ……
พึ่งพูดไปแหม็บ ๆ
ทันทีที่ถูกสัมผัส ฝ่ายของกลุ่มผู้เสียหายก็ถูกซัดลอยขึ้นไปกลางอากาศเหมือนกระสอบขาด
จากระยะไกลจะดูเหมือนมีรถบรรทุกคันหนึ่งได้พุ่งชนฝูงแกะที่เดินข้ามถนน ทำให้เกิดความโกลาหลใหญ่หลวง
ฝูงชนมีกำลังพล 70 คน แต่ไม่มีสักคนที่รับแรงกระแทกได้แม้แต่ทีเดียว
30 วินาที
แค่ 30 วินาทีเท่านั้น
จากนั้น สมาชิกกลุ่มผู้เสียหายก็คุกเข่าลงกับพื้นและเริ่มร่ำไห้คร่ำครวญ
เมื่อเห็นแบบนั้นพวกซูเสี่ยวเถาก็สบตากันแล้วรีบแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง โดยต่างก็คว้าคอเสื้อคนขึ้นมาจ้องแบบจะกินเลือดกินเนื้อ
“เอาของมาให้หมดไม่งั้นตาย !”
“ให้คับ ๆ ได้โปรดเถอะคับคุณย่า ย่าตีผมอีกเลย โฮฮฮฮฮฮฮ...”
เมื่อเห็นว่าแกะอ้วนตัวนี้สายตาดี ซูเสี่ยวเถาจึงพ่นลมหายใจสองครั้งแล้วหยิบผลไม้ขึ้นมาหนึ่งลูก
“ม้วนหาง !”
“คับ ๆ !”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ชายคนนั้นก็รู้สึกราวกับว่าตนได้รับการอภัยโทษ ไม่สนใจเลยว่าเพื่อนคนอื่น ๆ ยังอยู่ตรงนั้นและรีบลุกขึ้นเผ่นแนบ
ซูเสี่ยวเถาเห็นแบบนั้นก็หัวเราะเบา ๆ แล้วโยนผลไม้ในมือทิ้งไปพร้อมกับทำหน้าบึ้ง
“อะไรเนี่ยขยะเนี่ย...”
นั่นแค่ขยะเหรอ ?
นั่นมันสุดยอดผลไม้ระดับปฐพี่ ! สมบัติล้ำค่าที่มีมูลค่ามหาศาลในโลกภายนอก...
นักศึกษาที่นั่งข้าง ๆ โกรธจัดจนตาเขียวไปหมด สมบัติล้ำค่าที่พวกตนต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อจะได้มานั้นไม่เพียงแต่ถูกนังโจรนี่ปล้นไปเท่านั้น แต่ยังโดนดูถูกเหยียดหยามอีกด้วย ในใจก็อยากจะถามเหลือเกินว่า ‘โลกนี้มันจะไม่มีความยุติธรรมเหลือเลยรีไงกานนนนนน ? !’
แต่ในขณะนั้นเอง กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในหมู่ฝูงชนจู่ ๆ ก็ตกใจอุทานขึ้นอย่างพร้อมเพรียง
“เจ๊เสี่ยวเถา ? ? ?”
“เจ๊หยิง ? ? ?”
ซูเสี่ยวเถาและเฉียนหยิงหยิงต่างตกใจ เมื่อมองดูใกล้ ๆ จึงรู้ว่าเป็นคนรู้จักเก่า
“เหล่าเปี่ยว ?” (เรียกลูกพี่ลูกน้องแบบสนิทสนม)
“เหล่าเปี่ยว ?”
พวกซูเสี่ยวเถาต่างกระพริบตางง ๆ และพอเพ่งดูสิ่งมีชีวิตที่สภาพน่าสมเพช 2 ตัวนั้นที่ตอนนี้หัวมีแต่รอยปูดเหมือนหัวหมูดูใกล้ ๆ แล้วก็ต้องอึ้ง เพราะจริง ๆ แล้วคือญาติของพวกเธอเองซะงั้น
“ไอ้หนูนี่แกมาทำไรที่นี่อะ”
เหล่าเปี่ยวถลึงตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจใส่
“ซูเสี่ยวเถา ! หล่อนคิดว่าฉันมาทำไรที่นี่ล่ะหา !”
“เฉียนหยิงหยิง ความจำหล่อนมันแย่จริง ๆ...”
ซูเสี่ยวเถาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งด้วยสีหน้าว่างเปล่าก่อนจะพึมพำกับตัวเองราวกับพึ่งนึกอะไรออก
“อ๋อ งั้นแกก็กระจอกเหมือนกันสินะ เป็นไง โดนปล้นมาหรา ?”
อะไรวะ ? !
เหล่าเปี่ยวโกรธจัดจนตัวสั่น ปิดหน้าและกำลังจะสบถ แต่เมื่อเห็นซูเสี่ยวเถาและเฉียนหยิงหยิงจ้องมองมาก็เชื่อฟังทันที
เพราะจำได้ว่าตนกับพี่ชายก็เคยโดนปล้น
“จะ... เจ๊เล็กคับ... แหะ ๆ...”
เหล่าเปี่ยวฝืนยิ้มออกมาอย่างอึดอัดใจ
“ในเมื่อพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน เจ๊ช่วยอย่าปล้นของผมได้ป่าวคับ...”
“เอามา”
“? ? ?”
เปลือกตาของเหล่าเปี่ยวกระตุกยิก ๆ ด้วยความโกรธจัด
“ฮ่า ๆ ผม... เอ่อ ก็เป็นสาขาหนึ่งของตระกูลซูนะ... ผมยังซื้อถังหูลู่ให้เธอตอนปีใหม่ด้วยนะ...”
“ใช่ ๆ เจ๊หยิง ผมยังเคยเอาเงินอั่งเปาทั้งหมดให้เจ๊ตอนตรุษจีนเลยนะ”
โดยปกติแล้วฝ่ายที่เป็นพี่สาวจะเป็นคนซื้อของให้น้องชาย แต่ใน 2 กรณีนี้เป็นฝ่ายน้องชายต้องเป็นคนซื้อของขวัญให้พี่สาวทุกครั้ง
ซูเสี่ยวเถาได้คิดทบทวนคำพูดของอีกฝ่ายก่อนจะตัดสินใจตกลง
“โอเค ตรุษจีนเราก็เจอกันบ่อย ๆ เพราะงั้นปล้นกันแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องดี”
“นั่นสิ พวกตาแก่ที่บ้านคงเฉ่งยับหาว่าฉันรังแกนาย”
หล่อนไม่ใช่แค่รังแกหรอก (น้ำตาไหลอาบหน้า)
ซูเสี่ยวเถาพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่งและตบไหล่เขาเบา ๆ ด้วยสีหน้าให้กำลังใจ
“ไม่ต้องห่วงนะเหล่าเปี่ยว ฉันไม่ปล้นของจากครอบครัวตัวเองหรอก”
“ใช่แล้ว เหล่าเปี่ยว ฉันเองก็ไม่มีทางปล้นของจากครอบครัวตัวเองเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินแบบนั้น เหล่าเปี่ยวทั้งสองต่างก็ดีใจมากและพยายามลุกขึ้นเพื่อแสดงความขอบคุณโดยสัญชาตญาณ
ทว่าในขณะนั้นเอง ซูเสี่ยวเถากลับหันไปมองเฉียนหยิงหยิงที่อยู่ข้าง ๆ แล้วพูดว่า...
“หยิงหยิง เธอเอาไอ้แกะอ้วนตัวนี้ไปได้เลย !”
เหล่าเปี่ยวทั้งสอง : ? ? ? ? ? ?