เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 37 : ส่งเสริมให้เป็นโจร อาจารย์คนนี้พูดจริงเหรอ

บทที่ 37 : ส่งเสริมให้เป็นโจร อาจารย์คนนี้พูดจริงเหรอ

บทที่ 37 : ส่งเสริมให้เป็นโจร อาจารย์คนนี้พูดจริงเหรอ


“ไม่สิ……”

เย่จิ่นชิวมองเธอด้วยสีหน้าสับสน

“ซือหาน...  ถ้าห้องเรามีหมา  มันก็คงไม่อยากได้ของพวกนี้หรอก  ทำไมเธอถึงยังเก็บขยะพวกนี้อีกล่ะ”

“เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นเหรอ ?”

เมื่อได้ยินแบบนั้นลั่วซือหานก็เทถุงมิติหลายใบรวมกันอย่างมีความสุข

“อ้อ  จิ่นชิว  เธอลืมข้อสองที่จารย์บอกแล้วเหรอ  เราไม่ได้ต้องการมันหรอก  แต่เราสามารถเอาไปแลกของอย่างอื่นได้ตะหาก”

“แต่……”

เย่จิ่นชิวถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ  เพราะเธอพึ่งนึกได้ว่าเฉินมู่พูดอย่างนั้นจริง ๆ

“ไม่มีแต่”

ลั่วซือหานมองเธออย่างมีความหมายแล้วพูดว่า...

“เธอคิดจริง ๆ เหรอว่าอาจารย์ส่งพวกเรามาที่นี่เพื่อฝึกฝนน่ะ”

เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวตกตะลึงลั่วซือหานจึงตบแขนเธอเบา ๆ อย่างจริงใจ

“การมาฝึกฝนที่นี่เป็นจุดประสงค์หลักของการฝึกของเราก็จริง  แต่เธอก็ได้ทดสอบความแข็งแกร่งของตัวเองแล้ว  เธอรับมือกับสัตว์ปิศาจตัวไหนก็ได้ที่นี่ยกเว้นที่เหนือกว่าระดับจ้าวปิศาจขึ้นไป  ใช่มั้ย ?”

เย่จิ่นชิวพยักหน้า  แต่ก็ลังเลเล็กน้อย

อันที่จริงเมื่อเธอเข้ามาครั้งแรกเพียงแค่เหลือบมองเหล่าปีศาจชั้นต่ำ  หารปีศาจทหาร  และปีศาจใหญ่  เธอก็รู้สึกว่าพวกมันไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อตนเลยแม้แต่น้อย

อันที่จริงเธอได้ลองจัดดูแล้วเหมือนกัน  และพบว่าแม่ทัพปีศาจที่อาจเป็นผู้นำของเผ่าปีศาจนั้นเมื่อมาอยู่ต่อหน้าตนแล้วมันก็เปราะบางไม่ต่างจากกระดาษ

ในเวลานั้นเธอจึงรู้ว่าถึงแม้จ้าวปิศาจจะมีพละกำลังเทียบเท่ากับขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ของมนุษย์เธอก็ยังไม่กลัว

ถ้าไม่ใช่เพราะเธอจำเป็นต้องได้รับรางวัลจากเฉินมู่ล่ะก็เธอคงไม่แม้แต่จะขยับนิ้วเลยด้วยซ้ำ

แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับที่ลั่วซือหานพูดล่ะ

“เพราะงั้นไง  ถึงจารย์จะรู้ดีว่าที่นี่มีสัตว์ปิศาจแค่ไม่กี่ตัวที่เป็นภัยคุกคามเราได้แท้ ๆ แต่ทำไมถึงยังให้เรามาฝึกฝนที่นี่กันอยู่อีกล่ะ”

“เราจำเป็นต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไว้”

“พวกเธอจำคำพูดของจารย์ตอนแรกได้มั้ย  ที่แกบอกว่ามาที่นี่เพื่อหา...  ประ-สบ-การณ์...”

เมื่อเห็นลั่วซือหานจงใจพูดให้ช้าลงและเน้นเสียงคำว่า ‘ประสบการณ์’ เลียนแบบเฉินมู่  เย่จิ่นชิวก็รู้สึกราวกับว่าได้พบเบาะแสแล้ว

แต่ดูเหมือนจะมีบางอย่างขาดหายไป

“โธ่เอ๊ยจิ่นชิว  เราไม่สามารถใช้แค่สมองในการฝึกฝนได้  เราต้องมีความความคิดที่ยืดหยุ่นมากกว่านี้อีก  จารย์ก็บอกแล้วว่าก่อนทำอะไรให้คิดให้รอบคอบก่อนไม่ใช่นิ”

เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวครุ่นคิดอย่างหนักลั่วซือหานก็อดถอนหายใจไม่ได้

ไม่แปลกใจเลยที่เฉินมู่มักเรียกพวกนั้นว่าพวกฝูงหมูโง่  ตอนนี้เธอเข้าใจเฉินมู่มากขึ้นแล้ว

เย่จิ่นชิวไม่ฉลาดหรือ ? จะเป็นไปได้ไงล่ะ ?

ตระกูลเย่จะยอมให้คนโง่เป็นทายาทหรือ ?

เมื่อพูดถึงเรื่องการสมรู้ร่วมคิด  การวางแผน  และความขัดแย้งในตระกูลแล้วเธอรู้เรื่องพวกนี้ดีเป็นอย่างยิ่ง

แม้แต่ในการฝึกฝนเธอก็ฉลาดเฉลียวเป็นอัจฉริยะ

แต่ในสถานที่แห่งนี้  สถานที่ที่เธอไม่เคยมามาก่อน  เราจึงได้ค้นพบจุดบอดในความรู้ของเธออย่างแท้จริง

“จุดประสงค์หลักคือการหาประสบการณ์  แต่ก็ยังช่วยให้เราพัฒนาความคิดเชิงตรรกะ  ความยืดหยุ่น และความสามารถในการจัดการสิ่งต่าง ๆ หลังเรียนจบไปพร้อมกันด้วย”

“สังคมก็เป็นเหมือนหม้อต้มใบใหญ่  เราจะต้องได้พบเจอกับผู้คนและสิ่งต่าง ๆ มากมายในอนาคต  หากเรายังคงยึดติดกับวิถีเดิม ๆ เราก็จะถูกคนอื่นขายไม่พอยังไปช่วยพวกมันนับเงินด้วย”

“เป็นไปได้ไงกัน”

แม้จะไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไง  แต่ไม่ใช่แปลว่าสาวรวยสวยเหล่านั้นจะไม่รู้

ลั่วซือหานถอนหายใจ  รู้ว่าเธอไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ด้วยการพูดคุยเพียงอย่างเดียว  ดังนั้นเธอจึงเปิดถุงมิติและแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง

เย่จิ่นชิวถึงกับตกใจเมื่อเห็นไอเทมระดับผ้าขี้ริ้วที่อยู่ในมือ

“ให้ฉันไมอะ”

“อันนี้เอาไปให้จารย์นะ  ไปแลกเอาของอย่างอื่นมา  จารย์แกมีของดี ๆ เยอะแยะเลยหนิ”

“อาจารย์มีของดี ๆ เยอะแยะเพราะงั้นคงไม่อยากเอามาแลกกับขยะหรอกมั้ง”

“ก็ใช่น่ะสิ  เพราะงั้นเราเลยต้องเก็บรวบรวมมาให้เยอะ ๆ แล้วค่อยเอาไปแลกใช่มั้ยล่ะ”

“? ? ?”

เย่จิ่นชิวถึงกับอึ้งไป

สรุปแล้วหลังจากพูดคุยกันมาทั้งหมด  คือหล่อนตั้งใจจะชักจูงให้ฉันไปก่อเหตุปล้นฆ่าใช่มั้ย

“ไม่  ไม่ใช่แบบนั้นสิ...”

“ฉันพึ่งเห็นว่านักศึกษาพวกนั้นเป็นของสถาบันเสวียนหยาง  ถ้าเราปล้น....  ไม่สิ  ถ้าเราทำกับพวกนั้นแบบนี้จะไม่เท่ากับว่าเราไปล่วงเกินคนอื่นเหรอ”

“ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังมีคนจากแปดตระกูลใหญ่แล้วก็ขุมกำลังที่ทรงอิทธิพลอื่น ๆ อีกตั้งเยอะ  ถ้าเกิดพวกนั้นไปฟ้องมหาลัยหรือไม่ก็อาจารย์ล่ะจะทำยังไง”

ตัวเธอเองน่ะไม่กลัวหรอก  แต่คนอื่น ๆ ล่ะ ? ซ่งเหมย  ตู้ซาน  และฉีเหยียนหรานล่ะ ? พวกเธอต่ำสุดก็ครอบครัวบ้าน ๆ เปิดแผงลอยขายผักผลไม้  ที่เหลือแค่สูงขึ้นมาหน่อยนึงเท่านั้น  แล้วจะไปต้านทานการแก้แค้นจากแปดตระกูลใหญ่กับขุมกำลังของผู้ทรงอิทธิพลอื่น ๆ ได้อย่างไร

เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานจึงพูดขึ้นอีกครั้งอย่างจริงจัง

“จิ่นชิว  เธอลืมกฎข้อแรกที่จารย์บอกแล้วเหรอ”

“แกบอกว่าไม่สนใจว่าเราจะทำอะไรหรืออยากทำอะไร  ขอแค่เราไม่ตายที่นี่ที่เหลือแกจัดการเอง”

เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวตกตะลึงลั่วซือหานก็กระพริบตาแล้วพูด

“นี่คือการอนุมัติในสิ่งที่เราทำอยู่โดยปริยาย  และยังเป็นการให้กำลังใจเราในการทำสิ่งนี้ด้วย  ไม่งั้นทำไมต้องมีข้อสองล่ะ  ก็เพื่อบอกให้เราทำโดยไม่ต้องกังวลอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น  แล้วเอาของที่ได้ไปแลกสมบัติได้ตามสบายไม่ใช่เหรอ”

แบบนี้ก็ได้เหรอ

เย่จิ่นชิวชาไปทั้งตัวและรู้สึกแย่มาก

เพราะเธอค้นพบว่าเรื่องที่เฉินมู่พูดนั้นได้ก่อให้เกิดวงจรปิดที่สมบูรณ์แบบ

“ตั้งใจฟังสิ่งที่จารย์แกพูด  พิจารณาเจตนาของจารย์แกอย่างรอบคอบ  และเรียนรู้จากจารย์แกซะ  สิ่งที่เราเรียนรู้มาก็จะเปลี่ยนเป็นทักษะของเราเอง”

“? ? ?”

นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นลั่วซือหานแสดงท่าทีขี้เล่นและเจ้าเล่ห์เช่นนี้

มัน...  ให้ความสบาย ๆ แบบชนบทบ้าน ๆ...

เมื่อได้พูดทุกอย่างที่อยากพูดแล้วลั่วซือหานก็ตบไหล่เธอเบา ๆ แล้วพูดต่อ...

“เอาล่ะ  พวกเธอควรสืบทอดประเพณีอันดีงามของห้องเราต่อไปนะ  นั่นก็คือขยันและประหยัด  เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล”

แม้หลังจากที่ลั่วซือหานและอีก 2 คนจากไปแล้ว  เย่จิ่นชิวก็ยังไม่สามารถตั้งสติกลับมาได้

แต่หลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้วเธอก็ตระหนักว่าสิ่งที่ลั่วซือหานพูดนั้นสมเหตุสมผลมาก

เมื่อนึกถึงนิสัยร่าเริงไร้กังวลของเฉินมู่  เธอก็รู้สึกว่าคำอธิบายของลั่วซือหานนั้นสมเหตุสมผลมากเช่นกัน

ถ้าอย่างนั้น...

เราก็ไม่อาจจดจ่ออยู่แต่กับการฝึกฝนพลังกับเรื่องในตระกูลเท่านั้นจริง ๆ...

แต่เอาจริง  ๆ แล้วอาจารย์คนนี้ตั้งใจจะส่งให้เป็นโจรจริง ๆ เหรอ...

“เจ๊ชิว ?”

“เจ๊ชิว ~ ? ? ?”

“อ๋า ?”

จู่ ๆ เย่จิ่นชิวก็รู้สึกตัวขึ้นมา

“เป็นไรไปเหรอ”

จ้าวหลินซีและอีกคนมองเธอด้วยสายตาสงสัย

“เจ๊ชิว  พวกหัวหน้าห้องจัดการกับนักศึกษาพวกนั้นได้สบาย ๆ เลยแท้ ๆ แล้วไมไม่ลงมือแต่แรกไปเลยล่ะ  แทนที่จะรออยู่เฉย ๆ”

เย่จิ่นชิวเม้มปากแล้วพูดว่า...

“ก็เพราะนักศึกษาที่มามีหลายคนมาจากแปดตระกูลใหญ่  การที่พวกนั้นจะมีคนคุ้มครองมาด้วยก็ไม่แปลก  ซึ่งมันค่อนข้างยุ่งยากน่ะ”

เมื่อได้ยินแบบนั้นพวกจ้าวหลินซีก็เข้าใจในทันที

“เออใช่  ปล้นคนอื่นแล้วยังฆ่าคนคุ้มครองอีกนี่ก็ผิดเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ”

ริมฝีปากของเย่จิ่นชิวกระตุกเบา ๆ ใบหน้าเธอถึงกับเส้นเลือดดำปูด

คิดในใจว่าพวกหล่อนเริ่มกลายเป็นคนฆ่าหมูมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ...

อย่างไรก็ตาม  วันนี้ลั่วซือหานได้สอนบทเรียนให้เธอจริง ๆ

“เจ๊ชิว  ตอนนี้พวกหัวหน้าห้องก็ไปกันหมดแล้วนา  แล้วเราล่ะจะไปไหนดี”

เมื่อได้ยินดังนั้นเย่จิ่นชิวก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“แน่นอนว่าต้องไปล่าสัตว์ปิศาจหาประสบการณ์  และก็...  ซุ่มโป่ง”

จ้าวหลินซีกับผู้หญิงอีกคนต่างตกตะลึง

บอกได้แค่ว่า คุณหนูใหญ่เย่ของเราที่ก่อนหน้านี้ยังไร้เดียงสาเกินไปได้ถูกเหตุการณ์นี้ปลดล็อกศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่  ทั้งยังเป็นการเปิดประตูสู่อนาคตที่สดใสให้แล้วด้วย

เฉินมู่ที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้และเห็นเหตุการณ์นี้และมีสีหน้าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

ถึงแม้จะไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเธอคุยกันก็เถอะ  แต่ดูจากสีหน้าและภาษากายแล้วก็พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

ท่าทางสับสนและตกใจอยู่ตลอดเวลาของเย่จิ่นชิวนั้นตลกมากเป็นพิเศษ

“นี่ถือเป็นบทเรียนสำหรับเย่จิ่นชิว  เพื่อที่เธอจะได้ไม่ถูกคนอื่นขายแล้วยังไปช่วยเขานับเงินในภายหลัง”

“ช่างมันเถอะ  ได้เห็นพวกลูกหมูน้อยโตเป็นสาวแล้วงั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะดูอีกต่อละ”

เฉินมู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“จำได้ว่ามีสัตว์ปิศาจระดับราชาอยู่ที่ทางเข้าทางเดินนั่น  พวกหล่อนจะต้องไปรวมกันที่นั่นแน่ ๆ เพราะงั้นเราไปนั่งรอเลยดีกว่า  บางทีระหว่างทางอาจได้ฟาร์มแต้มอารมณ์จากพวกหล่อนไปด้วยเลยก็ได้”

เฉินมู่พยักหน้าและกระโดดลงจากต้นไม้

“จำได้ว่าลึกเข้าไปในแดนลับมีหญ้าเพลิงว่างเปล่าหมื่นปีซ่อนอยู่  ดูเหมือนเจ้านี่จะมีประโยชน์กับลั่วซือหาน...”

จบบทที่ บทที่ 37 : ส่งเสริมให้เป็นโจร อาจารย์คนนี้พูดจริงเหรอ

คัดลอกลิงก์แล้ว