- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 37 : ส่งเสริมให้เป็นโจร อาจารย์คนนี้พูดจริงเหรอ
บทที่ 37 : ส่งเสริมให้เป็นโจร อาจารย์คนนี้พูดจริงเหรอ
บทที่ 37 : ส่งเสริมให้เป็นโจร อาจารย์คนนี้พูดจริงเหรอ
“ไม่สิ……”
เย่จิ่นชิวมองเธอด้วยสีหน้าสับสน
“ซือหาน... ถ้าห้องเรามีหมา มันก็คงไม่อยากได้ของพวกนี้หรอก ทำไมเธอถึงยังเก็บขยะพวกนี้อีกล่ะ”
“เพื่อเปิดโลกทัศน์ให้กว้างขึ้นเหรอ ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นลั่วซือหานก็เทถุงมิติหลายใบรวมกันอย่างมีความสุข
“อ้อ จิ่นชิว เธอลืมข้อสองที่จารย์บอกแล้วเหรอ เราไม่ได้ต้องการมันหรอก แต่เราสามารถเอาไปแลกของอย่างอื่นได้ตะหาก”
“แต่……”
เย่จิ่นชิวถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เพราะเธอพึ่งนึกได้ว่าเฉินมู่พูดอย่างนั้นจริง ๆ
“ไม่มีแต่”
ลั่วซือหานมองเธออย่างมีความหมายแล้วพูดว่า...
“เธอคิดจริง ๆ เหรอว่าอาจารย์ส่งพวกเรามาที่นี่เพื่อฝึกฝนน่ะ”
เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวตกตะลึงลั่วซือหานจึงตบแขนเธอเบา ๆ อย่างจริงใจ
“การมาฝึกฝนที่นี่เป็นจุดประสงค์หลักของการฝึกของเราก็จริง แต่เธอก็ได้ทดสอบความแข็งแกร่งของตัวเองแล้ว เธอรับมือกับสัตว์ปิศาจตัวไหนก็ได้ที่นี่ยกเว้นที่เหนือกว่าระดับจ้าวปิศาจขึ้นไป ใช่มั้ย ?”
เย่จิ่นชิวพยักหน้า แต่ก็ลังเลเล็กน้อย
อันที่จริงเมื่อเธอเข้ามาครั้งแรกเพียงแค่เหลือบมองเหล่าปีศาจชั้นต่ำ หารปีศาจทหาร และปีศาจใหญ่ เธอก็รู้สึกว่าพวกมันไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อตนเลยแม้แต่น้อย
อันที่จริงเธอได้ลองจัดดูแล้วเหมือนกัน และพบว่าแม่ทัพปีศาจที่อาจเป็นผู้นำของเผ่าปีศาจนั้นเมื่อมาอยู่ต่อหน้าตนแล้วมันก็เปราะบางไม่ต่างจากกระดาษ
ในเวลานั้นเธอจึงรู้ว่าถึงแม้จ้าวปิศาจจะมีพละกำลังเทียบเท่ากับขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ของมนุษย์เธอก็ยังไม่กลัว
ถ้าไม่ใช่เพราะเธอจำเป็นต้องได้รับรางวัลจากเฉินมู่ล่ะก็เธอคงไม่แม้แต่จะขยับนิ้วเลยด้วยซ้ำ
แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับที่ลั่วซือหานพูดล่ะ
“เพราะงั้นไง ถึงจารย์จะรู้ดีว่าที่นี่มีสัตว์ปิศาจแค่ไม่กี่ตัวที่เป็นภัยคุกคามเราได้แท้ ๆ แต่ทำไมถึงยังให้เรามาฝึกฝนที่นี่กันอยู่อีกล่ะ”
“เราจำเป็นต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างไว้”
“พวกเธอจำคำพูดของจารย์ตอนแรกได้มั้ย ที่แกบอกว่ามาที่นี่เพื่อหา... ประ-สบ-การณ์...”
เมื่อเห็นลั่วซือหานจงใจพูดให้ช้าลงและเน้นเสียงคำว่า ‘ประสบการณ์’ เลียนแบบเฉินมู่ เย่จิ่นชิวก็รู้สึกราวกับว่าได้พบเบาะแสแล้ว
แต่ดูเหมือนจะมีบางอย่างขาดหายไป
“โธ่เอ๊ยจิ่นชิว เราไม่สามารถใช้แค่สมองในการฝึกฝนได้ เราต้องมีความความคิดที่ยืดหยุ่นมากกว่านี้อีก จารย์ก็บอกแล้วว่าก่อนทำอะไรให้คิดให้รอบคอบก่อนไม่ใช่นิ”
เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวครุ่นคิดอย่างหนักลั่วซือหานก็อดถอนหายใจไม่ได้
ไม่แปลกใจเลยที่เฉินมู่มักเรียกพวกนั้นว่าพวกฝูงหมูโง่ ตอนนี้เธอเข้าใจเฉินมู่มากขึ้นแล้ว
เย่จิ่นชิวไม่ฉลาดหรือ ? จะเป็นไปได้ไงล่ะ ?
ตระกูลเย่จะยอมให้คนโง่เป็นทายาทหรือ ?
เมื่อพูดถึงเรื่องการสมรู้ร่วมคิด การวางแผน และความขัดแย้งในตระกูลแล้วเธอรู้เรื่องพวกนี้ดีเป็นอย่างยิ่ง
แม้แต่ในการฝึกฝนเธอก็ฉลาดเฉลียวเป็นอัจฉริยะ
แต่ในสถานที่แห่งนี้ สถานที่ที่เธอไม่เคยมามาก่อน เราจึงได้ค้นพบจุดบอดในความรู้ของเธออย่างแท้จริง
“จุดประสงค์หลักคือการหาประสบการณ์ แต่ก็ยังช่วยให้เราพัฒนาความคิดเชิงตรรกะ ความยืดหยุ่น และความสามารถในการจัดการสิ่งต่าง ๆ หลังเรียนจบไปพร้อมกันด้วย”
“สังคมก็เป็นเหมือนหม้อต้มใบใหญ่ เราจะต้องได้พบเจอกับผู้คนและสิ่งต่าง ๆ มากมายในอนาคต หากเรายังคงยึดติดกับวิถีเดิม ๆ เราก็จะถูกคนอื่นขายไม่พอยังไปช่วยพวกมันนับเงินด้วย”
“เป็นไปได้ไงกัน”
แม้จะไม่รู้เหมือนกันว่าทำยังไง แต่ไม่ใช่แปลว่าสาวรวยสวยเหล่านั้นจะไม่รู้
ลั่วซือหานถอนหายใจ รู้ว่าเธอไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายเข้าใจได้ด้วยการพูดคุยเพียงอย่างเดียว ดังนั้นเธอจึงเปิดถุงมิติและแบ่งให้ครึ่งหนึ่ง
เย่จิ่นชิวถึงกับตกใจเมื่อเห็นไอเทมระดับผ้าขี้ริ้วที่อยู่ในมือ
“ให้ฉันไมอะ”
“อันนี้เอาไปให้จารย์นะ ไปแลกเอาของอย่างอื่นมา จารย์แกมีของดี ๆ เยอะแยะเลยหนิ”
“อาจารย์มีของดี ๆ เยอะแยะเพราะงั้นคงไม่อยากเอามาแลกกับขยะหรอกมั้ง”
“ก็ใช่น่ะสิ เพราะงั้นเราเลยต้องเก็บรวบรวมมาให้เยอะ ๆ แล้วค่อยเอาไปแลกใช่มั้ยล่ะ”
“? ? ?”
เย่จิ่นชิวถึงกับอึ้งไป
สรุปแล้วหลังจากพูดคุยกันมาทั้งหมด คือหล่อนตั้งใจจะชักจูงให้ฉันไปก่อเหตุปล้นฆ่าใช่มั้ย
“ไม่ ไม่ใช่แบบนั้นสิ...”
“ฉันพึ่งเห็นว่านักศึกษาพวกนั้นเป็นของสถาบันเสวียนหยาง ถ้าเราปล้น.... ไม่สิ ถ้าเราทำกับพวกนั้นแบบนี้จะไม่เท่ากับว่าเราไปล่วงเกินคนอื่นเหรอ”
“ยิ่งไปกว่านั้นที่นี่ยังมีคนจากแปดตระกูลใหญ่แล้วก็ขุมกำลังที่ทรงอิทธิพลอื่น ๆ อีกตั้งเยอะ ถ้าเกิดพวกนั้นไปฟ้องมหาลัยหรือไม่ก็อาจารย์ล่ะจะทำยังไง”
ตัวเธอเองน่ะไม่กลัวหรอก แต่คนอื่น ๆ ล่ะ ? ซ่งเหมย ตู้ซาน และฉีเหยียนหรานล่ะ ? พวกเธอต่ำสุดก็ครอบครัวบ้าน ๆ เปิดแผงลอยขายผักผลไม้ ที่เหลือแค่สูงขึ้นมาหน่อยนึงเท่านั้น แล้วจะไปต้านทานการแก้แค้นจากแปดตระกูลใหญ่กับขุมกำลังของผู้ทรงอิทธิพลอื่น ๆ ได้อย่างไร
เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานจึงพูดขึ้นอีกครั้งอย่างจริงจัง
“จิ่นชิว เธอลืมกฎข้อแรกที่จารย์บอกแล้วเหรอ”
“แกบอกว่าไม่สนใจว่าเราจะทำอะไรหรืออยากทำอะไร ขอแค่เราไม่ตายที่นี่ที่เหลือแกจัดการเอง”
เมื่อเห็นเย่จิ่นชิวตกตะลึงลั่วซือหานก็กระพริบตาแล้วพูด
“นี่คือการอนุมัติในสิ่งที่เราทำอยู่โดยปริยาย และยังเป็นการให้กำลังใจเราในการทำสิ่งนี้ด้วย ไม่งั้นทำไมต้องมีข้อสองล่ะ ก็เพื่อบอกให้เราทำโดยไม่ต้องกังวลอะไรใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วเอาของที่ได้ไปแลกสมบัติได้ตามสบายไม่ใช่เหรอ”
แบบนี้ก็ได้เหรอ
เย่จิ่นชิวชาไปทั้งตัวและรู้สึกแย่มาก
เพราะเธอค้นพบว่าเรื่องที่เฉินมู่พูดนั้นได้ก่อให้เกิดวงจรปิดที่สมบูรณ์แบบ
“ตั้งใจฟังสิ่งที่จารย์แกพูด พิจารณาเจตนาของจารย์แกอย่างรอบคอบ และเรียนรู้จากจารย์แกซะ สิ่งที่เราเรียนรู้มาก็จะเปลี่ยนเป็นทักษะของเราเอง”
“? ? ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เห็นลั่วซือหานแสดงท่าทีขี้เล่นและเจ้าเล่ห์เช่นนี้
มัน... ให้ความสบาย ๆ แบบชนบทบ้าน ๆ...
เมื่อได้พูดทุกอย่างที่อยากพูดแล้วลั่วซือหานก็ตบไหล่เธอเบา ๆ แล้วพูดต่อ...
“เอาล่ะ พวกเธอควรสืบทอดประเพณีอันดีงามของห้องเราต่อไปนะ นั่นก็คือขยันและประหยัด เปิดโลกทัศน์ให้กว้างไกล”
แม้หลังจากที่ลั่วซือหานและอีก 2 คนจากไปแล้ว เย่จิ่นชิวก็ยังไม่สามารถตั้งสติกลับมาได้
แต่หลังจากคิดทบทวนอย่างถี่ถ้วนแล้วเธอก็ตระหนักว่าสิ่งที่ลั่วซือหานพูดนั้นสมเหตุสมผลมาก
เมื่อนึกถึงนิสัยร่าเริงไร้กังวลของเฉินมู่ เธอก็รู้สึกว่าคำอธิบายของลั่วซือหานนั้นสมเหตุสมผลมากเช่นกัน
ถ้าอย่างนั้น...
เราก็ไม่อาจจดจ่ออยู่แต่กับการฝึกฝนพลังกับเรื่องในตระกูลเท่านั้นจริง ๆ...
แต่เอาจริง ๆ แล้วอาจารย์คนนี้ตั้งใจจะส่งให้เป็นโจรจริง ๆ เหรอ...
“เจ๊ชิว ?”
“เจ๊ชิว ~ ? ? ?”
“อ๋า ?”
จู่ ๆ เย่จิ่นชิวก็รู้สึกตัวขึ้นมา
“เป็นไรไปเหรอ”
จ้าวหลินซีและอีกคนมองเธอด้วยสายตาสงสัย
“เจ๊ชิว พวกหัวหน้าห้องจัดการกับนักศึกษาพวกนั้นได้สบาย ๆ เลยแท้ ๆ แล้วไมไม่ลงมือแต่แรกไปเลยล่ะ แทนที่จะรออยู่เฉย ๆ”
เย่จิ่นชิวเม้มปากแล้วพูดว่า...
“ก็เพราะนักศึกษาที่มามีหลายคนมาจากแปดตระกูลใหญ่ การที่พวกนั้นจะมีคนคุ้มครองมาด้วยก็ไม่แปลก ซึ่งมันค่อนข้างยุ่งยากน่ะ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นพวกจ้าวหลินซีก็เข้าใจในทันที
“เออใช่ ปล้นคนอื่นแล้วยังฆ่าคนคุ้มครองอีกนี่ก็ผิดเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ”
ริมฝีปากของเย่จิ่นชิวกระตุกเบา ๆ ใบหน้าเธอถึงกับเส้นเลือดดำปูด
คิดในใจว่าพวกหล่อนเริ่มกลายเป็นคนฆ่าหมูมากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วนะ...
อย่างไรก็ตาม วันนี้ลั่วซือหานได้สอนบทเรียนให้เธอจริง ๆ
“เจ๊ชิว ตอนนี้พวกหัวหน้าห้องก็ไปกันหมดแล้วนา แล้วเราล่ะจะไปไหนดี”
เมื่อได้ยินดังนั้นเย่จิ่นชิวก็ยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“แน่นอนว่าต้องไปล่าสัตว์ปิศาจหาประสบการณ์ และก็... ซุ่มโป่ง”
จ้าวหลินซีกับผู้หญิงอีกคนต่างตกตะลึง
บอกได้แค่ว่า คุณหนูใหญ่เย่ของเราที่ก่อนหน้านี้ยังไร้เดียงสาเกินไปได้ถูกเหตุการณ์นี้ปลดล็อกศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ ทั้งยังเป็นการเปิดประตูสู่อนาคตที่สดใสให้แล้วด้วย
เฉินมู่ที่นั่งอยู่บนกิ่งไม้และเห็นเหตุการณ์นี้และมีสีหน้าแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
ถึงแม้จะไม่ได้ยินสิ่งที่พวกเธอคุยกันก็เถอะ แต่ดูจากสีหน้าและภาษากายแล้วก็พอเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ท่าทางสับสนและตกใจอยู่ตลอดเวลาของเย่จิ่นชิวนั้นตลกมากเป็นพิเศษ
“นี่ถือเป็นบทเรียนสำหรับเย่จิ่นชิว เพื่อที่เธอจะได้ไม่ถูกคนอื่นขายแล้วยังไปช่วยเขานับเงินในภายหลัง”
“ช่างมันเถอะ ได้เห็นพวกลูกหมูน้อยโตเป็นสาวแล้วงั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะดูอีกต่อละ”
เฉินมู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“จำได้ว่ามีสัตว์ปิศาจระดับราชาอยู่ที่ทางเข้าทางเดินนั่น พวกหล่อนจะต้องไปรวมกันที่นั่นแน่ ๆ เพราะงั้นเราไปนั่งรอเลยดีกว่า บางทีระหว่างทางอาจได้ฟาร์มแต้มอารมณ์จากพวกหล่อนไปด้วยเลยก็ได้”
เฉินมู่พยักหน้าและกระโดดลงจากต้นไม้
“จำได้ว่าลึกเข้าไปในแดนลับมีหญ้าเพลิงว่างเปล่าหมื่นปีซ่อนอยู่ ดูเหมือนเจ้านี่จะมีประโยชน์กับลั่วซือหาน...”