- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 36 : งั้นที่ไม่ช่วยทีมแต่มาซุ่มแบบนี้ก็เพื่อผ้าขี้ริ้วพวกนี้งั้นเหรอ
บทที่ 36 : งั้นที่ไม่ช่วยทีมแต่มาซุ่มแบบนี้ก็เพื่อผ้าขี้ริ้วพวกนี้งั้นเหรอ
บทที่ 36 : งั้นที่ไม่ช่วยทีมแต่มาซุ่มแบบนี้ก็เพื่อผ้าขี้ริ้วพวกนี้งั้นเหรอ
“ซือหาน ?”
ในป่าอันเงียบสงบ
เมื่อเห็นลั่วซือหานและอีกสองคนหมอบอยู่ในพุ่มไม้ เย่จิ่นชิวก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ลั่วซือหานก็เงยหน้าขึ้นและรีบโบกมือพร้อมกับกระซิบ
“เร็วเข้า ๆ มานี่เร็ว !”
“เบาเสียงหน่อยนะเจ๊ชิว อย่าให้พวกมันรู้ตัว”
เย่จิ่นชิวและอีกสองคนต่างตกใจ หลังจากสบตากันพวกเธอก็ทำตามนั่งย่อตัวลงข้าง ๆ ลั่วซือหาน
“ซือหาน ตรงนี้มีไรเหรอ...”
“อ๋อ กะลังดูไก่ตีกันอยู่อะ”
เย่จิ่นชิวงงเต้ก จากนั้นก็มองตามสายตาของลั่วซือหานและเห็นว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นในป่าด้านนอกจริง ๆ ด้วย
แต่... จะพูดยังไงดีล่ะ...
เย่จิ่นชิวขมวดคิ้วหนักขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ดูไป จนในที่สุดไม่เพียงแค่เธอเท่านั้น แต่แม้แต่จ้าวหลินซีและซ่งเหมยก็พูดไม่ออกเช่นกัน
“ไม่จริงน่า เรียกไอ้แบบนี้ว่าการต่อสู้ก็ได้เหรอ”
“เจ๊ชิว พวกมันทำไรอยู่อะ ทำไมต้องทำท่าแบบนั้นด้วย”
เย่จิ่นชิวอ้าปากจะตอบ แต่ก็พลันรู้ตัวว่าตัวเธอเองก็ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกัน
เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานจึงเหลือบมองทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วตอบแทน
“เพราะอาจารย์ไม่เพียงแต่สอนการฝึกฝนวิชายุทธ์ และทักษะยุทธ์ให้เราเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความตระหนักรู้ในการต่อสู้และเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้นด้วย”
“เพราะงั้นพวกเธอย่อมดูถูกการต่อสู้แบบอ่อนแอนี่เป็นธรรมดา”
ทั้งสองพึ่งจะรู้ตัว แต่ยิ่งมองมากเท่าไหร่ สีหน้าของพวกเธอก็ยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความอึดอัดมากขึ้นเท่านั้น
“ไม่จริงน่า ! นั่นมันโอกาสดีมากเลยนา ! ปล่อยให้มันหลุดมือไปดื้อ ๆ แบบนี้จริงดิ๊ ? เป็นฉันล่ะก็ตบสวนไปแล้ว ไอ้นี่ดันกางแขนให้มันเตะซะงั้น”
“บ้า การ์ดเปิดโล่งขนาดนั้น ไม่ตีศอกซักเปรี้ยงให้มันเจ็บบ้างรึไง แบบนี้ก็ได้เหรอ แบบนี้มันถูกแล้วเหรอ”
“โนววว... นี่ไม่ใช่การต่อสู้แบบมือสมัครเล่นแล้ว แม้แต่คุณปู่ที่เต้นระบำพื้นบ้านก็ยังทำได้ดีกว่าไอ้พวกนี้อีก”
เมื่อเห็นจ้าวหลินซีค่อย ๆ แปลงร่างเป็นสิ่ว (ชอบแซะ) เย่จิ่นชิวจึงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ซีซี เธอจะดูถูกคนอื่นเพราะแค่อีกฝ่ายอ่อนแอและฝีมือต่อสู้ด้อยกว่าไม่ได้นะ”
“เพราะพวกนั้นต่างก็ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ของตัวเองมาแล้ว”
เธอเองก็ไม่ปล่อยพวกนั้นไปเหมือนกันแหละ
ลั่วซือหานพูดไม่ออก
ทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่าเย่จิ่นชิวก็มีด้านที่เจ้าเล่ห์แบบนี้ด้วย
ลั่วซือหานกระตุกริมฝีปากแบบหมดคำจะพูด
“ตอนนี้เธอคงเข้าใจแล้วใช่มั้ยว่าจารย์แกเลี้ยงดูพวกเราดีแค่ไหน”
เหยาจื่อซวนและตู้ซานซึ่งอยู่กับลั่วซือหานรวมถึงจ้าวหลินซีและซ่งเหมยต่างพยักหน้าเห็นด้วยเมื่อได้ยินแบบนั้น
“จริง ๆ แล้วไอ้สารเลวที่ชอบพ่นพิษนั่นมันก็ร้ายกาจไม่เบา เสียดายอย่างเดียวคือมันยังมีปากเนี่ยแหละ”
ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิว : ...
“เออใช่ !”
เหมือนจะนึกอะไรออก ดวงตาของจ้าวหลินซีเป็นประกายและพูดอย่างตื่นเต้น
“หัวหน้าห้อง พวกเธอฆ่าสัตว์ปิศาจไปกี่ตัวละ ? เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังนะ เราเจอกับสัตว์ปีศาจที่ดูเก่งมากตัวนึงด้วย แต่น่าเสียดายที่มันเปราะบางเกินไป ! ฉันตบหัวมันทีเดียวก็แตกแล้วอะ !”
“ฉันก็ด้วย ๆ !”
พอได้ยินแบบนั้นซ่งเหมยก็ดูสนใจขึ้นมาทันที
“ถ้าถามว่ามันเป็นสัตว์ปีศาจที่เก่งขนาดไหนน่ะเหรอ ก็เทียบเท่ากับขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์มั้ง ฉันใช้พลังแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ก็หักขามันได้ข้างนึงได้แล้ว ตอนแรกคิดว่ามันจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากซะอีก”
เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วซือหานก็กระตุกมุมปากอย่างเขินอาย
หล่อนไม่รู้เลยเหรอว่าตัวเองมีความสามารถแบบไหน...
แม้หล่อนจะอยู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์แล้วก็เถอะ แต่ที่หล่อนสามารถเอาชนะแม่ทัพปีศาจขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงได้อย่างง่ายดายนั่นน่ะ...
ก็สมเหตุสมผลอยู่...
นี่เป็นการต่อสู้ครั้งแรกของพวกเธอ โดยปกติแล้วพวกเธอจะต่อสู้กับเพื่อนร่วมห้องและเฉินมู่เท่านั้น ไม่เคยประลองกับใครนอกเหนือจากกลุ่มเพื่อนสนิทมาก่อน
การขาดความตระหนักรู้ในตนเองจึงเป็นเรื่องปกติ
แต่เพราะหัวข้อนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดทำให้เหยาจื่อซวนและตู้ซานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เองก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเช่นกัน และในไม่ช้าทั้ง 4 คนก็เริ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน
เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวก็พูดไม่ออกและเอามือกุมหน้าผาก แต่เหตุการณ์นี้ก็เปิดโอกาสให้เย่จิ่นชิวได้เปรียบ
“ว่าแต่ซือหาน พวกเธอมานั่งดูพวกนั้นทำไมเหรอ”
พวกเธอต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแน่ ๆ ไม่งั้นจะมาเสียเวลาตรงนี้ทำไม
เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วซือหานจึงมองไปยังกลุ่มคนที่ยังคงทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่
“ลองดูดี ๆ ว่านั่นอะไร”
เย่จิ่นชิวชะงักไปก่อนจะพยักหน้าแล้วมองให้ดี ๆ
“ศพทหารปีศาจเพียบ กับดอกไม้สีแดงนั่นงั้นเหรอ ?”
เย่จิ่นชิวถามด้วยแววตาที่แฝงความสงสัยเล็กน้อย
“ดอกไม้นั่นก็แค่ระดับเหลืองเองไม่ใช่เหรอ แล้วศพของทหารปีศาจก็ยิ่งไร้ประโยชน์เข้าไปใหญ่ด้วย”
เมื่อได้ยินแบบนั้นลั่วซือหานจึงหรี่ตาลงเล็กน้อยและพูดอย่างระมัดระวัง
“จิ่นชิว ธรรมเนียมของห้องเราคืออะไร”
“ประหยัดและขยัน เปิดโลกทัศน์ให้กว้าง ใช่มั้ย ?”
“ใช่ เราจำเป็นต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้าง ต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างเข้าไว้”
เย่จิ่นชิว ยังคงรู้สึกสับสนเล็กน้อยเมื่อได้ยินลั่วซือหานพูดอย่างจริงจัง
ก่อนเข้าเรียนห้อง 1 เธออาจจะเคยใส่ใจเรื่องเหล่านั้นบ้างเล็กน้อย
แล้วตอนนี้ล่ะ ของพวกนั้นมันขยะ ขยะที่แม้แต่หมายังต้องส่ายหน้า
ลั่วซือหานสังเกตเห็นสีหน้าสับสนของเธอแล้วรู้ว่าเธอยังไม่ได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้าง
“พวกเธอจำสิ่งที่จารย์แกพูดก่อนแยกย้ายได้มั้ย ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเรา เราต้องเอากลับไปด้วย”
“แต่พวกนั้นมันไม่ใช่ของเรานะ ! ไม่ใช่พวกนั้นเป็นคนฆ่าเหรอ”
“ใครบอก ?”
ลั่วซือหานเหลือบมองเธอด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
“ในเมื่อฉันเห็นแล้วมันก็เป็นของฉันสิ”
“อ๋อ ?”
“แล้วใครบอกว่าฉันอยากได้แค่ไอ้ของพวกนั้นล่ะ”
“อ๋า ? ?”
“ของที่พวกมันพกติดตัวอยู่ก็เป็นของฉันด้วย”
“หา ? ? ?”
“เสี่ยวซาน ! ไป !”
“จ้า !”
“? ? ?”
เมื่อเห็นตู้ซานสะบัดตัวออกจากการ ‘เม้ามอยอย่างเพลิดเพลิน’ และวิ่งออกมาจากพุ่มไม้ในพริบตา เย่จิ่นชิวก็ตกตะลึงไปเลย
ในฐานะบุตรสาวคนโตของตระกูลเย่และทายาทของตระกูลเย่
เธอไม่เคยคิดที่จะทำเรื่องแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ
ใครจะไปคิดว่าลั่วซือหานจะเก่งกาจในด้านนี้ขนาดนี้ ? !
“ไอ้พวกกระจอกตรงนั้นน่ะ ! ส่งถุงเก็บของมาแล้วม้วนหางไปซะ !”
“? ? ?”
“เอ๊ะ ?”
“หา ? ?”
“อ้าว ? ? ?”
เมื่อเห็นตู้ซานเลียนแบบท่าทางประสานมือและการพูดจาเย็นชาของเฉินมู่ เย่จิ่นชิวก็เต็มไปด้วยคำถามมากมายในใจ
ลั่วซือหานไม่ได้รอเธอแต่กลับพาเหยาจื่อซวนออกไปก่อน
กลุ่มนักศึกษาชายห้องนั้นต่างตกตะลึงในตอนแรก จากนั้นก็หัวเราะเสียงดัง
“ฮ่า ๆ ๆ พระจ้าวโว้ย นี่กูไม่ได้หูฝาดใช่ป๊ะเนี่ย พวกเรากะลังเจอโจรปล้นกลางถนนป๊ะวะเพื่อน”
“ว้าว ๆ ๆ ! สาวสวยสามคนเลยเหรอ ! ขอบคุณสวรรค์ที่มอบของขวัญชิ้นนี้มานะค้าบ ! ฮ่า ๆ ๆ !”
เนื่องจากชุดนักศึกษาไม่สะดวกต่อการต่อสู้และฉีกขาดง่าย ทุกคนจึงเปลี่ยนไปสวมชุดหน่วยรบพิเศษที่เฉินมู่แจกให้ก่อนออกเดินทาง
ชุดหน่วยรบพิเศษนี้มีดีไซน์ที่ธรรมดามาก เหมือนกับชุดลำลองทั่วไป แต่มีความยืดหยุ่นสูงมากและมีคุณสมบัติในการป้องกันตัวได้ในระดับหนึ่ง
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่คนเหล่านี้จะไม่สามารถจำแนกตัวตนของพวกลั่วซือหานได้
เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานจึงไม่เสียเวลาฟังพวกมันแพล่มและสั่งการ
“เสี่ยวซาน รีบ ๆ ทำให้เสร็จเถอะ”
“ค่ะ หัวหน้าห้อง !”
ตู้ซานตอบรับ และด้วยสีหน้าเรียบเฉย เธอหายวับไปโผล่หน้านักศึกษาชายที่อยู่ตรงหน้า
ในจังหวะที่เจ้าตัวหลุดโฟกัสไปชั่วขณะนั้นเอง ตู้ซานก็วางมือเล็ก ๆ ของเธอลงบนไหล่มันเบา ๆ แล้วค่อย ๆ บีบอย่างเบามือ
แต่วินาทีต่อมา เสียงกรีดร้องเหมือนหมูถูกเชือดก็ระเบิดขึ้นมา
“โอ๊ยยยยยยยยยยย ! ! ! แขนนนนนนนนนนน ! ! !”
อีก 7 คนเห็นแบบนั้นต่างก็ตกใจ และก้าวเดินก็หยุดชะงักลงทันที
แต่ตู้ซานไม่มีเจตนาจะปล่อยไปง่าย ๆ เธอยกมือซ้ายขึ้นและทำแบบเดิมอีกครั้ง คราวนี้เธอได้เพิ่มเสียงกรีดร้องของหมูถูกเชือดให้ดังขึ้นกว่าเดิมอีก
เมื่อเห็นแบบนั้นสีหน้าของอีก 7 คนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
“ไรวะ เกิดไรขึ้นวะ”
“ยัยนั่นทำไรวะ ไมแขนซูหยานถึงอ่อนยวบอย่างกะเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบนั้นล่ะ”
“หล่อน... เป็นใครกันแน่ ? ทำไมถึงไม่เคยเจอคนรุ่นเดียวกันที่โหดขนาดนี้มาก่อนเลยล่ะ ? !”
เมื่อเห็นแบบนั้นตู้ซานก็เตะมันล้มโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ จากนั้นก็หายตัวไปหาอีกคน
“ส่งถุงมิติมาแล้วม้วนหางไปซะ !”
ขณะที่เธอกำลังจะลงมือ นักศึกษาชายก็ตกใจและรีบยกมือขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด
“ให้แล้วคับ ๆ ! ได้โปรดเถอะคับคนสวย ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วย !”
ตู้ซานเหลือบมองคนอื่น ๆ ที่เหลือซึ่งทำให้พวกมันกลัวทันที
“ให้คับ ๆ ให้หมดเลยคับ ให้เด๋วนี้เลยคับ !”
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมแก๊งแทบจะโดนเปรี้ยงเดียวจอด แม้แต่คนที่สมองหมาปัญญาควายที่สุดก็ยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าตัวเองไม่ควรแหยมกับคนสวยคนนี้
โดยไม่ลังเล ทุกคนเขารีบถุงมิติออกมาโยนให้ตู้ซานแล้วสับตีนหมาเผ่นแนบหายไป
เมื่อพวกเย่จิ่นชิวทั้ง 3 คนได้สติแล้วก็เดินไปหาลั่วซือหาน เย่จิ่นชิวรู้สึกแย่เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังเอาไอเทมจัดเก็บลงในถุงมิติของตัวเองอย่างมีความสุข
งั้นที่หล่อนไม่ช่วยทีมแต่มาคอยซุ่มเงียบตรงนี้ก็เพื่อผ้าขี้ริ้วพวกนี้งั้นเหรอ