เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 36 : งั้นที่ไม่ช่วยทีมแต่มาซุ่มแบบนี้ก็เพื่อผ้าขี้ริ้วพวกนี้งั้นเหรอ

บทที่ 36 : งั้นที่ไม่ช่วยทีมแต่มาซุ่มแบบนี้ก็เพื่อผ้าขี้ริ้วพวกนี้งั้นเหรอ

บทที่ 36 : งั้นที่ไม่ช่วยทีมแต่มาซุ่มแบบนี้ก็เพื่อผ้าขี้ริ้วพวกนี้งั้นเหรอ


“ซือหาน ?”

ในป่าอันเงียบสงบ

เมื่อเห็นลั่วซือหานและอีกสองคนหมอบอยู่ในพุ่มไม้  เย่จิ่นชิวก็รู้สึกงุนงงเล็กน้อย

เมื่อได้ยินเสียงเรียก  ลั่วซือหานก็เงยหน้าขึ้นและรีบโบกมือพร้อมกับกระซิบ

“เร็วเข้า ๆ มานี่เร็ว !”

“เบาเสียงหน่อยนะเจ๊ชิว  อย่าให้พวกมันรู้ตัว”

เย่จิ่นชิวและอีกสองคนต่างตกใจ  หลังจากสบตากันพวกเธอก็ทำตามนั่งย่อตัวลงข้าง ๆ ลั่วซือหาน

“ซือหาน  ตรงนี้มีไรเหรอ...”

“อ๋อ  กะลังดูไก่ตีกันอยู่อะ”

เย่จิ่นชิวงงเต้ก  จากนั้นก็มองตามสายตาของลั่วซือหานและเห็นว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นในป่าด้านนอกจริง ๆ ด้วย

แต่...  จะพูดยังไงดีล่ะ...

เย่จิ่นชิวขมวดคิ้วหนักขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่ดูไป  จนในที่สุดไม่เพียงแค่เธอเท่านั้น  แต่แม้แต่จ้าวหลินซีและซ่งเหมยก็พูดไม่ออกเช่นกัน

“ไม่จริงน่า  เรียกไอ้แบบนี้ว่าการต่อสู้ก็ได้เหรอ”

“เจ๊ชิว  พวกมันทำไรอยู่อะ  ทำไมต้องทำท่าแบบนั้นด้วย”

เย่จิ่นชิวอ้าปากจะตอบ  แต่ก็พลันรู้ตัวว่าตัวเธอเองก็ไม่สามารถอธิบายได้เหมือนกัน

เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานจึงเหลือบมองทั้งสองด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วตอบแทน

“เพราะอาจารย์ไม่เพียงแต่สอนการฝึกฝนวิชายุทธ์  และทักษะยุทธ์ให้เราเท่านั้น  แต่ยังช่วยยกระดับความตระหนักรู้ในการต่อสู้และเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างขึ้นด้วย”

“เพราะงั้นพวกเธอย่อมดูถูกการต่อสู้แบบอ่อนแอนี่เป็นธรรมดา”

ทั้งสองพึ่งจะรู้ตัว  แต่ยิ่งมองมากเท่าไหร่  สีหน้าของพวกเธอก็ยิ่งบิดเบี้ยวด้วยความอึดอัดมากขึ้นเท่านั้น

“ไม่จริงน่า ! นั่นมันโอกาสดีมากเลยนา ! ปล่อยให้มันหลุดมือไปดื้อ ๆ แบบนี้จริงดิ๊ ? เป็นฉันล่ะก็ตบสวนไปแล้ว  ไอ้นี่ดันกางแขนให้มันเตะซะงั้น”

“บ้า  การ์ดเปิดโล่งขนาดนั้น  ไม่ตีศอกซักเปรี้ยงให้มันเจ็บบ้างรึไง  แบบนี้ก็ได้เหรอ  แบบนี้มันถูกแล้วเหรอ”

“โนววว...  นี่ไม่ใช่การต่อสู้แบบมือสมัครเล่นแล้ว  แม้แต่คุณปู่ที่เต้นระบำพื้นบ้านก็ยังทำได้ดีกว่าไอ้พวกนี้อีก”

เมื่อเห็นจ้าวหลินซีค่อย ๆ แปลงร่างเป็นสิ่ว (ชอบแซะ) เย่จิ่นชิวจึงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

“ซีซี  เธอจะดูถูกคนอื่นเพราะแค่อีกฝ่ายอ่อนแอและฝีมือต่อสู้ด้อยกว่าไม่ได้นะ”

“เพราะพวกนั้นต่างก็ทุ่มเทอย่างหนักเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ของตัวเองมาแล้ว”

เธอเองก็ไม่ปล่อยพวกนั้นไปเหมือนกันแหละ

ลั่วซือหานพูดไม่ออก

ทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นมาก่อนเลยว่าเย่จิ่นชิวก็มีด้านที่เจ้าเล่ห์แบบนี้ด้วย

ลั่วซือหานกระตุกริมฝีปากแบบหมดคำจะพูด

“ตอนนี้เธอคงเข้าใจแล้วใช่มั้ยว่าจารย์แกเลี้ยงดูพวกเราดีแค่ไหน”

เหยาจื่อซวนและตู้ซานซึ่งอยู่กับลั่วซือหานรวมถึงจ้าวหลินซีและซ่งเหมยต่างพยักหน้าเห็นด้วยเมื่อได้ยินแบบนั้น

“จริง ๆ แล้วไอ้สารเลวที่ชอบพ่นพิษนั่นมันก็ร้ายกาจไม่เบา  เสียดายอย่างเดียวคือมันยังมีปากเนี่ยแหละ”

ลั่วซือหานและเย่จิ่นชิว : ...

“เออใช่ !”

เหมือนจะนึกอะไรออก  ดวงตาของจ้าวหลินซีเป็นประกายและพูดอย่างตื่นเต้น

“หัวหน้าห้อง  พวกเธอฆ่าสัตว์ปิศาจไปกี่ตัวละ ? เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟังนะ  เราเจอกับสัตว์ปีศาจที่ดูเก่งมากตัวนึงด้วย  แต่น่าเสียดายที่มันเปราะบางเกินไป ! ฉันตบหัวมันทีเดียวก็แตกแล้วอะ !”

“ฉันก็ด้วย ๆ !”

พอได้ยินแบบนั้นซ่งเหมยก็ดูสนใจขึ้นมาทันที

“ถ้าถามว่ามันเป็นสัตว์ปีศาจที่เก่งขนาดไหนน่ะเหรอ  ก็เทียบเท่ากับขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์มั้ง  ฉันใช้พลังแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์ก็หักขามันได้ข้างนึงได้แล้ว  ตอนแรกคิดว่ามันจะเป็นการต่อสู้ที่ยากลำบากซะอีก”

เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วซือหานก็กระตุกมุมปากอย่างเขินอาย

หล่อนไม่รู้เลยเหรอว่าตัวเองมีความสามารถแบบไหน...

แม้หล่อนจะอยู่ขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์แล้วก็เถอะ  แต่ที่หล่อนสามารถเอาชนะแม่ทัพปีศาจขอบเขตปรมาจารย์ยุทธ์ขั้นสูงได้อย่างง่ายดายนั่นน่ะ...

ก็สมเหตุสมผลอยู่...

นี่เป็นการต่อสู้ครั้งแรกของพวกเธอ  โดยปกติแล้วพวกเธอจะต่อสู้กับเพื่อนร่วมห้องและเฉินมู่เท่านั้น  ไม่เคยประลองกับใครนอกเหนือจากกลุ่มเพื่อนสนิทมาก่อน

การขาดความตระหนักรู้ในตนเองจึงเป็นเรื่องปกติ

แต่เพราะหัวข้อนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดทำให้เหยาจื่อซวนและตู้ซานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เองก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเช่นกัน  และในไม่ช้าทั้ง 4 คนก็เริ่มคุยกันอย่างสนุกสนาน

เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานและเย่จิ่นชิวก็พูดไม่ออกและเอามือกุมหน้าผาก  แต่เหตุการณ์นี้ก็เปิดโอกาสให้เย่จิ่นชิวได้เปรียบ

“ว่าแต่ซือหาน  พวกเธอมานั่งดูพวกนั้นทำไมเหรอ”

พวกเธอต้องมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแน่ ๆ ไม่งั้นจะมาเสียเวลาตรงนี้ทำไม

เมื่อได้ยินดังนั้นลั่วซือหานจึงมองไปยังกลุ่มคนที่ยังคงทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่

“ลองดูดี ๆ ว่านั่นอะไร”

เย่จิ่นชิวชะงักไปก่อนจะพยักหน้าแล้วมองให้ดี ๆ

“ศพทหารปีศาจเพียบ  กับดอกไม้สีแดงนั่นงั้นเหรอ ?”

เย่จิ่นชิวถามด้วยแววตาที่แฝงความสงสัยเล็กน้อย

“ดอกไม้นั่นก็แค่ระดับเหลืองเองไม่ใช่เหรอ  แล้วศพของทหารปีศาจก็ยิ่งไร้ประโยชน์เข้าไปใหญ่ด้วย”

เมื่อได้ยินแบบนั้นลั่วซือหานจึงหรี่ตาลงเล็กน้อยและพูดอย่างระมัดระวัง

“จิ่นชิว  ธรรมเนียมของห้องเราคืออะไร”

“ประหยัดและขยัน  เปิดโลกทัศน์ให้กว้าง  ใช่มั้ย ?”

“ใช่  เราจำเป็นต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้าง  ต้องเปิดโลกทัศน์ให้กว้างเข้าไว้”

เย่จิ่นชิว  ยังคงรู้สึกสับสนเล็กน้อยเมื่อได้ยินลั่วซือหานพูดอย่างจริงจัง

ก่อนเข้าเรียนห้อง 1 เธออาจจะเคยใส่ใจเรื่องเหล่านั้นบ้างเล็กน้อย

แล้วตอนนี้ล่ะ  ของพวกนั้นมันขยะ  ขยะที่แม้แต่หมายังต้องส่ายหน้า

ลั่วซือหานสังเกตเห็นสีหน้าสับสนของเธอแล้วรู้ว่าเธอยังไม่ได้เปิดโลกทัศน์ให้กว้าง

“พวกเธอจำสิ่งที่จารย์แกพูดก่อนแยกย้ายได้มั้ย  ทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเรา  เราต้องเอากลับไปด้วย”

“แต่พวกนั้นมันไม่ใช่ของเรานะ ! ไม่ใช่พวกนั้นเป็นคนฆ่าเหรอ”

“ใครบอก ?”

ลั่วซือหานเหลือบมองเธอด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

“ในเมื่อฉันเห็นแล้วมันก็เป็นของฉันสิ”

“อ๋อ ?”

“แล้วใครบอกว่าฉันอยากได้แค่ไอ้ของพวกนั้นล่ะ”

“อ๋า ? ?”

“ของที่พวกมันพกติดตัวอยู่ก็เป็นของฉันด้วย”

“หา ? ? ?”

“เสี่ยวซาน ! ไป !”

“จ้า !”

“? ? ?”

เมื่อเห็นตู้ซานสะบัดตัวออกจากการ ‘เม้ามอยอย่างเพลิดเพลิน’ และวิ่งออกมาจากพุ่มไม้ในพริบตา  เย่จิ่นชิวก็ตกตะลึงไปเลย

ในฐานะบุตรสาวคนโตของตระกูลเย่และทายาทของตระกูลเย่

เธอไม่เคยคิดที่จะทำเรื่องแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ

ใครจะไปคิดว่าลั่วซือหานจะเก่งกาจในด้านนี้ขนาดนี้ ? !

“ไอ้พวกกระจอกตรงนั้นน่ะ ! ส่งถุงเก็บของมาแล้วม้วนหางไปซะ !”

“? ? ?”

“เอ๊ะ ?”

“หา ? ?”

“อ้าว ? ? ?”

เมื่อเห็นตู้ซานเลียนแบบท่าทางประสานมือและการพูดจาเย็นชาของเฉินมู่  เย่จิ่นชิวก็เต็มไปด้วยคำถามมากมายในใจ

ลั่วซือหานไม่ได้รอเธอแต่กลับพาเหยาจื่อซวนออกไปก่อน

กลุ่มนักศึกษาชายห้องนั้นต่างตกตะลึงในตอนแรก  จากนั้นก็หัวเราะเสียงดัง

“ฮ่า ๆ ๆ พระจ้าวโว้ย  นี่กูไม่ได้หูฝาดใช่ป๊ะเนี่ย  พวกเรากะลังเจอโจรปล้นกลางถนนป๊ะวะเพื่อน”

“ว้าว ๆ ๆ ! สาวสวยสามคนเลยเหรอ ! ขอบคุณสวรรค์ที่มอบของขวัญชิ้นนี้มานะค้าบ ! ฮ่า ๆ ๆ !”

เนื่องจากชุดนักศึกษาไม่สะดวกต่อการต่อสู้และฉีกขาดง่าย  ทุกคนจึงเปลี่ยนไปสวมชุดหน่วยรบพิเศษที่เฉินมู่แจกให้ก่อนออกเดินทาง

ชุดหน่วยรบพิเศษนี้มีดีไซน์ที่ธรรมดามาก  เหมือนกับชุดลำลองทั่วไป  แต่มีความยืดหยุ่นสูงมากและมีคุณสมบัติในการป้องกันตัวได้ในระดับหนึ่ง

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่คนเหล่านี้จะไม่สามารถจำแนกตัวตนของพวกลั่วซือหานได้

เมื่อเห็นแบบนั้นลั่วซือหานจึงไม่เสียเวลาฟังพวกมันแพล่มและสั่งการ

“เสี่ยวซาน  รีบ ๆ ทำให้เสร็จเถอะ”

“ค่ะ  หัวหน้าห้อง !”

ตู้ซานตอบรับ  และด้วยสีหน้าเรียบเฉย  เธอหายวับไปโผล่หน้านักศึกษาชายที่อยู่ตรงหน้า

ในจังหวะที่เจ้าตัวหลุดโฟกัสไปชั่วขณะนั้นเอง  ตู้ซานก็วางมือเล็ก ๆ ของเธอลงบนไหล่มันเบา ๆ แล้วค่อย ๆ บีบอย่างเบามือ

แต่วินาทีต่อมา  เสียงกรีดร้องเหมือนหมูถูกเชือดก็ระเบิดขึ้นมา

“โอ๊ยยยยยยยยยยย ! ! ! แขนนนนนนนนนนน ! ! !”

อีก 7 คนเห็นแบบนั้นต่างก็ตกใจ  และก้าวเดินก็หยุดชะงักลงทันที

แต่ตู้ซานไม่มีเจตนาจะปล่อยไปง่าย ๆ เธอยกมือซ้ายขึ้นและทำแบบเดิมอีกครั้ง  คราวนี้เธอได้เพิ่มเสียงกรีดร้องของหมูถูกเชือดให้ดังขึ้นกว่าเดิมอีก

เมื่อเห็นแบบนั้นสีหน้าของอีก 7 คนก็เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

“ไรวะ  เกิดไรขึ้นวะ”

“ยัยนั่นทำไรวะ  ไมแขนซูหยานถึงอ่อนยวบอย่างกะเส้นก๋วยเตี๋ยวแบบนั้นล่ะ”

“หล่อน...  เป็นใครกันแน่ ? ทำไมถึงไม่เคยเจอคนรุ่นเดียวกันที่โหดขนาดนี้มาก่อนเลยล่ะ ? !”

เมื่อเห็นแบบนั้นตู้ซานก็เตะมันล้มโดยไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ จากนั้นก็หายตัวไปหาอีกคน

“ส่งถุงมิติมาแล้วม้วนหางไปซะ !”

ขณะที่เธอกำลังจะลงมือ  นักศึกษาชายก็ตกใจและรีบยกมือขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด

“ให้แล้วคับ ๆ ! ได้โปรดเถอะคับคนสวย  ได้โปรดไว้ชีวิตผมด้วย !”

ตู้ซานเหลือบมองคนอื่น ๆ ที่เหลือซึ่งทำให้พวกมันกลัวทันที

“ให้คับ ๆ ให้หมดเลยคับ  ให้เด๋วนี้เลยคับ !”

เมื่อเห็นเพื่อนร่วมแก๊งแทบจะโดนเปรี้ยงเดียวจอด  แม้แต่คนที่สมองหมาปัญญาควายที่สุดก็ยังฉลาดพอที่จะรู้ว่าตัวเองไม่ควรแหยมกับคนสวยคนนี้

โดยไม่ลังเล  ทุกคนเขารีบถุงมิติออกมาโยนให้ตู้ซานแล้วสับตีนหมาเผ่นแนบหายไป

เมื่อพวกเย่จิ่นชิวทั้ง 3 คนได้สติแล้วก็เดินไปหาลั่วซือหาน  เย่จิ่นชิวรู้สึกแย่เมื่อเห็นอีกฝ่ายกำลังเอาไอเทมจัดเก็บลงในถุงมิติของตัวเองอย่างมีความสุข

งั้นที่หล่อนไม่ช่วยทีมแต่มาคอยซุ่มเงียบตรงนี้ก็เพื่อผ้าขี้ริ้วพวกนี้งั้นเหรอ

จบบทที่ บทที่ 36 : งั้นที่ไม่ช่วยทีมแต่มาซุ่มแบบนี้ก็เพื่อผ้าขี้ริ้วพวกนี้งั้นเหรอ

คัดลอกลิงก์แล้ว