- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 35 : ไม่มีคำหยาบคายแม้แต่คำเดียว แต่คำด่าทอในนั้นกลับหยาบคายยิ่งกว่าคำหยาบคายใด ๆ
บทที่ 35 : ไม่มีคำหยาบคายแม้แต่คำเดียว แต่คำด่าทอในนั้นกลับหยาบคายยิ่งกว่าคำหยาบคายใด ๆ
บทที่ 35 : ไม่มีคำหยาบคายแม้แต่คำเดียว แต่คำด่าทอในนั้นกลับหยาบคายยิ่งกว่าคำหยาบคายใด ๆ
ทุกคนดูตกตะลึง แต่ทันใดนั้นพวกเขาก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นภาคเรียนที่สถาบันหลวงขึ้นมาได้
“เดี๋ยวก่อนนะ ! สามสิบหกคน ?”
“อย่าบอกนะว่าห้องหนึ่งที่ว่านั่น คือห้องที่เอาเฉพาะสาวสวยน่ะ”
หลี่หมิงซินกระตุกมุมปากเล็กน้อย
“ครับ”
“แม่จ้าว ! มีอาจารย์โหดขนาดนี้ด้วยเหรอ”
ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินเรื่องนี้
พวกเขารู้อยู่แล้วว่ามันคือความจริง แต่พูดตามตรง ตอนแรกที่ได้ยินก็คิดว่ามีคนอื่นทำเพื่อทำลายชื่อเสียงของสถาบันหลวง
ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลานั้นพวกเขาทั้งคู่ต่างสงสัยซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายอาจไปก่อเรื่องเสียเองรึเปล่ามากกว่า
ที่จริงแล้ว นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาใส่ร้ายป้ายสีสถาบันหลวง
แต่เมื่อไปสืบมาเพิ่มแล้วพบว่าเป็นความจริง ความคิดแรกของพวกเขาคือ สถาบันหลวงนั่นมันบ้ากันไปหมดแล้ว
แต่เรื่องนั้นมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของสถาบันหลวง เกี่ยวอะไรกับเราตรงไหน
ดังนั้นก็เลยไม่เคยใส่ใจเรื่องนั้นเลย
แต่พอเห็นเหล่านักศึกษาห้อง 1 เป็นระเบียบเรียบร้อยสมบูรณ์แบบในวันนี้แล้ว และได้ยินหลี่หมิงซินยืนยัน พวกเขาก็เริ่มเสียความสงบไปซะงั้น
“ไม่สิรองอธิการหลี่ ผมได้ยินมาว่าอาจารย์เป็นเด็กที่พึ่งปลุกพลัง... เอ่อ...”
ถ้าคิดในมุมนั้นแล้ว ไอ้หนุ่มที่ยืนนำหน้าก็ดูค่อนข้างเด็กทีเดียว...
ใช่แล้ว มันกลมกลืนอย่างกับเป็นครอบครัวเดียวกัน !
เฉียนหยวนจงรู้สึกชาหนึบเล็กน้อยและยังเริ่มหายใจลำบากขึ้น
“รองอธิการหลี่ อาจารย์เฉินพึ่งปลุกศักยภาพ แล้วก็ยังอยู่แค่ระดับเอฟ...”
เปลือกตาของหลี่หมิงซินกระตุก เขารู้สึกถึงสายตารอบข้างที่จ้องมองมาจึงพยักหน้าอย่างอึดอัดและพูดไม่ออก
“จริงครับ อาจารย์เฉิน... ถึงแม้ศักยภาพจะไม่สูงนัก แต่วิธีการสอนของเขาน่ะ... อืม...”
ทันใดนั้นหลี่หมิงซินก็เงียบไป
เพราะเขายังจำภาพเหตุการณ์ที่ตัวเองต้องคำถามถึงการมีชีวิตอยู่ตอนที่แอบเห็นนอกประตู
“ก็ถือว่าดีทีเดียวครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้นพวกเฉียนหยวนจงต่างก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ หากไม่ใช่เพราะมีบุคคลสำคัญจากสถาบันต่าง ๆ อยู่ด้วยพวกเขาคงจะยกนิ้วโป้งให้ไปแล้ว
สถาบันหลวงช่างบ้าบิ่นเหลือเกินที่ยอมตามใจเด็กที่พึ่งปลุกพลังได้ศักยภาพระดับ F ถึงขนาดนี้
ถึงแม้ทุกคนจะเดาได้ว่าเฉินมู่ต้องมีภูมิหลังใหญ่โต แต่คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในที่นี่ต่างก็มาจากแปดตระกูลใหญ่ทั้งนั้น ไม่ว่าสถานะของเขาจะสูงแค่ไหนก็ตาม แต่เอาจริง ๆ แล้วมันจะสูงได้สักแค่ไหนกันเชียว
ดังนั้น... ในอีกแง่หนึ่ง...
เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นของนักศึกษาห้อง 1 แล้วพวกเขาก็อดอิจฉาไม่ได้
เมื่อเห็นสีหน้าซับซ้อนของทุกคน จ้าวเทียนหยูรองอธิการบดีสถาบันเสวียนหยางจึงพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเล็กน้อย
“ก็น่าประทับใจมากเลยนะครับนั่น รองอธิการหลี่ ผมอยากรู้จังว่าเขาคัดเลือกนักศึกษาหญิงปีหนึ่งที่สวยที่สุดทั้งสามสิบหกคนนั่นได้ยังไง”
ทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้ทุกคนก็เริ่มซุบซิบกันใหญ่
“เห็นว่าแม้แต่เย่จิ่นชิวกับลั่วซือหานก็ยังไม่เว้น แล้วทำไมอาจารย์คนอื่น ๆ ถึงไม่ก่อเรื่องบ้างล่ะครับ”
ก่อเรื่องเหรอ จะไปก่อเรื่องยังไงก่อน
หัวบนคอมันหนักไปเหรอ
หลี่หมิงซินถ่มน้ำลายในใจพลางคิดว่าไอ้พวกเหี้ยนี่แม่งแค่อยากเห็นกูขายหน้าเท่านั้นเอง
“ก่อร่งก่อเรื่องอะไรนั่นเป็นไปไม่ได้หรอกครับ คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาลัยเราทุกคนมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก”
กูไม่เชื่อมึงหรอกโว่ย ไอ่แก่นี่ แค่โกหกยังห่วยเลย
จ้าวเทียนหยูเยาะในใจแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง
“ผมเห็นว่า แม้แต่ลั่วซือหาน ไม่สิ รวมถึงนักศึกษาคนอื่น ๆ ด้วยก็ยังชื่นชมอาจารย์เฉินที่เป็นผู้มีศักยภาพระดับเอฟด้วยนี่ครับ”
มึงจะเอาให้ได้จริงดิ ?
ถ้ามึงโดนมันด่าล่ะก็ มึงทำเหี้ยไรไม่ได้หรอกนอกจากยอมรับ
ทุกประโยคที่มันด่ามาแต่ละคำไม่มีคำหยาบเลยด้วยซ้ำ แต่คำด่ามันแต่ละคำกลับหยาบกว่าคำหยาบซะอีก
หลี่หมิงซินบ่นพึมพำอยู่ในใจ
“เด็ก ๆ ของเราทุกคนล้วนเป็นเด็กดีที่เคารพครูบาอาจารย์น่ะสิครับ แต่พวกเธอจะเชื่อฟังอาจารย์หรือไม่นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสอนของอาจารย์คนนั้น ๆ เองอยู่ดี”
“แต่ว่าโดยปกติแล้วนักศึกษาปีสามของเราต่างก็มีความสามารถมากกว่าอาจารย์ไปแล้วทั้งนั้น ทว่าพวกเขาก็ยังให้ความเคารพอาจารย์มากอยู่ดีนี่”
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาพูดกัน แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่าก็ไม่รู้
อาจารย์เหล่านั้นเริ่มต้นด้วยขอบเขตราชันยุทธ์ที่มีศักยภาพระดับ B แต่แล้วเฉินมู่ล่ะ ? เขาเป็นแค่คนไร้ประโยชน์ระดับ F เท่านั้น
จ้าวเทียนหยูเม้มปากและพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อย
“คนที่มีศักยภาพระดับเอฟ... เอ่อ... ผมก็ไม่ใช่คนชอบก่อเรื่องหรอกนะครับรองอธิการหลี่”
หลี่หมิงซิน : ...
“สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ เราไม่ควรปล่อยให้ผู้มีพรสวรรค์ตั้งหลายคนต้องมาสูญเปล่าไปต่างหาก ถึงห้องนั้นมันจะดูมีอนาคตสดใสก็เถอะ แต่คุณก็รู้นี่ว่าโลกนี้มันเป็นยังไง มันอยู่ที่การพัฒนาและความแข็งแกร่ง”
“เด็กที่พลังพึ่งตื่นจะไปรู้อะไรซักแค่ไหน จะสอนอะไรใครได้บ้าง”
“จะสอนกลุ่มอัจฉริยะจากแปดตระกูลใหญ่ให้ฝึกฝนวิชาอะไรได้ ระดับการฝึกฝนถึงขั้นแล้วยังก่อน ชั่วชีวิตนี้จะถึงขอบเขตนักยุทธ์หรือเปล่าก็ไม่รู้ แล้วจะไปสอนคนที่ศักยภาพสูงกว่าได้ไง”
“ที่รองอธิการจ้าวพูดก็มีเหตุผล”
“เอาจริง ๆ นะ ถ้าอาจารย์ระดับเอฟมาสอนคนระดับเอส ไม่สิ แค่ระดับเอผมก็ยังนึกไม่ออกแล้วว่าจะสอนยังไง”
“รองอธิการหลี่ คนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นขนาดนี้คุณไม่ควรปล่อยให้มีใครมาทำอะไรตามใจชอบแบบนี้นา”
ถึงแม้ทุกคนจะดูเหมือนพูดด้วยเจตนาดี แต่หลี่หมิงซินจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าไอ้พวกตาแก่เวรนี่กำลังเยาะเย้ยตนอยู่ พวกมันกำลังรอที่จะได้ดูตนโชว์โง่อยู่ชัวร์ป้าด
อย่างไรก็ตาม หลี่หมิงซินมั่นใจในตัวเฉินมู่มาก ต่อให้เจ้าตัวจะสอนอะไรใครไม่ได้เลยก็ตาม แต่คนที่เป็นแบ็กให้มีหรือจะดูอยู่เฉย ๆ น่ะ
“เรื่องนั้นพวกคุณไม่มาห่วงแทนหรอก ผมน่ะมั่นใจในห้องหนึ่งนี่มาก”
พอเห็นแบบนั้นจ้าวเทียนหยูก็เยาะเย้ยต่อ
“อ้อ ? งั้นก็พอดีเลย ! แปดมหาลัยชั้นนำเราก็มีเตรียมรางวัลสำหรับแดนลับครั้งนี้ไว้ด้วยหนิ ในเมื่อรองอธิการหลี่มั่นใจในอาจารย์คนนั้นมาก งั้นเรามาเพิ่มเดิมพันกันหน่อยเป็นไง”
บรรดาผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยอีก 6 แห่งต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น
“หืม ? จะดีเหรอครับ ? งั้นผมขอพนันด้วยคน ผมพนันว่าหลิ่วยวนจากห้องสี่ของสถาบันหยุนเซียวจะได้ที่หนึ่ง ขอใช้สมุนไพรระดับปราชญ์ที่ผมเก็บไว้ ก็คือหญ้าดอกบัว”
“สถาบันเทียนชูของผมพนันว่าหวางหยู่หนิงจากห้องเจ็ดจะได้ที่หนึ่ง และของเดิมพันคือสมุนไพรระดับปราชญ์ ไข่มุกน้ำค้างสวรรค์”
“งั้นผมก็ขอพนันด้วย...”
หลี่หมิงซินรู้แล้วว่าไอ้พวกตาแก่นี่มันวางแผนเรื่องนี้มาตลอดและรอให้ตนกระโดดลงหลุมอยู่ แต่ในเมื่อพวกมันอยากเล่นนักก็จัดไปสิ หลี่หมิงซินไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย
หากไม่นับเรื่องนิสัยของเฉินมู่แล้ว ถ้าพิจารณาแค่ทัศนคติของท่านอธิการฉินที่มีต่อเขา แม้วันนี้ตนจะแพ้พนัน แต่ท่านอธิการฉินก็ยังคงต้องชมเชยตนอยู่ดีแหละ
ยิ่งไปกว่านั้นคือหลี่หมิงซินไม่คิดว่าเฉินมู่จะแพ้เลยด้วยซ้ำ
“โอเค งั้นเรามาพนันกัน ผมจะใช้หญ้ากระดูกหินเป็นของเดิมพันแล้วกัน”
เขารู้ว่าพวกเวรนี่ต้องการแบบนี้ และตามคาด ดวงตาของจ้าวเทียนหยูเป็นประกายทันทีที่เขาอ้าปากพูด
โอเค ! งั้นก็มาพนันกันเลยว่าใครจะได้ที่ 1 !
ขณะที่หลี่หมิงซินพูดแววตาของเขาฉายแววประชดประชันแวบหนึ่ง
...
“อารอง อาสาม ผมขอฝากเรื่องนี้ไว้ให้พวกท่านจัดการนะครับ”
ในหุบเขาแห่งหนึ่งภายในแดนลับ
ฉินหลานมองชายวัยกลางคน 2 คนตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ
“ไอ้เฉินมู่นั่นมันต้องตาย !”
“วางใจได้เลย”
อารองยิ้ม แต่อารมณ์บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความดูถูก
“ก็แค่ศิษย์ยุทธ์ธรรมดา ๆ ด้วยฝีมือจอมยุทธ์ขอบเขตปราชญ์อย่างเราสองคนก็จับมันได้สบายอยู่แล้ว”
“แต่ว่านะเสี่ยวหลาน หลานแน่ใจนะว่าไม่อยากให้อาสามไปด้วย”
“ไม่จำเป็นครับ”
ฉินหลานตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ไอ้เฉินมู่มันรู้จักอาหญิงด้วยน่ะสิ แปลว่ามันต้องเป็นคุณชายจากซักตระกูลที่ทรงอำนาจมากแน่ ๆ แล้วคนแบบนั้นมันก็ต้องมีคนคุ้มครอง ให้ท่านทั้งสองลงมือด้วยกันจะชัวร์กว่า”
“เอ้อ แล้วก็อย่าลืมทำความสะอาดให้เรียบร้อยด้วยนะครับ เพราะตอนนี้ผมยังไม่อยากทะเลาะกับอาหญิง ทุกอย่างต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป”
“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลย แดนลับแห่งนี้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีระดับต่ำกว่าปราชญ์ยุทธ์เท่านั้น ต่อให้มันจะมีปราชญ์ยุทธ์ซักกี่คนคอยคุ้มครองก็ตาม แต่ในเรื่องระดับการฝึกฝนของมันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้กับพวกเราทั้งคู่แน่นอน”
ฉินหลานพยักหน้า สบตากับทั้งคู่แล้วมองดูทั้งคู่จากไป
ในขณะนั้น พวกหลี่เฉิงคุนก็ก้าวออกมาและยิ้มให้
“อย่าห่วงไปเลยคุณชายฉิน ปราชญ์ยุทธ์ทั้งสองท่านนี้ร่วมมือกันก็เทียบเท่ากับตระกูลชั้นสองแล้ว ไอ้เฉินมู่มันต้องตายแน่ ๆ”
ฉินหลานกัดฟันแน่น ใบหน้าบึ้งตึง กำหมัดแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงท่าทีของเย่จิ่นชิว ในใจก็ยิ่งอยากจะฉีกเฉินมู่เซิงเป็นชิ้น ๆ
“ฉันไม่สนหรอกว่ามันจะเป็นใคร แต่ถ้าเขากล้าแตะต้องผู้หญิงของฉันมันก็ต้องตาย !”