เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 35 : ไม่มีคำหยาบคายแม้แต่คำเดียว แต่คำด่าทอในนั้นกลับหยาบคายยิ่งกว่าคำหยาบคายใด ๆ

บทที่ 35 : ไม่มีคำหยาบคายแม้แต่คำเดียว แต่คำด่าทอในนั้นกลับหยาบคายยิ่งกว่าคำหยาบคายใด ๆ

บทที่ 35 : ไม่มีคำหยาบคายแม้แต่คำเดียว แต่คำด่าทอในนั้นกลับหยาบคายยิ่งกว่าคำหยาบคายใด ๆ


ทุกคนดูตกตะลึง  แต่ทันใดนั้นพวกเขาก็นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงต้นภาคเรียนที่สถาบันหลวงขึ้นมาได้

“เดี๋ยวก่อนนะ ! สามสิบหกคน ?”

“อย่าบอกนะว่าห้องหนึ่งที่ว่านั่น  คือห้องที่เอาเฉพาะสาวสวยน่ะ”

หลี่หมิงซินกระตุกมุมปากเล็กน้อย

“ครับ”

“แม่จ้าว ! มีอาจารย์โหดขนาดนี้ด้วยเหรอ”

ทุกคนต่างตกตะลึงเมื่อได้ยินเรื่องนี้

พวกเขารู้อยู่แล้วว่ามันคือความจริง  แต่พูดตามตรง  ตอนแรกที่ได้ยินก็คิดว่ามีคนอื่นทำเพื่อทำลายชื่อเสียงของสถาบันหลวง

ยิ่งไปกว่านั้น  ในเวลานั้นพวกเขาทั้งคู่ต่างสงสัยซึ่งกันและกันว่าอีกฝ่ายอาจไปก่อเรื่องเสียเองรึเปล่ามากกว่า

ที่จริงแล้ว  นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขาใส่ร้ายป้ายสีสถาบันหลวง

แต่เมื่อไปสืบมาเพิ่มแล้วพบว่าเป็นความจริง  ความคิดแรกของพวกเขาคือ  สถาบันหลวงนั่นมันบ้ากันไปหมดแล้ว

แต่เรื่องนั้นมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของสถาบันหลวง  เกี่ยวอะไรกับเราตรงไหน

ดังนั้นก็เลยไม่เคยใส่ใจเรื่องนั้นเลย

แต่พอเห็นเหล่านักศึกษาห้อง 1 เป็นระเบียบเรียบร้อยสมบูรณ์แบบในวันนี้แล้ว  และได้ยินหลี่หมิงซินยืนยัน  พวกเขาก็เริ่มเสียความสงบไปซะงั้น

“ไม่สิรองอธิการหลี่  ผมได้ยินมาว่าอาจารย์เป็นเด็กที่พึ่งปลุกพลัง...  เอ่อ...”

ถ้าคิดในมุมนั้นแล้ว  ไอ้หนุ่มที่ยืนนำหน้าก็ดูค่อนข้างเด็กทีเดียว...

ใช่แล้ว  มันกลมกลืนอย่างกับเป็นครอบครัวเดียวกัน !

เฉียนหยวนจงรู้สึกชาหนึบเล็กน้อยและยังเริ่มหายใจลำบากขึ้น

“รองอธิการหลี่  อาจารย์เฉินพึ่งปลุกศักยภาพ  แล้วก็ยังอยู่แค่ระดับเอฟ...”

เปลือกตาของหลี่หมิงซินกระตุก  เขารู้สึกถึงสายตารอบข้างที่จ้องมองมาจึงพยักหน้าอย่างอึดอัดและพูดไม่ออก

“จริงครับ  อาจารย์เฉิน...  ถึงแม้ศักยภาพจะไม่สูงนัก  แต่วิธีการสอนของเขาน่ะ...  อืม...”

ทันใดนั้นหลี่หมิงซินก็เงียบไป

เพราะเขายังจำภาพเหตุการณ์ที่ตัวเองต้องคำถามถึงการมีชีวิตอยู่ตอนที่แอบเห็นนอกประตู

“ก็ถือว่าดีทีเดียวครับ”

เมื่อได้ยินแบบนั้นพวกเฉียนหยวนจงต่างก็อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ  หากไม่ใช่เพราะมีบุคคลสำคัญจากสถาบันต่าง ๆ อยู่ด้วยพวกเขาคงจะยกนิ้วโป้งให้ไปแล้ว

สถาบันหลวงช่างบ้าบิ่นเหลือเกินที่ยอมตามใจเด็กที่พึ่งปลุกพลังได้ศักยภาพระดับ F ถึงขนาดนี้

ถึงแม้ทุกคนจะเดาได้ว่าเฉินมู่ต้องมีภูมิหลังใหญ่โต  แต่คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในที่นี่ต่างก็มาจากแปดตระกูลใหญ่ทั้งนั้น  ไม่ว่าสถานะของเขาจะสูงแค่ไหนก็ตาม  แต่เอาจริง ๆ แล้วมันจะสูงได้สักแค่ไหนกันเชียว

ดังนั้น...  ในอีกแง่หนึ่ง...

เมื่อได้เห็นความมุ่งมั่นของนักศึกษาห้อง 1 แล้วพวกเขาก็อดอิจฉาไม่ได้

เมื่อเห็นสีหน้าซับซ้อนของทุกคน  จ้าวเทียนหยูรองอธิการบดีสถาบันเสวียนหยางจึงพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยเล็กน้อย

“ก็น่าประทับใจมากเลยนะครับนั่น  รองอธิการหลี่  ผมอยากรู้จังว่าเขาคัดเลือกนักศึกษาหญิงปีหนึ่งที่สวยที่สุดทั้งสามสิบหกคนนั่นได้ยังไง”

ทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้ทุกคนก็เริ่มซุบซิบกันใหญ่

“เห็นว่าแม้แต่เย่จิ่นชิวกับลั่วซือหานก็ยังไม่เว้น  แล้วทำไมอาจารย์คนอื่น ๆ ถึงไม่ก่อเรื่องบ้างล่ะครับ”

ก่อเรื่องเหรอ  จะไปก่อเรื่องยังไงก่อน

หัวบนคอมันหนักไปเหรอ

หลี่หมิงซินถ่มน้ำลายในใจพลางคิดว่าไอ้พวกเหี้ยนี่แม่งแค่อยากเห็นกูขายหน้าเท่านั้นเอง

“ก่อร่งก่อเรื่องอะไรนั่นเป็นไปไม่ได้หรอกครับ  คณาจารย์และเจ้าหน้าที่ของมหาลัยเราทุกคนมีความสัมพันธ์ที่ดีมาก”

กูไม่เชื่อมึงหรอกโว่ย  ไอ่แก่นี่  แค่โกหกยังห่วยเลย

จ้าวเทียนหยูเยาะในใจแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง

“ผมเห็นว่า  แม้แต่ลั่วซือหาน  ไม่สิ  รวมถึงนักศึกษาคนอื่น ๆ ด้วยก็ยังชื่นชมอาจารย์เฉินที่เป็นผู้มีศักยภาพระดับเอฟด้วยนี่ครับ”

มึงจะเอาให้ได้จริงดิ ?

ถ้ามึงโดนมันด่าล่ะก็  มึงทำเหี้ยไรไม่ได้หรอกนอกจากยอมรับ

ทุกประโยคที่มันด่ามาแต่ละคำไม่มีคำหยาบเลยด้วยซ้ำ  แต่คำด่ามันแต่ละคำกลับหยาบกว่าคำหยาบซะอีก

หลี่หมิงซินบ่นพึมพำอยู่ในใจ

“เด็ก ๆ ของเราทุกคนล้วนเป็นเด็กดีที่เคารพครูบาอาจารย์น่ะสิครับ  แต่พวกเธอจะเชื่อฟังอาจารย์หรือไม่นั้นมันก็ขึ้นอยู่กับความสามารถในการสอนของอาจารย์คนนั้น ๆ เองอยู่ดี”

“แต่ว่าโดยปกติแล้วนักศึกษาปีสามของเราต่างก็มีความสามารถมากกว่าอาจารย์ไปแล้วทั้งนั้น  ทว่าพวกเขาก็ยังให้ความเคารพอาจารย์มากอยู่ดีนี่”

นั่นคือสิ่งที่พวกเขาพูดกัน  แต่ข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างนั้นได้หรือเปล่าก็ไม่รู้

อาจารย์เหล่านั้นเริ่มต้นด้วยขอบเขตราชันยุทธ์ที่มีศักยภาพระดับ B แต่แล้วเฉินมู่ล่ะ ? เขาเป็นแค่คนไร้ประโยชน์ระดับ F เท่านั้น

จ้าวเทียนหยูเม้มปากและพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อย

“คนที่มีศักยภาพระดับเอฟ...  เอ่อ...  ผมก็ไม่ใช่คนชอบก่อเรื่องหรอกนะครับรองอธิการหลี่”

หลี่หมิงซิน : ...

“สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ  เราไม่ควรปล่อยให้ผู้มีพรสวรรค์ตั้งหลายคนต้องมาสูญเปล่าไปต่างหาก  ถึงห้องนั้นมันจะดูมีอนาคตสดใสก็เถอะ  แต่คุณก็รู้นี่ว่าโลกนี้มันเป็นยังไง  มันอยู่ที่การพัฒนาและความแข็งแกร่ง”

“เด็กที่พลังพึ่งตื่นจะไปรู้อะไรซักแค่ไหน  จะสอนอะไรใครได้บ้าง”

“จะสอนกลุ่มอัจฉริยะจากแปดตระกูลใหญ่ให้ฝึกฝนวิชาอะไรได้  ระดับการฝึกฝนถึงขั้นแล้วยังก่อน  ชั่วชีวิตนี้จะถึงขอบเขตนักยุทธ์หรือเปล่าก็ไม่รู้  แล้วจะไปสอนคนที่ศักยภาพสูงกว่าได้ไง”

“ที่รองอธิการจ้าวพูดก็มีเหตุผล”

“เอาจริง ๆ นะ  ถ้าอาจารย์ระดับเอฟมาสอนคนระดับเอส  ไม่สิ  แค่ระดับเอผมก็ยังนึกไม่ออกแล้วว่าจะสอนยังไง”

“รองอธิการหลี่  คนที่มีพรสวรรค์โดดเด่นขนาดนี้คุณไม่ควรปล่อยให้มีใครมาทำอะไรตามใจชอบแบบนี้นา”

ถึงแม้ทุกคนจะดูเหมือนพูดด้วยเจตนาดี  แต่หลี่หมิงซินจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าไอ้พวกตาแก่เวรนี่กำลังเยาะเย้ยตนอยู่  พวกมันกำลังรอที่จะได้ดูตนโชว์โง่อยู่ชัวร์ป้าด

อย่างไรก็ตาม  หลี่หมิงซินมั่นใจในตัวเฉินมู่มาก  ต่อให้เจ้าตัวจะสอนอะไรใครไม่ได้เลยก็ตาม  แต่คนที่เป็นแบ็กให้มีหรือจะดูอยู่เฉย ๆ น่ะ

“เรื่องนั้นพวกคุณไม่มาห่วงแทนหรอก  ผมน่ะมั่นใจในห้องหนึ่งนี่มาก”

พอเห็นแบบนั้นจ้าวเทียนหยูก็เยาะเย้ยต่อ

“อ้อ ? งั้นก็พอดีเลย ! แปดมหาลัยชั้นนำเราก็มีเตรียมรางวัลสำหรับแดนลับครั้งนี้ไว้ด้วยหนิ  ในเมื่อรองอธิการหลี่มั่นใจในอาจารย์คนนั้นมาก  งั้นเรามาเพิ่มเดิมพันกันหน่อยเป็นไง”

บรรดาผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยอีก 6 แห่งต่างก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้น

“หืม ? จะดีเหรอครับ ? งั้นผมขอพนันด้วยคน  ผมพนันว่าหลิ่วยวนจากห้องสี่ของสถาบันหยุนเซียวจะได้ที่หนึ่ง  ขอใช้สมุนไพรระดับปราชญ์ที่ผมเก็บไว้  ก็คือหญ้าดอกบัว”

“สถาบันเทียนชูของผมพนันว่าหวางหยู่หนิงจากห้องเจ็ดจะได้ที่หนึ่ง  และของเดิมพันคือสมุนไพรระดับปราชญ์  ไข่มุกน้ำค้างสวรรค์”

“งั้นผมก็ขอพนันด้วย...”

หลี่หมิงซินรู้แล้วว่าไอ้พวกตาแก่นี่มันวางแผนเรื่องนี้มาตลอดและรอให้ตนกระโดดลงหลุมอยู่  แต่ในเมื่อพวกมันอยากเล่นนักก็จัดไปสิ  หลี่หมิงซินไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย

หากไม่นับเรื่องนิสัยของเฉินมู่แล้ว  ถ้าพิจารณาแค่ทัศนคติของท่านอธิการฉินที่มีต่อเขา  แม้วันนี้ตนจะแพ้พนัน  แต่ท่านอธิการฉินก็ยังคงต้องชมเชยตนอยู่ดีแหละ

ยิ่งไปกว่านั้นคือหลี่หมิงซินไม่คิดว่าเฉินมู่จะแพ้เลยด้วยซ้ำ

“โอเค  งั้นเรามาพนันกัน  ผมจะใช้หญ้ากระดูกหินเป็นของเดิมพันแล้วกัน”

เขารู้ว่าพวกเวรนี่ต้องการแบบนี้  และตามคาด  ดวงตาของจ้าวเทียนหยูเป็นประกายทันทีที่เขาอ้าปากพูด

โอเค ! งั้นก็มาพนันกันเลยว่าใครจะได้ที่ 1 !

ขณะที่หลี่หมิงซินพูดแววตาของเขาฉายแววประชดประชันแวบหนึ่ง

...

“อารอง  อาสาม  ผมขอฝากเรื่องนี้ไว้ให้พวกท่านจัดการนะครับ”

ในหุบเขาแห่งหนึ่งภายในแดนลับ

ฉินหลานมองชายวัยกลางคน 2 คนตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจ

“ไอ้เฉินมู่นั่นมันต้องตาย !”

“วางใจได้เลย”

อารองยิ้ม  แต่อารมณ์บนใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความดูถูก

“ก็แค่ศิษย์ยุทธ์ธรรมดา ๆ ด้วยฝีมือจอมยุทธ์ขอบเขตปราชญ์อย่างเราสองคนก็จับมันได้สบายอยู่แล้ว”

“แต่ว่านะเสี่ยวหลาน  หลานแน่ใจนะว่าไม่อยากให้อาสามไปด้วย”

“ไม่จำเป็นครับ”

ฉินหลานตัดสินใจอย่างเด็ดขาด

“ไอ้เฉินมู่มันรู้จักอาหญิงด้วยน่ะสิ  แปลว่ามันต้องเป็นคุณชายจากซักตระกูลที่ทรงอำนาจมากแน่ ๆ แล้วคนแบบนั้นมันก็ต้องมีคนคุ้มครอง  ให้ท่านทั้งสองลงมือด้วยกันจะชัวร์กว่า”

“เอ้อ  แล้วก็อย่าลืมทำความสะอาดให้เรียบร้อยด้วยนะครับ  เพราะตอนนี้ผมยังไม่อยากทะเลาะกับอาหญิง  ทุกอย่างต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป”

“เรื่องนั้นไม่ต้องห่วงเลย  แดนลับแห่งนี้จำกัดเฉพาะผู้ที่มีระดับต่ำกว่าปราชญ์ยุทธ์เท่านั้น  ต่อให้มันจะมีปราชญ์ยุทธ์ซักกี่คนคอยคุ้มครองก็ตาม  แต่ในเรื่องระดับการฝึกฝนของมันก็ยังไม่ใช่คู่ต่อสู้กับพวกเราทั้งคู่แน่นอน”

ฉินหลานพยักหน้า  สบตากับทั้งคู่แล้วมองดูทั้งคู่จากไป

ในขณะนั้น  พวกหลี่เฉิงคุนก็ก้าวออกมาและยิ้มให้

“อย่าห่วงไปเลยคุณชายฉิน  ปราชญ์ยุทธ์ทั้งสองท่านนี้ร่วมมือกันก็เทียบเท่ากับตระกูลชั้นสองแล้ว  ไอ้เฉินมู่มันต้องตายแน่ ๆ”

ฉินหลานกัดฟันแน่น  ใบหน้าบึ้งตึง  กำหมัดแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนึกถึงท่าทีของเย่จิ่นชิว  ในใจก็ยิ่งอยากจะฉีกเฉินมู่เซิงเป็นชิ้น ๆ

“ฉันไม่สนหรอกว่ามันจะเป็นใคร  แต่ถ้าเขากล้าแตะต้องผู้หญิงของฉันมันก็ต้องตาย !”

จบบทที่ บทที่ 35 : ไม่มีคำหยาบคายแม้แต่คำเดียว แต่คำด่าทอในนั้นกลับหยาบคายยิ่งกว่าคำหยาบคายใด ๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว