- หน้าแรก
- ฉันก็แค่ปากหมาจนจักรพรรดินีกลับชาติมาเกิดต้องร้องไห้
- บทที่ 34 : จับรางวัล 10 ครั้งรวด ! อัปเกรดศักยภาพอีกครั้ง ! ความแข็งแกร่งพุ่งพรวด !
บทที่ 34 : จับรางวัล 10 ครั้งรวด ! อัปเกรดศักยภาพอีกครั้ง ! ความแข็งแกร่งพุ่งพรวด !
บทที่ 34 : จับรางวัล 10 ครั้งรวด ! อัปเกรดศักยภาพอีกครั้ง ! ความแข็งแกร่งพุ่งพรวด !
“ตรงนี้ก็โอ วิวสวยดี”
บนยอดต้นไม้ใหญ่ ณ ยอดเขาแห่งหนึ่ง
เฉินมู่เอนตัวอยู่บนกิ่งไม้ ปากเคี้ยวใบหญ้าพลางเปิดแผงควบคุมระบบ
จุดตรงนี้เป็นจุดชมวิวสูง ด้วยเนตรแห่งกาลเวลา เขาสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในรัศมีอย่างน้อย 10 กิโลเมตรได้
การนอนตรงนี้ช่วยให้เขาได้พักผ่อนไปพร้อม ๆ กับการสังเกตกิจกรรมของเหล่าลูกหมูสาว ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
“ระบบ ! จับรางวัล !”
[ ติ๊ง ! ]
[ คุณได้รับ : หอกทำลายล้าง (เทพ), ศักยภาพ +15%, หินวิญญาณระดับกลาง +20 ก้อน ]
[ คุณได้รับ : เคล็ดกระบี่เก้าแยก (จักรพรรดิ), โลหิตมังกรน้ำแข็ง 1 ขวด, หินวิญญาณระดับต่ำ 10 ก้อน
[ คุณได้รับ : หม้อหยินหยางสรรสร้าง (จักรพรรดิ), หินวิญญาณระดับต่ำ +20 ก้อน, ค่าโลหิตปราณ +2000 ]
[ คุณได้รับ : ดาบลำแสงดาวตก (จักรพรรดิ), หินวิญญาณระดับกลาง +30 ก้อน, ค่าโลหิตปราณ +1000 ]
[ คุณได้รับ : วิชาเต้ากู่ฉางชิง (จักรพรรดิ), ค่าโลหิตปราณ +1000, หินอ้าวหาน +1 ก้อน ]
[ คุณได้รับ : คัมภีร์จิตบริสุทธิ์หมื่นเงียบเหงา (จักรพรรดิ), หินวิญญาณระดับกลาง 10 ก้อน, ค่าโลหิตปราณ 1,000 หน่วย ]
[ คุณได้รับ : กระบี่มังกรเพลิง (จักรพรรดิ), ศักยภาพ +10%, ค่าโลหิตปราณ +1000 ]
[ คุณได้รับ : คัมภีร์ดาบทำลายล้าง (จักรพรรดิ), เกสรประหลากใจวิญญาณ, ค่าโลหิตปราณ +1000 ]
[ คุณได้รับ : ย่างก้าวมังกรท่อง (จักรพรรดิ), หินวิญญาณระดับต่ำ 20 ก้อน, น้ำไร้เกลียดชัง 1 ขวด ]
[ คุณได้รับ : ระฆังปราบวิญญาณ (จักรพรรดิ), ผลึกนภาหู่เฟิ่ง, ค่าโลหิตปราณเพิ่ม +1000 ]
[ ติ๊ง ! ]
[ ยินดีด้วย ! ]
[ ศักยภาพเต็มแล้ว ! อัปเกรดเรียบร้อยแล้ว ! ]
“ฟู่ ~ !”
ด้วยเสียงหึ่งเบา ๆ ร่างของเฉินมู่ก็แปรสภาพเป็นแม่เหล็กที่ดูดซับแสงดาวในทันที
พลังวิญญาณและแสงดาวที่อยู่รอบข้างประดุจมังกรยักษ์ ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของเฉินมู่อย่างบ้าคลั่ง
แสงดาวเริ่มขยายเส้นลมปราณของเฉินมู่อย่างรุนแรง ปรับปรุงกายา เสริมสร้างเนื้อเยื่อ กระดูก และอวัยวะภายใน เมื่อโลหิตปราณเริ่มโคจรอีกครั้งเฉินมู่ก็สามารถสูดพลังวิญญาณจำนวนมากมามหาศาลเข้าร่างได้ในทุก ๆ ลมหายใจ
เมื่อมองจากระยะไกลแล้วจะเห็นเหมือนว่าพลังวิญญาณที่ล้อมรอบตัวเฉินมู่ได้แปรสภาพเป็นหมอกไปแล้ว
หลังจากเวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ ในที่สุดเฉินมู่ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา พลังวิญญาณที่คลุมเครือก็แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
เมื่อเขาได้สติ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายก่อนจะลุกขึ้นนั่ง
“ในที่สุดไอ้ศักยภาพหมา ๆ นี่มันก็อัปเกรดซักที !”
“หนึ่งเดือน... คุณรู้มั้ยว่าตลอดเดือนที่ผ่านมานี่กูต้องเจอกับเหี้ยห่าอะไรบ้าง”
เฉินมู่หัวเราะอย่างสนุกสนาน รู้สึกถึงพลังที่เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าจากการพัฒนาศักยภาพ และความคับข้องใจภายในใจเองก็หายไป
หลังจากที่อัปเกรดศักยภาพจากระดับ F ขึ้นมาได้นั้น เขาไม่เพียงแต่จับรางวัลได้ของน้อยลงเท่านั้น แต่โอกาสออกค่าศักยภาพยังต่ำเตี้ยเรี่ยดินอีกต่างหาก
หลังจากที่ไม่ได้อะไรเลยติดต่อกัน 5 วันเขาก็เริ่มเก็บเงินเพื่อสุ่มกาชา 10 ครั้งรวดด้วยความโมโห และโชคดีที่ใช้เวลาแค่สามสี่วันก็ได้ค่าอารมณ์ครบ และแน่นอนว่ามีของดี ๆ โผล่มามากมาย และศักยภาพก็เริ่มโผล่มาให้เห็น
แต่ถึงแม้จะสุ่ม 10 ครั้งรวดก็ตาม ก็ออกศักยภาพจำนวนสูงสุดคุณแค่ 3 ครั้งเท่านั้น
ดังนั้นในเดือนที่ผ่านมานี้โอกาสในการอัปเกรดศักยภาพเลยค่อนข้างช้า
วันนี้จึงเป็นวันที่โชคดีที่ในที่สุดก็เก็บค่าศักยภาพครบและอัปเกรดจนได้
แน่นอนว่าตลอดเดือนที่ผ่านมาก็ใช่ว่าจะเป็นข่าวร้ายไปเสียทั้งหมด
เขาได้สะสมวิชายุทธ์ อาวุธ และทักษะยุทธ์ระดับจักรพรรดิและระดับเทพเอาไว้มากมายจนแทบจะถือไม่ไหวแล้ว ทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนระดับจักรพรรดิเองก็ยังมีอยู่อย่างเหลือเฟือด้วย
ทรัพยากรระดับจักรพรรดิเหล่านี้ยังดีกว่าทรัพยากรที่เขา บุตรชายคนโตของตระกูลเฉินเคยมีมาก่อนถึง 10 เท่า
ยิ่งไปกว่านั้น ในที่สุดเขาก็ได้รู้จากเย่หานยู่ว่า ทรายดาราและอุกกาบาตสีชาดที่เขาจับได้ในตอนแรกนั้นเป็นวัสดุสำหรับการตีเหล็ก
พูดให้ชัดเจนก็คือมันเป็นไอเทมล้ำค่าสำหรับอัปเกรดระดับให้แก่อาวุธระดับจักรพรรดิ
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยการฝึกฝนและพัฒนาอย่างต่อเนื่องทุกวัน รวมถึงความช่วยเหลือจากเย่หานยู่ในตอนกลางวัน และฉินเสี่ยวเสี่ยวในตอนกลางคืน ความเร็วในการฝึกฝนของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็น 500 เท่าของความเร็วเดิม
ถ้าเอาคนที่มีศักยภาพระดับ S อย่างลั่วซือหานเป็นตัวเปรียบเทียบล่ะก็ ความเร็วในการฝึกฝนและพลังการต่อสู้ของเขาในปัจจุบันจะเท่ากับมากกว่าเธอถึง 50 เท่า
อย่าคิดว่า 50 เท่าเป็นตัวเลขน้อย ๆ เพราะนั่นคือเทียบจากศักยภาพระดับ S ซึ่งเป็นการเพิ่มความเร็วในการฝึกฝนและพลังการต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก
เฉินมู่ได้ลองแอบคำนวณดูแล้ว ว่าด้วยพลังที่เพิ่มขึ้นถึง 50 เท่านี้ จะทำให้เขาแข็งแกร่งกว่าตอนที่อยู่ในขอบเขตจักรพรรดิในชาติก่อนอย่างน้อย 100 เท่า
นั่นมันคนละเรื่องกันแล้ว
“อิงจากศักยภาพของลั่วซือหาน ถ้าพลังการต่อสู้เรามากกว่าเธออย่างน้อยห้าสิบเท่า งั้นพอเราเลื่อนเป็นศักยภาพระดับเอส แปลว่าพลังการต่อสู้เราจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณสามร้อยเท่า”
“ระบบนี่โคตรสุดยอด !”
หลังจากสำรวจมา 1 เดือน เขาก็ค้นพบว่ารางวัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กัน
คิดว่าเหตุใดพละกำลังของเขาจึงเพิ่มขึ้นมากมายขนาดนี้
ตั้งแต่อายุ 1 ขวบถึง 18 ปี ร่างกายได้รับการขัดเกลาโดยใช้สมบัติฟ้าดินชั้นยอดของตระกูลเฉิน โดยได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายด้วยสมบัติที่เริ่มต้นจากระดับปราชญ์
หลังจากพลังตื่นเมื่ออายุครบ 18 ปี เขาก็ได้รับพลังจากวิชาระดับเต๋าเช่น คัมภีร์เต้าซวน, คัมภีร์ซูอู่ และคัมภีร์อู่เลี่ยง
ต่อมาก็ชำระล้างและขัดเกลาด้วยโลหิตมังกรเพลิง ของเหลวไขวิญญาณหมื่นปี แก่นปฐพี และอื่น ๆ ที่เป็นไอเทมฟ้าดินที่อยู่เหนือระดับจักรพรรดิ
อาจกล่าวได้ว่าเฉินมู่เป็นคนแรกที่เริ่มต้นฝึกฝนด้วยมาตรฐานที่สูงเกินมนุษย์เช่นนี้ นับตั้งแต่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้เกิดการกลายพันธุ์
ไม่สามารถจำลองซ้ำได้
เฉินมู่จ้องมองมือของตัวเองด้วยความตื่นเต้นอย่างยิ่ง เฝ้ารอช่วงเวลาที่ศักยภาพของตนจะได้รับการปลุกให้ตื่นอย่างเต็มที่ และจะได้กลับเข้าสู่ขอบเขตจักรพรรดิอีกครั้ง !
คิดเสร็จแล้วเขาก็รีบเปิดแผงควบคุมขึ้นมา
[ ชื่อ ] : เฉินมู่
[ ระดับ ] : ราชันยุทธ์ (4 ดาว)
[ โลหิตปราณ] : 362362
[ กายา ] : กายศักดิ์สิทธิ์หยินหยางสรรสร้าง (เต๋า)
[ พิเศษ ] : เนตรแห่งกาลเวลา
[ ศักยภาพ ] : ระดับ D (5%)
“ดีมาก ศักยภาพถึงระดับดีแล้ว พลังโลหิตปราณก็สูงถึงสามแสนหกแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเป้าหมายการฝึกต้องเป็นระดับสิบดาวล่ะก็ ป่านนี้ด้วยค่าโลหิตปราณนี่เราคงไปถึงขอบเขตปราชญ์ยุทธ์สามดาวไปแล้ว”
สีหน้าของเฉินมู่สงบนิ่ง เขาไม่สนใจเรื่องระดับพลัง ความแข็งแกร่งต่างหากคือรากฐานของทุกสิ่ง
ตราบใดที่ตนยังแข็งแกร่งพอ เขาก็จะฝึกฝนต่อไปแม้ว่ามันจะมีระดับถึง 20 ดาวเลยก็ตามที
“เอาจริง ๆ โลหิตปราณเราเพิ่มเร็วไปแท้ ๆ แต่ไตเนี่ยสิ ทำงานหนักจนแทบจะแบกไม่อยู่อยู่แล้ว”
“โชคดีที่มีสมบัติให้ใช้ฝึกฝนร่างกายทุกวัน ไม่งั้นถ้าต้องทำงานหนักไม่ให้หยุดพักตั้งกะเช้ายันค่ำแบบนี้ ต่อให้เป็นจอมยุทธ์ขอบเขตจักรพรรดิก็เอาไม่อยู่หรอก”
เฉินมู่ส่ายหน้า พอคิดถึงเย่หานยู่กับฉินเสี่ยวเสี่ยวปุ๊บก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที
“ช่างมันเถอะ ตอนนี้ก็เคลียร์เรื่องความรู้สึกกับตัวเองเรียบร้อยแล้ว ถึงเวลากลับมาส่องพวกลูกหมูน้อยน่ารักของเราแล้วล่ะ”
“ไหนขอดูหน่อยซิว่าผู้โชคดีคนแรกเป็นใคร”
เฉินมู่มองไปยังระยะไกลด้วยความยินดี และในไม่ช้าก็พบเป้าหมาย
“อ้อ ? เจอสามตัวแรกละ... หา ?”
เฉินมู่ถึงกับตกใจและอดไม่ได้ที่จะหรี่ตามอง
...
“ขอแสดงความยินดีกับรองอธิการหลี่ด้วยนะ ! ปีนี้ถึงกับมีนักศึกษาศักยภาพระดับเอสตั้งสี่คน”
นอกเขตแดนลับ
บรรดาผู้มีอำนาจจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ และเจ้าเมืองเหลียนฮวานั่งอยู่ในเต็นท์ชั่วคราว แลกเปลี่ยนคำชมและขิงซึ่งกันและกัน แสดงให้เห็นถึงความกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบราวพ่อกับลูก ราวพี่กับน้อง
เมื่อหลี่หมิงซินได้ยินว่าเพื่อน ๆ กำลังยกหางให้ก็หัวเราะเสียงดัง
“ทั้งหมดเพราะท่านอธิการฉินเลยครับ มันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย หน้าที่ผมคือแค่คอยดูแลพวกเด็ก ๆ เท่านั้นเอง”
คนอื่น ๆ ได้ยินแล้วก็ดูไม่ค่อยเป็นมิตรและไม่อยากพูดคุยด้วย
ทว่าผู้บริหารสถาบันที่มีนักศึกษาที่มีศักยภาพระดับ S ก็ยังคงยินดีที่จะพูดชมให้อยู่
“อ้อ ว่าแต่ว่ารองอธิการหลี่ ผมได้ยินมาว่าซูซิงหางกับฉินหลานของสถาบันคุณต่างก็บรรลุระดับศิษย์ยุทธ์แปดดาวแล้วหนิ ผมอยากรู้ว่าลั่วซือหานกับเย่จิ่นชิวล่ะเป็นไงบ้าง”
“เอ่อ ผมรู้ว่าลั่วซือหานเป็นอัจฉริยะที่หนึ่งในการจัดอันดับรวมของปีนี้ ป่านนี้เธอคงอยู่ในขอบเขตศิษย์ยุทธ์เก้าดาวแล้วมั้ง”
ดูเหมือนหลี่หมิงซินจะรู้สึกเขินเล็กน้อยขณะพูด
เขาทำงานยุ่งมากและไม่ได้เจอเฉินมู่มาเป็นเดือนแล้วจึงไม่รู้ว่าเด็ก ๆ เป็นอย่างไรบ้าง
ปัญหาคือเราจะรู้ไม่ได้เลยจนกว่าพวกเธอจะใช้พลังโลหิตปราณออกมา...
“อืม ว่านะ ลั่วซือหานมีพื้นฐานที่ดีกว่า เพราะงั้นเธอน่าจะเข้าสู่ขอบเขตนักยุทธ์ได้ในอีกไม่กี่วัน”
ขอบเขตศิษยุทธ์ 9 ดาวนั้นยังขาดค่าโลหิตปราณอีก 1,000 แต้มเท่านั้นจึงจะกลายเป็นขอบเขตนักยุทธ์ และจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยอีก 1 เดือนในการฝึกฝนเพื่อให้ครบ 1,000 แต้มนั้น
ความสามารถของลั่วซือหานในการครองที่ 1 นั้นต้องเป็นผลมาจากโลหิตปราณและพลังอันเหนือธรรมดาของเธออย่างแน่นอน
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉียนหยวนจงรองอธิการบดีแห่งสถาบันหลงอู่จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป
“ว่าแต่ รองอธิการหลี่ ผมพึ่งเห็นกลุ่มคนจากสถาบันคุณ... เอ่อ... เป็นนักศึกษาใช่มั้ย คนไม่เยอะ แต่ดูเป็นระเบียบดี พวกเธอคืออะไรเหรอ...”
“อ๋อ หมายถึงห้องหนึ่งใช่มั้ย นั่นห้องที่อาจารย์เฉินสอนน่ะ”
หลี่หมิงซินรู้ว่าเรื่องซุบซิบทั้งหมดที่พูดมานั้นสุดท้ายจะเป็นตัวนำเข้าสู่คำถามนี้ และเขาก็อดรู้สึกภูมิใจเล็กน้อยไม่ได้
“ห้องหนึ่งเหรอครับ ก็คือห้องเรียนทั้งห้องว่างั้น แต่มีนักศึกษาแค่ไม่กี่คนเองเนี่ยนะ”
“ครับ เป็นห้องพิเศษก็เลยมีคนน้อย”
“แม้จ้าว สถาบันคุณก็โหดเกิ๊น ! ตอนที่ห้องนั่นโผล่มาผมเนี่ยคิดว่ากองทัพมาเองซะอีก”
“ฮ่า ๆ ๆ คุณพูดถูก พวกเธอมีระเบียบวินัยมาก ! ห้องอื่นเละเทะกันหมดแท้ ๆ แต่มีแต่พวกเธอเท่านั้นที่เงียบกริบ ถ้าผมมีห้องแบบนั้นบ้างล่ะก็ ต่อให้นอนหลับอยู่ผมก็ยังหัวเราะออกมาแน่ ๆ”
“นั่นสิ ห้องแบบนี้จะต้องหล่อหลอมนักศึกษาให้เป็นหนึ่งเดียวกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ มีบรรยากาศที่ดีเยี่ยม และเด็ก ๆ ที่จบจากห้องนี้จะต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งสุด ๆ ชัวร์ป้าด”
คำชมที่คนเหล่านี้พูดแน่นอนว่าเป็นของจริง และความอิจฉาของพวกเขาเองก็เป็นของจริงเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้วใครบ้างจะไม่ต้องมีห้องแบบนั้น นั่นมันเป็นสมบัติล้ำค่าที่สามารถนำความรุ่งโรจน์มาสู่สถาบันได้อย่างง่ายดายเลยเชียวนะ
แล้วหลี่หมิงซินจะไม่รู้สึกยินดีที่ได้ยินดังนั้นได้อย่างไร
“เออใช่ รองอธิการหลี่ ผมคิดว่าในห้องนั่นมีนักศึกษาแค่สามสิบเจ็ดคนเองนะ อาจารย์ที่ปรึกษาไม่ได้มาด้วยเหรอ ไม่ใช่ว่าควรจะต้องมีการคุ้มครองเหรอครับ”
หลี่หมิงซินตกใจ แต่ก็เข้าใจที่พูดในทันที
“อ๋อ ไม่ใช่ครับ ทั้งห้องมีนักศึกษาแค่สามสิบหกคน ส่วนคนที่เดินนำหน้าก็คืออาจารย์เฉิน”
“อะไรกันเนี่ย ? เด็กหนุ่มคนนั้นเป็นอาจารย์เหรอ ? ? ?”
เมื่อได้ยินแบบนั้นทุกคนก็ต่างตกใจกันหมด