เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 7 บรรดาศิษย์พี่ช่างทำตัวเป็นเด็กๆ

บทที่ 7 บรรดาศิษย์พี่ช่างทำตัวเป็นเด็กๆ

บทที่ 7 บรรดาศิษย์พี่ช่างทำตัวเป็นเด็กๆ


บทที่ 7 บรรดาศิษย์พี่ช่างทำตัวเป็นเด็กๆ

ยาปี้กู่?

"ของสิ่งนี้ทำให้ข้าอิ่มได้จริงๆ เหรอ?" ฉีเสี่ยวหว่านรู้สึกกังขาในสรรพคุณของยาลูกกลอนสีโคลนเม็ดนี้

แม้เธอจะเคยได้ยินมาว่าผู้บำเพ็ญเพียรจะสกัดกั้นปราณเบญจธาตุ ดูดซับแก่นแท้ของฟ้าดินและแสงอาทิตย์แสงจันทร์ จนสามารถละเว้นอาหารของปุถุชนได้ แต่ในมุมมองทางชีววิทยาแล้ว มันเป็นไปไม่ได้เลย

มนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้ หากไม่กินอาหารแล้วจะเอาสารอาหารมาจากไหน? หรือว่ายาปี้กู่จะเป็นบิสกิตอัดแท่งที่มีความเข้มข้นสูงกันนะ?

แต่ในดินแดนเสวียนอู่ ตัวอย่างนับพันนับหมื่นต่างยืนยันว่าวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรช่วยเสริมสร้างร่างกายและยืดอายุขัยได้ มันต้องมีหลักการทำงานบางอย่างที่ฉีเสี่ยวหว่านยังไม่เข้าใจแน่ๆ

ฟางอวี่เฉิงตอบเธอ "การกินยาปี้กู่ 1 เม็ดจะทำให้เจ้าไม่รู้สึกหิวไปอย่างน้อย 1 เดือน"

"มหัศจรรย์ขนาดนั้นเลย?" ฉีเสี่ยวหว่านกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย โยนยาปี้กู่เข้าปาก

มันไม่มีรสสัมผัสใดๆ ให้พูดถึง ทันทีที่เม็ดยาสัมผัสกับลิ้น มันก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังปราณบริสุทธิ์ไหลลื่นลงคอ และหมุนวนไปตามเส้นลมปราณของเธอ ถึงแม้จะไม่ได้รู้สึกอิ่มท้อง แต่ความหิวก็มลายหายไปจนหมดสิ้น

ดูจากตรงนี้แล้ว ส่วนประกอบทางโภชนาการของยาปี้กู่เม็ดนี้น่าจะเป็นพลังปราณเสียส่วนใหญ่

พลังปราณเป็นสสารพลังงานที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร แบ่งออกเป็น 5 ธาตุ ได้แก่ ทอง ไม้ น้ำ ไฟ และดิน

มันไม่เพียงแต่ให้พลังงานแก่สิ่งมีชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งพลังงานหลักสำหรับอุปกรณ์ต่างๆ ของวิเศษ และค่ายกลอีกด้วย มันมีการใช้งานที่หลากหลายและมีความปลอดภัยสูง แต่วิธีการสกัดนั้นมีเพียงรูปแบบเดียว ประสิทธิภาพในการสกัดและการนำไปใช้ก็ยังต่ำ และองค์ประกอบทางธาตุก็ยังไม่ชัดเจนนัก เธออดสงสัยไม่ได้ว่าจะมีวิธีสังเคราะห์มันขึ้นมาด้วยวิธีจำลองขึ้นเองไหมนะ

เรื่องพวกนี้เอาไว้ค่อยคิดทีหลัง ตอนนี้เธอยังไม่มีปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการค้นคว้าอย่างลึกซึ้ง ฉีเสี่ยวหว่านจึงตัดสินใจเลิกคิดถึงมันอย่างเด็ดขาด

เธอขอบคุณฟางอวี่เฉิงพร้อมกับโบกมือ "ถ้าอย่างนั้น ศิษย์พี่เชิญบำเพ็ญเพียรต่อไปเถอะค่ะ ข้าจะกลับไปนอนแล้ว"

ฉีเสี่ยวหว่านกลับมาที่ถ้ำพำนักและล้มตัวลงนอนบนเตียงหินด้วยความสบายใจ การนอนหลับหลังจากนั้นเป็นไปอย่างสงบสุข เธอไม่ได้ตื่นขึ้นมากลางดึกเลย และเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกที ฟ้าก็สว่างจ้าแล้ว

เธอตื่นขึ้นมาด้วยอาการสะลึมสะลือ พลันได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากนอกถ้ำพำนัก เป็นน้ำเสียงที่คุ้นหูมาก

เป็นเสียงของศิษย์พี่รองโจวอวิ๋นฉี และศิษย์พี่สี่เชวี่ยเยี่ยนเซิง ที่เธอเพิ่งจะได้พบเมื่อวานนี้นั่นเอง

ศิษย์พี่ทั้งสองมาที่ถ้ำพำนักของฟางอวี่เฉิงตั้งแต่เช้าตรู่ คาดว่าน่าจะมาตามหาเธอ

ฉีเสี่ยวหว่านหาวหวอดขณะลุกจากเตียงหิน แหวกเถาวัลย์สีเขียว และเดินออกมานอกถ้ำพำนัก และก็เป็นอย่างที่คิด เธอเห็นเชวี่ยเยี่ยนเซิงกับโจวอวิ๋นฉีกำลังยืนรออยู่ข้างนอกจริงๆ

เมื่อเห็นฉีเสี่ยวหว่านเดินออกมา ดวงตาของเชวี่ยเยี่ยนเซิงก็เป็นประกาย เขาร้องทักทายเธอด้วยความดีใจ "ศิษย์น้อง!"

ยังไม่ทันสิ้นเสียง เขาก็วิ่งปรี่เข้ามาด้วยความตื่นเต้น อุ้มฉีเสี่ยวหว่านขึ้นมา แล้วจับเธอหมุนไปรอบๆ หลายรอบ

ไม่ได้เจอกันแค่คืนเดียว ศิษย์พี่สี่ดูจะบ้าคลั่งหนักกว่าเมื่อวานเสียอีก

"หยุดๆๆ!" โจวอวิ๋นฉีรีบคว้าแขนของเชวี่ยเยี่ยนเซิงเพื่อห้ามปราม "เจ้าสี่ นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือไง! รีบวางศิษย์น้องลงเดี๋ยวนี้ อย่าทำให้นางตกใจสิ!"

ฉีเสี่ยวหว่านรู้สึกเวียนหัวไปหมด โชคดีที่มีศิษย์พี่รองอยู่ด้วย ไม่อย่างนั้นชีวิตน้อยๆ ของเธอคงได้มาจบสิ้นด้วยน้ำมือของเชวี่ยเยี่ยนเซิงในวันนี้เป็นแน่

เชวี่ยเยี่ยนเซิงกับโจวอวิ๋นฉีชินกับการทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่แล้ว เขาจึงไม่ได้รู้สึกรำคาญที่ถูกขัดจังหวะความตื่นเต้น แต่เขากลับอุ้มฉีเสี่ยวหว่านไว้แน่น ไม่ยอมปล่อยมือไม่ว่าโจวอวิ๋นฉีจะถลึงตาใส่เขาแค่ไหนก็ตาม

เชวี่ยเยี่ยนเซิงหยิกแก้มฉีเสี่ยวหว่านเบาๆ พลางฉีกยิ้มกว้างจนแก้มแทบปริ "ศิษย์น้อง เจ้าเห็นไหมว่าวันนี้ศิษย์พี่สี่มีอะไรต่างไปจากเมื่อวานบ้าง?"

มีอะไรต่างไปงั้นเหรอ?

ฉีเสี่ยวหว่านมองดูอย่างพิจารณา ดูเหมือนจะไม่มีอะไรต่างไปเลยนะ ถ้าจะให้พูด ก็คงดูมีพลังงานล้นเหลือกว่าเมื่อวานล่ะมั้ง

"ศิษย์น้องยังไม่ได้เริ่มบำเพ็ญเพียรเลย นางจะไปเห็นอะไรได้ล่ะ?" โจวอวิ๋นฉีทนดูท่าทีโอ้อวดของเชวี่ยเยี่ยนเซิงไม่ได้ จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงหมั่นไส้ "ก็แค่ทะลวงระดับการบำเพ็ญเพียร กระโดดรวดเดียว 3 ขั้นจากระดับหยวนอิงขั้น 2 ไปเป็นขั้น 4 ไม่ใช่หรือไง? ทั้งหมดนี้มันเป็นเพราะความดีความชอบของศิษย์น้องทั้งนั้นแหละ!"

ฉีเสี่ยวหว่านแกล้งทำเป็นประหลาดใจ "ศิษย์พี่ทะลวงระดับแล้วเหรอคะ?"

"ฮี่ๆ ศิษย์น้องของเราเป็นดาวนำโชคตัวน้อยชัดๆ!" เชวี่ยเยี่ยนเซิงกำลังมีความสุข ท่าทางเหมือนสุนัขตัวโตที่กำลังเริงร่า

โจวอวิ๋นฉีเตะก้นเขาไปหนึ่งที "พอได้แล้ว ท่านอาจารย์ยังรอพวกเราอยู่ที่ลานสำนักนะ"

ถึงตอนนั้นฉีเสี่ยวหว่านถึงได้มีโอกาสเอ่ยถามพวกเขา "ศิษย์พี่รอง ศิษย์พี่สี่ แล้วศิษย์พี่ห้าหายไปไหนแล้วล่ะคะ?"

เธอออกมาจากถ้ำพำนักพักใหญ่แล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของฟางอวี่เฉิงเลย

ศิษย์พี่ทั้งสองแย่งกันตอบ แต่โจวอวิ๋นฉีตอบได้เร็วกว่า "วันนี้ท่านอาจารย์จะจัดพิธีรับศิษย์ เจ้าห้าเลยไปหาท่านอาจารย์ตั้งแต่เช้าแล้วก็อยู่ช่วยงานที่นั่นเลย"

หนีไปตั้งแต่เช้าตรู่ขนาดนี้ ศิษย์พี่ห้าคนนี้ไม่ชอบหน้าเธอมากขนาดไหนกันเนี่ย?

ระหว่างทางลงจากเขา เชวี่ยเยี่ยนเซิงก็ถามฉีเสี่ยวหว่าน "ศิษย์น้อง เจ้าเลือกถ้ำพำนักได้หรือยัง?"

ฉีเสี่ยวหว่านส่ายหน้า "ยังเลยค่ะ"

เธอบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานให้พวกเขาฟังตามความเป็นจริง โดยข้ามขั้นตอนการต่อสู้กับงูหลามวารีไป

หลังจากได้ยินเช่นนั้น เชวี่ยเยี่ยนเซิงก็เกาหลังคออย่างเก้อเขิน และโดนโจวอวิ๋นฉีดุไปหนึ่งยก

โจวอวิ๋นฉีฉวยโอกาสนั้นแย่งตัวฉีเสี่ยวหว่านมาจากอ้อมแขนของเชวี่ยเยี่ยนเซิง พลางเสี้ยมสอนภายใต้หน้ากากของการปลอบโยน "ไม่ต้องกลัวนะศิษย์น้อง ศิษย์พี่สี่พึ่งพาไม่ได้เลย พวกเราจะไม่เล่นกับเขาแล้ว เจ้ายังมีศิษย์พี่รองอยู่นะ และศิษย์พี่รองจะปกป้องเจ้าเอง!"

พูดจบ เขาก็หยิบยันต์ย่นระยะทางออกมา สับเท้าโกยแน่บวิ่งหนีหายวับไปกับตา ทิ้งเชวี่ยเยี่ยนเซิงไว้เบื้องหลังไกลลิบ

"!" เชวี่ยเยี่ยนเซิงชะงักงันไปครู่หนึ่งกว่าจะตั้งสติได้ ร่างของโจวอวิ๋นฉีที่อุ้มฉีเสี่ยวหว่านอยู่ได้กลายเป็นจุดเล็กๆ และกำลังจะลับสายตาไปที่ปลายทางเดินบนเขาแล้ว เขาโกรธจัดขึ้นมาทันทีและตะโกนลั่นด้วยความโมโห "โจวอวิ๋นฉี หยุดเดี๋ยวนี้นะ!"

โจวอวิ๋นฉีไม่เพียงแต่ไม่หยุด แต่ยังสับเท้าวิ่งเร็วยิ่งกว่าเดิม เสียงหัวเราะอย่างผู้ชนะของเขาลอยแว่วมาจากที่ไกลๆ

ฉีเสี่ยวหว่าน: "..."

บรรดาศิษย์พี่ช่างทำตัวเป็นเด็กๆ จริงๆ

เมื่อเห็นว่าใกล้จะถึงยอดเขาหลักแล้ว ฉีเสี่ยวหว่านก็โอบแขนรอบคอโจวอวิ๋นฉีแล้วถามว่า "ศิษย์พี่รอง อาการบาดเจ็บของศิษย์พี่สามดีขึ้นบ้างไหมคะ?"

"ศิษย์น้องช่างใส่ใจจริงๆ!" โจวอวิ๋นฉีเพิ่งเอาชนะเชวี่ยเยี่ยนเซิงมาได้จึงกำลังอารมณ์ดี ขณะที่พูด เขาก็ทำท่าจะหอมแก้มยุ้ยๆ สีชมพูระเรื่อของฉีเสี่ยวหว่านฟอดใหญ่

สถานการณ์แบบนี้เป็นสิ่งที่ฉีเสี่ยวหว่านเจอบ่อยมาตั้งแต่เด็ก เธอยกมือขึ้นมาบังตามสัญชาตญาณ ริมฝีปากของโจวอวิ๋นฉีจึงสัมผัสได้แค่ฝ่ามือของเธอเท่านั้น

โจวอวิ๋นฉีทำไม่สำเร็จ แต่เขากลับรู้สึกขบขันกับปฏิกิริยาของฉีเสี่ยวหว่านและหัวเราะเสียงดัง "หลบไวนะเนี่ย!"

ด้วยกลัวว่าจะทำให้ศิษย์น้องตกใจกับความกระตือรือร้นที่มากเกินไป โจวอวิ๋นฉีจึงยอมปล่อยเธอไป และตอบคำถามก่อนหน้านี้อย่างเบิกบาน "ไม่ต้องห่วงหรอก อาการบาดเจ็บของเจ้าสามไม่เป็นอะไรแล้ว ผลอายุวัฒนะไม่เพียงแต่ขจัดพิษงูออกจากร่างกายของเขาเท่านั้น แต่ยังช่วยรักษาอาการบาดเจ็บเรื้อรังที่สะสมมานานด้วย เดี๋ยวตอนที่ท่านอาจารย์รับเจ้าเป็นศิษย์ เขาก็จะมาร่วมงานด้วยเหมือนกัน"

ฉีเสี่ยวหว่านพยักหน้ารับ สีหน้าจริงจัง "ศิษย์พี่สามไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วค่ะ"

เด็กหญิงตัวน้อยแก้มยุ้ยสีชมพูที่พยายามทำตัวเป็นผู้ใหญ่ช่างดูน่ารักน่าชังเหลือเกิน โจวอวิ๋นฉีอดใจไม่ไหวอยากจะขโมยหอมแก้มอีกสักรอบ แต่คราวนี้ฉีเสี่ยวหว่านใช้มือดันหัวเขาออกไปด้านข้าง

จังหวะที่เขาหันหน้าหลบ เขาก็เหลือบไปเห็นใครบางคนกำลังยืนอยู่บนบันไดหินที่ทอดยาวหน้าภูเขา

ฟู่เทียนชิงยืนกอดอกถือกระบี่ ตัวใบดาบถูกดึงออกจากฝักมาเล็กน้อย เขาช้อนตามองโจวอวิ๋นฉีพร้อมกับรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา "ศิษย์น้องโจว ก็พักใหญ่แล้วนะที่พวกเราไม่ได้ประลองกัน ไม่มีเวลาไหนเหมาะไปกว่าตอนนี้อีกแล้ว ทำไมไม่ให้ศิษย์พี่คนนี้ดูหน่อยล่ะว่าช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเจ้าพัฒนาฝีมือไปถึงไหนแล้ว?"

เปลือกตาของโจวอวิ๋นฉีกระตุกยิกราวกับเห็นผี เขารีบวางตัวฉีเสี่ยวหว่านลงบนพื้น "ศิษย์พี่ใหญ่ พิธีรับศิษย์ของท่านอาจารย์ใกล้จะเริ่มแล้ว และที่ลานสำนักก็กำลังขาดคน ข้าต้องรีบไปช่วยงาน เอาไว้ประลองกันวันหลังเถอะนะ ฝากดูแลศิษย์น้องด้วยล่ะศิษย์พี่"

ยังพูดไม่ทันขาดคำ ร่างของเขาก็หายวับไปเสียแล้ว

เหอะ ขี้ขลาด

ฉีเสี่ยวหว่านกลอกตาบนอยู่ในใจ

เมื่อไม่มีใครอื่นอยู่บนทางเดินบนเขา และต้องเผชิญหน้ากับฉีเสี่ยวหว่านตามลำพัง กลิ่นอายกดดันของฟู่เทียนชิงก็อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น เขากลายเป็นคนพูดติดอ่าง และกว่าจะเค้นคำพูดออกมาได้ก็กินเวลาไปพักใหญ่ "ศะ... ศิษย์น้อง... ไม่ต้องกลัวนะ ศิษย์พี่ไม่ใช่คนเลวหรอก"

จบบทที่ บทที่ 7 บรรดาศิษย์พี่ช่างทำตัวเป็นเด็กๆ

คัดลอกลิงก์แล้ว