- หน้าแรก
- เมื่อบัณฑิตจอมเผด็จการหันมาปลูกผักทำนา
- บทที่ 27: ฝันไปเถอะ
บทที่ 27: ฝันไปเถอะ
บทที่ 27: ฝันไปเถอะ
บทที่ 27: ฝันไปเถอะ
บัณฑิตทั้งสี่คน พร้อมด้วยลู่หยวนโจว หลินอี้ และหานหมิง รวมเป็นเจ็ดคน นั่งรถม้าของตระกูลลู่เดินทางมายังภัตตาคารเยวี่ยไหล
เถ้าแก่หวงถึงกับชะงักไปเมื่อเห็นหานหมิง พลางคิดในใจว่า นี่มันหานเอ้อร์คนที่อยากจะขายสูตรซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานไม่ใช่รึ? เหตุใดเขาถึงมากับคุณชายหลินและคุณชายลู่ได้?
แม้จะสงสัย แต่เขาก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา และให้การต้อนรับทั้งเจ็ดคนเข้าไปในห้องส่วนตัวอย่างกระตือรือร้น
ในฐานะเจ้ามือ หานหมิงจึงนั่งที่หัวโต๊ะ โดยมีหลินอี้นั่งอยู่ทางขวามือและลู่หยวนโจวนั่งอยู่ทางซ้ายมือ
หานหมิงแย้มยิ้มและเอ่ยว่า "เถ้าแก่หวง จัดโต๊ะอาหารชุดที่ดีที่สุดของที่นี่มาให้พวกเราที"
เถ้าแก่หวงยิ้มรับคำ รินน้ำชาให้ทุกคนด้วยตัวเอง ก่อนจะขอตัวออกไปจัดการเรื่องอาหาร
จู่ๆ หานหมิงก็ลุกขึ้นยืน "พวกท่านนั่งพักกันก่อน ข้าขอตัวออกไปคุยกับเถ้าแก่หวงสักครู่ เดี๋ยวมา"
พูดจบ เขาก็รีบสาวเท้าเดินตามเถ้าแก่หวงออกไป
"เถ้าแก่หวง ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาท่านสักหน่อย"
เถ้าแก่หวงหยุดเดินและส่งยิ้มให้ "พี่รองหาน เชิญว่ามาได้เลย"
เมื่อได้ยินสรรพนามการเรียกขาน หานหมิงก็รู้ทันทีว่าเถ้าแก่หวงจำเขาได้ ซึ่งนั่นก็ทำให้คุยกันง่ายขึ้น
"พูดตามตรงเลยนะ วันนี้ข้าเชิญคุณชายเหล่านี้มากินข้าว แต่พกเงินมาไม่พอ"
เถ้าแก่หวงขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อได้ยินเช่นนั้น
"ข้าอยากจะทำข้อตกลงกับท่าน ข้าจะใช้สูตรซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานจ่ายเป็นค่าอาหารมื้อนี้ ท่านเห็นว่าอย่างไร?"
หากเป็นอาหารชุดที่ดีที่สุด ราคาคงไม่ต่ำกว่าสิบตำลึง แม้ว่าต้นทุนวัตถุดิบจะตกอยู่แค่ราวๆ สามตำลึงก็ตาม
ก่อนหน้านี้เถ้าแก่หวงเคยเสนอซื้อสูตรในราคาสามตำลึงเงิน เมื่อลองชั่งน้ำหนักดูแล้วก็ถือว่าสมน้ำสมเนื้อ เขาจึงยิ้มและตอบว่า
"ตกลงตามนั้น แต่ถ้าพวกท่านต้องการสุรา คงต้องจ่ายเพิ่มต่างหากนะ"
หานหมิงใจกระตุกวาบ จริงสิ พวกบัณฑิตมักจะชอบร่ำสุรากันนี่นา
และสุราดีๆ ก็มักจะมีราคาแพงกว่าค่าอาหารเสียอีก
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่ได้ทำให้เขาจนปัญญาเลยสักนิด หากพูดถึงสุรารสเลิศ ในร้านค้าของระบบมีให้เลือกถมเถไป
แค่หยิบเหล้าขาวธรรมดาๆ ออกมาสักขวด ก็ถือเป็นการโจมตีข้ามมิติที่เหนือชั้นกว่าแล้ว
ดวงตาของหานหมิงกลอกกลิ้งไปมา ก่อนจะปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้
"ข้าจะเตรียมสุรามาเอง เพียงแต่ต้องขอยืมป้านสุราจากท่านสักหน่อย แม้จะผิดกฎร้านไปบ้าง แต่ข้าจะไม่ปล่อยให้เถ้าแก่หวงต้องเสียเปรียบแน่นอน อีกไม่นาน พืชผักแปลกใหม่ที่ข้าตั้งใจปลูกไว้ในนาก็กำลังจะให้ผลผลิต หึๆ... บอกตามตรงนะ มีผักบางชนิดที่ท่านไม่เคยเห็นมาก่อนด้วยซ้ำ ทันทีที่มันโตเต็มที่ ข้าจะนำมาส่งให้ท่านเป็นที่แรก แถมยังจะสอนวิธีทำอาหารจากผักพวกนั้นให้ฟรีๆ อีกด้วย ท่านว่าดีหรือไม่?"
เถ้าแก่หวงประหลาดใจอย่างมากเมื่อได้ยินดังนั้น "จริงรึ?"
พืชผักแปลกใหม่เหล่านี้มีความสำคัญต่อร้านอาหารเป็นอย่างยิ่ง สำคัญยิ่งกว่าสูตรซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานเสียอีก
ร้านอาหารทุกแห่งล้วนมีซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานขาย แตกต่างกันก็แค่รสชาติเท่านั้น
หากมีอาหารที่ไม่มีขายตามท้องตลาด แล้วร้านของเขามีขายเพียงแห่งเดียว ในฐานะพ่อค้าผู้ช่ำชอง เถ้าแก่หวงย่อมรู้ดีว่ามันหมายถึงอะไร
"คนอย่างข้า หานเอ้อร์ ไม่เคยพูดปด"
เถ้าแก่หวงจ้องมองหานหมิงอยู่นาน
ครั้งแรกที่เขาเจอกับหานหมิง อีกฝ่ายยังสวมเสื้อผ้าซอมซ่ออยู่เลย ทว่าตอนนี้กลับแต่งกายดูดีมีสกุล แถมยังมาร่วมโต๊ะอาหารกับคนระดับคุณชายหลินได้ ยิ่งไปกว่านั้น คำพูดคำจาและบุคลิกท่าทางของหานหมิงยังดูไม่ธรรมดา ครั้งก่อนที่หานหมิงช่วยคิดบัญชีการค้าให้ ก็ทำให้เขามองชายผู้นี้ด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปแล้ว
"พี่รองหาน หากมีพืชผักแปลกใหม่ที่ว่านั้นจริงๆ ข้าจะไม่รับสูตรอาหารของท่าน อาหารมื้อนี้ข้าขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง พวกเรามาทำสัญญาใจกันก่อนดีหรือไม่ ทันทีที่ผักของท่านเก็บเกี่ยวได้ ท่านจะต้องนำมาส่งให้ข้าเพียงผู้เดียว ตกลงไหม?"
เถ้าแก่หวงสมกับเป็นพ่อค้าหัวใส เขาสามารถจับจุดสำคัญได้อย่างรวดเร็ว
หานหมิงครุ่นคิดตาม เขามีที่นาอยู่แค่หนึ่งหมู่ ร้านอาหารเพียงแห่งเดียวย่อมรับซื้อผลผลิตทั้งหมดได้สบายๆ เผลอๆ หากขายดิบขายดีขึ้นมา อาจจะไม่พอส่งเสียด้วยซ้ำ
"ตกลงตามนั้น หลังจากกินข้าวเสร็จ ข้าจะมาคุยรายละเอียดกับท่านอีกทีนะ เถ้าแก่หวง"
"ดีๆ ดีเยี่ยม" เถ้าแก่หวงตอบรับอย่างเบิกบานใจ
หานหมิงเสริมขึ้นมาอีกว่า "อย่างไรเสีย ข้าก็จะมอบสูตรซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานให้ท่านอยู่ดี เถ้าแก่หวง ข้าขอเข้าไปในครัวเพื่อพบพ่อครัวใหญ่ของท่านหน่อยได้หรือไม่?"
เถ้าแก่หวงโบกมือปฏิเสธ "พี่รองหาน ข้าบอกแล้วไงว่ามื้อนี้ข้าเลี้ยง ท่านไม่จำเป็นต้องให้สูตรอาหารข้าจริงๆ"
"คุณชายหลินชื่นชอบซี่โครงหมูเปรี้ยวหวานฝีมือข้ามาก ในเมื่อวันนี้ข้าเป็นคนเลี้ยงข้าวเขา ข้าย่อมอยากให้เขามีอาหารจานนี้บนโต๊ะ" หานหมิงยิ้มอย่างมีเลศนัย
เดินหมากหนึ่งตากลับมองการณ์ไกลไปถึงสามก้าว เขาเพียงแค่กำลังปูทางเอาไว้ก่อนก็เท่านั้น
เมื่อเห็นเขาเอ่ยเช่นนั้น เถ้าแก่หวงก็ไม่ได้ปฏิเสธอีก และพาหานหมิงเข้าไปในครัวเพื่อพบกับพ่อครัวใหญ่
เนื่องจากเวลามีจำกัด หลินอี้และคนอื่นๆ ยังรออยู่ในห้องส่วนตัว เขาปลีกตัวมานานเกินไปไม่ได้ จึงไม่สามารถลงมือทำเองได้ทั้งหมด เขาทำได้เพียงสาธิตขั้นตอนคร่าวๆ ให้พ่อครัวใหญ่ดู อธิบายจุดสำคัญอย่างชัดเจน ก่อนจะผละออกจากห้องครัวแล้วเดินกลับไปยังห้องส่วนตัว
ขณะที่เพิ่งจะก้าวมาถึงหน้าห้องส่วนตัว เขาก็ได้ยินเสียงของลู่หยวนโจวดังแว่วมา "หานเอ้อร์ออกไปตั้งนานสองนาน อย่าบอกนะว่าเขากลัวไม่มีเงินจ่ายค่าอาหารก็เลยชิ่งหนีไปแล้ว?"
บัณฑิตทั้งสี่คนมองหน้ากันเลิ่กลั่กเมื่อได้ยินเช่นนั้น
หลินอี้เองก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ลู่หยวนโจวรู้สึกสะใจลึกๆ เขากำลังหวังให้หานหมิงหนีไปจริงๆ จึงเอ่ยเสริมขึ้นอีกว่า
"ไม่เป็นไรหรอก หนีก็หนีไปสิ อย่าไปใส่ใจคำพูดโอ้อวดของเขาก่อนหน้านี้เลย อย่างไรเสียเขาก็เป็นแค่พ่อค้าขายเกี๊ยว ในกระเป๋าไม่มีเงินสักอีแปะ ไม่มีปัญญาเลี้ยงพวกเราก็เป็นเรื่องปกติ พี่ชิงอวี่ มื้อนี้ข้าจ่ายเอง"
"คุณชายลู่ เหตุใดท่านถึงได้เกรงใจนักเล่า? ตกลงกันแล้วไงว่าข้าจะเป็นคนจ่าย ข้าก็ต้องจ่ายสิ" หานหมิงเดินระบายยิ้มเข้ามาในห้อง
สีหน้าของลู่หยวนโจวดำคล้ำลงทันตา และหุบปากฉับในทันที
"โอ้ ต้องขออภัยด้วย พอดีข้าคุยติดพันกับเถ้าแก่หวงนานไปหน่อย เลยกลับมาล่าช้า" หานหมิงเอ่ยพลางทรุดตัวลงนั่งที่หัวโต๊ะอย่างใจเย็น
"ทุกท่าน เชิญดื่มชากันก่อน"
หานหมิงหยิบถ้วยชาของตนเองขึ้นมาจิบเป็นคนแรก ก่อนจะขมวดคิ้วเล็กน้อย
รสชาติไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย
เขาเอนตัวไปทางหลินอี้ และพลันได้กลิ่นหอมเย็นยะเยือกจากตัวอีกฝ่าย ซึ่งทำเอาเขารู้สึกเคลิบเคลิ้มไปชั่วขณะ
หลินอี้คงไม่ชอบให้ใครเข้าใกล้มากนัก เขาขมวดคิ้ว เบี่ยงตัวหลบเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่าง
เมื่อหานหมิงเห็นดังนั้นจึงรีบเอ่ยว่า "คุณชายหลิน ชานี่รสชาติไม่ดีเลย ข้ามีใบชาที่ปลูกและคั่วเองที่บ้าน วันนี้บังเอิญพกติดตัวมานิดหน่อย หากท่านไม่รังเกียจ ให้ข้าชงให้ท่านลองชิมดูสักถ้วยดีหรือไม่?"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินอี้ก็เกิดความสนใจขึ้นมาทันที "เช่นนั้นก็ดียิ่ง"
เขาคิดว่าเป็นชาป่าชนิดหนึ่ง ซึ่งมีกลิ่นอายความเป็นพื้นบ้าน ลองชิมดูสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย
หานหมิงหยิบถ้วยชาของหลินอี้แล้วเดินไปที่โต๊ะเล็กด้านข้าง บนโต๊ะตัวนั้นมีเตาถ่านที่กำลังอุ่นน้ำร้อนตั้งอยู่
เขาเทน้ำชาในถ้วยทิ้งลงในอ่างน้ำบนโต๊ะ กลั้วล้างถ้วยด้วยน้ำร้อน จากนั้นก็แอบซื้อชาเขียวชั้นเลิศห่อเล็กๆ จากร้านค้าในระบบ เขาลอบฉีกซองและเทใบชาลงในถ้วยโดยไม่ให้ใครเห็น
ชาห่อเล็กนั้นชงได้เพียงถ้วยเดียว และมีราคาถึง 28 คะแนน
แต่เพื่อให้ภรรยาคนงามได้ดื่ม เขาไม่รู้สึกเสียดายเลยสักนิด
น้ำแรกเป็นการล้างใบชา เขาจึงเทน้ำชาทิ้งไป
จากนั้นก็รินน้ำร้อนลงไปอีกครั้ง ปิดฝาถ้วยชา แล้วนำไปเสิร์ฟให้หลินอี้
หลินอี้เปิดฝาถ้วยออก ก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกกล้วยไม้ที่ทั้งหรูหราและบริสุทธิ์
กลิ่นหอมฟุ้งกระจายออกไป บัณฑิตทั้งสี่คนถึงกับอุทานออกมาพร้อมกัน "ชาชั้นยอด!"
แม้ลู่หยวนโจวจะไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา แต่ใบหน้าของเขากลับเต็มไปด้วยความตกตะลึงและเคลือบแคลงใจ
หลินอี้ยกถ้วยขึ้นจิบเบาๆ น้ำชารสชาติเข้มข้นและหอมกรุ่น ทิ้งกลิ่นหอมอบอวลลอยอยู่ในปากจนเขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม "ชาดี ชาดีจริงๆ"
"แหม หานเอ้อร์ เจ้าเลือกปฏิบัติเกินไปแล้ว เหตุใดถึงมีแค่คุณชายหลินที่ได้ดื่ม แล้วพวกเราล่ะ?"
หานหมิงลอบกลอกตาบนอยู่ในใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ฝันไปเถอะ พวกเจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร? ชาชั้นเลิศแบบนี้คู่ควรให้ภรรยาคนงามของข้าดื่มเพียงคนเดียวเท่านั้นแหละ
เขาตอบส่งๆ ไปว่า "ต้องขออภัยด้วย ข้ามีติดตัวมาแค่นั้นจริงๆ และก็ชงให้คุณชายหลินไปหมดแล้ว ไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาส ข้าจะนำมาเพิ่มอีกก็แล้วกัน"
หลินอี้จิบน้ำชาพลางลอบมองหานหมิงอย่างเงียบๆ
คนผู้นี้เป็นแค่พ่อค้าขายเกี๊ยวจริงๆ งั้นหรือ?
แค่ชาถ้วยนี้... แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังเพิ่งเคยได้ลิ้มรสเป็นครั้งแรก ชาเพียงถ้วยเดียวน่าจะมีมูลค่าเทียบเท่ากับอาหารทั้งโต๊ะนี้เลยกระมัง?
แท้จริงแล้วเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่?
เขามองคนผู้นี้ไม่ออกเลยจริงๆ แถมอีกฝ่ายยังมักจะมีเรื่องน่าประหลาดใจมาให้เห็นอยู่เสมอ
เมื่อเห็นหลินอี้แสดงท่าทีชื่นชมหานหมิง สีหน้าของลู่หยวนโจวก็แปรเปลี่ยนเป็นบูดเบี้ยวไม่สบอารมณ์