- หน้าแรก
- เมื่อบัณฑิตจอมเผด็จการหันมาปลูกผักทำนา
- บทที่ 25: ภรรยาคนงามเอ่ยปากชมข้า
บทที่ 25: ภรรยาคนงามเอ่ยปากชมข้า
บทที่ 25: ภรรยาคนงามเอ่ยปากชมข้า
บทที่ 25: ภรรยาคนงามเอ่ยปากชมข้า
ภายในร้านหนังสือโม่อวิ๋น ชั้นแรกมีชั้นหนังสือขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายชิดติดผนัง อัดแน่นไปด้วยหนังสือสารพัดประเภท
บริเวณกลางร้านมีตู้จัดแสดงสูงระดับเอว วางเรียงรายไปด้วยสมุดภาพ พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก
ทันทีที่หานหมิงก้าวเท้าเข้าไป เขาก็ได้กลิ่นหมึกเข้มข้นเจือจางไปกับกลิ่นเครื่องหอมเตะจมูก
'แหม นี่สินะที่เรียกว่ากลิ่นอายแห่งความรู้!'
เด็กรับใช้ในร้านปรายตามองเขาแวบหนึ่ง แต่กลับไม่ได้เดินเข้ามาต้อนรับ
หานหมิงเดินสำรวจรอบๆ ชั้นล่างด้วยความอยากรู้อยากเห็น มีบัณฑิตในชุดคลุมยาวสองสามคนกำลังยืนอ่านหนังสืออยู่ ทว่าในกลุ่มคนเหล่านั้นกลับไม่มีหลินอี้ เขาเดาว่าอีกฝ่ายคงอยู่บนชั้นสองเป็นแน่
ทว่าเมื่อเขาเดินไปถึงบันไดและเตรียมจะก้าวขึ้นไป เด็กรับใช้ในร้านก็เข้ามาขวางเอาไว้
"นายท่าน ท่านขึ้นไปบนชั้นสองไม่ได้ขอรับ"
"ทำไมถึงขึ้นไม่ได้ล่ะ?" หานหมิงถามกลับด้วยความหงุดหงิด
เด็กรับใช้ถลึงตาใส่ "ชั้นสองสงวนไว้สำหรับสมาชิกเท่านั้น นายท่านเป็นสมาชิกหรือเปล่าล่ะขอรับ?"
แม้หานหมิงจะสวมชุดคลุมตัวใหม่เอี่ยม แต่เนื้อผ้ากลับไม่ได้ดีเลิศอะไร เป็นเพียงผ้าฝ้ายธรรมดา ไม่ใช่ผ้าไหมหรูหรา
เด็กรับใช้มองปราดเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายอาจจะมีเงินพอซื้อหนังสือได้ แต่ไม่มีทางจ่ายค่าสมาชิกของร้านหนังสือแห่งนี้ไหวอย่างแน่นอน
หากหานหมิงเพียงแค่เดินดูของอยู่ชั้นล่างอย่างสงบเสงี่ยม เด็กรับใช้ก็คงปล่อยผ่านไป แต่ในเมื่อเขาคิดจะขึ้นไปชั้นสอง ก็จำต้องจับตาดูให้ดี
หานหมิงลูบจมูกตัวเองปอยๆ ยอมผละออกจากบันไดแล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือ เขาหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งแล้วแสร้งเปิดพลิกดูอย่างแกนๆ แต่ในใจกลับกำลังครุ่นคิดหาวิธีว่าจะขึ้นไปชั้นบน หรือล่อให้หลินอี้ลงมาได้อย่างไรดี
"นายท่าน สนใจรับตำราพันอักษรเล่มนี้หรือไม่ขอรับ?" เด็กรับใช้ที่เดินตามประกบเอ่ยถามพร้อมกับส่งยิ้มเสแสร้ง
"ข้าแค่ดูไปเรื่อยๆ ก่อน" หานหมิงตอบส่งเดช สายตาเหลือบมองไปทางบันไดเป็นระยะ พลางคิดอกุศลในใจ 'พวกเขาสองคนคงไม่ได้กำลังชื่นชมของกันอยู่ในห้องหรอกนะ? ผู้ชายสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพังในห้อง...'
พอจินตนาการถึงสถานการณ์นั้น เขาก็รู้สึกขัดอกขัดใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ผ่านไปไม่นาน เด็กรับใช้ก็เอ่ยถามขึ้นอีกครั้ง "นายท่าน ตัดสินใจได้หรือยังขอรับ?"
หานหมิงขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ "ก็กำลังดูอยู่นี่ไง จะรีบเร่งไปไหน..." น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความรำคาญใจ พูดจบเขาก็ตวัดสายตามองค้อนเด็กรับใช้ ก่อนจะหันกลับมาจดจ่อที่หนังสือต่อ
อักษรแปดตัวที่เขียนว่า 'เยวี่ยจงเหิงไต้ ฉานจู่อวิ๋นถิง' ปรากฏแก่สายตา ทำเอาม่านตาของเขาหดเกร็ง
นี่มันไม่ถูกนี่นา
มันไม่ควรจะเป็น 'เหิงไต้' สิ แต่มันต้องเป็น 'ไท่ไต้' ต่างหาก!
ประกายความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นมาในหัวของหานหมิง เขาปิ๊งไอเดียแล้ว
'หึๆ งานนี้นอกจากจะล่อภรรยาคนงามให้ลงมาข้างล่างได้แล้ว ฉันยังได้โชว์ออฟต่อหน้าเขาอีกด้วย ฮ่าๆ... โอกาสทองมาเสิร์ฟถึงที่แท้ๆ'
หลังจากโดนหานหมิงถลึงตาใส่ เด็กรับใช้ก็หุบยิ้มจอมปลอม สีหน้าทะมึนทึงลงทันที "มีอะไรให้น่าสนใจนักหนา? หรือว่าหนังสือมีข้อผิดพลาดตรงไหน? หากไม่มีปัญญาซื้อก็บอกมาเถอะ จะมาหาข้ออ้างทำไม? ถ้าคิดจะมาอ่านหนังสือฟรีๆ ก็ทำตัวให้มันดีๆ หน่อย ไม่อย่างนั้นก็อย่ามาโทษว่าข้าไล่ตะเพิดก็แล้วกัน"
"เจ้าพูดถูก ประโยค 'เยวี่ยจงเหิงไต้' นี่มันเขียนผิดจริงๆ นั่นแหละ" หานหมิงจงใจขึ้นเสียงดัง
เด็กรับใช้กลอกตาบน "เลิกทำตัวเรียกร้องความสนใจได้แล้ว มันผิดตรงไหนกัน?"
หานหมิงตีหน้าขรึม สายตาคมกริบ
เขาเปล่งเสียงดังขึ้นอีก "มันต้องเป็น 'ไท่ไต้' ไม่ใช่ 'เหิงไต้' ขืนอธิบายให้เจ้าฟังไปก็คงไม่เข้าใจหรอก ไปตามคนที่รู้เรื่องในร้านของเจ้ามาคุยกับข้าดีกว่า"
เสียงเอะอะโวยวายดึงดูดให้บัณฑิตหลายคนเดินเข้ามามุงดู
เมื่อเห็นท่าทีจริงจังของหานหมิงที่ดูไม่ได้พูดจาเหลวไหล ประกอบกับถูกกดดันด้วยท่าทางเอาเรื่อง เด็กรับใช้ก็เริ่มสับสน จึงหยิบตำราพันอักษรเดินไปหาหลงจู๊เพื่อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง
"หลงจู๊หลี่ มันผิดจริงๆ หรือว่าไอ้หมอนั่นแค่พูดจาเพ้อเจ้อไปเองขอรับ?"
หลงจู๊หลี่เองก็ไม่แน่ใจนัก เขาจึงไปค้นเอาตำราฉบับอื่นๆ มาเทียบดู และพบว่าทุกเล่มล้วนเขียนว่า 'เหิงไต้' ทั้งสิ้น
"ไอ้หมอนั่นต้องพูดจาเหลวไหลหาเรื่องป่วนร้านแน่ๆ มา ข้าจะออกไปจัดการมันเอง"
หลงจู๊หลี่เดินออกมาจากหลังร้าน ตรงดิ่งไปหาหานหมิง กวาดสายตามองประเมินชายหนุ่มตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายรอบ ก่อนจะแค่นเสียงหยัน
"นายท่าน ท่านบอกว่าหนังสือของร้านเรามีข้อผิดพลาด ข้าตรวจสอบดูหลายฉบับแล้ว ทุกเล่มก็ล้วนเขียนว่า 'เหิงไต้' ทั้งสิ้น ไม่เคยมีคำว่า 'ไท่ไต้' ปรากฏอยู่เลย คำว่า 'ไต้' ก็เป็นชื่อเรียกของเขาไท่ซานอยู่แล้ว หากใช้คำว่า 'ไท่ไต้' มันจะไม่อ่านซ้ำซ้อนและเยิ่นเย้อไปหน่อยหรือ?"
หลังจากหลงจู๊อธิบายจบ เขาก็หันไปมองบรรดาบัณฑิตที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับส่งยิ้มประจบประแจง "คุณชายทุกท่าน พวกท่านคิดว่าที่ข้าพูดมามีเหตุผลหรือไม่ขอรับ?"
บัณฑิตหลายคนพยักหน้าเห็นด้วยและเอ่ยตอบ "หลงจู๊หลี่พูดถูกแล้ว มันเขียนว่าเหิงไต้มาแต่ไหนแต่ไร จะไปมีคำว่าไท่ไต้โผล่มาได้อย่างไรกัน?"
หานหมิงเชิดหน้าขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงโอหังและแข็งกร้าว "ร้านหนังสือของเจ้ามีบัณฑิตผู้ทรงความรู้บ้างหรือไม่? ข้าต้องการจะถกเถียงกับผู้คงแก่เรียน มาคุยกับพวกเจ้าไปก็เสียเวลาเปล่า"
พอคำพูดนี้หลุดออกมา ไม่เพียงแต่หลงจู๊หลี่จะโกรธเกรี้ยว แต่บรรดาบัณฑิตเหล่านั้นก็รู้สึกฉุนเฉียวขึ้นมาเช่นกัน
"คุณชาย อย่าได้คุยโวโอ้อวดให้มันมากนัก!"
เสียงเอะอะโวยวายจากชั้นล่างลอยไปเข้าหูหลินอี้และลู่หยวนโจวที่กำลังชื่นชมแท่นหมึกอยู่บนชั้นสอง
ลู่หยวนโจวเอ่ยขออภัย "พี่ชิงอวี่ โปรดนั่งรอสักครู่นะ ข้าจะลงไปดูเสียหน่อยว่าเกิดอะไรขึ้น"
"ข้าจะลงไปกับเจ้าด้วย" หลินอี้แว่วได้ยินเรื่อง 'เหิงไต้' กับ 'ไท่ไต้' มาจางๆ จึงเกิดความสงสัยใคร่รู้ขึ้นมาในใจ
"ตกลง พี่ชิงอวี่ เชิญ"
ลู่หยวนโจวกล่าวจบก็เดินนำไปที่ประตู หลินอี้เดินตามไปติดๆ ทั้งสองคนทยอยเดินลงบันไดมาตามลำดับ
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า หานหมิงก็รู้สึกทั้งประหม่าและดีใจในคราวเดียวกัน
เขาเต็มไปด้วยความคาดหวังว่าหลินอี้จะมองเขาเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง กับความโดดเด่นที่เขากำลังจะแสดงให้เห็น
เมื่อหลินอี้เห็นว่าคนผู้นั้นคือหานหมิง แววตาประหลาดใจก็พาดผ่านดวงตาเย็นชาคู่นั้นชั่วแวบหนึ่ง
ดูเหมือนเขาจะนึกไม่ถึงว่าพ่อค้าขายเกี๊ยวจะมาโผล่ในสถานที่อย่างร้านหนังสือได้
ลู่หยวนโจวมองหานหมิง ทว่าเขากลับจำอีกฝ่ายไม่ได้ในทันที
หลงจู๊หลี่รีบโค้งคำนับขอโทษขอโพย "คุณชาย เป็นความบกพร่องของผู้น้อยเองขอรับ ขออภัยที่รบกวนเวลาของคุณชายและคุณชายหลิน"
"คุณชายหลิน คุณชายลู่ บังเอิญเสียจริง ข้านึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบพวกท่านที่นี่" หานหมิงส่งยิ้มทักทายด้วยท่าทีสงบนิ่ง
บังเอิญงั้นหรือ? เมื่อวานตอนอยู่ที่แผงเกี๊ยว เขาเพิ่งจะเอ่ยปากว่าจะมาชมแท่นหมึกที่นี่ แล้วหมอนี่ก็ตามมา
นี่เขาสะกดรอยตามข้ามางั้นหรือ?
หลินอี้ลอบคิดในใจ สายตาแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและคมกริบยิ่งขึ้น
ทันทีที่หานหมิงเอ่ยปาก ลู่หยวนโจวก็รู้สึกคุ้นหูยิ่งนัก เขาหรี่ตามองพินิจพิเคราะห์อีกสองสามหน ในที่สุดก็จำได้
"เจ้าคือพี่รองหานที่ขายเกี๊ยวไม่ใช่รึ? ทำไมไม่ไปตั้งแผงขายของ แล้ววิ่งมาทำอะไรที่ร้านหนังสือของข้า?"
พูดจบเขาก็ตวัดสายตามองหานหมิงอย่างขุ่นเคือง ก่อนจะหันไปตวาดถามหลงจู๊หลี่ด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์สุดๆ "เกิดอะไรขึ้น? พวกเจ้าเถียงอะไรกันนักหนา?"
ทันทีที่เด็กรับใช้ได้ยินนายน้อยบอกว่าหานหมิงเป็นเพียงพ่อค้าขายเกี๊ยว เขาก็ถลึงตาใส่หานหมิงทันที
"ที่แท้ก็แค่พ่อค้าขายเกี๊ยว ริอ่านมาทำตัวอวดรู้เป็นบัณฑิต เจ้าตั้งใจมาก่อกวนสินะ คุณชาย ประเดี๋ยวผู้น้อยจะไล่มันตะเพิดออกไปเดี๋ยวนี้แหละขอรับ"
หลงจู๊เองก็รีบผสมโรง "เสี่ยวอู่ รีบโยนมันออกไปเร็วเข้า"
เสี่ยวอู่ เด็กรับใช้ในร้านพุ่งตรงเข้ามาผลักหานหมิง
หานหมิงยังไม่ได้โชว์ออฟต่อหน้าว่าที่ภรรยาคนงามเลย แล้วเขาจะยอมจากไปง่ายๆ ได้อย่างไร?
เขาคว้าข้อมือของเสี่ยวอู่เอาไว้ แววตามืดครึ้มลง ก่อนจะเอ่ยเสียงเหี้ยม "อะไรกัน? ร้านหนังสือของพวกเจ้าขายตำราพันอักษรที่มีจุดผิด แล้วยังไม่ยอมให้คนอื่นทักท้วงงั้นหรือ?"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของลู่หยวนโจวก็ทะมึนทึงลงทันที "โอ้? จุดผิดงั้นรึ? ลองว่ามาสิ หากเจ้าจงใจมาก่อกวนเพื่อทำลายชื่อเสียงร้านหนังสือของข้าล่ะก็ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่"
"ได้ 'เยวี่ยจงเหิงไต้ ฉานจู่อวิ๋นถิง' พวกท่านคิดว่าประโยคนี้ถูกต้องแล้วใช่หรือไม่?"
ขณะที่หานหมิงเอ่ยประโยคนั้น เขาก็ลอบปรายตามองหลินอี้ ซึ่งประจวบเหมาะกับที่หลินอี้กำลังมองมาที่เขาพอดี สายตาของทั้งคู่จึงประสานกัน
หานหมิงยืดอกขึ้น ส่งยิ้มตอบกลับไป พร้อมกับลอบให้กำลังใจตัวเองในใจว่าต้องแสดงให้ดีที่สุด
ลู่หยวนโจวท่องอักษรแปดตัวนั้นในใจ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านทวนอีกครั้ง แล้วตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "ถูกต้องแล้ว"
หานหมิงยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอ่ยเนิบนาบ "'เยวี่ย' หมายถึงห้าขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ ส่วน 'ไต้' หมายถึงเขาไต้ ซึ่งก็คือเขาไท่ซาน ห้าขุนเขาศักดิ์สิทธิ์ล้วนยกย่องให้เขาไท่ซานเป็นบรรพบุรุษ หรือเรียกได้ว่ายิ่งใหญ่ที่สุด 'อวิ๋นถิง' หมายถึงเขาอวิ๋นและเขาถิงที่ตั้งอยู่เคียงข้างเขาไท่ซาน ฮ่องเต้หลายยุคหลายสมัยต่างก็ประกอบพิธีเฟิงซานบนเขาไท่ซาน ประโยคหน้าและประโยคหลังมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกัน เช่นนั้นข้าขอถามพวกท่าน ในบริบทนี้คำว่า 'เหิง' จะตีความว่าอย่างไร?"
"'เหิง' ย่อมหมายถึงเขาเหิงซานน่ะสิ เขาเหิงซานก็เป็นหนึ่งในห้าขุนเขาศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน" ลู่หยวนโจวตอบกลับอย่างมั่นใจ
หลินอี้ตระหนักได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง จึงขมวดคิ้วแน่น
หานหมิงคลี่ยิ้มอย่างผู้ชนะ "แล้วพิธีเฟิงซานไปเกี่ยวอะไรกับเขาเหิงซานล่ะ? เคยมีฮ่องเต้พระองค์ใดไปประกอบพิธีเฟิงซานบนเขาเหิงซานงั้นหรือ?"
"เรื่องนี้..." ไม่เพียงแต่ลู่หยวนโจว ทว่าบรรดาบัณฑิตที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ต่างก็พากันนิ่งอึ้งไปตามๆ กัน
"'เหิงไต้' ควรจะเป็น 'ไท่ไต้' ถึงจะเป็นการตีความที่ถูกต้อง คุณชายหลิน ท่านคิดว่าที่ข้าพูดมาถูกต้องหรือไม่?" หานหมิงหันไปมองหลินอี้พร้อมกับส่งยิ้มกว้าง
หลินอี้ค้อมศีรษะขออภัย "คุณชายหานกล่าวได้ถูกต้องแจ่มแจ้งยิ่งนัก ขอบคุณสำหรับการชี้แนะ ชิงอวี่ได้เรียนรู้สิ่งใหม่แล้ว"
'โอ้มายก๊อด ภรรยาคนงามเรียกฉันว่าคุณชายด้วยล่ะ... ภรรยาคนงามเอ่ยปากชมฉันด้วย...'
ภายนอกหานหมิงยังคงแสร้งทำเป็นสงบนิ่ง ทว่าภายในใจกลับโบยบินล่องลอยไปด้วยความเปรมปรีดิ์สุดขีด