- หน้าแรก
- เมื่อบัณฑิตจอมเผด็จการหันมาปลูกผักทำนา
- บทที่ 14: ขอยืมบารมีว่าที่ภรรยา
บทที่ 14: ขอยืมบารมีว่าที่ภรรยา
บทที่ 14: ขอยืมบารมีว่าที่ภรรยา
บทที่ 14: ขอยืมบารมีว่าที่ภรรยา
หานหมิงเงยหน้าขึ้นมอง
ผู้มาเยือนเป็นชายหนุ่มวัยยี่สิบกว่า รูปร่างกำยำล่ำสัน ใบหน้าอวบอูมดูดุดันและเต็มไปด้วยความร้ายกาจ แววตาอันธพาลที่แผ่ซ่านออกมาบ่งบอกชัดเจนว่าเขาคือนักเลงหัวไม้ประจำถิ่น
เมื่อนึกขึ้นได้ว่าในตรอกนี้มีร้านขายเกี๊ยวอยู่เพียงร้านเดียว เขาก็เข้าใจเรื่องราวทะลุปรุโปร่งทันที
ที่แท้ก็คิดจะผูกขาดการค้าสินะ?
"มิน่าล่ะ มือปราบอู่ถึงได้เตือนให้ข้าเปลี่ยนที่ตั้งแผง แถมคนของสมาคมการค้าก็ยังมองข้าด้วยสายตาแปลกๆ"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หานหมิงก็ไม่รู้สึกหวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
"พี่ชาย ข้าเช่าแผงนี้และจ่ายเงินให้สมาคมการค้าไปแล้ว ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แล้วเหตุใดข้าถึงขายเกี๊ยวที่นี่ไม่ได้ล่ะ?"
ชายร่างกำยำถลึงตาใส่พร้อมตะคอกอย่างโอหัง "ข้าบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ ไสหัวไปซะ ไม่อย่างนั้นข้าจะพังร้านเจ้าทิ้ง!"
หานหมิงไม่ยอมถอย "เจ้ากล้าเรอะ! บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปหรืออย่างไร!"
ชายร่างใหญ่หัวเราะลั่น "กฎหมายงั้นรึ? ในตรอกนี้ ข้านี่แหละคือกฎหมาย ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย จะไสหัวไปหรือไม่?"
ตอนนี้มีชาวบ้านมามุงดูเหตุการณ์กันมากมาย
ใครบางคนเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "พ่อหนุ่ม รีบเก็บของแล้วรีบไปเถอะ"
อีกคนพูดเสริมขึ้นมาว่า "ใช่แล้ว เจ้าไปยั่วโมโหหู่เข้า รูปร่างผอมแห้งอย่างเจ้า ทนหมัดเขาไม่ไหวหรอก"
ชายร่างกำยำที่มีนามว่าหู่ได้ยินดังนั้นก็พูดอย่างได้ใจ "ได้ยินหรือยัง? ยังไม่รีบไสหัวไปอีก?"
เมื่อเห็นฝูงชนมุงดูมากขึ้นเรื่อยๆ หานหมิงก็ปิ๊งความคิดขึ้นมา
หึ โอกาสทองในการโปรโมทเกี๊ยวของข้ามาถึงแล้ว
หานหมิงคว้าเก้าอี้ไม้ตัวเล็กที่อยู่ใกล้ๆ มาถือไว้แล้วตะโกนลั่น:
"ข้าจะขายเกี๊ยวตรงนี้ แล้วมันไปหนักหัวใคร! เจ้าอิจฉาล่ะสิที่เกี๊ยวของข้าอร่อยกว่าของเจ้า? เกี๊ยวของข้ารสชาติเลิศล้ำ ไม่ได้พูดเกินจริงเลยสักนิด นี่เป็นสูตรลับที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ได้ชิมแค่คำเดียวจะต้องอยากกินไปอีกสามวันเต็มๆ ฮึ่ม เจ้าต่างหากที่ต้องไสหัวไป!"
ฝูงชนรอบข้างเริ่มซุบซิบนินทากัน
"สวรรค์ เด็กคนนี้ใจกล้าชะมัด กล้าหาเรื่องหู่เชียวรึ? เบื่อชีวิตแล้วหรือไง?"
"เกี๊ยวของเขาอร่อยขนาดนั้นจริงหรือ?"
"ต่อให้อร่อยแค่ไหน ก็เปิดร้านต่อไปไม่ได้หรอก"
ชายที่ชื่อหู่รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็อธิบายไม่ถูก
เขาร้องคำราม "บัดซบ รนหาที่ตายนักนะ!"
เขาเหวี่ยงหมัดขนาดเท่ากระสอบทรายเข้าใส่หานหมิง
ในชาติที่แล้ว งานอดิเรกของหานหมิงคือการปีนเขาและเล่นกีฬาหลากหลายชนิด เขาเคยฝึกทั้งซานต่าและเทควันโด จุดจบของเขาก็มาจากการปีนเขาเดี่ยวในเส้นทางที่อันตรายนั่นเอง
แม้ว่าร่างกายของเจ้าของร่างเดิมจะอ่อนแอและไม่มีเรี่ยวแรงมากนัก แต่เขายังคงมีประสบการณ์และสัญชาตญาณการต่อสู้อย่างเปี่ยมล้น
เมื่อเห็นชายร่างใหญ่ปล่อยหมัด เขาก็เบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง พลิกตัวไปอยู่ด้านหลัง แล้วฟาดเก้าอี้ในมือเข้าที่กลางหลังของอีกฝ่ายอย่างจัง
โครม!
เก้าอี้แตกกระจายเป็นชิ้นๆ ชายร่างใหญ่เซถลาไปข้างหน้า ก่อนจะล้มหน้าคะมำกองกับพื้น
"หา???"
ฝูงชนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง พวกเขาคาดคิดว่าหานหมิงจะต้องโดนต่อยจนตายแน่ๆ แต่ผิดคาด กลับเป็นชายร่างใหญ่ที่เสียท่าเสียเอง
เสียงอุทานตกใจดึงดูดผู้คนให้เข้ามามุงดูมากขึ้นไปอีก
"โอ้โห พี่หู่ ทำไมถึงเสียท่าได้ล่ะเนี่ย?" ใครบางคนร้องแซว
ผู้คนมักชอบดูเรื่องสนุกสนานเสมอ ข้อนี้เป็นความจริงมาตั้งแต่สมัยโบราณกาล
หู่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืน ใบหน้าของเขาดำทะมึนด้วยความโกรธจัด แววตาแฝงความอำมหิตทำให้เขาดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น
เขากวาดสายตามองฝูงชน ทำให้ผู้คนหวาดกลัวจนต้องถอยร่นไป ก่อนจะหยุดสายตาอาฆาตไว้ที่หานหมิง
หานหมิงจ้องตากลับโดยไม่มีความหวาดหวั่นแม้แต่น้อย
"ไอ้หนู เมื่อกี้ข้าแค่ประมาทสะดุดขาตัวเองหรอกเว้ย เข้ามาอีกรอบ!" เขากู่ร้องตะโกนก้อง ก่อนจะเหวี่ยงหมัดเข้าใส่หานหมิงอีกครั้ง
หานหมิงฉวยจังหวะนั้นเตะสวนเข้าที่เป้ากางเกงของอีกฝ่ายอย่างจัง
การใช้กำลังปะทะโดยตรงกับอีกฝ่ายคงไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย มีแต่ต้องใช้วิธีพลิกแพลงเล่นทีเผลอเท่านั้นถึงจะชนะได้
"อ๊าก!" หู่กรีดร้องโหยหวน เอามือกุมเป้ากางเกงแล้วทรุดลงไปกองกับพื้น กลิ้งทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด
ซี้ด...
ฝูงชนสูดปากด้วยความเสียวไส้ บรรดาชายชาตรีต่างหนีบขาเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว
ทุกคนรู้ดีว่าการโจมตีจุดนั้นมันเจ็บปวดปางตายขนาดไหน
ส่วนพวกผู้หญิงและหญิงชราต่างหน้าแดงก่ำพลางถ่มน้ำลาย "เด็กนั่นตัวผอมแห้งแค่นี้ แต่ลงมือได้เหี้ยมเกรียมนัก"
"เกิดอะไรขึ้น? เกิดอะไรขึ้น? หลีกทางหน่อย หลีกทางหน่อย" มือปราบสองคนตะโกนสั่งพร้อมกับแหวกฝูงชนเข้ามาจากด้านหลัง
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า พวกเขาก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
หานหมิงหันไปมอง หนึ่งในนั้นคือมือปราบอู่ที่เคยกินเกี๊ยวของเขาไปหนึ่งชาม ส่วนอีกคนเขาไม่คุ้นหน้า
เมื่อเห็นหานหมิง มือปราบอู่ก็ถามขึ้นอย่างเหลือเชื่อว่า "นี่เจ้าเป็นคนทำรึ?"
หานหมิงพยักหน้า
มือปราบอู่มองสำรวจหานหมิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยความประหลาดใจ จากนั้นก็หันไปมองหู่ เขามองสลับไปมาอยู่หลายรอบอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
มือปราบอีกคนมีความคุ้นเคยกับหู่เป็นอย่างดี จู่ๆ เขาก็ปั้นหน้าขึงขังและตวาดใส่หานหมิง "ไอ้เด็กเหลือขอ บังอาจนักนะที่กล้าก่อเหตุทำร้ายร่างกายคนกลางถนนแบบนี้"
พูดจบ เขาก็เตรียมจะก้าวไปข้างหน้าเพื่อจับกุมหานหมิง
มือปราบอู่เห็นดังนั้นจึงรีบดึงตัวเขาไว้แล้วกระซิบว่า "เหล่าเกา อย่าเพิ่งวู่วาม เมื่อเช้านี้ข้าเห็นเด็กคนนี้นำอาหารเช้าไปส่งให้คุณชายเสิ่น เสิ่นจื่อห่าว เขาอาจจะเป็นคนของจวนคุณชายเสิ่นก็ได้ ลองถามให้แน่ใจก่อนดีกว่า"
ที่มือปราบอู่พูดเช่นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขาเห็นมากับตาจริงๆ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะเขายังติดค้างบุญคุณหานหมิงเรื่องเกี๊ยวชามนั้น จึงตั้งใจที่จะช่วยพูดปกป้อง
มือปราบเกาชะงักไป คุณชายเสิ่นเป็นถึงหลานชายของนายอำเภอ ไม่ใช่คนที่เขาจะไปล่วงเกินได้ง่ายๆ
เขาพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเดินไปหาหู่แล้วช่วยพยุงตัวขึ้นมาพลางถาม "พั่งหู่ เจ้าเป็นอะไรไหม?"
แม้ว่าหู่จะเหงื่อท่วมตัวแต่ความเจ็บปวดก็เริ่มทุเลาลงบ้างแล้ว เขาชี้หน้าหานหมิงแล้วพูดอย่างเคียดแค้น "พี่เกา จับตัวมันไปเลย! ข้าจะให้มันไปนอนเน่าตายในคุก!"
หานหมิงแค่นเสียงเย็นชา "เจ้าเป็นคนมาหาเรื่องและเริ่มลงมือก่อน ข้าแค่ป้องกันตัว ต่อให้ต้องไปขึ้นศาลที่ว่าการ ข้าก็ไม่กลัว"
เมื่อเห็นว่าหานหมิงไม่แสดงท่าทีหวาดกลัว ซ้ำยังดูไม่สะทกสะท้านเมื่อพูดถึงที่ว่าการอำเภอ มือปราบเกาก็ยิ่งรู้สึกลังเล
ท้ายที่สุดแล้ว ชาวบ้านธรรมดาที่เขาเคยเจอมา แค่เขาขึ้นเสียงใส่ก็คงตกใจจนคุกเข่าอ้อนวอนขอร้องแล้ว นับประสาอะไรกับการต้องเข้าไปในศาล
เมื่อนึกถึงคำพูดของมือปราบอู่ เขาก็ยิ่งรู้สึกหวาดระแวงและตัดสินใจที่จะสืบภูมิหลังของอีกฝ่ายให้แน่ใจก่อนลงมือ
"เจ้าชื่ออะไร? มาจากหมู่บ้านไหน? มีทะเบียนสำมะโนครัวมาด้วยหรือไม่?"
วันนี้หานหมิงตั้งใจพกติดตัวมาด้วยเพื่อขอเช่าแผงอยู่แล้ว เขาจึงยื่นทะเบียนสำมะโนครัวให้มือปราบเกาไป
ขณะที่มือปราบเกากำลังตรวจสอบเอกสาร เขาก็เหลือบมองหานหมิงและแกล้งถามขึ้นลอยๆ "เจ้ารู้จักคุณชายเสิ่นด้วยรึ?"
เมื่อได้ยินดังนั้น หานหมิงก็ฉุกคิดและเข้าใจสถานการณ์ได้ในทันที
ตอนที่ชายคนนี้มาถึงทีแรกยังมีท่าทีดุดันแข็งกร้าว ทว่าหลังจากที่มือปราบอู่กระซิบกระซาบอะไรบางอย่าง ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป ที่แท้เขาก็ระแวงว่าหานหมิงจะมีความเกี่ยวข้องกับเสิ่นจื่อห่าวนี่เอง
ถ้าเช่นนั้นเรื่องก็เข้าทางเลย
หานหมิงยิ้มและจงใจพูดด้วยเสียงอันดัง "รู้จักสิ ข้าไม่เพียงแต่รู้จักคุณชายเสิ่นเท่านั้น แต่ยังรู้จักหลินอี้ด้วย ท่านรู้จักหลินอี้ใช่หรือไม่? บุตรชายของท่านนายอำเภอน่ะ เขาชอบกินเกี๊ยวของข้ามาก ข้าไม่ได้พูดเกินจริงนะ ถ้าท่านไม่เชื่อก็ลองไปถามเขาดูได้ เขากินทีไรก็เอ่ยปากชมทุกครั้ง ที่ข้าจงใจมาตั้งแผงตรงนี้ก็เพื่อให้เขาแวะมากินได้ทุกเมื่อที่ต้องการ สะดวกสบายจะตายไป"
เขาไม่ได้ต้องการยืมแค่บารมีของเสิ่นจื่อห่าวเท่านั้น แต่ยังดึงชื่อของหลินอี้มาอ้างเพื่อฉวยโอกาสโปรโมทเกี๊ยวของตัวเองไปในตัวอีกด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่เพียงแต่มือปราบเกาเท่านั้น แต่แม้กระทั่งหู่เองก็ยังรู้สึกสะดุ้งวาบในใจจนสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด
มือปราบอู่แอบพยักหน้าเงียบๆ พลางคิดในใจ: มิน่าล่ะ เขาถึงกล้ามาขายเกี๊ยวที่นี่ ที่แท้ก็มีเบื้องหลังแบบนี้นี่เอง
เขาเหลือบมองหู่และมือปราบเกาพลางลอบยิ้มเยาะในใจ
"พั่งหู่ เจ้าเก่งนักไม่ใช่เรอะ? ให้คนของตัวเองขายเกี๊ยวที่นี่ได้แค่เจ้าเดียวแล้วไล่คนอื่นออกไปให้พ้นหน้า คอยดูเถอะว่าตอนนี้เจ้าจะยังโอหังได้อีกไหม!"
เมื่อเห็นสีหน้าของพวกเขา หานหมิงก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง
"ว่าที่ภรรยาของข้านี่มีประโยชน์ไม่เบาเลยแฮะ หึๆ... ต่อให้วันหนึ่งเขาจับได้ อย่างมากข้าก็แค่โดนสั่งคุกเข่าบนกระดานซักผ้าล่ะวะ"
ในขณะเดียวกัน หลินอี้ที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสืออยู่นั้น จู่ๆ ก็จามออกมาติดๆ กันหลายครั้ง