- หน้าแรก
- เมื่อบัณฑิตจอมเผด็จการหันมาปลูกผักทำนา
- บทที่ 11 กำแพงถล่ม
บทที่ 11 กำแพงถล่ม
บทที่ 11 กำแพงถล่ม
บทที่ 11 กำแพงถล่ม
หานหมิงรอเสิ่นจื่อห่าวอยู่หน้าสำนักศึกษา
แม้สีหน้าจะดูสงบนิ่ง ทว่าแท้จริงแล้วภายในใจกลับร้อนรน
เงินสามสิบห้าตำลึงไม่ใช่จำนวนน้อยๆ หากเสิ่นจื่อห่าวปฏิเสธที่จะจ่ายรวบยอดเป็นรายปีแล้วยืนกรานจะจ่ายเป็นรายเดือนแทนเล่าจะทำอย่างไร?
เขาควรจะตกลงหรือปฏิเสธดี?
หากตกลง วิกฤตหนี้สินก็คงไม่ได้รับการแก้ไข
แต่หากปฏิเสธ เขาก็จะพลาดโอกาสสานสัมพันธ์กับหลินอี้
ขณะกำลังคิดไม่ตก เขาก็เห็นเสิ่นจื่อห่าวเดินออกมา จึงรีบสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไปแล้วฉีกยิ้มกว้าง
"พี่เสิ่น อาหารมื้อนี้ถูกปากหรือไม่ขอรับ?"
"ถูกปากมากทีเดียว" เสิ่นจื่อห่าวตอบอย่างซื่อตรงไร้เล่ห์เหลี่ยม
"เช่นนั้นเรามาทำสัญญากันเถิด นี่คือป้ายทะเบียนสำมะโนครัวของข้า เชิญพี่เสิ่นลองตรวจสอบดูก่อน" หานหมิงกล่าวพร้อมยื่นป้ายทะเบียนสำมะโนครัวให้เสิ่นจื่อห่าว
เสิ่นจื่อห่าวรับไปดูผ่านๆ "หมู่บ้านชิงเหอหรือ? อืม ข้าพอจะคุ้นอยู่บ้าง เหมือนเคยนั่งรถม้าผ่าน" เขาคืนป้ายทะเบียนสำมะโนครัวให้หานหมิงแล้วกล่าวต่อ "ไม่ต้องทำสัญญาให้ยุ่งยากหรอก ท่านลุงของข้าคือนายอำเภอ ข้าเชื่อว่าเจ้าคงไม่กล้าคิดคดโกงพวกเราเป็นแน่ เอ้า นี่เงินสามสิบห้าตำลึง รับไปสิ"
เสิ่นจื่อห่าวหยิบถุงเงินออกมา ด้านในมีก้อนเงินขนาดห้าตำลึงอยู่เจ็ดก้อน
หานหมิงข่มความดีใจเอาไว้ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ให้มือสั่นขณะยื่นมือออกไปรับด้วยท่าทีสงบนิ่ง
"ขอบพระคุณพี่เสิ่นขอรับ หากท่านอยากทานสิ่งใดเป็นพิเศษ สามารถบอกข้าล่วงหน้าได้เลย"
"ฮ่าๆ... ไม่จำเป็นหรอก หากทำตามที่ข้าร้องขอ ความตื่นเต้นที่จะได้ลุ้นก็คงหายไปหมด แบบที่เป็นอยู่นี้ก็ดีแล้ว"
ทั้งสองสนทนาพาทีกันอีกเล็กน้อย เมื่อเสิ่นจื่อห่าวถามถึงวัตถุดิบแปลกใหม่ในมื้อกลางวัน หานหมิงก็หาข้ออ้างบ่ายเบี่ยงไปได้อย่างแนบเนียน
หลังจากเสิ่นจื่อห่าวกลับเข้าสำนักศึกษาไปแล้ว หานหมิงก็รีบเร่งไปยังที่ลับตาคน เข้าไปในมิติบ้านพักตากอากาศ แล้วเปิดถุงเงินดู
แสงสะท้อนของก้อนเงินสีขาวสว่างวาบจนตาพร่า
"เฮ้อ... ชีวิตทะลุมิติอันแสนรันทดของข้า ในที่สุดก็พอจะหายใจหายคอได้เสียที"
เมื่อปัญหาหนี้พนันคลี่คลาย จิตใจที่เคยร้อนรนก็สงบลง ชีวิตที่ดีกว่ากำลังกวักมือเรียกเขาอยู่
เขาวางก้อนเงินลงบนโต๊ะแล้วจ้องมองมันขณะทานอาหารไปด้วย ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มอย่างมีความสุข
จุ๊ๆ... ก้อนเงินนี่ช่างงดงามเสียจริง ทำเอาอาหารมื้อนี้อร่อยขึ้นเป็นกอง
หลังจากหักล้างเตรียมไปใช้หนี้พนันแล้ว เขาก็ยังเหลือเงินอีกห้าตำลึง
เงินห้าตำลึงนี้จะเป็นถังทองใบแรกในการสร้างความมั่งคั่งของเขา
หานหมิงตัดสินใจแล้วว่าจะตั้งแผงลอยทำธุรกิจเล็กๆ ที่หน้าสำนักศึกษาแห่งนี้ ในเมื่อเขาต้องมาส่งอาหารทุกวันอยู่แล้ว สู้ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุดดีกว่า
ส่วนจะขายอะไรนั้น เขาคิดเตรียมการไว้หมดแล้ว
เขาจะขายเกี๊ยวและบะหมี่
ในร้านค้าของระบบมีผงปรุงรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปขาย ทั้งรสเนื้อตุ๋น รสเผ็ด รสผักกาดดอง และรสชาติอื่นๆ อีกมากมาย
การใช้ผงปรุงรสบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำเป็นน้ำซุป ผสมผสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่และฝีมือการปรุง เขารับรองได้เลยว่าใครได้กินเป็นต้องหลงใหลในรสชาติอันหอมหวน
นั่นหมายความว่าเขาจำเป็นต้องซื้อรถเข็น เตา หม้อ ชาม ตะเกียบ ช้อน และข้าวของอื่นๆ อีกมากมาย
หานหมิงรีบจัดการมื้ออาหาร ล้างจานชาม แล้วรีบออกจากมิติบ้านพักไปซื้อของทันที
เมื่อตัดสินใจแล้วเขาก็ลงมือทำทันที เขาไม่ใช่คนประเภทที่ชอบรอคอย
เตาถ่านราคาหนึ่งร้อยยี่สิบแปดอีแปะ ถ่านสิบจินราคายี่สิบหกอีแปะ หม้อเหล็กใบใหญ่ราคาสามร้อยแปดสิบอีแปะ และรถเข็นราคาสี่ร้อยแปดสิบอีแปะ
ส่วนชาม หากใช้ชามดินเผาหรือกระเบื้องหยาบก็จะได้ราคาถูก แต่ชามกระเบื้องเคลือบสีขาวนั้นราคาแพงลิบลิ่ว
เขาลองคิดดูแล้วว่าในเมื่อจะทำการค้ากับเหล่านักศึกษา ชามและช้อนจะดูซอมซ่อเกินไปไม่ได้ จึงยอมใช้แต้มในร้านค้าสามสิบแต้มแลกชามและช้อนมาอย่างละสิบใบ
เมื่อเริ่มค้าขาย เขาจะต้องยุ่งมากขึ้น ดังนั้นซานหนิวและคนอื่นๆ จะต้องจัดการเรื่องอาหารการกินกันเอง เขาไม่อาจแบกรับภาระทุกอย่างไว้คนเดียวได้
และเพื่อดัดนิสัยพวกเขา การให้ใช้แรงงานคือวิธีที่ดีที่สุด
นอกจากนี้เขายังซื้อข้าวกล้องมาอีกหนึ่งร้อยจิน พร้อมด้วยน้ำมัน เกลือ เครื่องปรุงรส และของใช้ในชีวิตประจำวันอื่นๆ
ข้าวเก่ามีกลิ่นอับและไม่อร่อย ส่วนข้าวขาวขัดสีก็แพงเกินไป เขาจึงเลือกข้าวกล้องซึ่งเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุด
สรุปแล้วเขาใช้จ่ายไปทั้งหมดหนึ่งพันแปดร้อยสิบสี่อีแปะ
เงินทุนคงเหลือ: สามตำลึงกับอีกหนึ่งร้อยแปดสิบหกอีแปะ
แต้มในร้านค้า: หนึ่งร้อยหกสิบเจ็ดแต้ม
ด้วยเงินทุนเล็กน้อยนี้ ในที่สุดเขาก็ไม่ใช่คนสิ้นเนื้อประดาตัวอีกต่อไป
หลังจากซื้อของทุกอย่างเสร็จสิ้น จู่ๆ สภาพอากาศก็แปรปรวน ท้องฟ้ามืดครึ้มลง
หานหมิงเก็บของทั้งหมดไว้ในระบบ รีบจ้ำอ้าวกลับบ้าน และดึงเอารถเข็นออกมาเข็นเมื่อใกล้จะถึงทางเข้าหมู่บ้าน
ยามนี้เป็นเวลาบ่ายแก่ๆ ชาวบ้านต่างก็ออกไปทำนาทำไร่กันหมด การเข็นข้าวของมากมายเข้าหมู่บ้านจึงไม่ได้สร้างความแตกตื่นใดๆ
ไม่มีใครอยู่บ้านเลย
เขาเข็นรถเข้าไปในลานบ้าน เดินเข้าครัวไปดื่มน้ำ นั่งพักได้เพียงครู่เดียว ฝนก็เริ่มเทลงมา
เขารีบวิ่งออกไปขนของจากรถเข็นเข้ามาเก็บในบ้าน
ทันทีที่ขนของเสร็จ ซานหนิวกับน้องเล็กก็วิ่งกระหืดกระหอบกลับมาถึงบ้านราวกับพายุพัด
ทั้งสองคนเปื้อนไปด้วยฝุ่นและโคลน เนื้อตัวมอมแมมไปหมด
"พี่รอง ท่านกลับมาแล้ว เอ๊ะ พี่รอง รถเข็นคันนี้มาจากไหนกัน?" ซานหนิวตะโกนสุดเสียง
"ซื้อมา"
"ซื้อมาหรือ!" ซานหนิวอุทานพลางลูบคลำรถเข็น
หานหมิงถลึงตาใส่ รู้สึกรำคาญท่าทีตื่นตูมของเขา
"พี่รอง ท่านจะซื้อรถเข็นมาทำไม? พวกเรายังต้องหาเงินไปใช้หนี้พนันไม่ใช่หรือ?" คราวนี้ซานหนิวลดเสียงเบาลง
"ก็เอามาทำมาค้าขายอย่างไรเล่า ไม่เช่นนั้นข้าจะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้" เมื่อเห็นว่าซานหนิวกำลังจะอ้าปากถามต่อ หานหมิงจึงพูดแทรกขึ้นอย่างหมดความอดทน "เอาล่ะ ข้ายังซื้อของมาอีกตั้งเยอะแยะ ลองเข้าไปดูในครัวเองก็แล้วกัน ซาวข้าว ล้างเนื้อ ล้างผักให้เรียบร้อย ประเดี๋ยวข้าจะทำกับข้าวเอง"
"ข้าวหรือ?"
"มีเนื้อด้วยหรือ?"
ซานหนิวร้องเสียงหลง เสียงดังขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละคำ
"ไปได้แล้ว!" หานหมิงเตะก้นเขาไปทีหนึ่ง
ซานหนิวจึงยอมวางตะกร้าลงแล้วรีบพุ่งพรวดเข้าครัวไปพร้อมกับน้องเล็ก
ไม่นานนัก เสียงร้อง "โห... โห..." ดังลั่นสั่นสะเทือนก็ดังเล็ดลอดออกมาจากห้องครัว
หานเฉียงกลับมาถึงพอดี นึกว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นจึงรีบวิ่งเข้าไปในครัวเช่นกัน
เมื่อเขาเดินกลับออกมาในอีกครู่ต่อมา สายตาที่ลอบมองหานหมิงก็เต็มไปด้วยความสับสนซับซ้อน
'ของพวกนี้คงราคาไม่ต่ำกว่าหนึ่งตำลึงแน่ๆ เอ้อร์โก่วไปเอาเงินมาจากไหนกัน? เอ้อร์โก่วดูเปลี่ยนไปจากแต่ก่อนมากทีเดียว'
หานเฉียงคิดอย่างไรก็คิดไม่ตก
มื้อค่ำคือข้าวกล้อง หมูตุ๋น และผักจี้ไฉ่ผัด
ซานหนิวกินไปร้องไห้ไปอีกครั้ง
หานเฉียงนั่งกินเงียบๆ
หลังทานอาหารเสร็จ หานหมิงก็ประกาศขึ้น "พอฝนหยุดตกแล้ว ให้ไปถางหญ้าหลังบ้านแล้วปลูกผักเสีย"
"ส่วนที่ดินแห้งแล้งหนึ่งหมู่นั่น ให้ไปถอนหญ้ากับขุดร่องดินเตรียมไว้ ข้าตั้งใจจะปลูกมันเทศ"
ความคิดที่จะปลูกมันเทศเพิ่งแล่นเข้ามาในหัวของหานหมิงอย่างกะทันหัน
การปลูกมันเทศเป็นงานที่หนักหนาสาหัส การกำจัดวัชพืช กำจัดศัตรูพืช และใส่ปุ๋ยล้วนต้องใช้แรงงานคน และเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว การขุดหัวมันเทศยิ่งยากลำบากกว่า
การใช้แรงงานหนักเป็นวิธีเดียวที่จะดับนิสัยผีพนันของหานเฉียงให้มอดดับลงได้อย่างราบคาบ
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซานหนิวก็ไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ
"พี่รอง ท่านสั่งอะไรมา พวกเราก็จะทำตามนั้น"
หานเฉียงเองก็ไม่ออกปากคัดค้าน
เมื่อมีข้าวกล้องและเนื้อติดมันอัดแน่นเต็มท้อง เขาก็ละอายใจเกินกว่าจะปริปากบ่น
"ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะไปตั้งแผงค้าขาย งานบ้านและงานในไร่นาคงต้องฝากให้พวกเจ้าจัดการ"
"พี่รอง ท่านจะขายอะไรหรือ?" ซานหนิวถามอย่างกระตือรือร้น
เขาเก็บความสงสัยใคร่รู้ไว้ตั้งแต่ตอนที่กลับมาแล้วได้ยินหานหมิงบอกว่าจะไปทำมาค้าขาย
"ขายเกี๊ยวกับบะหมี่" หานหมิงตอบพร้อมรอยยิ้มบาง นัยน์ตาฉายแววความมั่นใจ
หานเฉียงมองหานหมิงด้วยความประหลาดใจ รู้สึกมึนงงอยู่บ้าง
"เกี๊ยวหรือ? ต้องอร่อยมากแน่ๆ เลย" ซานหนิวเลียริมฝีปาก เขาไม่เคยกินเกี๊ยวมาก่อนเลยในชีวิต
น้องเล็กเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสดใส "พี่รอง เกี๊ยวคืออะไรหรือเจ้าคะ?"
หานหมิงหัวเราะ "เกี๊ยวน่ะหรือ... อืม ข้าเองก็อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน เอาไว้พรุ่งนี้ข้าจะห่อกลับมาให้ พวกเจ้าได้ชิมก็จะรู้เอง"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของซานหนิวกับน้องเล็กก็เป็นประกายวาววับ
"พี่รอง ท่านดีที่สุดเลย!" ซานหนิวเอ่ยชมจากใจจริง รู้สึกเลื่อมใสพี่รองของเขามากขึ้นเรื่อยๆ
"เอ้อร์โก่ว..." จู่ๆ หานเฉียงก็เอ่ยขึ้น ก่อนจะชะงักไป
หานหมิงหันไปมองหานเฉียง
ดวงตาของหานเฉียงล่อกแล่ก ในที่สุดก็กัดฟันพูดออกมา "เหลือเวลาอีกแค่แปดวันเท่านั้นนะ"
"เพิ่งจะมารู้จักร้อนรนเอาป่านนี้หรือ? แล้วก่อนหน้านี้ท่านมัวไปทำอะไรอยู่?" บิดาจอมห่วยคนนี้—หานหมิงรู้สึกเคารพไม่ลงและไม่อาจปั้นหน้ายิ้มแย้มให้ได้จริงๆ
เขายังไม่อยากบอกหานเฉียงเรื่องที่มีเงินไปใช้หนี้พนันแล้วในตอนนี้
"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน นี่หรือวิธีที่เจ้าพูดกับพ่อของเจ้า!" หานเฉียงเริ่มมีน้ำโหอีกครั้ง
หานหมิงแค่นเสียงเย็น
"พอได้แล้ว เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวลไป แค่ทำตามที่ข้าสั่งให้ดีก็พอ"
"ซานหนิว ไปล้างจานชาม น้องเล็ก มาช่วยข้าจัดการกับผักป่าพวกนี้"
สายฝนโปรยปรายหนักขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับเสียงฟ้าร้องดังกึกก้องมาแต่ไกล
กลางดึกสงัด ขณะที่คนในบ้านกำลังหลับสนิท จู่ๆ เสียงฟ้าผ่าก็ดังสนั่นหวั่นไหว
กำแพงห้องที่หานหมิงกับซานหนิวนอนอยู่ก็พังครืนลงมา!