- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 5 ระฆังทองคุ้มกาย เสื้อเกราะเหล็ก
ตอนที่ 5 ระฆังทองคุ้มกาย เสื้อเกราะเหล็ก
ตอนที่ 5 ระฆังทองคุ้มกาย เสื้อเกราะเหล็ก
ตอนที่ 5 ระฆังทองคุ้มกาย เสื้อเกราะเหล็ก
ครึ่งชั่วยามต่อมา ความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสก็บรรเทาลงในที่สุด
"ฟู่..."
ฉินเส้าโหยวอ้าปาก พ่นลมหายใจขุ่นมัวที่อั้นไว้นานออกมา
ก่อนหน้านี้ต่อให้เจ็บแค่ไหน เขาก็กัดฟันแน่นไม่ยอมปริปากร้องออกมาแม้แต่แอะเดียว กลัวว่าถ้าอ้าปากแล้ว ปราณโลหิตที่กำลังหลอมรวมอยู่จะรั่วไหล ทำให้การทะลวงด่านล้มเหลวไม่เป็นท่า
พักผ่อนครู่หนึ่ง พอเริ่มมีแรง ฉินเส้าโหยวก็กระโดดลงจากเตียง เพื่อตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
พละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นไม่น้อย แต่ความเปลี่ยนแปลงที่มากที่สุด กลับเป็นเรื่องพลังป้องกันของร่างกาย
เส้นเอ็น กล้ามเนื้อ และกระดูกที่ได้รับการหลอมรวมด้วยปราณโลหิต กลายเป็นแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ตามข้อต่อและช่องว่างของกระดูกก็มีปราณโลหิตไหลเวียนอยู่เต็มเปี่ยม
ราวกับว่าได้สวมชุดเกราะที่มองไม่เห็นแนบเนื้ออยู่ ช่วยปกป้องร่างกายและอวัยวะภายในได้อย่างดียิ่ง
ฉินเส้าโหยวในตอนนี้ มีเส้นเอ็นและกระดูกดุจระฆังคุ้มกาย มีกล้ามเนื้อดั่งเสื้อเกราะเหล็ก
นี่แหละคือสิ่งที่เรียกว่า 'วิชาระฆังทองคุ้มกาย เสื้อเกราะเหล็ก' และเป็นสัญลักษณ์ของขอบเขตเส้นเอ็นกระดูกขั้นแปดของผู้ฝึกยุทธ์
ก้าวต่อไปก็คือ ขอบเขตหลอมเจตจำนงขั้นเจ็ด
หากเปรียบว่า ขอบเขตเส้นเอ็นกระดูกคือการสอนให้ผู้ฝึกยุทธ์รู้จักเพิ่มพลังป้องกันทางกายภาพ เช่นนั้นขอบเขตหลอมเจตจำนง ก็คือการสอนให้ผู้ฝึกยุทธ์เพิ่มพลังต้านทานเวทมนตร์
และทั้งหมดนี้ รวมถึงขอบเขตที่สูงขึ้นไปในภายภาคหน้า ล้วนขาดปราณโลหิตไปไม่ได้ทั้งสิ้น
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว มีเพียงปราณโลหิตที่เต็มเปี่ยมแข็งแกร่งเท่านั้น จึงจะสามารถฟาดฟันสิ่งชั่วร้ายและขับไล่ภูตผีปีศาจได้!
"เจ็บตัวฟรีไม่เสียเปล่าจริงๆ"
ฉินเส้าโหยวพึงพอใจกับความเปลี่ยนแปลงของร่างกายมาก ติดก็ตรงที่ไม่มีที่ให้ลองใช้พรสวรรค์ [ลิ้นทองคำ] เลยไม่รู้ว่ามันมีประสิทธิภาพแค่ไหน
เขาเงยหน้ามองออกไปนอกหน้าต่าง ความมืดมิดในยามราตรียังคงปกคลุม แต่เขาไม่ได้เอนตัวลงนอน กลับคว้าดาบและพลุสัญญาณเดินออกจากห้องไป
เพิ่งจะก้าวเดินในลานบ้านไปได้ไม่กี่ก้าว ฉินเต้าเหรินก็โผล่หน้าออกมาจากห้องหลัก มองดูเขาพลางถามอย่างไม่เข้าใจ "ดึกป่านนี้แล้วไม่หลับไม่นอน จะไปไหน?"
"ข้าจะกลับไปที่หน่วยปราบมาร เรียกพวกลูกน้องมาสืบเรื่องผีในภาพวาดขอรับ"
ฉินเส้าโหยวตอบตามความจริง
ในเมื่อเบื้องหลังของผีในภาพวาด มีปีศาจร้ายคอยบงการอยู่ หากยังกำจัดปีศาจตนนั้นไม่ได้ ฉินเส้าโหยวก็คงรู้สึกเหมือนมีหนามยอกอก ไม่อาจสงบใจได้เลย
เพราะเขาอาจจะถูกลอบทำร้ายและแก้แค้นได้ทุกเมื่อ
มีเพียงการลากตัวปีศาจผู้อยู่เบื้องหลังออกมาและกำจัดทิ้งเสียให้เร็วที่สุดเท่านั้น ฉินเส้าโหยวถึงจะเบาใจได้
ฉินเต้าเหรินขมวดคิ้ว "ผีในภาพวาดก็ถูกเจ้าฆ่าตายไปแล้วนี่ จะไปสืบอะไรอีกล่ะ? หรือเจ้าสงสัยว่าจะมีผีในภาพวาดตัวอื่นอีก? แต่พวกคนเฝ้ายามก็รู้เรื่องนี้แล้ว พอกลับไปถึงหน่วยปราบมาร พวกเขาก็ต้องรายงานเรื่องนี้ให้นายกองใหญกะดึกฟัง และเริ่มลงมือสืบสวนเองนั่นแหละ เจ้าจะไปผสมโรงทำไม?"
"มีคนเพิ่มขึ้นอีกคน ก็ช่วยเพิ่มแรงได้อีกแรงไงขอรับ"
ฉินเส้าโหยวตอบอ้อมๆ ไม่ได้บอกฉินเต้าเหรินไปตรงๆ ว่า เขากลัวเพื่อนร่วมงานจะไม่ใส่ใจเรื่องนี้มากพอ เลยต้องไปสืบด้วยตัวเอง
ฉินเต้าเหรินไม่รู้เรื่องพวกนี้ คิดแค่ว่าฉินเส้าโหยวคงเลือดร้อนตามประสาวัยรุ่น อยากจะรีบสืบให้รู้ความจริงและกำจัดพรรคพวกของผีในภาพวาดให้สิ้นซาก เพื่อไม่ให้คนอื่นตกเป็นเหยื่ออีก เขารู้สึกปลื้มใจ จึงไม่ได้ถามอะไรเซ้าซี้ต่อ ทำเพียงแค่กำชับให้ระวังตัว อย่าบุ่มบ่าม
"ข้าจะระวังตัวให้ดีขอรับ!"
ฉินเส้าโหยวตอบอย่างแข็งขัน เขารู้สึกว่าคำตักเตือนของพ่อประโยคนี้ เป็นคำสอนที่มีค่าดั่งทองจริงๆ
ออกจากบ้านแล้ว ฉินเส้าโหยวก็กระชับดาบแน่น วิ่งตะบึงมุ่งหน้าไปทางหน่วยปราบมาร
ระหว่างทาง เขาเจอคนเฝ้ายามและทหารยามเดินลาดตระเวนเรียกตรวจอยู่หลายหน แต่อาศัยป้ายประจำตัวนายกองธงน้อยแห่งหน่วยปราบมาร ก็สามารถผ่านฉลุยได้ไม่มีปัญหา
มีทหารยามเดินลาดตระเวนกลุ่มหนึ่งเห็นเขาเดินฝ่าความมืด ก็ใจดีจะให้โคมไฟมาด้วย แต่เขาปฏิเสธไป
ในค่ำคืนที่มืดมิด แม้โคมไฟจะช่วยส่องสว่างนำทางได้ แต่มันก็สะดุดตาเกินไปเช่นกัน
เดินมืดๆ แบบนี้นี่แหละปลอดภัยกว่า
หลังจากที่ฉินเส้าโหยวออกจากบ้านไปแล้ว ฉินหลี่ซื่อที่นอนหลับไปแล้ว จู่ๆ ก็ผุดลุกขึ้นนั่ง พลางคาดเดาด้วยความสงสัย:
"เสี่ยวชีไปสืบคดีที่หน่วยปราบมารจริงน่ะรึ? คงไม่ได้หาข้ออ้างไปเที่ยวตรอกจับแมวหรือที่พรรค์นั้นหรอกนะ? วันนี้เขาทั้งดูหนังสือภาพวังวสันต์ทั้งเจอผีสาว ทนอัดอั้นไม่ไหวก็มีความเป็นไปได้อยู่นะ..."
ฉินเต้าเหรินหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก อยากจะค่อนขอดภรรยาเหลือเกินว่าคิดมากไปแล้ว แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก ก็กลืนกลับลงไป
เวลานี้เงียบปากไว้ดีกว่า ขืนพูดอะไรไป ประเดี๋ยวจะลามปามมาถึงตัวเอง โดนร่างแหไปด้วยซะงั้น
ทว่าหลังจากเงียบไปพักหนึ่ง ฉินเต้าเหรินก็อดใจไม่ไหว พูดขึ้นมาเบาๆ ว่า "ฮูหยิน พื้นมันเย็น ข้าขอกลับขึ้นไปนอนบนเตียงได้ไหม?"
คำตอบที่ได้รับ มีเพียงเสียงแค่นจมูกอย่างเย็นชา
ฉินเต้าเหรินจำต้องนอนบนพื้นต่อไป
อีกด้านหนึ่ง ฉินเส้าโหยวมาถึงหน่วยปราบมารได้อย่างราบรื่น
พวกจูซิ่วไฉและหลวงพี่หม่าล้วนถูกย้ายมาจากอำเภอข้างเคียง ไม่มีบ้านช่องในเมืองหลวง อีกทั้งครอบครัวก็ยังไม่ได้ย้ายตามมา เลยไม่ได้เช่าบ้านอยู่ข้างนอก แต่อาศัยนอนรวมกันในเรือนนอนรวมของหน่วยปราบมารไปก่อน
การที่พวกเขานอนอยู่ห้องเดียวกัน ก็เป็นเรื่องสะดวกสำหรับฉินเส้าโหยว ไม่ต้องตามไปเรียกทีละคน
พอผลักประตูห้องเข้าไป กลิ่นเท้าเหม็นเปรี้ยวคลุ้งก็ตีแสกหน้า ทำเอาฉินเส้าโหยวแทบจะสลบเหมือดไปตรงนั้น
แถมยังมีเสียงกรนดังสนั่นหวั่นไหว ดังขึ้นเรื่อยๆ แข่งกันเป็นจังหวะ ชวนให้ฉินเส้าโหยวปวดขมับ
กระนั้น ในสภาพแวดล้อมที่หนวกหูขนาดนี้ ก็ยังมีคนรู้ตัวว่าเขามาถึง พวกเขาลุกพรวดขึ้นมาทันที และสาดสายตาระแวดระวังมาทางประตู
พวกเขาคือ จูซิ่วไฉและหลวงพี่หม่านั่นเอง
หลวงพี่หม่าหูตาไว ฉินเส้าโหยวไม่ได้แปลกใจอะไร
เมื่อตอนกลางวัน เขาก็พอมองออกว่าอดีตหลวงพี่คนนี้มีฝีมือไม่เบา ระดับพลังก็อยู่ในขั้นสูงสุดของขอบเขตเส้นเอ็นกระดูกแล้ว
แต่ปฏิกิริยาของจูซิ่วไฉ กลับทำให้ฉินเส้าโหยวประหลาดใจเล็กน้อย
ดูท่าแล้ว คนที่ตะเกียกตะกายมาจากระดับล่างจนมีชื่อเสียงได้ ล้วนไม่ธรรมดากันทั้งนั้น
"ใต้เท้า มาทำอะไรที่นี่หรือขอรับ?"
พอเห็นว่าเป็นฉินเส้าโหยว จูซิ่วไฉและหลวงพี่หม่าต่างก็ประหลาดใจ
พวกเขาคิดไม่ตกว่า ทำไมดึกดื่นป่านนี้ฉินเส้าโหยวถึงไม่หลับไม่นอนแล้ววิ่งแจ้นมาที่นี่? หรือว่าจะมาขอนอนด้วย?
ทั้งสองคนมองหน้ากัน แอบรู้สึกลังเลนิดๆ
ฉินเส้าโหยวหยุดยืนทำใจอยู่หน้าประตูพักหนึ่ง ถึงยอมกลั้นหายใจเดินฝ่าดงตีนเหม็นๆ เข้าไปในห้อง แล้วสั่งว่า "ปลุกทุกคนขึ้นมา"
"มีภารกิจงั้นหรือ?"
จูซิ่วไฉและหลวงพี่หม่าร้องอ๋อทันที รีบเข้าไปปลุกเหล่านักรบที่กำลังนอนหลับอุตุอยู่ในห้อง
พอนักรบพวกนี้ถูกปลุกขึ้นมา ก็มีท่าทีฮึดฮัดไม่พอใจ ปากก็บ่นงึมงำด่าทอไปเรื่อย จนกระทั่งหันไปเห็นฉินเส้าโหยวถือดาบยืนจังก้าอยู่ในห้องนั่นแหละ ถึงได้รีบหุบปากฉับ
ไม่นาน ทุกคนก็ถูกปลุกขึ้นมาจนครบ ห้องตกอยู่ในความเงียบงัน จะมีก็แต่กลิ่นเหม็นที่ยังคละคลุ้งไม่จางหาย
ฉินเส้าโหยวหันไปถามจูซิ่วไฉ "หนังสือภาพวังวสันต์ที่ถูกริบไปเมื่อตอนกลางวัน เจ้าไปซื้อมาจากที่ไหน?"
จูซิ่วไฉชะงักไปนิด แต่ก็พอจะเดาอะไรออก จึงตอบอย่างจริงจัง "ร้านหยาถาน ทางฝั่งตะวันตกของเมืองขอรับ... ใต้เท้า หนังสือเล่มนั้นมีปัญหาอะไรหรือขอรับ?"
ฉินเส้าโหยวพยักหน้า "เมื่อยามจื่อคืนนี้ มีผีสาวตัวหนึ่ง คลานออกมาจากหนังสือภาพวังวสันต์เล่มนั้น"
"ผีสาวรึ?!"
ทุกคนหูผึ่ง ความง่วงงุนจากการถูกปลุกกลางดึกมลายหายไปเป็นปลิดทิ้ง
โดยเฉพาะนักรบคนที่เสนอจะพาฉินเส้าโหยวไปเที่ยวตรอกจับแมว ถึงกับอ้าปากค้าง ร้องเสียงหลง "ในหนังสือนั่นมีผู้หญิงคลานออกมาได้จริงๆ เหรอขอรับ?!"
ส่วนจูซิ่วไฉกลับบ่นพึมพำด้วยความเสียดาย "ผีสาวตัวนั้นมันควรจะมาหาข้าสิ"
ฉินเส้าโหยวขมวดคิ้วมุ่น ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าทำไมถึงยังมีคนตั้งตารอให้ผีมาหาถึงบ้าน? อยากจะเป็นอัศวินขี่ผีกันขนาดนั้นเชียวหรือ?
นักรบคนอื่นๆ ก็เก็บอาการไม่อยู่ แย่งกันถามไถ่จ้าละหวั่น:
"ใต้เท้า ผีสาวที่คลานออกมาจากภาพวังวสันต์หน้าตาเป็นยังไงขอรับ?"
"ผีสาวตัวนั้นทำอะไรท่านบ้างขอรับ?"
"ตอนนี้มันอยู่ที่ไหนแล้ว?"
ฉินเส้าโหยวตอบส่งๆ ไป "หน้าตาของผีสาวตัวนั้น ก็เหมือนกับเถ้าแก่เนี้ยในภาพวังวสันต์ไม่มีผิดเพี้ยน พอมันคลานออกมาข้าก็จับได้ทันที แล้วมันก็เริ่มถอดเสื้อผ้า บอกว่าหลงใหลในความสามารถของข้า อยากจะผูกวาสนาเป็นคู่ครองกับข้า..."
"โอ้ววววว!"
ทุกคนตื่นเต้นจนเนื้อเต้น
นี่มันนิทานเริงรมย์ฉบับคนกับผีที่พวกนักเล่านิทานตามโรงเตี๊ยมชอบเล่าชัดๆ! นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องในนิทานจะกลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้!
บางคนทนรอไม่ไหว รีบเร่งเร้า "แล้วไงต่อขอรับ? หลังจากนั้นพวกท่านทำอะไรกันต่อ? ใต้เท้าอย่ามัวแต่อมพะนำสิขอรับ รีบเล่ามาเถอะ ต่อให้ต้องเสียเงิน พวกเราก็ยอมจ่ายเพื่อฟังนะขอรับ"
แม้แต่หลวงพี่หม่า หลังจากสวดอมิตาพุทธเสร็จ ก็แอบเงี่ยหูฟังด้วย
ฉินเส้าโหยวไม่ได้เก็บเงินพวกเขา แต่บอกตอนจบไปตรงๆ "ข้าฆ่าผีสาวตัวนั้นทิ้งไปแล้ว!"
"ปัดโธ่เว้ย ทำไมถึงฆ่าทิ้งล่ะ เสียของชะมัด!"
จูซิ่วไฉตบขาฉาดด้วยความเสียดาย ปฏิกิริยาของนักรบคนอื่นๆ ก็ไม่ต่างกันนัก
มีเพียงหลวงพี่หม่าที่สวดอมิตาพุทธ แล้วเอ่ยปากชม "สมกับเป็นใต้เท้าจริงๆ มองหญิงงามดุจพยัคฆ์ร้าย ความหนักแน่นมั่นคงช่างน่านับถือยิ่งนัก"
ฉินเส้าโหยวปรายตามองหลวงพี่หม่าด้วยความพอใจ ก่อนจะหันไปค้อนขวับใส่จูซิ่วไฉ ตะคอกเสียงเขียว "นั่นมันผีนะเว้ย!"
"ผีแล้วไงล่ะขอรับ?"
"เจ้าไม่กลัวโดนมันสูบปราณหยางจนตัวตายหรือไง?"
จูซิ่วไฉทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ "ข้าเสียปราณหยางทุกวัน ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลยนี่... อีกอย่าง พวกเราอยู่ที่นี่กันตั้งหลายคน จะไปยอมให้มันฆ่าตายได้ยังไง? มีแต่จะทำให้มันได้ลิ้มรสชาติของการโดนชายฉกรรจ์รุมทับต่างหากล่ะ!"
พวกนักรบพากันหัวเราะครืน
ฉินเส้าโหยวจ้องเขม็งไปที่จูซิ่วไฉพลางแค่นหัวเราะ: ขอบตาเจ้าดำคล้ำไตวายขนาดนี้แล้ว ยังจะมีหน้ามาคุยโตอีกเหรอ?
หลังจากชี้แจงสถานการณ์เสร็จ ฉินเส้าโหยวก็ไม่มัวเสียเวลาอีก สั่งการทันที "รีบใส่เสื้อผ้าเตรียมอาวุธให้พร้อม แล้วตามข้าไปที่ร้านหยาถานฝั่งตะวันตก จูซิ่วไฉนำทาง"
"ไม่มีปัญหาขอรับ!" จูซิ่วไฉพยักหน้ารับ
ทุกคนรับคำพร้อมเพรียง แล้วต่างก็รีบสวมเสื้อผ้ากันอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
ท่าทีกระตือรือร้นของพวกเขา ทำเอาฉินเส้าโหยวถึงกับแปลกใจ แต่พอคิดดูอีกที เขาก็เข้าใจ
ความกระตือรือร้นของไอ้พวกนี้ คงพุ่งเป้าไปที่เรื่องผีสาวชัวร์ป้าบ
ตรงกับประโยคที่ว่า 'ตราบใดที่ใจกล้า ซาดาโกะก็ลาคลอดได้' จริงๆ
ฉินเส้าโหยวพยายามกลั้นปากไม่ให้ด่า แล้วสั่งว่า "ไปหาดาบเล่มใหม่มาให้ข้าที เอาแบบที่ยังไม่เคยใช้งานนะ"
"ใต้เท้า ท่านก็มีดาบอยู่แล้วนี่ขอรับ?" จูซิ่วไฉมองดาบในมือฉินเส้าโหยวอย่างงุนงง
ฉินเส้าโหยวชักดาบออกจากฝัก ชี้ไปที่คมดาบ "ดาบเล่มนี้ตอนที่ฟันผีในภาพวาด ถูกไอมารกัดกร่อนจนบิ่นไปบ้างแล้ว ความแข็งแกร่งลดลง ถ้าฝืนใช้ต่อ อาจจะบิ่นหรือหักได้ เปลี่ยนเล่มใหม่น่าจะปลอดภัยกว่า"
จูซิ่วไฉอาศัยแสงตะเกียงน้ำมันในห้อง เพ่งมองคมดาบอยู่นานสองนาน ถึงได้สังเกตเห็นรอยบิ่นเล็กๆ แทบมองไม่เห็นอยู่สองสามรอย
แค่นี้เนี่ยนะ? แค่นี้ก็มีผลกับความแข็งแกร่งของดาบ จนกลัวว่ามันจะบิ่นจะหักแล้วรึ? นี่มันจะระวังตัวแจเกินไปหน่อยไหมเนี่ย?
จูซิ่วไฉมองสีหน้าจริงจังของฉินเส้าโหยว แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าเถียง
ระหว่างที่ทุกคนกำลังแต่งตัว หลวงพี่หม่าก็ไปหาดาบเล่มใหม่มาให้
ฉินเส้าโหยวตรวจสอบอย่างละเอียด เมื่อแน่ใจว่าดาบไม่มีปัญหาอะไร ก็เปลี่ยนดาบด้วยความพึงพอใจ
จากนั้น กลุ่มคนทั้งหมดก็เดินตามจูซิ่วไฉออกจากหน่วยปราบมาร มุ่งหน้าฝ่าแสงจันทร์ไปยังฝั่งตะวันตกของเมือง
แต่เมื่อพวกเขาไปถึงฝั่งตะวันตก กลับต้องประหลาดใจที่พบว่า แม้จะดึกดื่นเที่ยงคืนแล้ว แต่ที่นี่กลับคึกคักไปด้วยผู้คนและเสียงเซ็งแซ่