- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 3 ข้าอยากจะกินเจ้า
ตอนที่ 3 ข้าอยากจะกินเจ้า
ตอนที่ 3 ข้าอยากจะกินเจ้า
ตอนที่ 3 ข้าอยากจะกินเจ้า
ฉินเส้าโหยวสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที เมื่อลืมตาหันไปมอง เขาก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังคลานออกมาจากตู้ริมผนัง
รูปร่างและหน้าตาของนางดูคุ้นตาเอามากๆ นางก็คือเถ้าแก่เนี้ยหน้าอกภูเขาไฟในหนังสือภาพวังวสันต์เล่มนั้นนั่นเอง!
ตัวละครในหนังสือโป๊มีชีวิตขึ้นมาจริงๆ งั้นรึ? แถมยังคลานออกมาจากหนังสืออีกต่างหาก?
นี่มันทะลุมิติกำแพงมิติมาเลยหรือไง? หรือว่าเป็นซาดาโกะเวอร์ชั่นราชวงศ์ต้าเซี่ย?
ถ้าเป็นก่อนที่เขาจะทะลุมิติมา แล้วได้เห็นฉากนี้หน้าจอคอมพิวเตอร์ ฉินเส้าโหยวคงต้องหลุดปากแซวสัปดนออกไปบ้างแน่ๆ
อย่างน้อยๆ ก็ต้องบอกว่า "มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยเหรอ? หลีกไป ข้าจัดการเอง จะกระแทกให้กรามค้าง หุบปากไม่ลงเลยคอยดู!"
แต่ในเวลานี้ ฉินเส้าโหยวกลับรู้สึกขนหัวลุกซู่
ผีสาวที่คลานออกมาจากหนังสือภาพวังวสันต์ เมื่อเห็นว่าฉินเส้าโหยวตื่นอยู่ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
แต่เห็นได้ชัดว่านางเชี่ยวชาญในงานนี้ดี จึงไม่ได้ตื่นตระหนก แถมยังส่งสายตาหวานเชื่อมยิ้มทักทาย พร้อมกับแนะนำตัวเสร็จสรรพ:
"คุณชายเจ้าคะ ข้าน้อยคือหญิงตระกูลชุยที่อาศัยอยู่บนถนนเส้นนี้ เพราะหลงใหลในความสามารถของคุณชาย จึงตั้งใจมาหาในยามวิกาล หวังจะผูกวาสนาเป็นคู่ครองกับคุณชายเจ้าค่ะ"
ฉินเส้าโหยวแสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ ขมวดคิ้วแค่นหัวเราะเยาะ
จะหลอกผีหรือไง เพื่อนบ้านบนถนนเส้นนี้ข้าเห็นมาหมดแล้ว ไม่เห็นจะมีหญิงตระกูลชุยอย่างเจ้าสักคน
แถมเจ้าคิดว่าข้าตาบอดหรือไง? ไม่เห็นรึไงว่าเจ้าคลานออกมาจากหนังสือโป๊น่ะ?
ยังมีหน้ามาบอกว่าหลงใหลในความสามารถของข้าอีก
ข้าทะลุมิติมาอยู่โลกนี้ ยังไม่ทันได้โชว์ความสามารถอะไรเลย เจ้ามีตาทิพย์หรือไงถึงได้มาหลงใหลข้าได้?
พูดมาตรงๆ ดีกว่า ว่าน้ำลายสออยากได้ความหล่อและเรือนร่างของข้า!
แม้จะรู้สึกดูแคลน แต่หลังจากผีสาวพูดจบ สติของฉินเส้าโหยวกลับเกิดอาการพร่ามัวอย่างประหลาด ราวกับจะเชื่อคำพูดของผีสาวโดยไม่รู้ตัว และพร้อมจะผูกวาสนากับนางที่มาถิ่นฐานไม่แน่ชัด
โชคดีที่ฉินเส้าโหยวตระหนักถึงความผิดปกติได้อย่างรวดเร็ว เขาชิงกัดปลายลิ้นตัวเองก่อนที่สติจะจมดิ่งลงไปโดยสมบูรณ์ อาศัยความร้อนลวกของปราณโลหิตสลัดหลุดจากการควบคุมนั้นมาได้
นี่มันวิชาสะกดจิต? หรือว่าวิชามารล่อลวง?
มิน่าล่ะ เวลาอ่านพวกนิยายโป๊ยเยี่ยง พอมีหญิงสาวปริศนามาเคาะประตูตอนเที่ยงคืน พวกบัณฑิตไส้แห้งถึงไม่ค่อยสงสัย แถมยังดีอกดีใจกันใหญ่ ไม่สนเลยว่าสิ่งที่มาจะเป็นคน เป็นผี หรือเป็นปีศาจ ขอแค่ได้นอนด้วยก่อนก็พอ
ที่แท้ ไม่ใช่ว่าพวกบัณฑิตไส้แห้งพวกนั้นหื่นจนไม่กลัวตายหรอก แต่เป็นเพราะภูตผีปีศาจที่มาเยือนตอนดึกดื่นเหล่านี้ มีวิชาล่อลวงจิตใจคนต่างหาก
ฉินเส้าโหยวคาดเดาอยู่ในใจโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ขณะที่แอบสอดมือเข้าไปใต้ผ้าห่ม และกำวัตถุแข็งๆ บางอย่างเอาไว้แน่น
"ผีสาวตัวนี้พอโผล่มาข้าก็รู้ตัวทันที แถมปราณโลหิตของข้ายังต้านทานวิชาล่อลวงของนางได้ แสดงว่าพลังของนางไม่ได้แข็งแกร่งนัก ข้ามีโอกาสที่จะกำจัดนางได้... ต่อให้ฆ่าไม่ได้ อย่างน้อยก็ยื้อเวลาไว้จนกว่าคนเฝ้ายามของหน่วยปราบมารจะมาถึงได้แน่"
การประเมินเหล่านั้นทำให้ฉินเส้าโหยวรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเล็กน้อย
ถัดจากนั้น เขาก็นึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาได้: "ถ้าฆ่าผีสาวตัวนี้ ข้าจะได้เมนูอาหารสูตรใหม่หรือเปล่านะ?"
ตามข้อสันนิษฐานของฉินเส้าโหยว การอัปเดตตำราอาหารน่าจะเกี่ยวข้องกับการสังหารภูตผีปีศาจ
เพราะฉินเส้าโหยวคนเก่า ก็ใช้วิธีพลีชีพแลกชีวิตกับหมาป่าปีศาจหลังจากที่ตัวเองบาดเจ็บสาหัสมาแล้ว
ช่วงเวลานี้ ปราณโลหิตของฉินเส้าโหยวเต็มเปี่ยมจนถึงขีดสุด ขาดก็เพียงแค่โอกาสที่จะหลอมรวมปราณโลหิตเข้าสู่อวัยวะภายในและเส้นเอ็นกระดูก เพื่อทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเส้นเอ็นกระดูกขั้นแปดของผู้ฝึกยุทธ์
ผีสาวที่คลานออกมาจากหนังสือโป๊ตัวนี้ จะใช่โอกาสในการทะลวงจุดคอขวดของเขาหรือเปล่านะ?
สายตาที่ฉินเส้าโหยวใช้มองผีสาว เริ่มเปลี่ยนเป็นร้อนแรงขึ้น
ผีสาวสังเกตเห็นท่าทีนั้น แต่นางเข้าใจผิด คิดว่าฉินเส้าโหยวถูกความงามของนางล่อลวงเข้าให้แล้ว โดยไม่รู้เลยว่า อีกฝ่ายกำลังคิดหาวิธี 'กิน' นางอยู่ ว่าจะเอาไปนึ่งซีอิ๊วหรือน้ำแดงดี...
"คุณชาย สายตาที่ท่านมองข้าช่างน่ากลัวเหลือเกิน ท่านคิดจะทำอะไรข้าหรือเจ้าคะ?"
ผีสาวใช้น้ำเสียงดัดจริตออดอ้อนแบบพวกนางมารร้ายชาเขียว ฟังแล้วทำเอาขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"ข้าอยากจะกินเจ้า"
ฉินเส้าโหยวพูดตรงๆ พลางคำนวณระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายในใจ เพื่อรอจังหวะลงมือที่ดีที่สุด
"คุณชายล่ะก็ ร้ายกาจนักนะเจ้าคะ"
ผีสาวแสร้งทำเป็นเอียงอายต่อว่าอย่างขวยเขิน เห็นได้ชัดว่าเข้าใจความหมายของคำว่า 'กิน' ผิดไปถนัด
นางเดินตรงเข้ามาที่เตียง พลางพูดด้วยน้ำเสียงน่าสงสารว่า "คุณชาย คืนนี้อากาศหนาวเย็นนัก ข้าน้อยขอเข้าไปซุกตัวในผ้าห่มของท่านเพื่อคลายหนาวสักหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?"
ไม่หนาวก็บ้าแล้ว เสื้อผ้าบนตัวเจ้าแทบจะหลุดรุ่ยหมดแล้วนั่นน่ะ
ฉินเส้าโหยวแค่นหัวเราะในใจ แต่ปากกลับพูดว่า "ยินดีเป็นอย่างยิ่ง"
ยิ่งผีสาวเข้ามาใกล้เท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสามารถจู่โจมทีเผลอได้ดีเท่านั้น
ฉินเส้าโหยวจงใจชวนคุยเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของผีสาว "เจ้ามีพี่สาวน้องสาวที่ชื่อซาดาโกะบ้างไหมล่ะ?"
ผีสาวหัวเราะคิกคัก "คุณชายช่างโลภมากเสียจริง มีข้าน้อยแล้วยังไม่พอ ยังไปคิดถึงพี่สาวน้องสาวของข้าน้อยอีก ข้าอยากจะแหวกอกท่านดูเสียจริง ว่าหัวใจของท่านมันจะหลายใจได้สักแค่ไหน"
ระหว่างที่พูด นางก็คลานขึ้นมาบนเตียง ยื่นมือออกไปหมายจะลูบคลำหน้าอกของฉินเส้าโหยว
ไอหมอกสีดำจางๆ ที่ยากจะสังเกตเห็นได้ ไหลเวียนอยู่ที่ปลายนิ้วของนาง ทำให้เล็บของนางคมกริบราวกับใบมีดในชั่วพริบตา
นางตั้งใจจะควักหัวใจของฉินเส้าโหยวออกมาจริงๆ!
ทว่าฉินเส้าโหยวก็รอจังหวะนี้อยู่เช่นกัน
เขาถีบผ้าห่มออก คว้าวัตถุแข็งๆ ใต้ร่างขึ้นมาฟาดใส่ผีสาวสุดแรง
ผีสาวไม่ทันระวังตัว มือที่ยื่นออกไปหาฉินเส้าโหยว กลับถูกฟันขาดสะบั้นในทันที ไอหมอกสีดำพวยพุ่งออกมาเป็นสายราวกับเลือดของมนุษย์ยามได้รับบาดเจ็บ
"กรี๊ด——"
ผีสาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
จนถึงวินาทีนี้ นางถึงเพิ่งจะเห็นว่า ในมือของฉินเส้าโหยว กำลังถือดาบปราบมารที่สั่งทำขึ้นเป็นพิเศษของหน่วยปราบมารเอาไว้!
ในยามนี้ ปราณโลหิตห่อหุ้มอยู่บนใบดาบ เปล่งประกายคมปลาบ!
มิน่าล่ะ ถึงได้ฟันนางจนบาดเจ็บได้ในดาบเดียว
ผีสาวนอกจากจะเจ็บปวดแล้ว ยังมึนงงไปหมด: ไอ้หมอนี่มันเป็นบ้าอะไรวะ เวลานอนยังจะพกดาบขึ้นเตียงอีก? ไม่กลัวโดนทิ่มหรือไง?
หลังจากฟันโดนเป้าหมายไปหนึ่งดาบ ฉินเส้าโหยวก็กระโจนตัวลุกขึ้น กวัดแกว่งดาบฟันใส่ผีสาวอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนั้น มืออีกข้างก็เหวี่ยงบางอย่างออกไปทางหน้าต่าง
เมื่อของสิ่งนั้นตกลงพื้น มันก็พุ่งทะยานขึ้นฟ้าทันที และระเบิดเสียงดังสนั่นราวกับเสียงฟ้าร้อง
เหตุการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว มีหรือที่ผีสาวจะไม่เข้าใจ ว่าเด็กหนุ่มรูปงามบนเตียงไม่ได้ถูกนางล่อลวงเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม เขากลับวางแผนซ้อนแผนเล่นงานนางเสียอีก
เรื่องนี้ทำให้ผีสาวโกรธเกรี้ยวเป็นอย่างมาก
หากไม่ใช่เพราะไม่มีเวลาพูด นางคงอยากจะตะคอกถามฉินเส้าโหยวเหลือเกินว่าตกลงเป็นลูกผู้ชายหรือเปล่า สาวสวยมาเสิร์ฟให้ถึงที่ ไม่กินแต่กลับเอาดาบมาไล่ฟัน? แถมยังจะเรียกพวกมารุมฟันอีก?
ผีสาวคำรามลั่นกระโจนเข้าใส่ฉินเส้าโหยว หมายจะฆ่าเขาให้ตายก่อนที่คนเฝ้ายามของหน่วยปราบมารจะโผล่มา นางจะควักตับไตไส้พุงของเขาออกมา สูบกินปราณโลหิตและหยางชี่ของเขาเสีย
มือผีที่ถูกฟันขาดร่วงอยู่บนเตียง ภายใต้การห่อหุ้มของกลุ่มหมอกสีดำ จู่ๆ ก็ลอยขึ้นมากลางอากาศ และพุ่งเข้าตะปบหน้าอกของฉินเส้าโหยว
ผีสาวแสยะยิ้มอย่างได้ใจ
แต่ในวินาทีต่อมา นางก็ยิ้มไม่ออก
มือผีของนางไม่สามารถฉีกทึ้งหน้าอกของฉินเส้าโหยวได้ กลับถูกวัตถุแข็งๆ บางอย่างสกัดเอาไว้ และเกิดเสียงกระทบกันของโลหะดังสนั่น
ฉินเส้าโหยวอาศัยจังหวะนั้นฟันใส่ผีสาวไปอีกหนึ่งดาบ รอจนนางกรีดร้องและล่าถอยไป เขาก็ตวัดดาบฟันมือผีนั้นจนขาดกระจุย
มือผีสลายกลายเป็นหมอกควันสีดำ หายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
ผีสาวมองลอดผ่านรอยขาดของเสื้อผ้าที่ถูกตะปบจนขาดวิ่น และเห็นว่าที่หน้าอกของฉินเส้าโหยว... ดันมีกระจกทองเหลืองซ่อนอยู่บานหนึ่ง
บนกระจกทองเหลืองบานนั้นมีกระดาษยันต์แปะอยู่ และมีคราบเลือดกรัง ไม่รู้ว่าเอาเลือดหมาดำ เลือดลาวัยรุ่น หรือเลือดอะไรมาทาไว้
"เจ้านอนนอกจากจะพกดาบแล้ว ยังเอากระจกทองเหลืองยัดไว้ในเสื้ออีกเหรอ? นี่เจ้าเป็นโรคจิตประเภทไหนกันเนี่ย!"
ผีสาวแทบคลั่ง นางทำอาชีพนี้มาตั้งหลายปี นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เจอคนประหลาดขนาดนี้
ไอ้หมอนี่คงไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตารอให้ผีมาหาทุกวันหรอกมั้ง?
นางเดาถูกเผงเลยล่ะ ตั้งแต่วันแรกที่ทะลุมิติมายังโลกนี้ ฉินเส้าโหยวก็คอยระแวดระวังไม่ให้ภูตผีปีศาจมาเยือนอยู่ตลอดเวลา
ภูตผีปีศาจในโลกนี้ ไม่ได้มาร้องเพลง 'ผีไม่ได้ทำร้ายข้าแม้แต่นิดเดียว' หรอกนะ พวกมันจะเอาชีวิตคนจริงๆ!
ดังนั้น เตรียมตัวไว้มากแค่ไหนก็ไม่ถือว่ามากเกินไปหรอก
ฉินเส้าโหยวถึงขั้นเคยคิดอยากจะสวมชุดเกราะนอนด้วยซ้ำ น่าเสียดายที่ต่อให้เป็นคนของหน่วยปราบมาร หากไม่ได้อยู่ในระหว่างปฏิบัติภารกิจ ก็ห้ามใช้ชุดเกราะพร่ำเพรื่อเด็ดขาด มิฉะนั้นจะถือว่าแอบซุกซ่อนชุดเกราะ มีความผิดฐานกบฏ
หลังจากฟันมือผีจนแหลกละเอียด ฉินเส้าโหยวก็รีดเร้นปราณโลหิตทั่วร่าง โหมกระหน่ำโจมตีผีสาวอย่างต่อเนื่อง ทุกดาบฟันแฝงไปด้วยเสียงลมพายุและฟ้าร้อง
ผีสาวไม่กล้ารับการโจมตีตรงๆ ทำได้เพียงพยายามใช้วิชาตัวเบาอันแปลกประหลาดหลบหลีก และรอจังหวะสวนกลับ
แต่พอนางหลบไปได้ไม่กี่ครั้ง จู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บปวดแปลบที่น่อง ก้มลงมองก็เห็นของหน้าตาคล้ายกับดักสัตว์กำลังหนีบข้อเท้าของนางเอาไว้
บนกับดักนั้นมีกระดาษยันต์แปะอยู่และมีคราบเลือดติดอยู่เช่นกัน เห็นได้ชัดว่าผ่านการลงอาคมมาแบบเดียวกับกระจกทองเหลือง
ไอ้หมอนี่นอกจากนอนพกดาบ ซ่อนกระจกทองเหลืองแล้ว ยังวางกับดักไว้ในห้องตัวเองอีกเหรอ? สมองมันยังปกติดีอยู่ไหมเนี่ย? เจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว!
ผีสาวทั้งตกใจทั้งโกรธ
เนื่องจากการเคลื่อนไหวถูกจำกัด นางจึงไม่สามารถหลบการโจมตีของฉินเส้าโหยวได้อีกต่อไป โดนฟันเข้าไปหลายดาบติด กลุ่มควันสีดำถูกฟันจนร่วงหล่นกระจาย ร้องโหยหวนเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ
ในห้องข้างๆ พ่อแม่ของฉินเส้าโหยวสะดุ้งตื่นเพราะเสียงระเบิดของพลุสัญญาณ
"ฟ้าร้องเหรอ? ฝนจะตกแล้วใช่ไหม? ปิดหน้าต่างหรือยัง?"
ตอนแรกฉินหลี่ซื่อยังงัวเงียอยู่บ้าง แต่พอพูดจบประโยค จู่ๆ นางก็ได้ยินเสียงครางและเสียงร้องไห้ของผู้หญิงแว่วมา
นางรีบเงี่ยหูฟัง พลางบ่นอุบอิบ "นี่บ้านใครกันเนี่ย? ดึกดื่นป่านนี้ยังทำเสียงดังลั่น ไม่อายฟ้าอายดินบ้างหรือไง"
"เสียงมาจากห้องเสี่ยวชี" ฉินเต้าเหรินพูด เขาตื่นเต็มตาและนั่งตัวตรงแล้ว สีหน้าเคร่งเครียด
ฉินหลี่ซื่อนึกไม่ถึงว่าเรื่องน่าตื่นเต้นที่เผือกอยู่จะเป็นเรื่องของลูกตัวเอง ก็ถึงกับสะดุ้ง "เสี่ยวชีเหรอ? เขา... เขาซื้อตัวนางโลมกลับมาบ้านงั้นรึ?"
ฉินเต้าเหรินขมวดคิ้ว "เจ้าหัดคิดอะไรดีๆ หน่อยได้ไหม? เขาคงไปตอแยภูตผีปีศาจเข้าให้แล้วล่ะ! เมื่อกี้ไม่ใช่เสียงฟ้าร้อง แต่เป็นเสียงพลุสัญญาณขอความช่วยเหลือ"
"เขาไปทำอีท่าไหนถึงกล้าฟัดกับปีศาจได้ล่ะเนี่ย?"
ฉินหลี่ซื่อโพล่งถามออกไปตามสัญชาตญาณ ก่อนจะฉุกคิดขึ้นมาได้และยกมือปิดปากร้องอุทาน เร่งเร้าว่า "งั้นท่านยังไม่รีบไปช่วยอีกรึ?"
ฉินเต้าเหรินถอนหายใจยาว "ตอนนี้ปราณโลหิตข้าแตกซ่านไปหมดแล้ว ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก มีแต่จะเป็นตัวถ่วงเขาเปล่าๆ"
"แล้วจะทำยังไงดีล่ะ?" ฉินหลี่ซื่อเป็นห่วงจนนั่งไม่ติด
"คนเฝ้ายามของหน่วยปราบมารน่าจะใกล้ถึงแล้ว เสี่ยวชีน่าจะยันไว้ได้จนกว่าพวกเขาจะมา"
ระหว่างที่สองสามีภรรยากำลังคุยกันอยู่นั้น เสียงความวุ่นวายในห้องของฉินเส้าโหยวกลับเงียบลง ทำให้พวกเขาใจหายวาบ
"เจ้ารออยู่ในห้องนะ ข้าจะไปดูหน่อย"
ฉินเต้าเหรินนั่งไม่ติดอีกต่อไป คว้าเก้าอี้ไม้มาถือไว้ในมือ ผลักประตูห้องและมุ่งหน้าไปยังห้องของฉินเส้าโหยว
ในตอนนั้นเอง ก็มีเงาคนหลายร่างกระโดดข้ามกำแพงเข้ามาในลานบ้าน
หนึ่งในนั้นถือโคมไฟมาด้วย ดูจากการแต่งตัวแล้ว ล้วนเป็นคนของหน่วยปราบมารทั้งสิ้น
"ใต้เท้าฉิน"
เห็นได้ชัดว่าคนที่มานั้นรู้จักกับฉินเต้าเหริน
"ไม่ต้องเรียกข้าว่าใต้เท้าหรอก ข้าไม่ได้อยู่หน่วยปราบมารแล้ว"
ฉินเต้าเหรินโบกมือปฏิเสธ ก่อนจะรีบบอกให้พวกเขาตามไปที่ห้องของฉินเส้าโหยว
"พลุสัญญาณนั่นลูกชายข้าเป็นคนจุด เมื่อกี้ข้าได้ยินเสียงต่อสู้ดังมาจากห้องของเขา"
คนเฝ้ายามเคลื่อนไหวเร็วกว่าเขามาก เพียงพริบตาเดียวก็พุ่งไปถึงหน้าประตูห้องของฉินเส้าโหยว และยกเท้าถีบประตูจนเปิดผางออก
ภายในห้องไม่มีผีสาวแล้ว เหลือเพียงฉินเส้าโหยวคนเดียว
เขากำลังถือดาบ และใช้ปลายดาบค่อยๆ เขี่ยหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากตู้ด้วยความระมัดระวัง
อาศัยแสงไฟจากโคมไฟ ทุกคนมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่า... นั่นคือหนังสือภาพวังวสันต์
ภาพปกช่างเร่าร้อนชวนให้เลือดลมสูบฉีดเสียเหลือเกิน