เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 79 ไป๋อู้ผู้กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่น

บทที่ 79 ไป๋อู้ผู้กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่น

บทที่ 79 ไป๋อู้ผู้กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่น


ในเวลาเพียงชั่วพริบตา ในหัวของไป๋อู้ก็จินตนาการข้ามช็อตไปถึงตอนที่ตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือของพี่เตี้ยพุ่งทะลุ 175 และกลายร่างเป็นสุดยอดผู้ร่วงหล่นระดับซูเปอร์ไปซะแล้ว

ถึงตอนนั้น เขาคงไม่ได้แค่เสียเพื่อนร่วมทีมระดับเทพไปเท่านั้น แต่ยังต้องรับมือกับศัตรูระดับพระกาฬเพิ่มมาอีกหนึ่งด้วย ถ้าไม่มีพี่เตี้ยคอยช่วยล่ะก็ แค่จุดเกิดไม่เป็นใจ เขาก็คงอยู่รอดได้ไม่ถึงนาทีหรอก

ความคิดนี้ทำให้ไป๋อู้ตื่นตัวขึ้นมาทันที สมองของเขาประมวลผลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

"นับจากนี้เป็นต้นไป การตายทุกครั้งจะต้องได้อะไรติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง ไม่อย่างนั้นพี่เตี้ยคงทนได้อีกไม่กี่ลูปแน่ๆ "

ไป๋อู้ไม่อ้อมค้อม เข้าประเด็นทันที:

"หัวหน้าครับ ตอนที่สู้กันในลูปก่อนๆ หน้าเนี้ย หัวหน้าสังเกตเห็นผู้ร่วงหล่นตัวไหนที่มีพฤติกรรมแปลกๆ บ้างไหมครับ?"

อู่จิ่วและไป๋อู้ยืนหลบมุมอยู่ในห้องโดยสารชั้นประหยัดหมายเลขสาม ตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือที่แตะระดับ 45 มากพอที่จะดึงดูดความสนใจจากพวกผู้ร่วงหล่นในห้องนี้ได้แล้ว

แต่คราวนี้ ทั้งสองคนต่างก็รู้หน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี ไป๋อู้ยืนหลบอยู่ด้านหลัง ส่วนอู่จิ่วยืนจังก้าอยู่ด้านหน้า

"ไม่ทันสังเกตแฮะ... ฉันน่าจะฟันพวกมันขาดกระจุยไปกว่าครึ่งนึงได้แล้วมั้ง มีอยู่สองสามตัวที่อึดหน่อย แล้วก็มีส่วนน้อยมากๆ ที่ไม่ได้เข้าโจมตีฉัน"

"ใช่เลยครับ ไอ้พวกที่ไม่ได้เข้าโจมตีหัวหน้านั่นแหละ... หัวหน้าพอจะจำได้ไหมครับว่าพวกมันอยู่ตรงไหน?"

"น่าจะอยู่แถวๆ ห้องโดยสารชั้นประหยัดหมายเลขหนึ่งนะ" อู่จิ่วตวัดดาบฟันผู้ร่วงหล่นพลางนึกทบทวนความทรงจำไปด้วย

"ถ้าอย่างนั้น เราต้องรีบไปที่ห้องโดยสารหมายเลขหนึ่งก่อนเลยครับ"

ถ้าเปลี่ยนเป้าหมายจากการสำรวจสภาพแวดล้อมมาเป็นสำรวจพวกผู้ร่วงหล่นแทน ผู้ร่วงหล่นตัวไหนที่มีพฤติกรรมผิดแปลกไปจากพวก ก็ย่อมมีความเป็นไปได้สูงที่สุด ที่จะกุมความลับอะไรบางอย่างเอาไว้

อู่จิ่วไม่ได้ตอบอะไร อารมณ์ด้านลบกำลังรบกวนความคิดของเขาอยู่

ถึงแม้จะยังไม่ถึงขั้นทำให้สติสัมปชัญญะพร่ามัว แต่เรื่องการคิดหาทางหนีทีไล่ เขาขอสวมบทบาทเป็นเครื่องจักรสังหารผู้ร่วงหล่นผู้ไร้ความรู้สึก แล้วปล่อยให้เป็นหน้าที่ของไป๋อู้จัดการทั้งหมดเลยก็แล้วกัน

"หัวหน้าครับ ถ้าเป็นไปได้ พยายามอย่าฆ่าพวกมันนะครับ"

"..."

ไป๋อู้เคยเห็นความเร็วอันน่าสะพรึงกลัวของอู่จิ่วมาแล้ว ดวงตาของเพลเยอร์ยังไม่ทันจะได้เด้งหมายเหตุขึ้นมา อีกฝ่ายก็กลายสภาพเป็นคำอธิบายแบบเดียวกันไปหมดซะแล้ว ——

【ผู้ร่วงหล่นที่จบชีวิตลงด้วยคมดาบ 'ผู้ร่วงหล่นต้องตาย' ร่างกายของมันถูกไอ้เตี้ยฟันจนแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แนะนำให้รอดูหน้ามันใหม่ในลูปหน้าก็แล้วกันนะ】

ในลูปที่แล้ว ตอนที่ไป๋อู้กวาดสายตามองไปรอบๆ ผู้ร่วงหล่นหลายตัวก็มีหมายเหตุเขียนไว้แบบนี้เหมือนกัน

ถึงแม้เขาจะรู้สึกว่า ดวงตาของเพลเยอร์น่าจะให้ข้อมูลที่มีประโยชน์เกี่ยวกับศพพวกนี้ได้บ้าง แต่ดูเหมือนมันจะขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของศพด้วยล่ะมั้ง

ส่วนเพลงดาบของพี่เตี้ยน่ะเหรอ... เวลาที่ต้องทำเวลา หรือต้องพุ่งตัวระยะไกลๆ มันก็เป็นเพลงดาบตวัดฟันฉับเดียวขาดที่ดูเท่สุดๆ ไปเลยล่ะ แต่ในสถานการณ์ตอนนี้ มันกลับกลายเป็นเพลงดาบสับละเอียดซะงั้น

การบอกให้อู่จิ่วห้ามฆ่าพวกผู้ร่วงหล่น แต่ต้องปกป้องไป๋อู้ไปด้วย มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเพิ่มระดับความยากให้กับอู่จิ่วเลยสักนิด

แต่อู่จิ่วก็ยังคงพยักหน้ารับคำเหมือนเช่นเคย โดยไม่ปริปากบ่นแม้แต่คำเดียว

ร่างของเขาพุ่งทะยานไปมา ราวกับเป็นสุดยอดโล่คุ้มภัยแบบ 360 องศาไร้จุดบอดให้กับไป๋อู้

ด้วยการคุ้มครองจากยอดฝีมืออันดับต้นๆ ของหอคอย ไป๋อู้ก็เริ่มกวาดสายตาสำรวจพวกผู้ร่วงหล่นรอบๆ ตัวไปพลาง เดินตามอู่จิ่วไปพลาง

【หมอนี่เคยถูกลอตเตอรี่รางวัลใหญ่มาแล้วถึงสามครั้ง แต่ครั้งนึงดันหมดอายุ อีกครั้งโดนปล้น ส่วนครั้งสุดท้ายก็ทำลอตเตอรี่หาย หลังจากนั้นก็มีอีกหลายครั้งที่ถูกหกตัวหน้า แต่ดันมาตกม้าตายตรงตัวสุดท้าย หมอนี่แต่งงานกับแฟนสาวที่คบกันมาแปดปี ดีใจจนประกาศบอกให้คนรู้กันทั้งโลก แต่ลูกที่คลอดออกมาดันตัวดำปี๋ เคยโดนฟ้าผ่าตั้งสามรอบ แต่ก็ไม่ยอมตายๆ ไปซะที เคยทำไฟไหม้บ้านตั้งหกรอบ แต่ก็รอดตายมาได้ทุกรอบ ชีวิตที่ขึ้นสุดลงสุดทำเอาหมอนี่แทบจะสติแตก แล้วจากนั้น... ตู้มมมม! กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นกลายพันธุ์ระดับสาม คุณสมบัติการกลายพันธุ์ระดับหายาก: สิบหมัดวืดเก้า】

ผู้ร่วงหล่นที่ไป๋อู้มองเห็น มีรูปร่างผอมโซจนเห็นกระดูก หัวเป็นมนุษย์แต่หน้าเป็นอีกา ด้านหลังมีปีกสีแดงงอกออกมา

มันคือสัญลักษณ์ของการพัวพันกันระหว่างความโชคร้ายกับความโชคดี แต่โดยรวมแล้ว ก็ยังคงเอียงเอนไปทางความโชคร้ายอยู่ดี

ไป๋อู้เริ่มสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง เขาจึงรีบหันไปมองผู้ร่วงหล่นตัวต่อไปทันที

【นักเขียนคนหนึ่ง เขาเขียนหนังสือมาเก้าปี ตีพิมพ์ผลงานไปแล้วทั้งหมดสิบห้าเล่ม แต่สิบสี่เล่มในนั้นดันถูกคนอื่นก็อปปี้ไอเดียไปเขียนใหม่ แถมไอ้คนที่ก็อปปี้ไปดันขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ที่น่าตลกก็คือ หนังสือของเขาเองกลับไม่มีใครสนใจเลยสักคน จนกระทั่งมีครั้งหนึ่ง... เขาถูกไอ้คนที่ก็อปปี้ผลงานของเขาไป ฟ้องร้องต่อศาลในข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์ซะเอง ก่อนที่เขาจะหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เขาก็ได้รับจดหมายเชิญให้ไปพักผ่อนตากอากาศ ในจดหมายเขียนไว้ว่า ความทุกข์ระทมทั้งหมดในชีวิต จะถูกโยนทิ้งไปในระหว่างการเดินทางครั้งนี้ กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นกลายพันธุ์ระดับสาม คุณสมบัติการกลายพันธุ์: ตัดเหล็กกล้า, แก๊สพิษกลิ่นเหม็นเน่า】

โครงสร้างประโยคเหมือนกันเป๊ะ ไป๋อู้มั่นใจแล้วว่าเขาเริ่มจะจับจุดร่วมอะไรบางอย่างของพวกสัตว์ประหลาดพวกนี้ได้แล้ว

【คำกล่าวที่ว่า "ศีลเสมอกันถึงจะอยู่ด้วยกันได้" มันไม่ได้ถูกต้องเสมอไปหรอกนะ เพราะมนุษย์มักจะถูกผูกมัดด้วยสิ่งที่เรียกว่าความรู้สึกอันน่ารังเกียจอยู่เสมอ ไอ้หมอนี่ที่นั่งอยู่ชั้นประหยัด ก็เลยดันไปรู้จักกับลูกคุณหนูเศรษฐีที่ยอมให้ยืมเงินตั้งห้าสิบล้านได้หน้าตาเฉย พอวันสิ้นโลกมาเยือน ตั๋วเครื่องบินที่จะพาไปยังศูนย์หลบภัยก็ดันมีแต่พวกลูกคุณหนูเศรษฐีเท่านั้นที่มีสิทธิ์ครอบครอง หมอนี่ก็เลยไปคุกเข่าอ้อนวอนขอตั๋วจากลูกคุณหนูเศรษฐีที่กำลังจมอยู่ในความโศกเศร้า ประโยคสุดท้ายที่หมอนี่พูดก็คือ: "นายว่าฉันยังมีโอกาสอยู่ไหม?" แล้วหลังจากนั้น... หมอนี่ก็แย่งตั๋วเครื่องบินมาได้สำเร็จ ส่วนลูกคุณหนูเศรษฐีคนนั้นก็พลัดตกหน้าผาตายไป แต่ก็นั่นแหละนะ แข่งเรือแข่งพายมันแข่งกันได้ แต่แข่งบุญแข่งวาสนามันแข่งกันไม่ได้หรอก พอรู้ว่าเครื่องบินกำลังจะระเบิด หมอนี่ก็สติแตกไปเลย กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นกลายพันธุ์ระดับสอง คุณสมบัติการกลายพันธุ์: เลือดกรดกัดกร่อน】

ข้อความหมายเหตุยาวเหยียดเหล่านี้ เป็นเพียงแค่ตัวอย่างที่โดดเด่นของพวกผู้ร่วงหล่นที่ไป๋อู้มองเห็นเท่านั้น

สรุปสั้นๆ คำเดียวเลยก็คือ "รันทด"

ตอนนี้ไป๋อู้ฟันธงได้แล้ว ว่าผู้โดยสารบนเครื่องบินลำนี้มันมีอะไรทะแม่งๆ จริงๆ

ในหัวของเขาเริ่มร้อยเรียงข้อสันนิษฐานต่างๆ เข้าด้วยกันเป็นฉากๆ :

"ตัวเลขความหวาดกลัวบนนาฬิกาข้อมือของพี่เตี้ยพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ตอนแรกฉันนึกว่าคนที่อยู่บนเครื่องบินลำนี้ ล้วนแต่เคยผ่านเหตุการณ์ระเบิดมาแล้ว และค่อยๆ กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นไปเอง แต่จากที่เห็นตอนนี้ กฎที่บอกว่าตายแล้วตัวเลขความหวาดกลัวจะสะสมเพิ่มขึ้นน่ะ มันมีไว้ใช้กับคนในหอคอยเท่านั้น แต่คนพวกนี้... ไม่ใช่คนของหอคอย"

"ผู้ร่วงหล่นพวกนี้ น่าจะมาจากยุคเจ็ดร้อยปีก่อนโน้น เพราะคนที่เคยมาเยือนพื้นที่สีม่วงแห่งนี้จากในหอคอย นับนิ้วดูได้เลย แถมรหัสนี้ก็ยังไม่หมดอายุอีกด้วย ซึ่งก็แปลว่าจนถึงเมื่อสามวันก่อน ยังไม่เคยมีคนในหอคอยคนไหนก้าวเท้าเข้ามาเหยียบที่นี่เลยแม้แต่คนเดียว ดังนั้น ผู้โดยสารบนเครื่องบินลำนี้ ก็คือ 'คนพื้นเมือง' จากยุคเจ็ดร้อยปีก่อนนั่นเอง"

"และปกติแล้ว หมายเหตุมักจะให้ข้อมูลเรื่องความสามารถในการต่อสู้ของผู้ร่วงหล่นก่อน แล้วค่อยพูดถึงเรื่องอื่นๆ ทีหลัง แต่คราวนี้มันกลับกัน แสดงว่าจุดสำคัญไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการต่อสู้ แต่อยู่ที่ภูมิหลังของพวกมันต่างหากล่ะ"

"คนพวกนี้ล้วนมีความคับแค้นใจต่อชีวิตอย่างรุนแรง แถมยังมีใครบางคนกำลังเฝ้าจับตามองพวกมันอยู่ด้วย ราวกับกำลังเก็บข้อมูลการทดลอง แล้วเอาพวกมันมากักขังรวมกันไว้ ส่วนจุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ เดาได้ไม่ยากเลยว่าคงจะเป็นหอคอยนั่นแหละ"

ในหมายเหตุ ไป๋อู้เห็นคำว่า "ศูนย์หลบภัยวันสิ้นโลก" ซึ่งก็คงจะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากหอคอย

"ถ้าอย่างนั้น เหตุการณ์เครื่องบินตกครั้งนี้ ก็น่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่หอคอยถูกสร้างขึ้นมาแล้วสินะ? ใครๆ ก็อยากจะอพยพเข้าไปอยู่ในศูนย์หลบภัยอย่างหอคอยกันทั้งนั้นแหละ แต่ด้วยจำนวนประชากรในตอนนั้น โควตาคนที่ได้ 'ขึ้นเรือ' ก็คงจะมีจำกัดสุดๆ เพราะฉะนั้น เจ้าของเที่ยวบินนี้ ก็เลยจงใจมอบโอกาสให้พวกคนน่าสงสารพวกนี้งั้นเหรอ?"

"ถ้าบอกว่ารอบนอกของหอคอยเป็นพื้นที่สีดำ... งั้นเครื่องบินลำนี้ก็กลับกลายเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุดซะงั้น"

ถ้ากระโดดร่มลงไป ก็จะตกลงไปในพื้นที่สีแดง ถ้าลงพื้นได้อย่างปลอดภัย ก็จะสามารถเดินทางต่อไปยังพื้นที่สีดำได้ แต่ถ้าเป็นไปตามปกติ ก็คือระเบิดตายคาเครื่องบิน นี่มันเที่ยวบินมรณะของแท้เลยนี่หว่า

"ถ้างั้นเรื่องระเบิดนี่ เจ้าของเที่ยวบินเป็นคนจัดฉากขึ้นมางั้นเหรอ? ถ้าเป้าหมายของเจ้าของเที่ยวบิน คือการรวบรวมกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นเอาไว้ด้วยกัน แล้วทำไมถึงต้องระเบิดพวกเขาทิ้งด้วยล่ะ?"

"ไม่เมกเซนส์เลย... ฉันต้องมองข้ามอะไรบางอย่างไปแน่ๆ คนพวกนี้มีความเสี่ยงสูงที่จะกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นก็จริง แต่คนบนโลกใบนี้ที่ชีวิตบัดซบกว่าพวกนี้ก็มีตั้งเยอะแยะไม่ใช่หรือไง? ไอ้พวกที่ชีวิตบัดซบกว่านี้ ก็ไม่เห็นจะกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นกันหมดเลยนี่นา"

"แถมเจ้าของเที่ยวบินก็คงไม่มีเวลามานั่งจัดอันดับความรันทด เพื่อคัดเลือกผู้โดยสารที่ชีวิตบัดซบที่สุดสามร้อยห้าสิบคนมาขึ้นเครื่องหรอก เขาก็ไม่ได้รู้แจ้งเห็นจริงไปซะทุกเรื่องสักหน่อย เพราะฉะนั้น คนกลุ่มนี้ก็เป็นแค่คนธรรมดากลุ่มหนึ่งที่ชีวิตค่อนข้างจะบัดซบก็เท่านั้นเอง... พวกเขาเหมือนถูกสุ่มเลือกมาให้ครบจำนวนซะมากกว่า ขอแค่ผ่านเกณฑ์ความบัดซบขั้นต่ำมาได้ก็พอแล้ว"

"หมายเหตุมีจุดนึงที่น่าสนใจ พวกมันสติแตกเพราะรู้ว่าเครื่องบินกำลังจะระเบิด ซึ่งมันดูฝืนๆ ไปหน่อยนะ... อย่างเช่นนักเขียนคนนั้น ที่โดนไอ้คนที่ก็อปปี้ผลงานไปฟ้องกลับข้อหาละเมิดลิขสิทธิ์น่ะ ในเมื่อเกลียดชังโลกใบนี้อยู่แล้ว พอรู้ว่าเครื่องบินกำลังจะระเบิด ความรู้สึกอยากตายก็น่าจะช่วยบรรเทาความสติแตกไปได้บ้างสิ"

ไป๋อู้เบิกตาโพลง หลังจากปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน เขาก็ได้ข้อสันนิษฐานใหม่ขึ้นมา:

"เพราะฉะนั้น... มันจะต้องมีอะไรบางอย่างที่สามารถขยายความคับแค้นใจของคนพวกนี้ให้ทวีคูณขึ้นไปอีกแน่ๆ"

"ตราบใดที่ไม่ใช่ฉากที่คาอินเป็นคนสร้างขึ้น โดยทั่วไปแล้วก็มักจะมีผู้พิทักษ์ชิ้นส่วนจิ๊กซอว์อยู่เสมอ บางทีเบาะแสอาจจะอยู่ที่ผู้พิทักษ์ชิ้นส่วนนั่นแหละ!"

เมื่อกระบวนการคิดวิเคราะห์สิ้นสุดลง ไป๋อู้ก็สังเกตเห็นว่าอู่จิ่วเริ่มจะตึงมือขึ้นมาบ้างแล้ว

เพราะต้องคอยคุ้มกันเขา แถมยังห้ามฆ่าพวกผู้ร่วงหล่นอีก ทำให้จำนวนผู้ร่วงหล่นที่ดาหน้าเข้ามาโจมตีมีจำนวนมากที่สุดอยู่ตลอดเวลา

ยังดีที่ตอนนี้ ไป๋อู้กับอู่จิ่วเดินทางมาถึงทางเชื่อมของห้องโดยสารถัดไปพอดี

"ลำบากหัวหน้าหน่อยนะครับ ไม่ต้องออมมือแล้วล่ะครับ ผมเก็บข้อมูลจากพวกมันมาพอสมควรแล้วครับ"

อู่จิ่วพยักหน้ารับ ทำตัวคูลๆ ไม่พูดไม่จาเหมือนเคย แต่เพลงดาบกลับเกรี้ยวกราดและดุดันขึ้นมาในพริบตา

เขาไม่ได้ถามเลยสักนิดว่าไป๋อู้เก็บข้อมูลมาได้ยังไง หรือใช้วิธีไหนในการสังเกต ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ที่จะเก็บงำความลับของตัวเองเอาไว้ อย่างเช่นตัวเขาเองก็เหมือนกัน

เมื่อเขาสามารถปลดปล่อยสัญชาตญาณนักฆ่าออกมาได้อย่างเต็มที่ สถานการณ์ก็พลิกกลับในทันที

ไป๋อู้ถึงกับต้องถอนหายใจด้วยความชื่นชม ลูกพี่ใหญ่คนนี้พึ่งพาได้จริงๆ

ตอนนี้พวกเขาทะลวงเข้ามาถึงห้องโดยสารชั้นประหยัดหมายเลขสองแล้ว

การเดินทางจากห้องหมายเลขสามมายังห้องหมายเลขสอง ใช้เวลาไปสองนาทีเต็ม ส่วนการเดินทางจากห้องหมายเลขสองไปยังห้องหมายเลขหนึ่ง ในเมื่อไม่มีข้อจำกัดเรื่องการฆ่าฟันแล้ว เวลาก็น่าจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

แต่ในระหว่างนั้นเอง ก็มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นอีกจนได้

ตอนนี้ไป๋อู้เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้ว ว่าที่บอกว่าโลกภายนอกหอคอยคือโลกแห่งการสุ่มนั้นมันหมายความว่ายังไง ไม่มีใครกล้าฟันธงร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ว่าวินาทีต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น...

【นาฬิกาข้อมือของนายสถิตวิญญาณแล้วจ้า นาฬิกาข้อมือของคนอื่น ตัวเลขมีแต่จะพุ่งเอาๆ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากเหยียบคันเร่งมิดไมล์ให้ตัวเลขความหวาดกลัวพุ่งปรี๊ดไปแตะ 180 ตอนที่อยู่โลกภายนอกหอคอยกันล่ะ? แต่นาฬิกาเรือนนี้สิ! เจ้านายของมันดันเป็นพวกสัตว์ประหลาดไร้ความรู้สึก การมีอยู่ของมัน ก็เลยเป็นได้แค่เครื่องประดับเท่านั้น! หยามเกียรตินาฬิกากันเกินไปแล้ว! มันจะพิสูจน์ให้นายเห็น ว่านาฬิกาข้อมือก็สามารถขโมยซีนได้เหมือนกัน ระดับการสถิตวิญญาณ: 3S】

นาฬิกาข้อมือที่เพิ่งจะสถิตวิญญาณไปได้แค่สามวินาที ไป๋อู้ยังไม่ทันจะรู้เลยว่าคุณสมบัติการสถิตวิญญาณของมันคืออะไร

แต่ลึกๆ แล้วเขากลับรู้สึกสังหรณ์ใจว่ากำลังจะโดนตลบหลังเข้าให้แล้ว...

และก็เป็นไปตามคาด ตอนที่เขายกข้อมือขึ้นมาดูความเปลี่ยนแปลงตามสัญชาตญาณ อู่จิ่วก็สังเกตเห็นความผิดปกตินี้เข้าพอดี

เข็มนาฬิกาเริ่มหมุนติ้วอย่างบ้าคลั่ง! เดี๋ยวก็เป็นเลขหลักหน่วย เดี๋ยวก็พุ่งพรวดไปถึงร้อยห้าสิบกว่า

แถมยังมีบางจังหวะที่ตัวเลขทะลุร้อยเจ็ดสิบห้า พุ่งปรี๊ดไปถึงระดับสองร้อยเก้าสิบสี่อันน่าสะพรึงกลัวด้วยซ้ำ

ตอนแรกอู่จิ่วนึกว่านาฬิกาพัง เพราะตั้งแต่รู้จักกันมา เขายังไม่เคยเห็นนาฬิกาของไป๋อู้กระดิกเลยสักนิด

แต่ภาพที่ปรากฏแก่สายตาในวินาทีต่อมา ทำเอาอู่จิ่วถึงกับหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว

ร่างกายของไป๋อู้เริ่มเกิดการกลายพันธุ์แล้ว บนแขนของเขามีดวงตาดวงหนึ่งงอกขึ้นมา

ไป๋อู้จ้องมองไปที่ดวงตาดวงนั้น:

【ดวงตาดวงนั้นไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของฉันหรอกนะ ฉันดูแลแค่สองดวงบนหน้านายเท่านั้นแหละ แต่มันสามารถมอบความสามารถกลายพันธุ์ระดับหายากให้กับนายได้นะ: สายตาจ้องเขม็งมายา】

ไป๋อู้ขมวดคิ้ว เมื่อตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือลดลง การกลายพันธุ์ของร่างกายก็จะหยุดชะงักตามไปด้วย

แต่บางครั้งนาฬิกาก็ยังคงแผลงฤทธิ์อยู่เป็นพักๆ ตอนนี้เขาก็ไม่ต่างอะไรกับผู้ร่วงหล่นของชเรอดิงเงอร์ (ทฤษฎีควอนตัมที่บอกว่าแมวในกล่องอาจจะทั้งตายและรอดจนกว่าจะเปิดดู) เลยสักนิด

อู่จิ่วคิดไม่ถึงเลยว่าเหตุการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้นได้ แถมสีหน้าของไป๋อู้ก็ยังคงเรียบเฉยไม่เปลี่ยนเลยสักนิด

"นาฬิกาเรือนนี้มันสถิตวิญญาณแล้วล่ะครับ..." ไป๋อู้พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

นี่มันเหตุสุดวิสัยชัดๆ

ความสามารถในการสถิตวิญญาณของนาฬิกาเรือนนี้เข้าใจง่ายมาก ถึงแม้ไป๋อู้จะไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวตามตัวเลขที่ปรากฏ แต่นาฬิกาเรือนนี้กลับเมินเฉยต่อข้อเท็จจริงนั้น และบังคับให้ร่างกายของเขาเกิดการกลายพันธุ์ตามตัวเลขที่แสดงขึ้นมาเลย

การสถิตวิญญาณของสิ่งของ ไม่ได้แปลว่าจะมอบพลังที่มีประโยชน์ให้เสมอไปหรอกนะ อย่างเช่นกรณีของไป๋อู้ในครั้งนี้เป็นต้น

"สติสัมปชัญญะของฉันดูเหมือนจะยังปกติอยู่นะ อืม... ถ้าต้องกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นจริงๆ ขอให้ฉันดูหล่อขึ้นกว่าเดิมหน่อยก็แล้วกันนะ..."

"เดี๋ยวนะ ทำไมถึงไม่เป็นหม้อหุงข้าวของฉันล่ะ!"

ดูเหมือนเรื่องที่น่าเจ็บใจที่สุด จะไม่ใช่การที่ตัวเองอาจจะกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่น แต่เป็นการที่หม้อหุงข้าวดันยังเป็นแค่ของใช้ธรรมดาๆ อยู่ต่างหาก

ความว้าวุ่นในใจของไป๋อู้ สงบนิ่งกว่าที่อู่จิ่วคิดไว้เยอะเลย

"เอาไงต่อดี?" ตัวเลขบนนาฬิกาข้อมือของอู่จิ่วพุ่งไปถึงห้าสิบสี่แล้ว

ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมานี้ ก็เพราะความเป็นห่วงไป๋อู้นั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เพราะไป๋อู้ทำหน้านิ่งเป็นทองไม่รู้ร้อนแบบนี้ ตัวเลขก็คงจะพุ่งสูงกว่านี้ไปแล้ว

"สำรวจต่อไปครับ รอให้เวลาวนลูปกลับมาใหม่"

อู่จิ่วมองหน้าไป๋อู้อย่างลึกซึ้ง และในระหว่างนั้นเอง ไป๋อู้ก็พบว่าบนแขนอีกข้างของเขา มีเขาแหลมๆ งอกขึ้นมา

【เขาปีศาจทมิฬ อาวุธที่สามารถแทงทะลุได้แม้กระทั่งเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุด มักจะพบเห็นได้ในผู้ร่วงหล่นสายต่อสู้ระยะประชิดระดับเจ็ดขึ้นไปเท่านั้น】

ก็เท่ดีแฮะ ถ้าไม่กระทบกับสติสัมปชัญญะ การกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นก็ไม่ได้แย่อะไรนี่นา... แถมไป๋อู้ยังรู้สึกได้ถึงพลังแฝงที่เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย

แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดก็คือ —— ไม่สามารถกลับหอคอยได้อีกแล้ว

ถ้ากลับไปที่หอคอยทั้งๆ ที่มีกลิ่นอายของผู้ร่วงหล่นติดตัวแบบนี้ ร่างกายของเขาก็จะถูกทำลายจนแหลกสลายไปในทันที

เขาพักเรื่องนี้ไว้ก่อน ถึงยังไงโอกาสที่จะได้กลับหอคอย ก็ยังเป็นเรื่องที่ไม่แน่นอนอยู่ดี

เขาเดินฝ่าฝูงผู้ร่วงหล่นไปพร้อมกับอู่จิ่ว จนมาถึงห้องโดยสารหมายเลขหนึ่ง

ในห้องโดยสารชั้นประหยัดหมายเลขหนึ่ง พวกผู้ร่วงหล่นยังคงพุ่งเข้าใส่อู่จิ่วอย่างต่อเนื่อง แต่มีผู้ร่วงหล่นอยู่สามตัวที่ยืนมองไป๋อู้กับอู่จิ่วด้วยสายตาเย็นชา

อันที่จริงพวกผู้ร่วงหล่นไม่มีการแบ่งเพศแล้วล่ะ หงอิน แดนดิไลออน เสี่ยวจิง หรือแม้แต่อีไลจาห์ จริงๆ แล้วพวกมันไม่มีเพศหรอกนะ

อย่างน้อยๆ โครงสร้างภายในก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว แต่พวกมันก็ยังสามารถแยกแยะเพศจากรูปลักษณ์ภายนอกได้อยู่ดี

ไป๋อู้ยังคงจดจ่ออยู่กับภารกิจตามหาเยี่ยนจิ่ว เขาก็เลยคอยจับตามองผู้ร่วงหล่นที่มีรูปร่างคล้ายผู้หญิงเป็นพิเศษ

และในบรรดาผู้ร่วงหล่นสามตัวนี้ ก็มีตัวนึงที่มองออกชัดเจนว่าเป็นผู้หญิง

เธอแทบจะไม่ต่างอะไรกับมนุษย์เลย ยกเว้นตรงหน้าท้องที่มีรูโหว่ขนาดใหญ่ ภายในนั้นไม่มีเครื่องในหรือลำไส้อยู่เลย มีเพียงหัวใจครึ่งดวงที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่เท่านั้น

ในขณะที่ไป๋อู้กำลังสังเกตเธออยู่ เธอก็เงยหน้าขึ้นมา แล้วส่งยิ้มอันน่าสยดสยองมาให้ไป๋อู้

"ก่อนที่จะกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่น ผู้หญิงคนนี้น่าจะเป็นคนที่สวยมากๆ เลยล่ะ... เสียอย่างเดียว รอยยิ้มดูแปลกๆ ไปหน่อย"

ปกติแล้วเวลาเจอสัตว์ประหลาดหน้าคนยิ้มให้แบบนี้ คนทั่วไปก็คงจะขนลุกซู่กันทั้งนั้นแหละ...

แต่ไป๋อู้ไม่รู้สึกแบบนั้น เขาส่งยิ้มกลับไปอย่างมีมารยาท แถมยังใช้ดวงตาบนท่อนแขนขยิบตาปิ๊งๆ ให้อีกต่างหาก

ปฏิกิริยานี้กลับทำให้ผู้ร่วงหล่นตัวนั้นถึงกับนิ่งอึ้งไปเลย

(จบบท)

จบบทที่ บทที่ 79 ไป๋อู้ผู้กลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่น

คัดลอกลิงก์แล้ว