- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 57 ความจริงของสวนสัตว์
บทที่ 57 ความจริงของสวนสัตว์
บทที่ 57 ความจริงของสวนสัตว์
ไป๋อู้ใช้เวลาหกชั่วโมงในการค้นหา และพบเบาะแสที่เป็นตัวหนังสือที่ถูกบันทึกไว้หลายชิ้น
บันทึกทั้งหมดกระจายอยู่ตามมุมต่างๆ ของสวนสัตว์ขนาดมหึมาแห่งนี้
พวกมันฝังกลบความลับที่หมายักษ์ตัวนั้นตามหามาตลอดเจ็ดร้อยปีเอาไว้
ภายใต้ผลของปรสิตความแค้น เนื้อหาที่อยู่ข้างในก็แตกต่างจากที่ไป๋อู้เคยเห็นอย่างสิ้นเชิง
เบาะแสเหล่านี้มีแรงอาฆาตแค้นรุนแรงมาก ในมุมมองของปรสิตความแค้น ต่อให้ไป๋อู้จะไม่ได้มองไปที่พวกมัน ก็สามารถมองเห็นภาพอันบิดเบี้ยวได้จากระยะไกล
คาอินเป็นคนสร้างเหล่าลูกศิษย์ขึ้นมา ลูกศิษย์พวกนั้นล้วนมีอดีตที่น่ารันทด แต่ความบิดเบี้ยวในยุควันสิ้นโลก จะต้องไปเสียเวลาปั้นแต่งมันทำไมกันล่ะ?
เพียงแต่ว่า การจะได้รับการยอมรับจากหมายักษ์ตัวนั้น ก็จำเป็นต้องรู้สาเหตุที่ทำให้มันกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นให้ได้เสียก่อน
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงเปิดอ่านบันทึกชิ้นแรก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของไป๋อู้ ไม่ใช่บันทึกความทรงจำแบบที่คาอินทิ้งไว้ แต่เป็นภาพเคลื่อนไหว
ภาพเคลื่อนไหวในตอนแรกเป็นภาพสี
ในตอนนั้นยุควันสิ้นโลกยังมาไม่ถึง บริเวณรอบนอกเมืองเริ่มมีความวุ่นวายบ้างแล้ว แต่ผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ยังไม่ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงที่โลกใบนี้จะต้องเผชิญในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
สวนสัตว์แห่งนี้ก็เช่นกัน แม้จะตั้งอยู่ในเขตท่องเที่ยวชานเมือง แต่ก็ยังไม่มีผู้ร่วงหล่นมารังควาน
จากบันทึกที่เป็นตัวหนังสือที่รวบรวมมาก่อนหน้านี้ ไป๋อู้ก็รู้แล้วว่าตัวเอกของภาพเคลื่อนไหวชุดนี้ คือ โหลวเสี่ยวผิง พนักงานเลี้ยงสัตว์และสัตวแพทย์ของสวนสัตว์
เขามีแฟนสาวชื่อเสียนเซียง แต่แฟนสาวไม่ค่อยชอบงานของโหลวเสี่ยวผิงเท่าไหร่นัก เพราะทำงานหนัก แต่ได้เงินน้อย ปัญหาหลักๆ ก็คือเรื่องเงินนั่นแหละ
ทั้งคู่มีปากเสียงกันอยู่บ่อยครั้ง แต่ที่เรียกว่ามีปากเสียง จริงๆ แล้วก็มีแค่ฝ่ายหญิงที่เอาแต่บ่นอยู่ฝ่ายเดียว
และในช่วงครึ่งหลังของภาพ ผู้หญิงที่ชื่อเสียนเซียงคนนี้ ดูเหมือนจะหางานทำไม่ได้ น้องชายของเธอที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ๆ ก็หางานไม่ได้เหมือนกัน เธอจึงต้องขอร้องให้โหลวเสี่ยวผิงช่วยฝากฝังให้ทำงานในสวนสัตว์
คนหนึ่งทำหน้าที่เป็นพนักงานธุรการจดบันทึก ส่วนอีกคนทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตู
แม้จะยังไม่ถึงยุควันสิ้นโลก แต่คนที่เต็มใจจะทำงานในสวนสัตว์ต่อไปก็มีน้อยลงเรื่อยๆ ในสถานการณ์ที่ขาดแคลนคนอย่างหนัก บวกกับการรับรองของโหลวเสี่ยวผิง สองพี่น้องคู่นี้จึงได้เข้ามาทำงานและพักอาศัยอยู่ที่นี่
ตอนจบของภาพเคลื่อนไหวช่วงแรก คือภาพของโหลวเสี่ยวผิงที่กำลังช่วยทำคลอดให้ม้าลาย เขาตั้งชื่อให้กับสัตว์ทุกตัวในสวนสัตว์
ม้าลายตัวแม่ชื่อซารัน ส่วนลูกม้าลายชื่อโฮป ในฉากสุดท้าย โหลวเสี่ยวผิงฉีกยิ้มกว้างอย่างมีความสุข
เขาเป็นชายหนุ่มที่ดูสดใสและหล่อเหลาเอามากๆ เขากำลังอุ้มโฮปเอาไว้ ราวกับว่าโลกใบนี้ยังคงมีความหวังหลงเหลืออยู่
วิดีโอช่วงนี้จบลงอย่างรวดเร็ว
ไป๋อู้ก็ยังคงมีเรื่องที่ไม่เข้าใจเกี่ยวกับอดีตของสวนสัตว์แห่งนี้อยู่อีกมาก
"แล้วหมาล่ะ? ในเมื่อผู้พิทักษ์ชิ้นส่วนวันสิ้นโลกคือหมาตัวหนึ่ง แต่ทำไมตั้งแต่ต้นจนจบ ฉันถึงไม่เห็นหมาตัวนี้เลยล่ะ?"
เขาเปิดดูบันทึกชิ้นที่สอง
ยังคงเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนเดิม ซึ่งกำลังฉายให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาในความทรงจำของไป๋อู้
แต่ในครั้งนี้ ท้องฟ้าและผืนดินกลับดูหม่นหมองไร้สีสัน
ชีวิตความเป็นอยู่ของโหลวเสี่ยวผิงไม่ค่อยสู้ดีนัก แฟนสาวของเขารังเกียจพวกสัตว์ ส่วนน้องชายของแฟนสาวก็ดูเหมือนจะจ้องเล่นงานสัตว์พวกนี้อยู่
ตลอดเวลาหลายปีที่คบกันมา เขาตามใจและรักใคร่แฟนสาวเป็นอย่างมาก ไม่เคยยอมให้เธอต้องทำงานหนักหรือสกปรกเลยสักครั้ง และไม่เคยพูดจารุนแรงใส่เธอเลยแม้แต่คำเดียว
แต่เมื่อเขารู้ว่าหลี่เหออี้ น้องชายของเสียนเซียง กำลังวางแผนที่จะนำลูกสัตว์ในสวนสัตว์ไปขาย นี่เป็นครั้งแรกที่เขาฟิวส์ขาด และด่าทอสองพี่น้องคู่นั้น
ณ มุมใดมุมหนึ่งของโลกใบนี้ หอคอยแห่งหนึ่งได้หายไป และหอคอยอีกแห่งก็ได้ปรากฏขึ้นมาแทนที่
ว่ากันว่ามีกลุ่มคนที่มีอำนาจล้นฟ้าบางส่วน ได้เดินทางไปยังหอคอยแห่งนั้นแล้ว มีคนฟันธงว่า การปรากฏตัวของสัตว์ประหลาดบริเวณรอบนอกเมือง คือสัญญาณเตือนว่าวันสิ้นโลกกำลังจะมาถึง
หอคอยที่ปรากฏขึ้นมาในภายหลังนั้น จะกลายเป็นเรือโนอาห์สำหรับการเอาชีวิตรอดของมนุษยชาติ
แต่ในหอคอยนั้นไม่มีสัตว์ และหอคอยแห่งนั้นก็ยังไม่ได้ปิดตาย ผู้คนยังพอมีช่องทางในการติดต่อกับกลุ่มคนที่มีอำนาจมากที่สุดในโลกเหล่านั้นได้
สัตว์เหล่านี้ ล้วนสามารถขายได้ในราคางาม ไม่ใช่แค่ตัวเป็นๆ เท่านั้น ต่อให้ตายแล้วก็ขายได้เหมือนกัน เขากวางอ่อน นอแรด เขี้ยวเสือ หนังเสือดาว สถานที่แห่งนี้มีของล้ำค่าอยู่มากมายเหลือเกิน
โอกาสที่จะหลุดพ้นจากความยากจนอยู่ตรงหน้าแล้ว ดูเหมือนว่าทุกคนในสวนสัตว์ จะถูกสองพี่น้องหลี่เสียนเซียงเกลี้ยกล่อมจนคล้อยตามไปหมด
มีเพียงโหลวเสี่ยวผิงเท่านั้น ที่ยังคงขับรถตระเวนตรวจตราไปทั่วทุ่งหญ้าด้วยความเหนื่อยยากทุกวัน โดยไม่หวั่นเกรงต่ออันตราย เพื่อคอยตรวจดูสุขภาพของพวกสัตว์
และในสถานการณ์ที่งบประมาณจากเบื้องบนถูกตัดลดลงเรื่อยๆ เขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถ เพื่อไม่ให้สัตว์บางตัวต้องอดอยาก
สัตว์ประหลาดนอกเมืองเริ่มมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ภายในเมืองก็เริ่มมีพวกพนักงานออฟฟิศนัดหยุดงานประท้วง บ้านเมืองเริ่มวุ่นวายโกลาหล
แต่ผู้คนก็ยังคงเชื่อมั่น ว่าทุกอย่างจะกลับคืนสู่ความสงบเรียบร้อยในท้ายที่สุด
ผู้คนที่ถูกจำกัดด้วยกฎหมายมาทั้งชีวิต ก็ยังคงหวาดกลัวต่อการลงโทษตามกฎหมายอยู่ดี
สังคมยังคงรักษาสมดุลอันเปราะบางเอาไว้ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายและการล่มสลาย
ก็เหมือนกับสวนสัตว์แห่งนี้
จุดยืนของโหลวเสี่ยวผิงชัดเจนและเด็ดขาดมาก ชีวิตของสัตว์พวกนี้ก็คือชีวิตเหมือนกัน ถ้ามีใครพยายามจะขโมยหรือล่าพวกมันล่ะก็ ทันทีที่มีสัตว์หายไปแม้แต่ตัวเดียว เขาจะแจ้งตำรวจทันที
ภาพสุดท้ายของวิดีโอ คือภาพของกวางเอลก์ตัวหนึ่งที่วิ่งผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ภาพเคลื่อนไหวฉากที่สองจบลง
"ก็ยังไม่เห็นหมาอยู่ดี"
ไป๋อู้ลูบคางตัวเอง สัญชาตญาณบอกเขาว่า โหลวเสี่ยวผิงคนนี้แหละ คือเจ้าของหมายักษ์ประหลาดตัวนั้น
แล้วหมาตัวนี้มีบทบาทอะไรในเรื่องนี้ล่ะ?
ในสวนสัตว์แห่งนี้ สัตว์ก็ยังคงเป็นสัตว์ แต่มนุษย์กลับอาจจะไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว
โหลวเสี่ยวผิงพยายามปกป้องสัตว์พวกนี้อย่างสุดชีวิต แต่เมื่อนำไปเทียบกับความโลภของคนในสวนสัตว์แห่งนี้แล้ว การต่อต้านของเขากลับดูทั้งน่าสงสารและน่าขัน
ไป๋อู้ดูภาพเคลื่อนไหวฉากต่อไป
ถ้าหากภาพฉากที่สอง ทุกสิ่งทุกอย่างยังพอมีสีสันอยู่บ้าง เพียงแต่ถูกปกคลุมด้วยความหม่นหมอง
ฉากที่สามนี้ ก็กลายเป็นภาพขาวดำไปโดยปริยาย
โหลวเสี่ยวผิงถูกจับขังเอาไว้ เขาถูกขังอยู่ในห้องมืดๆ เหมือนกับสัตว์พวกนั้น
ทุกวันจะมีคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเอาอาหารมาส่งให้โหลวเสี่ยวผิง
คนพวกนั้นก็รู้ดีว่า ขังเขาไว้แบบนี้ได้ไม่นานหรอก ห้องนั้นเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นคละคลุ้งจากการขับถ่ายของเขา
เวลาที่สองพี่น้องหลี่เสียนเซียงเอาอาหารมาส่ง พวกเขามักจะทำเหมือนกำลังให้อาหารหมา พอโยนอาหารเข้าไปข้างในเสร็จ ก็จะรีบเดินหนีไปทันที
ช่วงนี้พวกเขากอบโกยเงินไปได้เยอะมาก จนลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนพาพวกเขาเข้ามาทำงานในสวนสัตว์แห่งนี้
แรกๆ โหลวเสี่ยวผิงก็เอาแต่ด่าทอคนพวกนี้ที่ไม่รักษากฎเกณฑ์
แต่ต่อมา เขาก็เริ่มหมดแรง คนพวกนั้นมักจะลืมเอาอาหารมาส่ง ทำให้ร่างกายของโหลวเสี่ยวผิงเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ
ในห้องที่มืดมิดและอากาศไม่ถ่ายเท ทำให้เขาล้มป่วยอย่างรวดเร็ว
เขาสัมผัสได้ว่าตัวเองใกล้จะตายเต็มทีแล้ว
ท่ามกลางความมืดมิด มนุษย์ผู้แสนดีและบอบบางคนนี้ ได้ส่งเสียงร้องคร่ำครวญราวกับคนสติแตก
เขาเป็นห่วงสัตว์พวกนั้น
บางครั้งที่ผู้เฒ่าหลิวเอาอาหารมาส่ง เขาก็จะเล่าให้ฟังว่าพวกเขาหาเงินได้มากมายขนาดไหน เล่าถึงความวุ่นวายในเมือง และเล่าให้ฟังด้วยว่า ไม่มีใครสนใจเรื่องราวในสวนสัตว์แห่งนี้เลยแม้แต่น้อย
ท่ามกลางความหวาดผวาที่เกิดจากสัตว์ประหลาดนอกเมือง ไม่มีใครมาสนใจเรื่องราวในสวนสัตว์แห่งนี้เลย สัตว์ก็เป็นแบบนี้ มนุษย์ก็เป็นแบบนี้เหมือนกัน
เบื้องบนไม่ได้อนุมัติงบประมาณมาเป็นอาทิตย์แล้ว อีกไม่นานสัตว์พวกนี้ก็จะเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร และพวกมันก็จะต้องตายในไม่ช้า
"ยังไงซะพวกมันก็ต้องตายอยู่ดี ก่อนตายจะช่วยหาเงินให้พวกเราสักหน่อยมันจะไปเสียหายอะไร? แกคอยปกป้องไอ้พวกเดรัจฉานพวกนี้ แล้วพวกมันเคยสำนึกบุญคุณแกไหมล่ะ?"
ไป๋อู้นึกว่าตอนจบของวิดีโอ โหลวเสี่ยวผิงก็คงจะยังถูกขังอยู่ในห้องนั้น
แต่ในฉากสุดท้าย โหลวเสี่ยวผิงกลับออกมาอยู่ที่ทุ่งหญ้าแล้ว
ท้องฟ้าไม่ได้เป็นสีขาวดำอีกต่อไป แต่กลับมามีสีสันอีกครั้ง โหลวเสี่ยวผิงนอนหงายหน้ามองฟ้าอยู่บนทุ่งหญ้า ร่างกายไม่ไหวติง
ภาพเคลื่อนไหวฉากที่สามจบลง
"เท่าที่รู้มาตอนนี้ การที่มนุษย์จะกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นได้ มีอยู่สองวิธี คือเกิดจากความเคียดแค้นอย่างสุดขีด กับการถูกฉีดเลือดของผู้ร่วงหล่นเข้าร่างกาย"
ไป๋อู้เดาว่า การที่โหลวเสี่ยวผิงต้องเผชิญกับการกระทำที่ไร้มนุษยธรรมแบบนี้ แล้วจู่ๆ ก็ถูกปล่อยตัวออกมาจากห้องมืดๆ นั่น น่าจะเป็นเพราะว่าเขากลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นไปแล้วแน่ๆ
แล้วเขาก็คงจะฆ่าคนพวกนั้นจนหมด
แต่หลังจากได้ดูภาพฉากที่สี่แล้ว... ไป๋อู้ก็เพิ่งจะรู้ตัว ว่าเขาคิดผิด
ภาพเคลื่อนไหวฉากที่สี่ ยังคงเป็นภาพขาวดำเหมือนเดิม
โหลวเสี่ยวผิงถูกขังมาเป็นเวลาสองเดือนเต็ม ร่างกายของเขาเริ่มเน่าเปื่อยในห้องที่เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็นคลุ้ง ผิวหนังเริ่มมีตุ่มน้ำใสสีเขียวผุดขึ้นมา น้ำหนองสีเหลืองไหลเยิ้มเต็มครึ่งซีกหน้า
สภาพของเขาเหมือนกับชีสที่ถูกทิ้งไว้ในฤดูฝนเป็นอาทิตย์ ร่างกายนี้ใกล้จะถึงขีดจำกัดแล้ว เขาคงจะต้องตายอยู่ในนี้แน่ๆ
ราวกับเกิดเสียงสะท้อนขึ้นมาพร้อมกับสวนสัตว์แห่งนี้
ในขณะที่สภาพร่างกายของโหลวเสี่ยวผิงแย่ลงเรื่อยๆ สัตว์ในสวนสัตว์ก็เริ่มเกิดการกลายพันธุ์เช่นกัน
สัตว์จำนวนมากเริ่มกลายพันธุ์อย่างกะทันหัน ร่างกายที่เป็นเครื่องจักรกลของพวกมันดูแปลกประหลาดและพิลึกพิลั่นไปหมด
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ ทั้งผู้เฒ่าหลิว สองพี่น้องหลี่เสียนเซียง และพนักงานทุกคนในสวนสัตว์ ต่างก็ทำอะไรไม่ถูก
พวกสัตว์ไม่ได้กินอาหารมานานเกินไปแล้ว และก็ไม่ได้เห็นหน้าคนที่คุ้นเคยมานานเกินไปแล้วเหมือนกัน
ในใจของพวกมันจึงเริ่มกระสับกระส่ายและวิตกกังวล
เมื่อความวิตกกังวลนี้สะสมจนถึงระดับหนึ่ง พวกสัตว์กลับกลายร่างเป็นผู้ร่วงหล่นเร็วกว่ามนุษย์เสียอีก
เพียงแต่ไม่ว่าจะกลายพันธุ์ไปแบบไหน ไม่ว่าสัตว์พวกนี้จะดูน่าสะพรึงกลัวและน่าสยดสยองเพียงใด——
พวกมันก็ดูเหมือนจะยังคงเหมือนเมื่อก่อน ที่ทำได้แค่อยู่หลังรั้วตาข่ายเหล็กเท่านั้น
พวกมันแสดงความต้องการที่จะโจมตีอย่างดุร้าย แต่รั้วตาข่ายเหล็กอันสูงชันนั้น กลับดูเหมือนจะกลายพันธุ์ไปพร้อมๆ กับพวกมันด้วย ไม่ว่าพวกมันจะพุ่งชนหรือส่งเสียงคำรามดังแค่ไหน ก็ไม่สามารถพังรั้วตาข่ายเหล็กออกมาได้เลย
ความโลภทำให้คนมืดบอด และคนมืดบอดก็มักจะไม่กลัวตาย
เมื่อคนในสวนสัตว์พบว่าสัตว์พวกนั้นไม่สามารถพังรั้วตาข่ายเหล็กออกมาได้ พวกเขาก็ยังคงไม่ยอมจากไปไหน แถมยังมีสัตว์บางตัวที่ยังไม่กลายพันธุ์อยู่ด้วย ในสายตาของพวกเขา สัตว์พวกนั้นก็คือเงินทั้งนั้น
น้องชายของเสียนเซียงรู้สึกว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสวนสัตว์แห่งนี้มันมหัศจรรย์เกินไป เขาถึงกับถ่ายรูปแล้วเอาไปโพสต์ลงอินเทอร์เน็ต
การกระทำในครั้งนี้ ทำให้โหลวเสี่ยวผิงที่ถูกขังอยู่ในห้องมืดมาสองเดือน ในที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อยเสียที
ทุกคนที่มีส่วนร่วมในการขโมยและลักลอบค้าสัตว์ในสวนสัตว์ ต่างก็รุมด่าหลี่เหออี้ว่าโง่เง่าเต่าตุ่น
รูปภาพใบนี้สร้างความฮือฮาในโลกอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างมาก สวนสัตว์ที่ไม่มีใครมาเยือนเสียนานแห่งนี้ กลับมีนักท่องเที่ยวแห่กันมาอย่างล้นหลาม
หากปล่อยให้ผู้คนหลั่งไหลเข้ามาในสวนสัตว์แห่งนี้ต่อไป ปล่อยให้สัตว์ประหลาดเหล็กกล้าพวกนี้ดึงดูดความสนใจของผู้คนต่อไปล่ะก็ ความลับเรื่องโหลวเสี่ยวผิง ก็คงถูกคนจับได้เข้าสักวัน
"มันส่งเสียงดังน่ารำคาญเกินไปแล้ว ต้องรีบจัดการมันซะ โหลวเสี่ยวผิงจะต้องตาย"
หลังจากปรึกษาหารือกัน พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะกำจัดโหลวเสี่ยวผิงทิ้ง
จะกำจัดยังไงล่ะ?
จะจัดการยังไงถึงจะทำให้คนคนนึงหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยได้?
และแล้วก็มาถึงฉากสุดท้ายของภาพเคลื่อนไหว
โหลวเสี่ยวผิงนอนหมดสภาพอยู่กลางทุ่งหญ้าที่เต็มไปด้วยสัตว์กินเนื้อ กลิ่นคาวเลือดของเขา ดึงดูดสัตว์ที่เขาเคยเลี้ยงดูมากับมือให้เข้ามาหาอย่างต่อเนื่อง
ร่างของเขาถูกโยนเข้าไปหลังรั้วตาข่ายเหล็ก สิ่งที่รอเขาอยู่ คือการถูกฉีกทึ้งร่างอย่างแสนสาหัสจนเกินจะทนรับไหว
เริ่มจากฝ่าเท้า ต่อด้วยหัวเข่า ข้อศอก ไหปลาร้า ลำคอ เสียงกระดูกแตกหัก เสียงฉีกกระชากเนื้อ ช่างดังกึกก้องบาดแก้วหูเหลือเกิน ท่ามกลางภาพเคลื่อนไหวอันแสนเงียบงันนี้
โหลวเสี่ยวผิงยังจำได้ดี ว่าสิงโตตัวผู้นั้นชื่อเฟลม ส่วนสิงโตตัวเมียชื่อเอลซ่า ข้างๆ เฟลมกับเอลซ่า ยังมีสิงโตตัวอื่นๆ ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่อยู่อีกหลายตัว
ตอนที่พวกมันยังเล็ก เขาเคยอุ้มพวกมัน แถมยังเคยโพสต์รูปด้วย รูปนั้นทำให้เขากลายเป็นเน็ตไอดอลอยู่ช่วงหนึ่งเลยทีเดียว
เขาร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด และภาพเคลื่อนไหวทั้งหมดก็แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานในวินาทีนี้
ราวกับว่าร่างกายถูกฉีกทึ้ง ภาพในวิดีโอก็ถูกฉีกขาดไปด้วยเช่นกัน
ช่างน่าสิ้นหวังอะไรเช่นนี้
คนที่รัก เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนสนิท ต่างก็หักหลังเขาเพื่อผลประโยชน์ พวกเขาจับเขาขังไว้ถึงสองเดือนเต็ม
สัตว์ที่เคยดูแลเอาใจใส่ ในท้ายที่สุดก็กินเขาเป็นอาหารเพื่อประทังความหิว
แต่บางทีในตอนนั้น พวกมันอาจจะแค่จำโหลวเสี่ยวผิงไม่ได้หรือเปล่า? เพราะเขาไม่ใช่ชายหนุ่มที่มีรอยยิ้มสดใสเมื่อหลายเดือนก่อนอีกต่อไปแล้ว
ไป๋อู้นึกว่าวิดีโอจะจบลงแค่นี้ แต่จู่ๆ เขาก็พบว่า——ภาพในวิดีโอเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง
มีเสียงปืนและเสียงกรีดร้องดังมาจากนอกรั้วตาข่ายเหล็ก
"บ้าเอ๊ย ทำไมมันยังไม่ตายอีก! มันโดนกัดจนเหลือแต่หัวแล้วนะโว้ย!"
"รีบยิงมันสิ ยิงมันให้ตาย! ยิงมันให้ตาย!"
เสียงปืนลูกซองดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในฉากสุดท้ายของวิดีโอ ไป๋อู้มองเห็นใบหน้าของมนุษย์ที่บิดเบี้ยวไปด้วยความกลัว และลำกล้องปืนที่โผล่ออกมาเต็มไปหมด
ในวินาทีนั้น เขาก็ถึงบางอ้อทันที!
หมาโง่ที่น่าสงสารตัวนี้ มันคอยอยู่เคียงข้างเจ้านายของมันมาตั้งแต่ต้นจนจบเลยนี่นา! ภาพเคลื่อนไหวที่เขาเห็น... เป็นเรื่องราวที่อธิบายถึงชายผู้น่าสงสารที่ชื่อโหลวเสี่ยวผิงจริงๆ นั่นแหละ
แต่มุมมองของภาพ กลับมาจากสายตาของหมาตัวนี้ต่างหากล่ะ
ตอนที่ทำคลอดให้ลูกกวาง มันก็นั่งอยู่ข้างๆ โหลวเสี่ยวผิงเจ้านายของมัน คอยเฝ้ามองรอยยิ้มอันสดใสของโหลวเสี่ยวผิง
ตอนที่โหลวเสี่ยวผิงถูกจับขังในห้องมืด มันก็ถูกจับขังเข้าไปด้วย
แม้กระทั่งตอนที่โหลวเสี่ยวผิงตาย มันก็ถูกโยนเข้าไปพร้อมกัน
ถึงแม้ในวิดีโอจะไม่มีเสียง แต่มันก็คงจะเห่าหอนมาตลอดแน่ๆ
ในที่สุดไป๋อู้ก็เข้าใจแล้ว
เขาเพิ่งจะเข้าใจ ว่าทำไมคนพวกนั้นถึงพูดว่ามันส่งเสียงดังน่ารำคาญเกินไป ต้องรีบจัดการโหลวเสี่ยวผิงซะ
ที่แท้ประโยคนี้... ท่อนแรกหมายถึงหมา ส่วนท่อนหลังหมายถึงคนต่างหากล่ะ
ก็นั่นน่ะสิ โหลวเสี่ยวผิงอ่อนแอซะขนาดนั้น จะเอาแรงที่ไหนไปส่งเสียงดังน่ารำคาญได้อีกล่ะ?
ตั้งแต่ต้นจนจบ มันคอยอยู่เคียงข้างโหลวเสี่ยวผิงมาโดยตลอด
ในภาพสุดท้ายที่หมาตัวนี้มองเห็น มนุษย์ก็คือสัตว์ประหลาดที่มีลำกล้องปืนงอกออกมาเต็มตัว เพราะฉะนั้นบนตัวของมัน ก็เลยมีลำกล้องปืนงอกออกมาเต็มไปหมดเหมือนกัน...
"ทุกอย่างปะติดปะต่อกันหมดแล้ว ดูเหมือนว่าภาพเคลื่อนไหวฉากสุดท้าย... น่าจะเป็นเบาะแสที่ทำให้หมาตัวนี้ยอมรับฉันได้สินะ หรือว่าต้องไปตามหาโครงกระดูกของคนพวกนั้นให้เจอ?"
ไป๋อู้นึกว่าตัวเองค้นพบความจริงทั้งหมดแล้วเสียอีก
นี่คือหมาที่ต้องการจะล้างแค้นให้เจ้านาย ในใจของมันเต็มไปด้วยความเคียดแค้นต่อสัตว์ที่กินเจ้านายของมัน และมนุษย์ที่ทำร้ายเจ้านายของมัน
แต่พอเขาเปิดดูฉากที่ห้า เขาก็ถึงกับอึ้งไปเลย
เนื้อหาในฉากที่ห้านั้นเรียบง่ายมาก เรียบง่ายจนสามารถอธิบายได้ในประโยคเดียว——
โหลวเสี่ยวผิงฆ่าตัวตาย เขาตายอยู่ในห้องมืดๆ นั่นแหละ
(จบบท)