- หน้าแรก
- เกมจิ๊กซอว์วันสิ้นโลกกับระบบคำใบ้สุดกวน
- บทที่ 49 คำท้าทายจากกองกำลังรักษาการณ์หอคอย
บทที่ 49 คำท้าทายจากกองกำลังรักษาการณ์หอคอย
บทที่ 49 คำท้าทายจากกองกำลังรักษาการณ์หอคอย
การถ่ายทอดสดที่เริ่มต้นขึ้น ณ ลานกว้างท่าเรือเก็บตกของคนชั้นล่าง ภายใต้การพากย์เสียงเวอร์ชันล่าขุมทรัพย์ล้างแค้นในป่าทึบของเยี่ยเว่ยหมิง ทำให้ชื่อเสียงของคอนสแตนตินโด่งดังเป็นพลุแตก
ระหว่างทางที่ไป๋อู้พาโพรมีธีอุสกลับเข้าหอคอย ก็ยังดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่น้อย
เขามุ่งหน้าตรงไปยังชั้นสอง เดิมทีเขาวางแผนจะให้โพรมีธีอุสพักอยู่ที่ห้องของตัวเอง แต่หลังจากกลับเข้าหอคอยมาได้ และมองไปที่โพรมีธีอุสอีกครั้ง หมายเหตุที่เด้งขึ้นมาก็ทำให้ไป๋อู้นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
【เขาใช้ชีวิตอยู่ในหอคอยมานับปีไม่ถ้วน โดยไม่เคยพบเห็นมนุษย์ที่มีชีวิตเลยสักคนเดียว แต่ตอนนี้ ในที่สุดเขาก็กำลังจะได้ใช้ชีวิตแบบนักสำรวจธรรมดาๆ คนหนึ่ง ภายใต้การช่วยเหลือของนาย แดนดิไลออนก็ยังคงฆ่าคนต่อไป แต่นั่นก็ไม่เกี่ยวกับเขาอีกแล้ว อ้อใช่แล้ว ในตัวเจ้าหนูคนนี้ มีความลับที่พวกชั้นหกกำลังให้ความสนใจซ่อนอยู่นะ ถึงแม้นายจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้วก็เถอะ】
ความลับที่ชั้นหกของหอคอยกำลังให้ความสนใจ
อันที่จริง ตั้งแต่ตอนที่ออกนอกหอคอยกับอู่จิ่วและคนอื่นๆ ในครั้งแรก ไป๋อู้ก็พอจะเดาออกแล้วว่าความลับที่ว่านั่นคืออะไร
ตอนนี้เมื่อผ่านเรื่องของโพรมีธีอุส เขาก็ได้รับการยืนยันในที่สุด
อวิ๋นซวง อู่จิ่ว และโพรมีธีอุส ต่างก็มีพรสวรรค์ลำดับที่อยู่ภายในหนึ่งร้อยอันดับแรก ซึ่งพรสวรรค์ของอู่จิ่ว ก็อยู่ในลำดับที่สูงกว่าพรสวรรค์ลำดับที่ 42 ของโพรมีธีอุสเสียอีก
แต่ไป๋อู้ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องมาตลอด และไม่เคยพูดถึงความลับของตัวเองเลย
อู่จิ่วเองก็ไม่เคยใช้พรสวรรค์ลำดับนี้เลยสักครั้ง ไป๋อู้เดาว่า ภารกิจสำรวจที่ผ่านมา ยังไม่ถึงขั้นต้องทำให้อู่จิ่วต้องงัดพรสวรรค์ลำดับนี้ออกมาใช้
บางทีในศึกเอาชีวิตรอดตลอดยี่สิบสี่วันอันแสนโหดร้ายครั้งนั้น อู่จิ่วอาจจะเคยใช้มันก็ได้
หมายเหตุของอวิ๋นซวง คืออเวนเจอร์ บวกกับการที่พอเข้าหอคอยมาแล้ว แม้แต่สิ่งที่ดวงตาของเพลเยอร์มองเห็นก็ยังเปลี่ยนไป...
ไป๋อู้จึงได้ข้อสรุปที่น่าตกใจอย่างหนึ่ง:
ชั้นหกของหอคอย อาจจะกำลังตามหาคนที่มีพรสวรรค์ลำดับระดับหายากอยู่ ส่วนเรื่องที่ตามหาคนพวกนี้ไปเพื่อกำจัดทิ้ง หรือเพื่อมอบหมายภารกิจสำคัญให้นั้น เรื่องนี้ก็ไม่อาจทราบได้
แต่ไป๋อู้เอนเอียงไปทางข้อแรกมากกว่า
ในฐานะไพ่ตายของกองกำลังสำรวจนอกหอคอย และว่าที่รองผู้บัญชาการกองกำลังในอนาคต ไป๋อู้มั่นใจว่า อู่จิ่วสามารถปกปิดความลับของเขากับอวิ๋นซวงได้ และก็ย่อมสามารถปกปิดความลับของโพรมีธีอุสได้เช่นกัน
หอคอยชั้นสอง สาขากองกำลังสำรวจ
ภายในห้องทำงานของหัวหน้าหน่วยเจ็ด หลังจากไป๋อู้ถอดหน้ากากออก อู่จิ่วก็แซวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า:
"ชุดนี้ดูตลกไปหน่อยนะ"
"..."
"แต่ก็ทำให้คนจำได้ง่ายดี สรุปนายชื่อฮีโร่หน้ากากผ้าคลุมงั้นเหรอ?" อู่จิ่วเสริมอีกประโยค
ไป๋อู้ไม่ยักรู้มาก่อนเลยว่าพี่เตี้ยจะมีพรสวรรค์ด้านการแซะด้วย เขารีบเข้าประเด็นทันที:
"หัวหน้าครับ ผมอยากให้เขาเข้าร่วมกองกำลังสำรวจของเราครับ"
เวลาที่อู่จิ่วหลุบตาลง จะดูดุดันเล็กน้อย ตอนที่โพรมีธีอุสเห็นเขาในมุมนี้ ก็ตกใจจนต้องไปหลบอยู่หลังไป๋อู้
"เหตุผลล่ะ?"
ไป๋อู้ปิดประตู ดวงตาของเพลเยอร์ก็ช่วยยืนยันแล้วว่า ในห้องนี้ไม่มีอุปกรณ์ดักฟังหรือกล้องวงจรปิดใดๆ ทั้งสิ้น
เขาไม่ได้พูดอะไร แต่ลงมือเขียนผลการสำรวจจากการไลฟ์สดออกนอกหอคอยในครั้งนี้ลงบนกระดาษแทน
"ผมเจอเด็กคนนี้ในป่าทึบแห่งหนึ่งครับ ดูจากการประเมินแล้ว น่าจะเป็นคนที่ใช้นามแฝงว่าคาอิน ซึ่งเป็นคนในหอคอย เอาเขาไปปล่อยไว้ข้างนอก บนตัวเขายังมีข้อมูลเกี่ยวกับตัวเขาเองด้วย"
"ในนั้นระบุว่าเขาสามารถฟื้นฟูตัวเองได้อย่างไร้ขีดจำกัด ต่อให้แขนขา อวัยวะภายใน หรือแม้แต่หัวจะถูกตัดขาด ก็ยังสามารถมีชีวิตรอดได้ และสามารถงอกใหม่ได้ในเวลาอันสั้น"
"ผมไม่รู้ว่านี่คือความสามารถของพรสวรรค์ลำดับหรือเปล่า ถ้าใช่ ลำดับของมันก็น่าจะอยู่สูงมากแน่ๆ เพื่อความรอบคอบ ผมคิดว่าควรบอกให้หัวหน้ารับรู้ไว้ครับ ถ้าเอามาฝึกฝนอีกสักหน่อย เขาจะเป็นอาวุธร้ายกาจของหน่วยเจ็ดเราเลยล่ะครับ"
ไป๋อู้ไม่ได้เอ่ยถึงพรสวรรค์ลำดับที่ซ่อนอยู่ของอู่จิ่ว และยังอธิบายความสามารถของโพรมีธีอุสได้อย่างแนบเนียน พร้อมทั้งแสดงความเชื่อใจที่มีต่ออู่จิ่วอีกด้วย
เขามั่นใจว่าพี่เตี้ยก็เหมือนกับเขา ที่สามารถเดาพรสวรรค์ลำดับของโพรมีธีอุสได้จากการอธิบายเพียงแค่นี้
อู่จิ่วขมวดคิ้วอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ก่อนจะจุดไฟเผากระดาษแผ่นที่ไป๋อู้เขียนทิ้ง
"เรื่องนี้ นายต้องเก็บเป็นความลับนะ"
ทักษะการแสดงของไป๋อู้เข้าขั้นยอดเยี่ยม เขาทำหน้าอึ้งไปชั่วครู่ จากนั้นก็ทำหน้าเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ แล้วก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าเคร่งเครียด กระบวนการทั้งหมดลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ไม่ดูเวอร์จนเกินไป:
"เข้าใจแล้วครับ"
ไป๋อู้พยักหน้า ก่อนจะแกล้งถามขึ้นมาลอยๆ ว่า:
"จริงสิครับหัวหน้า ไอ้คนที่ชื่อคาอินเนี่ย มันอ้างว่ามาจากในหอคอย ฟังดูเหมือนหัวหน้าลัทธิมารอะไรเทือกนั้นเลย หัวหน้าเคยได้ยินชื่อนี้บ้างไหมครับ?"
อู่จิ่วส่ายหน้า:
"ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย"
โพรมีธีอุสเองก็แทบจะไม่มีเบาะแสอะไรเกี่ยวกับคาอินเลย
ทั้งน้ำเสียง รูปร่างหน้าตา หรือแม้แต่ชั้นที่ตัวเองถูกกักขัง ก็ล้วนไม่รู้เลยสักอย่าง
ไป๋อู้รู้สึกเสียดายเล็กน้อย และก็ยิ่งระแวดระวังมากขึ้นไปอีก
ในหน้าประวัติศาสตร์เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อน ยังมีโศกนาฏกรรมแบบโพรมีธีอุสอยู่อีกมากน้อยแค่ไหนกันนะ? ในช่วงปี 2023 ถึง 2027 โลกภายนอกหอคอยมันวุ่นวายโกลาหลขนาดไหนกัน?
ภายในหอคอย ยังมีตัวตนแห่งความชั่วร้ายขั้นสูงสุดซ่อนอยู่อีกหรือเปล่า? ไม่รู้ทำไม จู่ๆ ไป๋อู้ก็นึกถึงแม็กนีโตขึ้นมา
ผู้นำของเหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ ที่ยึดมั่นในลัทธิอำนาจนิยมกลายพันธุ์อย่างสุดโต่ง ใช้อำนาจโดยไม่สนใจกฎเกณฑ์ จนทำให้ในช่วงเวลาหนึ่งต้องกลายเป็นลัทธิมารไปเลย
นี่คาอินจะเป็นผู้นำผู้ร่วงหล่นอะไรทำนองนั้นหรือเปล่าเนี่ย? ลัทธิอำนาจนิยมแห่งความเสื่อมทรามงั้นเหรอ?
จากข้อความต่างๆ ในแฟ้มประวัตินอกหอคอย ไป๋อู้สัมผัสได้ถึงความเคารพเทิดทูนที่พวกลูกศิษย์มีต่อคาอิน
แดนดิไลออนถึงขั้นเรียกเขาว่าเจ้านาย ต่อให้รู้ว่าคาอินหลอกลวงตัวเอง ก็ยังคงยอมทำตามการจัดฉากของคาอินต่อไปอยู่ดี
ลูกศิษย์คนอื่นๆ ก็คงจะเป็นเหมือนกัน
เพราะดูเหมือนคาอินจะให้คำสัญญาไว้กับพวกมัน ว่าจะพาพวกมันไปทำลายหอคอยแห่งหนึ่ง
แล้วหอคอยที่ว่านั่น จะใช่หอคอยแห่งนี้หรือเปล่าล่ะ?
ทุกอย่างยังคงเป็นปริศนา ไป๋อู้จึงตั้งใจว่าจะหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับคาอินไปก่อนชั่วคราว โดยจะยังไม่ใช้รูเล็ตต์นำทางในตอนนี้
"นายชื่ออะไรล่ะ"
"แดนดิ... โพรมีธีอุส ผมชื่อโพรมีธีอุสครับ!"
ตอนนี้โพรมีธีอุสค้นพบแล้วว่า หัวหน้าตัวเตี้ยคนนี้ เป็นคนที่ไว้ใจได้
เขาแข็งแกร่งมาก แตกต่างจากแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากท่านคาอิน หัวหน้าคนนี้ให้ความรู้สึกที่ปลอดภัย
อู่จิ่วขมวดคิ้ว แล้วพูดว่า:
"เรียกยากเกินไป ถ้าเขียนลงในรายงานการสำรวจ จะโดนหาว่าปั่นจำนวนคำเอาได้นะ"
รายงานการสำรวจต้องมีความยาวไม่ต่ำกว่าแปดร้อยคำ อู่จิ่วไม่อยากให้ชื่อๆ เดียว ต้องมากินพื้นที่ไปตั้งห้าคำหรอกนะ
"แต่ผมชอบชื่อนี้นี่ครับ ท่าน..."
อู่จิ่วเผด็จการมาก:
"ในภารกิจแฝงตัวของพวกนาย นายก็ใช้ชื่อรหัสนี้ต่อไปแล้วกัน แต่ในภารกิจของกองกำลังสำรวจ นายจะใช้ชื่อว่าไป๋เสี่ยวอวี่"
ไป๋อู้รู้สึกเหมือนโดนล่วงเกินยังไงก็ไม่รู้
เขาชื่อไป๋อู้ ส่วนคนที่เขาพามาด้วยชื่อไป๋เสี่ยวอวี่... แล้วคนต่อไปไม่ชื่อไป๋เสี่ยวเฟิงเลยหรือไง?
สกิลการตั้งชื่อของพี่เตี้ยนี่ ต้องได้รับการพัฒนาอย่างด่วนเลยนะ
"เอาตามนี้แหละ แล้วก็จำไว้นะ ถ้ามีภารกิจฉันจะแจ้งนายเอง นอกจากคำสั่งของฉันแล้ว ห้ามรับภารกิจที่คนอื่นมอบหมายให้เด็ดขาด เข้าใจไหม?"
"ขะ... เข้าใจแล้วครับ"
ไป๋เสี่ยวอวี่ไม่ได้รู้สึกว่าชื่อนี้มันไม่ดีตรงไหน
ก่อนที่ไป๋อู้จะกลับไป อู่จิ่วก็กำชับว่า:
"ฐานะฮีโร่หน้ากากผ้าคลุมของนาย ทางที่ดีอย่าให้ใครจับได้ล่ะ"
ไป๋อู้พยักหน้ารับ ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในสาขากองกำลังสำรวจ เขาก็อยู่ในชุดนี้มาตลอด
ถึงแม้ระหว่างทางจะโดนขวางเอาไว้ แต่คำสั่งอนุญาตให้ผ่านทางของอู่จิ่วก็ส่งมาถึงอย่างรวดเร็ว
แม้จะดึงดูดสายตาผู้คนได้ไม่น้อย แต่เขาก็ไม่ได้เปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกไป
เพียงแต่ในอนาคต ผู้คนจะรู้ว่า คอนสแตนตินกับกองกำลังสำรวจนั้นอยู่ฝ่ายเดียวกัน
ซึ่งนี่ก็เป็นผลดีต่อการยกระดับชื่อเสียงของกองกำลังสำรวจ และชื่อเสียงของตัวไป๋อู้เองในภายภาคหน้าด้วย
ตอนนี้มีกระเป๋าเป้สถิตวิญญาณที่ช่วยให้เก็บเสื้อผ้าได้สะดวกแล้ว การจะสลับสับเปลี่ยนตัวตนระหว่างไป๋อู้กับคอนสแตนตินก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ขอแค่หาที่ลับตาคนเปลี่ยนชุดก็พอ
ยังดีที่ชั้นสองมีคนพลุกพล่านน้อยกว่าชั้นหนึ่งเยอะ
"ถ้าอย่างนั้นเรื่องไป๋เสี่ยวอวี่ก็รบกวนหัวหน้าจัดการให้ด้วยนะครับ? คาอินอาจจะรู้ถึงการมีอยู่ของเขาแล้ว หัวหน้าต้องระวังตัวด้วยนะครับ"
อู่จิ่วพยักหน้ารับ
การจัดฉากของไป๋อู้ในครั้งนี้ ถือเป็นการหลอกล่อให้คาอินเข้าใจผิด เมื่อไป๋เสี่ยวอวี่ปรากฏตัวพร้อมกับอู่จิ่ว คาอินก็จะยิ่งปักใจเชื่อว่า คนที่ต่อกรกับลูกศิษย์ของเขา ก็คือหัวหน้าอู่จิ่วนี่แหละ
"ถ้าอยากจะสร้างขุมกำลังของตัวเอง ก็ต้องมั่นใจว่าสมาชิกแกนนำนั้นไว้ใจได้จริงๆ" ก่อนที่ไป๋อู้จะจากไป จู่ๆ อู่จิ่วก็พูดขึ้นมา
"ทางฉันสามารถช่วยนายเก็บความลับบางอย่างได้ แต่ทางฝั่งนาย นายก็ต้องมั่นใจนะว่าเด็กผู้หญิงคนนั้นไว้ใจได้จริงๆ"
ไป๋อู้เข้าใจความหมายนั้นดี เขาพยักหน้ารับ
พี่เตี้ยก็ถือว่ารอบคอบไม่เบา แต่ในเมื่อหลิวเฉิงจื่อยอมบอกความลับของกล้องถ่ายรูปออกมาให้รู้แล้ว ก็ถือว่านับเธอเป็นพวกเดียวกันได้แล้วล่ะ สุดท้ายไป๋อู้จึงถามขึ้นว่า:
"หัวหน้ามีอะไรจะสั่งอีกไหมครับ?"
"ฉันหาลูกศิษย์ให้นายคนนึงน่ะ"
"ลูกศิษย์?"
"เขาชื่อเยี่ยเว่ยหมิง ถ้านายไปหาผู้หญิงของนาย นายก็จะได้เจอเขาเองแหละ วีรกรรมที่นายทำไปก่อนหน้านี้ มันสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเลย หลังจากรายงานการไขคดีนับร้อยถูกส่งขึ้นไป พวกเบื้องบนก็ให้ความสำคัญมาก"
ไป๋อู้อยากจะอธิบายเหลือเกิน ว่าตัวแม่แห่งท้องทะเลคนนั้นไม่ใช่ผู้หญิงของเขา แต่เขาก็เลือกที่จะถามเข้าเรื่องดีกว่า:
"นี่มันก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่เหรอครับ?"
"มันก็เป็นเรื่องดีนั่นแหละ แต่พวกกองกำลังรักษาการณ์หอคอย ไม่ค่อยสบอารมณ์สักเท่าไหร่น่ะสิ"
"กองกำลังสำรวจดูแลคนชั้นล่าง กองกำลังรักษาการณ์ดูแลพวกชนชั้นสูง แล้วพวกนั้นจะมาไม่พอใจอะไรเราล่ะครับ?"
"ที่ชั้นสามมีคดีใหญ่เกิดขึ้นน่ะสิ แล้วด้วยความที่หน่วยเจ็ดของเราไขคดีได้อย่างมีประสิทธิภาพสุดๆ ทางชั้นห้าก็เลยส่งคำสั่งลงมา ให้ฉันจัดคนสี่คน ไปช่วยกองกำลังรักษาการณ์หอคอยสืบคดีนี้"
ถึงแม้อู่จิ่วจะพอมีฝีมือในการสืบคดีอยู่บ้าง แต่ถ้าเอาไปเทียบกับพวกโปรเพลเยอร์อย่างไป๋อู้แล้วล่ะก็ ฝีมือของเขาก็แทบจะไม่เห็นฝุ่นเลย และคดีที่ชั้นสามนี่ ก็ค่อนข้างสำคัญเสียด้วย
กองกำลังรักษาการณ์หอคอยก็ส่งมันสมองระดับหัวกะทิของพวกเขามาเหมือนกัน ในเมื่อไม่มีทางเลือก อู่จิ่วก็จำต้องดึงตัวไป๋อู้มาร่วมทีมด้วย
คนสี่คนก็คือ ไป๋อู้ อู่จิ่ว เยี่ยเว่ยหมิง แล้วก็หลินเม่ยเม่ย
ส่วนคนในหน่วยสืบสวนกลับไม่ถูกเรียกตัวมาเลย สาเหตุหลักๆ ก็คือกลัวว่ากองกำลังรักษาการณ์หอคอยจะจับได้ ว่าคนในหน่วยสืบสวนนั้นไม่ได้มีฝีมือในการสืบคดีอะไรเลย ผลงานทั้งหมดมาจากไป๋อู้เป็นเดอะแบกอยู่คนเดียวล้วนๆ
ไป๋อู้ยิ้มมุมปาก เขาพอจะเดาเรื่องราวได้คร่าวๆ แล้ว:
"กองกำลังสำรวจของเรา มักจะถูกตราหน้าว่าเป็นกองกำลังชั้นล่างมาโดยตลอด พวกกองกำลังรักษาการณ์ไม่เคยเห็นหัวพวกเราอยู่แล้ว ถ้าหากพวกเราสามารถทำผลงานโดดเด่นในคดีนี้ได้ ก็จะทำให้พวกนั้นเสียหน้าอย่างหนักเลยสินะครับ"
อู่จิ่วพยักหน้า แล้วพูดว่า:
"ถึงแม้ภายในกองกำลังรักษาการณ์หอคอยจะเน่าเฟะ แต่พวกเขาก็มีคนเก่งๆ อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แถมพวกเขายังกำข้อมูลของคดีนี้ไว้ในมือตั้งเยอะแล้วด้วย พูดง่ายๆ ก็คือ คดีนี้พวกเขาไขปริศนาไปได้ครึ่งนึงแล้ว และข้อมูลพวกนี้ เขาก็ไม่มีทางบอกพวกเราแน่ๆ งานนี้รับมือยากเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน"
ถ้าหากทำคดีนี้พลาด ผลงานการไขคดีนับร้อยก่อนหน้านี้ ก็จะสูญเปล่าไปในทันที นี่ถือเป็นการเตะตัดขาจากกองกำลังรักษาการณ์หอคอยชัดๆ
ไป๋อู้พยักหน้ารับ แล้วพูดว่า:
"แปลว่าผมจะมีโอกาสได้ขึ้นไปดูชั้นสามแล้วสินะครับ?"
"ใช่ วันหยุดหนึ่งสัปดาห์ของนาย ยังเหลืออีกสองวัน สองวันนี้ตามสบายเลย แต่หลังจากสองวันนี้ นายต้องไปชั้นสามกับฉัน"
อืม งั้นก็ยังพอมีเวลาให้ออกไปลุยในโลกภายนอกหอคอยได้อีกสักรอบ ลุยเสร็จค่อยกลับมาจัดการพวกกองกำลังรักษาการณ์ทีหลังก็แล้วกัน
ไป๋อู้พยักหน้า แล้วเดินออกจากห้องทำงานของอู่จิ่ว
ชั้นล่างสุดของหอคอย
"อาหมิง นายว่าพี่สาวสวยไหมจ๊ะ?"
ภายในร้านสมบัติของเฉิงจื่อ หลิวเฉิงจื่อกำลังใช้สายตาพิฆาตจ้องมองเยี่ยเว่ยหมิง พร้อมกับขยิบตาปิ๊งๆ ให้เป็นระยะ
"สวยครับ พี่สาวคือคนที่สวยที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยครับ พี่สาวครับ จ่ายค่าจ้างให้ผมด้วยสิครับ?"
หลิวเฉิงจื่อแกล้งทำเป็นไม่ได้ยินประโยคหลัง แล้วพูดต่อว่า:
"งั้นพี่สาวเป็นแฟนนายเอาไหมจ๊ะ?"
"อ๋อ ได้ครับ พี่สาวแฟน ช่วยจ่ายค่าจ้างให้แฟนหนุ่มด้วยนะครับ"
"..."
บทสนทนาของทั้งคู่ดำเนินมาได้ห้านาทีแล้ว หลิวเฉิงจื่อตั้งใจจะจับเด็กหนุ่มคนนี้มาเป็นปลาในบ่อ เพื่อที่จะได้ใช้งานเขาฟรีๆ ตลอดไป
แต่เยี่ยเว่ยหมิงกลับเป็นคนที่ซื่อตรงมาก ในหัวเขาคิดแต่จะหาเงินอย่างเดียว ความหมกมุ่นเรื่องเงินของเขานั้น เหนือจินตนาการของหลิวเฉิงจื่อไปไกลลิบ
จนถึงขั้นทำให้หลิวเฉิงจื่อเริ่มสงสัยในฝีมือการเป็นตัวแม่แห่งท้องทะเลของตัวเองเลยทีเดียว
"ฉันเป็นแฟนนายแล้วนะ มีที่ไหนแฟนหนุ่มมาทวงเงินแฟนสาวกันยะ?"
"อ้อ แบบนี้นี่เอง... งั้นเราเลิกกันเถอะครับ เถ้าแก่ครับ รบกวนจ่ายค่าจ้างด้วยครับ?"
ตรรกะชัดเจนมาก เยี่ยเว่ยหมิงไม่มีอาการลุกลี้ลุกลนเลยแม้แต่น้อย
หลิวเฉิงจื่อสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สามครั้ง พยายามสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้ แล้วปั้นยิ้มพูดว่า:
"แหม อาหมิงจ๊ะ พี่สาวเห็นนายทีไร หัวใจก็เต้นตึกตักทุกทีเลย นายต้องเป็นเนื้อคู่ตุนาหงันของพี่ตั้งแต่ชาติปางก่อนแน่ๆ เลย วันหลังนายต้องมาเล่นกับพี่สาวบ่อยๆ นะจ๊ะ"
หลิวเฉิงจื่อตัดสินใจลองดูอีกสักตั้ง แต่เยี่ยเว่ยหมิงประโยคเดียวก็ทำเอาเธอหัวเสียจนสติแตก:
"ได้ครับ บริการนั่งเป็นเพื่อนผมก็รับทำเหมือนกันครับ แต่ต้องจ่ายเพิ่มนะครับ"
"..."
ตัวแม่แห่งท้องทะเลถึงกับพูดไม่ออก ตอนนี้เธอเพิ่งรู้ตัวว่า ตัวเองดูคนผิดไปเสียแล้ว
ตอนแรกที่เยี่ยเว่ยหมิงวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา ดูเหมือนคนที่มีความสามารถพิเศษติดตัว แต่กำลังร้อนเงินเพื่อหาเลี้ยงปากท้องสุดๆ
คนประเภทนี้มีให้เห็นเกลื่อนกลาดในชั้นล่าง พวกเขามีความสามารถพิเศษ แต่เอาไปใช้ขุดแร่ไม่ได้ และในชั้นล่าง อาชีพที่สุจริตและเป็นหลักเป็นแหล่งนั้น ก็มีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
แต่ตอนนี้ เยี่ยเว่ยหมิงเผยธาตุแท้ของความงกออกมาให้เห็นแล้ว
เมื่อเขาทำให้ทุกคนประจักษ์แล้วว่า เขาคือคนที่ไม่มีใครสามารถมาแทนที่ได้ เขาก็เริ่มทวงเงินทันที ทั้งๆ ที่ตอนแรกบอกแค่ว่าจะขอลองดูก่อน ไม่คิดเงินแท้ๆ แต่ตอนนี้กลับอ้าปากทวงค่าจ้างซะแล้ว
อาหมิงคนนี้ไม่ได้ใสซื่อเลยสักนิด เรียกได้ว่าเป็นพวกเจ้าเล่ห์เพทุบายและนักแสดงตัวยงเลยล่ะ
หลิวเฉิงจื่อไม่มีทางเลือก จำต้องเริ่มเจรจาเรื่องค่าจ้างและสัญญาจ้างระยะยาวกับเยี่ยเว่ยหมิง
เธอจะไปรู้ได้ยังไง ว่าเยี่ยเว่ยหมิงมาจากสำนักงานผีโม่แป้ง ซึ่งสำนักงานนี้ แต่ละคนล้วนเป็นผีเฝ้าทรัพย์กันทั้งนั้นแหละ
สุดท้ายก็เถียงสู้เยี่ยเว่ยหมิงไม่ได้ หลิวเฉิงจื่อจำต้องจ่ายเงินให้ด้วยความปวดร้าวใจ พร้อมกับเซ็นสัญญาจ้างระยะยาวกับเยี่ยเว่ยหมิงไป
ในระหว่างที่ทั้งสองคนกำลังถกเถียงรายละเอียดของสัญญากันอยู่ ไป๋อู้ก็กำลังเดินทางกลับมาที่ร้านสมบัติของเฉิงจื่อ
เขาเปลี่ยนชุดในที่ลับตาคนเรียบร้อยแล้ว ตลอดทางก็เลยไม่มีใครสนใจเขาสักเท่าไหร่
หลังจากเข้ามาในท่าเรือเก็บตก ไป๋อู้ก็พบจากบทสนทนาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา ว่าคอนสแตนตินดังเป็นพลุแตกชั่วข้ามคืนจริงๆ
แต่เนื้อหาของเรื่องราวนี่สิ... ฟังดูทะแม่งๆ พิกลแฮะ
พวกหยางเจิ้นสามคนกลายเป็นฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ ยอมสละชีวิตตัวเองนอกหอคอย ยอมถูกปีศาจต้นไม้ยักษ์กักขังเอาไว้ เพื่อถ่วงเวลาให้คอนสแตนตินและลูกชายของเพื่อนเก่าหนีรอดไปได้
และในท้ายที่สุด คอนสแตนตินก็นำพากองทัพเสริมมาช่วยเหลือ สังหารสัตว์ประหลาดจนสิ้นซาก และช่วยชีวิตเพื่อนร่วมทีมทั้งสามคนออกมาได้สำเร็จ
ไป๋อู้ถึงกับนับถือเลย ไม่รู้ว่าหลิวเฉิงจื่อไปหาไอ้ตัวแสบจอมกะล่อนที่ไหนมาแต่งเรื่องพวกนี้
ส่วนบทสรุปของหยางเจิ้นและพรรคพวก หลังจากที่ไป๋อู้กลับเข้าหอคอยและไปพบกับอู่จิ่วได้ไม่นาน อู่จิ่วก็พาลูกน้องไปยังพื้นที่ตามหมายเลขที่ไป๋อู้ให้ไว้ และนำตัวทั้งสามคนกลับมาได้สำเร็จ
หลังจากนั้นทั้งสามคนก็จะถูกส่งตัวไปที่ห้องสืบสวน หรือก็คือห้องสำหรับถามตอบโดยเฉพาะตามที่ไป๋อู้บอกนั่นแหละ
หากตรวจสอบแล้วพบว่าสิ่งที่คาอินพูดเป็นความจริง ก็คงจะจัดการไปตามกระบวนการ แต่ไป๋อู้ได้กำชับเอาไว้เป็นพิเศษ ว่าให้ไว้ชีวิตฉินหลิน
เจ้าของรูเล็ตต์สุขเศร้าคนนี้ จริงๆ แล้วเนื้อแท้ไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร แค่ดูจะซื่อบื้อไปหน่อยเท่านั้นเอง ส่วนเรื่องระยำตำบอนที่หยางเจิ้นทำ เขาก็ไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
วันหน้าหากต้องออกนอกหอคอย บางทีอาจจะพาเขาไปสร้างความดีไถ่โทษได้ ปากที่เหมือนผ่านการปลุกเสกมานั่น อาจจะช่วยให้ประสิทธิภาพในการสถิตวิญญาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาลเลยทีเดียว
"กลับมาแล้วครับ"
ไป๋อู้เดินมาถึงหน้าร้านสมบัติของเฉิงจื่อ ก็เห็นเยี่ยเว่ยหมิงกำลังต่อรองราคาอยู่พอดี
【ทายาทสืบทอดองค์กรของอดีตคนรักของเจ้าเตี้ย เป็นไอ้ตัวแสบจอมกะล่อนที่ดูเหมือนจะซื่อสัตย์ แต่จริงๆ แล้วเจ้าเล่ห์เพทุบายสุดๆ นอกจากเรื่องการต่อสู้และสืบสวนนอกหอคอยแล้ว เขาสามารถทำงานได้ทุกรูปแบบ นายสามารถเอามาปั้นได้เลยนะ ในหอคอยเนี่ย หมอนี่ใช้งานได้ดีกว่าการ์ด SSR ในมือของนายซะอีก】
ไป๋อู้หลุดขำ แค่หลิวเฉิงจื่อที่ดูภายนอกว่านอนสอนง่ายแต่จริงๆ ร้ายลึกคนเดียวก็ว่าปวดหัวแล้ว นึกไม่ถึงเลยว่าหัวหน้าจะส่งเยี่ยเว่ยหมิงมาให้อีกคน
ชั้นล่างเล็กๆ แห่งนี้ ถึงกับสามารถบ่มเพาะยอดฝีมือระดับปรมาจารย์ทั้งสองคนนี้ขึ้นมาพร้อมกันได้เลยทีเดียว
(จบบท)