เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 402 ลูกค้าเจ้าปัญหา

บทที่ 402 ลูกค้าเจ้าปัญหา

บทที่ 402 ลูกค้าเจ้าปัญหา


บทที่ 402 ลูกค้าเจ้าปัญหา

อย่างไรก็ตาม บรรดานักศึกษาปี 4 คนอื่นๆ ในห้องเรียนก็ยังแอบอดเป็นห่วงเจียงชิ่นไม่ได้ ในปีการศึกษาสุดท้ายเธอแทบไม่ได้เข้าเรียนเลยแม้แต่ครั้งเดียว เธอจะสามารถผ่านการสอบวิทยานิพนธ์ไปได้อย่างราบรื่นจริง ๆ หรือ ?

นอกจากความห่วงใยแล้ว ยังมีบางคนที่แอบรู้สึกไม่พอใจและมองว่าทางมหาวิทยาลัยช่างลำเอียงเสียเหลือเกิน

ทำไมถึงมีบางคนที่ไม่ต้องเข้าเรียน แต่กลับเรียนจบพร้อมคนอื่นได้ ?

แน่นอนว่าคนที่มีความคิดเช่นนี้มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น

พวกเขาสุมหัวกระซิบกระซาบกันได้ไม่นาน ก็ถูกนักศึกษาคนอื่นรอบ ๆ ที่ได้ยินเข้าสวนกลับทันควัน

"สหายเจียงน่ะเขาได้รับรางวัลความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเชียวนะ สร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยปักกิ่งของเราตั้งเท่าไหร่ พวกนายล่ะเคยทำประโยชน์อะไรให้มหาวิทยาลัยบ้าง ถึงได้มานั่งนินทาว่าร้ายเขาอยู่ตรงนี้"

คำพูดนั้นทำเอาคนกลุ่มนั้นถึงกับน้ำท่วมปาก พูดไม่ออกไปตาม ๆ กัน

แต่ไม่นานก็มีคนแย้งขึ้นมาอีก "เธอได้รับรางวัลก็จริง แต่นั่นมันผลงานทางด้านคอมพิวเตอร์นี่นา มันเกี่ยวอะไรกับวิชาเอกที่เธอเรียนอยู่ล่ะ ? "

"เหอะๆ พวกนายลืมไปแล้วหรือไง ว่าตอนอยู่ปี 1 สหายเจียงเคยตีพิมพ์วิทยานิพนธ์เรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จนได้รับคำชมไปทั่วสารทิศ"

"นั่นมันก็ตอนปี 1 แถมวิทยานิพนธ์เล่มนั้นฉันก็เคยอ่านมาแล้ว มันก็แค่บทความสรุปภาพรวมธรรมดา ๆ ไม่เห็นจะมีเนื้อหาทางวิชาการที่ลึกซึ้งอะไรเลย"

ความดื้อรั้นและปากแข็งของคนกลุ่มนี้ช่างน่าอัศจรรย์ใจจนไม่มีใครอยากจะเสวนากับพวกเขาอีกต่อไป

บทสนทนาเหล่านี้ เจียงชิ่นพอจะได้ยินแว่วๆ มาบ้าง

แต่เธอไม่ได้ใส่ใจเลยแม้แต่น้อย สมาธิทั้งหมดของเธอจดจ่ออยู่กับการฟังอาจารย์ชี้แจงขั้นตอนการสอบและข้อควรระวังต่าง ๆ เมื่อสิ้นสุดการชี้แจง เจียงชิ่นก็รีบเดินออกจากห้องเรียนทันทีโดยไม่รั้งรอ

เธอตรงไปยังคณะวิศวกรรมเครื่องกล และยืนรออยู่ด้านหน้าประมาณสิบนาที การประชุมของทางฝั่งคณะเครื่องกลก็จบลงเช่นกัน เธอรอจนฟู่เส้าตั๋วเดินออกมา แล้วทั้งคู่ก็เดินทางกลับไปยังห้องทดลองด้วยกัน

ช่วงนี้ทั้งสองคนมักจะใช้เวลาอยู่ในห้องทดลองเพื่อเขียนวิทยานิพนธ์ด้วยกัน ความจริงตัวร่างวิทยานิพนธ์น่ะเสร็จตั้งนานแล้ว เพียงแต่ต้องนำไปปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับแก้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อาจารย์ที่ปรึกษาของเจียงชิ่นคือ ศาสตราจารย์ลู่ ซึ่งท่านทุ่มเทแรงกายแรงใจในการชี้แนะเป็นอย่างมาก หลังจากปรับแก้ไปสองสามรอบ เนื้อหาวิทานิพนธ์ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างที่สมบูรณ์

ที่เหลือก็เพียงแค่ตรวจสอบคำผิดและจัดรูปแบบเอกสารให้ถูกต้องตามระเบียบเท่านั้น

ศาสตราจารย์ลู่เอ่ยชมวิทยานิพนธ์ของเจียงชิ่นอยู่หลายครั้งว่าเขียนออกมาได้ยอดเยี่ยมมาก และบอกให้เธอวางใจได้เลยว่าเธอจะผ่านการสอบในครั้งแรกอย่างแน่นอน

สำหรับการสอบวิทยานิพนธ์นั้น เจียงชิ่นเองก็มีความมั่นใจอยู่เต็มเปี่ยม

หลังจากจัดการส่วนของตัวเองเสร็จ เวลาที่เหลือเธอก็ทุ่มเทไปกับการร่างโพรโทคอลเครือข่ายร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญ

ระหว่างนั้น เธอได้แวะไปที่ร้านของเฮ่อหยางซานด้วย ในช่วงนี้เฮ่อหยางซานต้องเดินทางลงใต้เพื่อสำรวจตลาดเสื้อผ้าสตรี ก่อนไปเขาจึงฝากฝังให้เจียงชิ่นช่วยแวะมาดูแลความเรียบร้อยที่ร้านให้บ้าง

ตอนที่เจียงชิ่นแนะนำให้เฮ่อหยางซานลงไปทางใต้ สิ่งเดียวที่เขาเป็นกังวลคือหากเขาไม่อยู่แล้วไม่มีคนคุมร้าน ยอดขายอาจจะตกลงและกระทบกับธุรกิจได้

หลังจากไตร่ตรองอยู่นาน สุดท้ายเจียงชิ่นก็เสนอแนะให้เขาคัดเลือกพนักงานที่มีศักยภาพในการทำงานสูงขึ้นมาเป็น "ผู้จัดการร้าน" เพื่อทำหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยในชีวิตประจำวันแทนเขา

เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว เฮ่อหยางซานจึงเลือกพนักงานหญิงที่ชื่อว่า กัวเย่ว์ ขึ้นมาดำรงตำแหน่งรักษาการผู้จัดการร้าน ช่วงเวลาที่เขาลงใต้ถือเป็นช่วงทดลองงานของกัวเย่ว์ หากเธอผ่านเกณฑ์การทดสอบ เขาก็จะแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการร้านอย่างเป็นทางการ และเพิ่มค่าจ้างให้อีกเดือนละ 5 หยวน

กัวเย่ว์ตอบตกลงด้วยความดีใจ ไม่ใช่เพียงเพราะเงินที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นเพราะความไว้วางใจและการยอมรับในความสามารถจากเฮ่อหยางซาน เธอประกาศกร้าวทันทีว่าจะดูแลร้านให้ดีที่สุดในช่วงที่เขาไม่อยู่

เฮ่อหยางซานกำชับเรื่องต่าง ๆ ไว้มากมาย และบอกเธอว่าหากมีปัญหาอะไรเร่งด่วนให้โทรหาเจียงชิ่นหรือฟู่ซานได้ทันที

ฟู่ซานนั้นแวะเวียนมาที่ร้านบ่อยจนพนักงานทุกคนคุ้นเคยดี ส่วนเจียงชิ่นแม้จะมาเพียงไม่กี่ครั้งและทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเองเสมอ แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและรัศมีที่ดูสง่างาม ทำให้กัวเย่ว์แอบรู้สึกว่าเจียงชิ่นเป็นคนละระดับกับพวกเธอ และมักจะรู้สึกประหม่าทุกครั้งที่เผชิญหน้ากัน

ในวันนี้เมื่อเจียงชิ่นมาที่ร้าน กัวเย่ว์ก็เริ่มรู้สึกประหม่าขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุอีกครั้ง

เจียงชิ่นไม่ได้เข้าไปก้าวก่ายงานส่วนอื่น เธอเพียงแค่เรียกกัวเย่ว์มาสอบถามถึงบัญชีรายรับรายจ่ายล่าสุด เพื่อดูว่ายอดขายมีความผันผวนอย่างไรบ้างในช่วงที่เฮ่อหยางซานไม่อยู่

โชคดีที่ธุรกิจยังคงไปได้สวย ยอดขายไม่ได้แตกต่างจากตอนก่อนที่เฮ่อหยางซานจะจากไปมากนัก

เธอถามกัวเย่ว์ต่อว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคในการทำงานตรงไหนบ้างไหม ถ้ามีให้รีบบอกเธอได้ทันที

กัวเย่ว์ส่ายหน้าบอกว่าไม่มีปัญหาอะไรลำบากใจ เธอเป็นพนักงานเก่าแก่ที่อยู่มาตั้งแต่เริ่มเปิดร้าน จึงมีอาวุโสมากกว่าพนักงานคนอื่น ๆ ทุกคนจึงให้ความเคารพและเชื่อฟังเธอดี ต่อให้จะมีพนักงานบางคนที่ดื้อรั้นไปบ้าง แต่ก็ไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวายอะไร ทว่าในใจของกัวเย่ว์ตอนนี้ กลับมีความกังวลเรื่องหนึ่งที่ดูจะจัดการได้ยากลำบากเหลือเกิน

"พี่เจียงคะ มีเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะปรึกษาหน่อยค่ะ ก่อนหน้านี้ตอนที่เสื้อโค้ทกำลังขายดี มีลูกค้าผู้หญิงคนหนึ่งซื้อไปตัวหนึ่ง วันต่อมาเธอกลับมาที่ร้านแล้วบอกว่าเสื้อเป็นขุยเยอะมากจนใส่ไม่ได้และขอคืนเงิน ฉันตรวจดูเสื้อตัวนั้นแล้ว เห็นชัด ๆ เลยค่ะว่าเป็นรอยขุยที่จงใจทำขึ้นมาเอง แต่เธอก็ยังยืนยันหัวชนฝาว่าเป็นเพราะคุณภาพเสื้อของเราไม่ดี และอาละวาดที่ร้านอยู่นานมาก ผู้จัดการเฮ่อกลัวว่าจะเสียชื่อเสียงร้านและรบกวนลูกค้าคนอื่น สุดท้ายเลยยอมให้เธอคืนของไปค่ะ

แต่เมื่อสองวันก่อนฉันเห็นลูกค้าคนนั้นกลับมาที่ร้านอีกแล้ว คราวนี้เธอซื้อเสื้อผ้าสตรีแบบอื่นไปอีกสองชุด ฉันแอบกังวลน่ะค่ะ กลัวว่าเธอจะกลับมาอ้างว่าเสื้อผ้ามีตำหนิแล้วขอคืนเงินอีก ถ้าครั้งนี้เธอมาอีกจริง ๆ ฉันควรจะจัดการยังไงดีคะ ? " ทันทีที่เห็นลูกค้าคนนั้น กัวเย่ว์ก็เริ่มนั่งไม่ติดที่

คราวที่แล้วยังมีเฮ่อหยางซานคอยตัดสินใจให้ แต่ตอนนี้เขาไม่อยู่ แม้เธอจะเป็นผู้จัดการร้าน แต่เรื่องการคืนเงินซึ่งส่งผลต่อผลกำไรเธอก็ไม่กล้าตัดสินใจเองตามลำพัง

ยิ่งไปกว่านั้น หากอีกฝ่ายจงใจทำเสื้อผ้าเสียหายเพื่อมาขอคืนเงินจริงๆ ร้านก็จะเสียทั้งเงินและเสียทั้งสินค้าที่ไม่สามารถนำกลับมาขายต่อได้ เท่ากับว่าร้านต้องขาดทุนไปเปล่า ๆ

เจียงชิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็ว

"ไม่เป็นไรค่ะ ถ้าเธอมาอาละวาดขอคืนเงินที่ร้านอีก คุณรีบโทรหาฉันทันทีเลยนะคะ เดี๋ยวฉันจะมาจัดการเรื่องนี้เอง" เมื่อได้รับคำยืนยันจากเจียงชิ่น กัวเย่ว์ก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก รู้สึกเหมือนยกภูเขาออกจากอกไปได้หนึ่งลูก แต่เธอก็ยังแอบหวังลึก ๆ ว่าตัวเองคงจะคิดมากไปเอง

ทว่า... หลังจากที่เธอปรึกษาเจียงชิ่นไปเพียงวันเดียว ลูกค้าหญิงคนนั้นก็มาปรากฏตัวที่ร้านจริง ๆ !

กัวเย่ว์รีบต่อสายหาเจียงชิ่นทันที และเจียงชิ่นก็รีบบึ่งมาที่ร้านด้วยความเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ร้าน เจียงชิ่นก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังสนั่น ลูกค้าผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่กลางร้าน ในมือถือเสื้อผ้าสองชุดกวัดแกว่งไปมาพยายามจะฟาดใส่หน้ากัวเย่ว์พลางแผดเสียงด่าทออย่างบ้าคลั่ง

"นี่เหรอคุณภาพเสื้อผ้าร้านแก ? ! ฉันเอากลับไปใส่แค่ครั้งเดียวเสื้อก็ขาดเป็นรูแล้ว ! ของพรรค์นี้พวกแกยังกล้าเอามาหลอกขายคนอื่นอีกเหรอ ? เอาคืนไปทำผ้าอ้อมเด็กเถอะไป๊ ! "

กระดุมเสื้อผ้าพวกนั้นแข็งมาก บวกกับแรงเหวี่ยงของลูกค้าที่ใส่มาไม่ยั้ง ทำให้ใบหน้าของกัวเย่ว์เริ่มขึ้นรอยแดงเป็นปื้นหนา

กัวเย่ว์ทำได้เพียงยกมือขึ้นกำบังใบหน้า เธอไม่กล้ามีปากเสียงหรือใช้กำลังโต้ตอบลูกค้า เพราะเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ของร้าน และในจังหวะที่ลูกค้าคนนั้นกำลังจะเหวี่ยงเสื้อผ้าใส่หน้ากัวเย่ว์อีกครั้ง มือข้างหนึ่งก็พุ่งเข้ามาคว้าข้อมือของเธอไว้แน่น !

"ถ้าคุณยังไม่หยุดใช้กำลัง ฉันจะแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้"

น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้นที่ข้างหูของเธอ

ลูกค้าหญิงคนนั้นสะดุ้งด้วยความตกใจ หันขวับกลับมามองพบว่าเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวยคนหนึ่งเป็นคนคว้ามือเธอไว้ หญิงสาวตรงหน้าเม้มริมฝีปากแน่น แววตาดูขุ่นเคืองอย่างเห็นได้ชัด

แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเพียงผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ลูกค้าคนนั้นก็กลับมามีความกล้าฮึกเหิมอีกครั้ง เธอประเมินดูแล้วว่ายัยคนนี้ดูบอบบางกว่าเธอตั้งเยอะ ถ้าต้องวางมวยกันจริง ๆ เธอไม่มีทางเสียเปรียบแน่นอน !

จบบทที่ บทที่ 402 ลูกค้าเจ้าปัญหา

คัดลอกลิงก์แล้ว