- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 395 เยี่ยมเยียนฟาร์มส่วนกลาง
บทที่ 395 เยี่ยมเยียนฟาร์มส่วนกลาง
บทที่ 395 เยี่ยมเยียนฟาร์มส่วนกลาง
บทที่ 395 เยี่ยมเยียนฟาร์มส่วนกลาง
เจียงชิ่นกับเหอชุนผิงนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน ต่างคนต่างก็นอนไม่หลับ จึงได้แต่นอนชวนกันคุยไปเรื่อยเปื่อย
บทสนทนาพากันย้อนรำลึกไปตั้งแต่เรื่องราวในอดีตสมัยยังลำบาก จนถึงเรื่องที่เจียงชิ่นย้ายไปอยู่ที่ปักกิ่ง หลายเรื่องที่พูดออกมาไม่ได้ เจียงชิ่นก็แค่พูดเปรย ๆ ผ่านไป แต่เรื่องไหนที่เล่าได้ เธอก็ถ่ายทอดให้เหอชุนผิงฟังอย่างละเอียด
โดยเฉพาะเน้นย้ำเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวและของอร่อยขึ้นชื่อในเมืองหลวง
"พี่ชุนผิงคะ ถ้าพี่กับพี่เขยพอจะมีเวลาว่างเมื่อไหร่ พาลูก ๆ ไปเที่ยวปักกิ่งบ้างนะ เดี๋ยวฉันจะพาเที่ยวให้ทั่วเอง จะพาไปชิมขนมเจ้าถิ่นให้พุงกางเลยล่ะค่ะ"
ก่อนหน้านี้ในจดหมาย เจียงชิ่นเคยเอ่ยชวนมาบ้างแล้ว แต่ในจดหมายย่อมบรรยายได้ไม่เห็นภาพเท่าการได้ฟังจากปากเจ้าตัวแบบนี้ เหอชุนผิงฟังแล้วก็เริ่มใจอ่อน เริ่มมีความรู้สึกอยากจะไปสัมผัสเมืองหลวงดูสักครั้ง
ปักกิ่งคือเมืองหลวงของประเทศ ใครบ้างล่ะจะไม่อยากไปเยือน แต่พอคิดดูดี ๆ ระยะทางมันช่างห่างไกลเหลือนเกิน ต้องนั่งรถไฟข้ามวันข้ามคืนกันเลยทีเดียว
สุดท้ายเหอชุนผิงจึงบอกว่าจะเก็บไปพิจารณา ถ้าตัดสินใจจะไปจริง ๆ เมื่อไหร่จะรีบบอกเจียงชิ่นล่วงหน้าแน่นอน พอจบบทสนทนาเรื่องเที่ยว เจียงชิ่นก็วกกลับมาถามเรื่องการเรียนของจางเผิง
ปีนี้จางเผิงอายุ 13 ปีแล้ว กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และกำลังจะขึ้นชั้น ม.3 ในไม่ช้า เมื่อพูดถึงเรื่องการสอบเข้าโรงเรียนมัธยมปลายที่กำลังจะมาถึง น้ำเสียงของเหอชุนผิงก็แฝงไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
"ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป โรงเรียนมัธยมต้นในมณฑลเฮยหลงเจียงเปลี่ยนเป็นระบบสามปีหมดแล้วล่ะจ้ะ ความจริงปีนี้แกต้องสอบเข้า ม.ปลาย แล้วเชียว แต่กฎใหม่ทำให้ต้องเรียนต่ออีกปีเพื่อไปสอบปีหน้าแทน แต่คะแนนของเสี่ยวเผิงก็งั้น ๆ แหละ ถ้าขยันหน่อยก็น่าจะพอสอบติด แต่ถ้าวันสอบเกิดตื่นสนามทำผลงานไม่ดีขึ้นมา พี่ล่ะกังวลจริง ๆ "
เรื่องการปฏิรูปการศึกษาระดับมัธยมต้นนั้นเจียงชิ่นพอจะทราบข่าวมาบ้าง เพราะคราวก่อนตอนทานข้าว อวี๋เฟิ่งเจียเคยเปรยให้ฟังว่าทั่วประเทศกำลังจะปรับจากระบบ 2 ปี เป็น 3 ปี
"ได้เรียนเพิ่มอีกปีถือว่าเป็นเรื่องดีนะคะ ยิ่งตอนนี้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการศึกษามาก อนาคตวุฒิการศึกษาจะกลายเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ เลยล่ะค่ะ"
เจียงชิ่นอธิบายสถานการณ์การปฏิรูปการศึกษาในปัจจุบันให้เหอชุนผิงฟัง พร้อมกับรับปากว่าหลังจากกลับปักกิ่งไปแล้ว เธอจะส่งเอกสารแนวข้อสอบและคู่มือทบทวนบทเรียนมาให้
เหอชุนผิงและจางเจี้ยนจวินมีความรู้ไม่สูงนัก พอจางเผิงขึ้นชั้นมัธยมพวกเขาก็แทบจะช่วยสอนลูกไม่ได้เลย วิชาพวกคณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ หรือเคมี แค่เห็นโจทย์พวกเขาก็ตาลายแล้ว เมื่อเจียงชิ่นอาสาจะส่งคู่มือมาให้ เหอชุนผิงจึงดีใจมากและคราวนี้เธอไม่ได้เอ่ยปากปฏิเสธตามมารยาทเลยสักนิด
ทั้งคู่คุยกันจนล่วงเข้าสู่ช่วงหลังเที่ยงคืนถึงได้เผลอหลับไป
ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทางบวกกับนอนดึก ความจริงเจียงชิ่นควรจะนอนตื่นสายสักหน่อย แต่เพราะในใจมีภารกิจที่ต้องทำ เธอจึงสะดุ้งตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่
ตอนตื่นมายังมีอาการงัวเงียอยู่บ้าง แต่พอได้ล้างหน้าล้างตาเธอก็กลับมาสดชื่นเหมือนเดิม
เหอชุนผิงน่ะตื่นก่อนเธอเสียอีก เพราะต้องเตรียมอาหารเช้าให้เด็ก ๆ แถมจางเผิงกับจางถิงยังต้องห่อข้าวไปกินที่โรงเรียนด้วย
จางถิงเริ่มเรียนตอนเจ็ดโมงครึ่ง ส่วนจางเผิงยิ่งเช้ากว่านั้น เพราะต้องไปเข้าเรียนคาบเช้าตั้งแต่ก่อนเจ็ดโมง นับตั้งแต่มีการฟื้นฟูการสอบเกาเข่า รูปแบบการเรียนการสอนในโรงเรียนก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความเข้มข้นและความลึกของเนื้อหาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
เมื่อเด็ก ๆ ต้องไปโรงเรียนเช้า เหอชุนผิงก็ต้องตื่นเช้ายิ่งกว่า เธอตื่นมาตั้งแต่ตีห้าครึ่งจนเจียงชิ่นแอบสงสัยว่าเมื่อคืนพี่สาวคนนี้ได้นอนบ้างหรือเปล่า
ตอนเจียงชิ่นลุกขึ้นมา ฟู่เส้าตั๋ว ก็ตื่นเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเห็นขอบตาที่ดำคล้ำของภรรยา ฟู่เส้าตั๋วก็เดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง "วันนี้อย่าเพิ่งไปเลยไหม พักผ่อนสักวันเถอะครับ"
ชั่วขณะหนึ่งเจียงชิ่นก็อยากจะตอบตกลงเพื่อนอนต่อยาว ๆ เหมือนกัน แต่สุดท้ายเธอก็ส่ายหน้าปฏิเสธ
"การไปสำรวจฟาร์มเลี้ยงสัตว์สำคัญกว่าค่ะ ทางเฮ่อหยางซานกำลังรอฟังข่าวจากฉันอยู่ ถ้าล่าช้าไปมันจะไม่ดี"
"ตกลงครับ งั้นพยายามรีบกลับมาให้เร็วหน่อยนะ คืนนี้จะได้พักผ่อนให้เต็มที่"
"อื้ม"
เจียงชิ่นรับคำพลางขยับตัวเข้าไปพิงไหล่ฟู่เส้าตั๋วเบา ๆ เพียงครู่เดียวก็ผละออก เพราะคนอยู่ในบ้านกันเยอะ เธอไม่อยากแสดงความใกล้ชิดจนดูประเจิดประเจ้อเกินไป
ระหว่างมื้อเช้า จางเจี้ยนจวินเล่าสถานการณ์ปัจจุบันของฟาร์มในละแวกนี้ให้ฟู่เส้าตั๋วฟัง
ตอนนี้ฟาร์มส่วนกลางได้ขยายสเกลการเลี้ยงสัตว์ขึ้นมาก นอกจากฟาร์มไก่แล้ว ยังมีการเพิ่ม ฟาร์มเป็ด เข้ามาด้วย ฟาร์มใกล้เคียงอื่น ๆ ก็ทำแบบเดียวกัน
ตอนนี้ความเป็นอยู่ของชาวบ้านดีขึ้น เริ่มมีเงินเหลือพอที่จะซื้อเนื้อสัตว์มากิน เนื้อไก่และเนื้อเป็ดจึงกลายเป็นที่นิยมมาก เพราะราคาถูกและหาซื้อง่าย
หลังจากเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วปรึกษากัน ทั้งคู่ก็ได้กำหนดเส้นทางการสำรวจ โดยสถานีแรกย่อมหนีไม่พ้นฟาร์มเป็ดของฟาร์มส่วนกลางตงอัน ทั้งคู่คิดไว้แล้วว่าการคุยกับฟาร์มส่วนกลางไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าอยากจะร่วมมือกันก็แค่ตรงไปหาผู้อำนวยการหลิวได้เลย
ส่วนฟาร์มอื่น ๆ ในละแวกนี้ เจียงชิ่นเคยนำทีมลงพื้นที่ไปแสดงปลอบขวัญมาแล้วหลายครั้ง ทำให้เธอรู้จักมักจี่กับบรรดาผู้นำของฟาร์มเหล่านั้นเป็นอย่างดี การมีคนรู้จักทำให้การติดต่อประสานงานในครั้งนี้ดูจะเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาก
ที่ฟาร์มส่วนกลาง ทันทีที่รถจี๊ปติดป้ายทะเบียนทหารเลี้ยวเข้ามา ก็ดึงดูดสายตาผู้คนจำนวนมาก
และเมื่อเจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วก้าวลงจากรถ ทั่วทั้งฟาร์มตงอันก็แทบจะสั่นสะเทือน !
ไม่มีใครคาดคิดว่าจู่ ๆ ทั้งคู่จะกลับมาที่นี่ และดูจากมาดที่ดูภูมิฐานประกอบกับรถจี๊ปคันโก้ขนาดนี้ ชัดเจนว่าเป็นการ "กลับบ้านอย่างผู้มีเกียรติ" โดยแท้ ช่างดูสง่างามและน่านับถือยิ่งนัก
เมื่อมาถึง ทั้งคู่ยังไม่ได้มุ่งตรงไปหาผู้อำนวยการหลิวทันที แต่แยกย้ายกันไปเยี่ยมเยียนแผนกเก่าของตนเองก่อน เจียงชิ่นตรงไปยังแผนกประชาสัมพันธ์ ส่วนฟู่เส้าตั๋วไปยังแผนกยุทโธปกรณ์
ในแผนกประชาสัมพันธ์ตอนนี้ สมาชิกดั้งเดิมที่เหลืออยู่ มีเพียงหัวหน้าโจว และเซียวอวี่เท่านั้น
ตู้ฮุยสอบติดมหาวิทยาลัยไปแล้ว หวังเว่ยหย่วนก็เช่นกัน
ตอนนี้มีพนักงานหนุ่มสาวหน้าใหม่เข้ามาเพิ่มอีกสองคน แต่เจียงชิ่นไม่รู้จักพวกเขาเลย
ทว่าพนักงานใหม่เหล่านั้นกลับรู้จักเจียงชิ่นเป็นอย่างดี และเข้ามาทักทายเธอด้วยความกระตือรือร้น
เจียงชิ่นแจกจ่ายของฝากจากปักกิ่งให้กับทุกคนในแผนกอย่างทั่วถึง ก่อนจะนั่งคุยสารทุกข์สุกดิบกับเซียวอวี่และหัวหน้าโจวอยู่พักใหญ่
หัวหน้าโจวคะยั้นคะยอให้เจียงชิ่นพาฟู่เส้าตั๋วมาทานมื้อค่ำด้วยกัน โดยเขาขอรับอาสาเป็นเจ้ามือเลี้ยงเอง นาน ๆ ทีหัวหน้าโจวจะใจป้ำออกปากชวน เจียงชิ่นย่อมไม่ปฏิเสธและตอบตกลงทันควัน
ทั้งเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วต่างก็จัดการธุระส่วนตัวเสร็จอย่างรวดเร็ว ก่อนจะนัดแนะกันไปหาผู้อำนวยการหลิวที่ห้องทำงาน
ประจวบเหมาะกับที่ผู้อำนวยการหลิวเพิ่งจะเสร็จสิ้นการประชุม
หัวข้อการประชุมในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับคณะผู้บริหารฟาร์มทั้งหมด โดยเน้นเรื่อง "การกระตุ้นเศรษฐกิจในฟาร์ม" เพื่อให้สอดรับกับนโยบายปฏิรูปประเทศ
พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ เบื้องบนต้องการให้ทางฟาร์มหาทางสร้างรายได้ด้วยตัวเอง เพื่อนำมาเป็นเงินโบนัสและสวัสดิการให้แก่พนักงานนั่นเอง
หลังจบการประชุม คณะผู้บริหารฟาร์มตงอันต่างก็รู้สึกทั้งดีใจและหนักใจระคนกัน
ดีใจตรงที่แต่ก่อนทุกคนกินข้าวในหม้อใหญ่ (ค่าแรงเท่ากันหมด) แต่ตอนนี้สามารถจ่ายโบนัสตามผลงานได้ ซึ่งจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการทำงาน แต่ที่หนักใจก็คือ จะไปสร้างรายได้เพิ่มมาจากไหนล่ะ ? ในเมื่อไม่เคยมีใครทำธุรกิจแบบนี้มาก่อน ประสบการณ์ด้านการค้าขายคือศูนย์
ขืนหาเงินเข้าฟาร์มไม่ได้ แล้วไม่มีเงินจ่ายโบนัสตามที่ประกาศไป จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนและจะอธิบายกับพนักงานในฟาร์มยังไง
ผู้อำนวยการหลิวเดินหน้าบูดคิ้วขมวดพลางคิดหาทางออก จนกระทั่งก้าวเท้ากลับเข้ามาในห้องทำงานของตัวเอง
และวินาทีที่เขาเงยหน้าขึ้น เขาก็ต้องชะงักเมื่อเห็นฟู่เส้าตั๋วและเจียงชิ่นนั่งรออยู่บนเก้าอี้แล้ว
ผู้อำนวยการหลิวขยี้ตาตัวเองแรง ๆ หนึ่งที ก่อนจะถลาเข้าไปจับมือกับทั้งคู่ด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
"เสี่ยวเจียง ! เสี่ยวฟู่ ! พวกเธอไปไงมาไงเนี่ย กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ? "
ฟู่เส้าตั๋วยิ้มตอบ "กลับมาเมื่อวานครับ แวะไปที่หน่วย 7 ก่อน วันนี้ถึงได้ตั้งใจมาที่ฟาร์มส่วนกลางครับ"
"วิเศษไปเลย! ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ พวกเธอตั้งใจกลับมาเยี่ยมเยียนที่ฟาร์มโดยเฉพาะเลยเหรอ ? "
เจียงชิ่นก้าวไปข้างหน้า พร้อมกับยื่นของฝากจากปักกิ่งให้ผู้อำนวยการหลิว "นอกจากจะกลับมาเยี่ยมเยียนทุกคนแล้ว ฉันยังมีแผนอยากจะขอเข้ามาสำรวจฟาร์มเป็ดของฟาร์มเราสักหน่อยค่ะ งานนี้คงต้องรบกวนให้ผู้อำนวยการหลิวช่วยเป็นธุระให้หน่อยนะคะ"