เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 396 รับซื้อขนเป็ด

บทที่ 396 รับซื้อขนเป็ด

บทที่ 396 รับซื้อขนเป็ด


บทที่ 396 รับซื้อขนเป็ด

"สำรวจฟาร์มเป็ดงั้นหรือ ? " ผู้อำนวยการหลิวนึกฉงนใจ

นักศึกษามหาวิทยาลัยเมืองหลวงอย่างเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋ว ไฉนถึงจู่ ๆ ก็กลับมาเพื่อสำรวจฟาร์มเป็ดกันล่ะ ?

"ผู้อำนวยการหลิวคะ ความจริงแล้วพวกเรากำลังวางแผนจะเปิดโรงงานแปรรูปน่ะค่ะ และขนเป็ดก็คือวัตถุดิบหลักที่โรงงานต้องการ ที่เลือกอยากจะร่วมมือกับฟาร์มในมณฑลเฮยหลงเจียง ก็เพราะที่นี่มีฟาร์มเป็ดขนาดใหญ่พอที่จะป้อนวัตถุดิบให้เราได้อย่างสม่ำเสมอค่ะ"

เจียงชิ่นอธิบายพร้อมรอยยิ้ม

"เธอจะรับซื้อขนเป็ดเหรอ ? " ผู้อำนวยการหลิวตกใจจนอ้าปากค้าง

เขาหลงนึกว่าเธอจะมารับซื้อตัวเป็ดเสียอีก ใครจะไปคาดคิดว่าเธอต้องการซื้อ "ของเหลือทิ้ง" ที่ปกติแทบไม่มีใครเอาแบบนั้น

"เสี่ยวเจียง โรงงานที่พวกเธอจะทำน่ะมันคือโรงงานอะไรกันแน่ ? หรือว่าจะเอาขนเป็ดไปทำฟูกงั้นหรือ ? "

เรื่องที่โรงงานจะผลิตเสื้อนวมขนเป็ดนั้นถือเป็นความลับทางธุรกิจ เจียงชิ่นจึงยังไม่สามารถบอกผู้อำนวยการหลิวหมดเปลือกได้

เธอเพียงแต่บอกว่าตั้งใจจะทำเสื้อผ้า ส่วนจะเป็นเสื้อผ้าประเภทไหนนั้นเธอไม่ได้ลงรายละเอียดลึกไปกว่านั้น

โชคดีที่ผู้อำนวยการหลิวไม่ได้เซ้าซี้ เขาตอบตกลงอย่างว่องไวที่จะพาเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วไปเยี่ยมชมฟาร์มเป็ด

ความจริงแล้ว ในใจของผู้อำนวยการหลิวกำลังลิงโลดสุด ๆ

เมื่อกี้เขายังนั่งกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะหาทางสร้างรายได้เข้าฟาร์มยังไงดี จู่ ๆ เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วก็โผล่มาช่วยพอดี ราวกับง่วงนอนแล้วมีคนส่งหมอนมาให้ถึงที่

สำหรับเขาแล้ว พวกเธอจะซื้อตัวเป็ดหรือซื้อขนเป็ดมันไม่สำคัญหรอก ขอแค่สร้างรายได้ให้ฟาร์มได้ก็ถือเป็นเรื่องน่ายินดีทั้งนั้น

ผู้อำนวยการหลิวนำทางเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วมุ่งหน้าไปยังฟาร์มเป็ด ซึ่งตั้งอยู่ติดกับฟาร์มไก่นั่นเอง

ขณะเดินไปตามเส้นทางนี้ เจียงชิ่นก็รู้สึกเหมือนภาพในอดีตเมื่อไม่กี่ปีก่อนซ้อนทับเข้ามา

ตอนนั้นเธออยากจะเลี้ยงไก่ ก็ขี่จักรยานไปตามถนนเส้นนี้แหละเพื่อไปซื้อลูกเจี๊ยบจากฟาร์มไก่

"ผมแจ้งทางฟาร์มเป็ดไว้เรียบร้อยแล้วครับ สองปีมานี้ผลผลิตธัญพืชดีมากทุกปี ทางฟาร์มเราเลยพอจะมีแรงเหลือไปทำอย่างอื่นเพิ่มได้บ้าง"

ผู้อำนวยการหลิวบรรยายสรรพคุณไปพลาง

เมื่อคณะเดินมาถึงขอบคันนา ฟู่เส้าตั๋วที่มองไปยังทุ่งนาสีเขียวขจีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาก็โพล่งขึ้นมาว่า

"พื้นที่เกษตรในมณฑลเฮยหลงเจียงส่วนใหญ่เป็นที่ราบ ถ้าเราสามารถนำระบบเครื่องจักรกลมาใช้ทำงานได้เต็มรูปแบบ จะช่วยประหยัดแรงงานไปได้มหาศาลเลยนะครับ"

ผู้อำนวยการหลิวพยักหน้าเห็นด้วย "ตอนนี้ก็ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะเลยล่ะเสี่ยวฟู่ ลำพังแค่เครื่องจักรเดิมที่เรามี บวกกับเครื่องจักรที่คุณช่วยประสานงานขอมาจากทางมณฑล รวม ๆ กันแล้วก็ถือว่าไม่น้อยเลยทีเดียว"

สำหรับเรื่องนี้ ผู้อำนวยการหลิวค่อนข้างพึงพอใจมาก

อย่างน้อยในบรรดาฟาร์มทั้งหมดของมณฑลเฮยหลงเจียง ฟาร์มตงอันก็ถือว่ามีความเป็นเครื่องจักรกลอยู่ในระดับแถวหน้า

ฟู่เส้าตั๋วไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ดูเหมือนเขาจะตกอยู่ในภวังค์ความคิดบางอย่าง

เจียงชิ่นรู้ใจสามีดีที่สุด เมื่อเห็นผู้อำนวยการหลิวเดินนำไปข้างหน้า เธอจึงขยับเข้าไปกระซิบถามเบา ๆ "คุณกำลังคิดจะออกแบบเครื่องจักรกลทางการเกษตรรุ่นใหม่ให้ฟาร์มแถวนี้อยู่ใช่ไหมคะ ? "

ฟู่เส้าตั๋วส่งยิ้มให้เธอและลดเสียงลง "ไม่มีอะไรปิดคุณได้จริง ๆ ครับ แต่ตอนนี้มันยังเป็นแค่ความคิดคร่าว ๆ ในหัวน่ะครับ ส่วนรายละเอียดว่าจะออกแบบมายังไง ผมคงต้องกลับไปใช้เวลาไต่ตรองดูอีกที"

เจียงชิ่นส่งสายตาประมาณว่า "ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ" ให้เขาทีหนึ่งก่อนจะเงียบไป

การสำรวจที่ฟาร์มเป็ดเป็นไปอย่างราบรื่นมาก เดิมทีทางฟาร์มเป็ดก็กำลังปวดหัวกับกองขยะขนเป็ดเหล่านี้อยู่พอดี

สาเหตุหลักมาจากเป็ดที่ฟักออกมาเป็นรุ่น ๆ ทำให้มีขนเป็ดกองพะเนินมหาศาล

ต่อให้คนในฟาร์มจะมาขอแบ่งไปทำฟูกทำหมอนบ้าง แต่นั่นก็แค่ส่วนน้อยนิด ส่วนที่เหลือก็ทำได้เพียงเอาไปเป็นเชื้อเพลิงเผาไฟทิ้งไปเท่านั้น

ทว่าตอนนี้ฟาร์มตงอันเปลี่ยนไปมาก บ้านพักพนักงานส่วนใหญ่กลายเป็นตึกที่มีระบบทำความร้อนกันหมดแล้ว ไม่จำเป็นต้องจุดเตาเผาพื้นเตียงอีก ต่อให้ทำอาหารก็ใช้เตาถ่านเป็นหลัก ขนเป็ดพวกนี้จึงแทบไม่มีที่ไป

อีกอย่าง ขนเป็ดเวลาเผาไฟ กลิ่นมันก็ไม่โสภาเอาเสียเลย ชาวบ้านจึงเลือกเผาฟืนแทนมากกว่า

จนสุดท้าย ทางฟาร์มเป็ดต้องจ้างคนคอยขนขนเป็ดไปทิ้งเป็นระยะ ๆ ทั้งเสียแรงทั้งไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย

ใครจะไปนึกว่าจู่ ๆ จะมีคนจากเมืองหลวงเดินทางมารับซื้อของพวกนี้โดยเฉพาะ

ถ้าสามารถระบายของพวกนี้ออกไปได้หมด มันจะวิเศษขนาดไหนกันเชียว

ในเรื่องการเจรจาธุรกิจ ฟู่เส้าตั๋วรู้ตัวว่าไม่ใช่ทางของตน เขาจึงขยับฉากออกมาเงียบ ๆ ปล่อยให้เจียงชิ่นเป็นคนเจรจากับผู้อำนวยการหลิว

ผู้อำนวยการหลิวเองก็ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการค้าขายนัก แต่เขาคิดว่านี่เป็นโอกาสดีที่เขาจะได้เรียนรู้ เพราะหากต่อไปฟาร์มต้องสร้างรายได้ด้วยตัวเอง เรื่องพวกนี้คือสิ่งที่เขาต้องทำความเข้าใจให้ถ่องแท้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเจียงชิ่นร่ายยาวถึงหลักการและเหตุผลออกมาเป็นชุด ๆ ทำเอาทั้งผู้อำนวยการหลิวและหัวหน้าฟาร์มเป็ดถึงกับอึ้งทึ่งไปตาม ๆ กัน

แน่นอนว่าเจียงชิ่นไม่มีทางโกงใคร การทำธุรกิจของเธอยึดถือความซื่อสัตย์เป็นที่ตั้ง อีกอย่างที่นี่คือสถานที่ที่เธอเคยทำงานและใช้ชีวิตอยู่ ต่อให้จะเขี้ยวแค่ไหน เธอก็ไม่มีวันเอาเปรียบคนที่นี่เด็ดขาด

ส่วนทางฝั่งผู้อำนวยการหลิว พวกเขาต่างก็เชื่อมั่นในตัวเจียงชิ่นอย่างเต็มเปี่ยม เงื่อนไขต่าง ๆ ที่เจียงชิ่นเสนอมา พวกเขาจึงตอบตกลงแทบทุกข้อ

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือราคาขาย เจียงชิ่นเสนอราคาที่เธอคิดว่าเหมาะสมให้ผู้อำนวยการหลิวพิจารณา

ผู้อำนวยการหลิวไม่สามารถตัดสินใจคนเดียวได้ เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อทั้งฟาร์ม เขาต้องนำเรื่องนี้เข้าที่ประชุมเพื่อให้คณะผู้บริหารคนอื่น ๆ ร่วมกันลงคะแนนเสียงเสียก่อนถึงจะสรุปได้

เจียงชิ่นเข้าใจระบบของรัฐวิสาหกิจฟาร์มแบบนี้ดี ว่าเรื่องสำคัญต้องผ่านการประชุมตัดสิน

"ประชุมก็ดีค่ะ ระหว่างที่รอทางนี้สรุปผล ฉันจะได้ถือโอกาสแวะไปดูฟาร์มอื่น ๆ รอบ ๆ นี้ด้วย"

เธอตั้งใจจะไปเปรียบเทียบแต่ละฟาร์ม และถือโอกาสสำรวจยอดการผลิตขนเป็ดโดยรวมของแถบนี้ เพื่อประเมินว่าในอนาคตหากโรงงานขยายการผลิตขึ้นมา แหล่งวัตถุดิบที่นี่จะเพียงพอรองรับความต้องการได้หรือไม่ พอผู้อำนวยการหลิวได้ยินว่าเธอจะไปฟาร์มอื่น เขาก็เริ่มมีท่าทีร้อนรน แอบกังวลว่าธุรกิจในมือจะโดนฟาร์มอื่นชิงเค้กไปเสียก่อน

เจียงชิ่นหัวเราะ "วางใจเถอะค่ะ ความต้องการของพวกเราน่ะมหาศาลมาก ต่อให้รับซื้อจากหลาย ๆ ฟาร์มพร้อมกันก็ยังรับไหวค่ะ ผู้อำนวยการหลิวก็แค่ประชุมให้สบายใจเถอะนะคะ และถ้าเป็นไปได้ ฉันหวังว่าจะได้รับคำตอบที่เร็วที่สุดค่ะ"

ขณะที่ผู้อำนวยการหลิวเร่งเปิดประชุมด่วน เขาก็ตั้งท่าจะส่งคนติดตามไปช่วยนำทางเจียงชิ่นไปฟาร์มอื่น

แต่เจียงชิ่นปฏิเสธไป เพราะทั้งเธอและฟู่เส้าตั๋วต่างก็คุ้นเคยกับฟาร์มแถวนี้ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องลำบากใครมานำทางอีก

สุดท้ายจึงมีเพียงเสี่ยวติงที่เป็นคนขับรถ พาทั้งสี่มุ่งหน้าไปยังฟาร์มถัดไป

ระหว่างทาง ทั้งเสี่ยวติงและเสี่ยวเฉินคอยชำเลืองมองผ่านกระจกมองหลังมาที่เบาะหลังเป็นระยะ ๆ ใบหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้

เจียงชิ่นทนไม่ไหวจึงเอ่ยถาม "พวกคุณสองคนมีอะไรอยากจะพูดก็พูดมาตรง ๆ เถอะค่ะ"

เสี่ยวติงและเสี่ยวเฉินมองหน้ากันไปมา สุดท้ายเป็นเสี่ยวเฉินที่คุ้นเคยกับเจียงชิ่นมากกว่าที่เป็นคนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงกังวล

"สหายเจียงครับ คุณเก่งทั้งงานวิจัย แถมยังทำธุรกิจเก่งขนาดนี้... ในอนาคต คุณคงไม่ถึงขั้นทิ้งงานวิจัยแล้วหันไปทำธุรกิจเต็มตัวหรอกใช่ไหมครับ ? "

พอได้ฟังคำถาม เจียงชิ่นก็หลุดหัวเราะพรืดออกมาทันที

ฟู่เส้าตั๋วเองก็อดไม่ได้ที่จะยกยิ้มที่มุมปาก

เสี่ยวเฉินโดนหัวเราะใส่จนเริ่มใจคอไม่ดี นึกว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า

เจียงชิ่นหยุดหัวเราะแล้วตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "การทำธุรกิจเป็นแค่เป้าหมายรองของฉันเท่านั้นค่ะ ที่ต้องออกมาจัดการเองคราวนี้ก็เพราะคนอื่นเขาไม่ว่าง ฉันเลยต้องมาช่วยแบ่งเบาภาระ เรื่องยุ่งยากแบบนี้ฉันไม่อยากทำเป็นครั้งที่สองหรอกนะ ถ้าเทียบกันแล้ว ฉันยังชอบหมกตัวทำวิจัยในห้องทดลองมากกว่าเยอะเลยค่ะ เพราะฉะนั้นวางใจได้เลยนะคะ ฉันจะทำงานวิจัยต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ทิ้งไปไหนแน่นอนค่ะ"

เมื่อได้ยินคำยืนยันจากปากเจียงชิ่น ทั้งเสี่ยวเฉินและเสี่ยวติงต่างก็ลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

ก่อนหน้านี้พวกเขากังวลใจจริง ๆ ว่าถ้านักวิทยาศาสตร์ที่ปราดเปรื่องอย่างสหายเจียงหันหลังให้วงการวิจัยไปเสียคน มันจะถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศเลยทีเดียว

โชคดีที่มันเป็นเพียงแค่ความกังวลที่คิดไปเอง

ในวันนั้น พวกเขาเดินทางไปยังฟาร์มอีกสองแห่ง ซึ่งการเจรจากับแต่ละที่ก็เป็นไปอย่างราบรื่นไม่ต่างกัน

ส่วนเรื่องราคานั้น ทุกที่ต่างก็ขอเวลานำเรื่องเข้าที่ประชุมเพื่อปรึกษาหารือกันก่อนเช่นเดียวกัน

จบบทที่ บทที่ 396 รับซื้อขนเป็ด

คัดลอกลิงก์แล้ว