- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 394 สถานการณ์ของอู๋ตัน
บทที่ 394 สถานการณ์ของอู๋ตัน
บทที่ 394 สถานการณ์ของอู๋ตัน
บทที่ 394 สถานการณ์ของอู๋ตัน
จางเจี้ยนจวิน กลับมาพร้อมกับอุ้มลูกสาวคนเล็กไว้ในอ้อมแขน โดยมีลูกสาวอีกคนเดินตามหลังมาติด ๆ
เด็กคนที่เดินตามมานั้น เจียงชิ่น จำได้ดี เธอคือ จางถิง ลูกสาวคนรองของจางเจี้ยนจวินและเหอชุนผิงที่เธอเคยอุ้มสมัยยังอยู่หน่วย 7 ตอนนั้นยังเป็นแค่เด็กตัวเปี๊ยก แต่พอนับนิ้วดูแล้วตอนนี้จางถิงอายุได้ 7 ขวบ ซึ่งเป็นวัยที่ต้องเข้าเรียนชั้นประถมแล้ว
ส่วนลูกสาวคนเล็กที่อยู่ในอ้อมกอดของจางเจี้ยนจวินนั้นดูจะเขินอายคนแปลกหน้าไม่น้อย พอเห็นคนแปลกหน้าเต็มบ้านก็รีบซุกหน้าเข้าหาอกพ่อทันที
จางเจี้ยนจวินดีใจจนเนื้อเต้นที่ได้พบเจียงชิ่นและ ฟู่เส้าตั๋ว เขาขยับตัวบอกให้จางถิงทักทายผู้ใหญ่ และพยายามจะให้ลูกสาวคนเล็กเอ่ยปากทักทายด้วย
จางถิงนั้นไม่ค่อยกลัวคน หลังจากทักทายฟู่เส้าตั๋วและเจียงชิ่นเสร็จ แม้จะไม่รู้จักเสี่ยวเฉิน และเสี่ยวติง เธอก็ยังเอ่ยทักทายพวกเขาทีละคนอย่างมีมารยาท แต่เจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนนั้นไม่ไหวจริง ๆ เธอเบะปากเตรียมจะร้องไห้ด้วยความกลัวเสียแล้ว
เจียงชิ่นเห็นท่าไม่ดีจึงรีบบอกว่า "ไม่เป็นไรค่ะ อย่าไปแกล้งแกเลย เดี๋ยวแกจะขวัญเสียเอา"
จางเจี้ยนจวินจึงจำต้องเลิกเซ้าซี้ลูกสาวคนเล็ก ประจวบเหมาะกับที่ เหอชุนผิง เดินเข้ามารับตัวลูกคนเล็กไปอุ้มแทน เพื่อให้สามีได้ไปล้างมือเตรียมตัวทานข้าว
ระหว่างมื้ออาหาร จางเจี้ยนจวินตั้งท่าจะออกไปหาซื้อเหล้าขาวมาฉลองสักสองขวด แต่ถูกฟู่เส้าตั๋วห้ามไว้เสียก่อน โดยให้เหตุผลว่าพรุ่งนี้พวกเขายังมีภารกิจต้องไปสำรวจฟาร์มเลี้ยงเป็ดแต่เช้า ไม่อยากให้แอลกอฮอล์มาทำให้เสียงาน เมื่อจางเจี้ยนจวินได้ยินว่ามีธุระสำคัญ จึงไม่ได้ดึงดันต่อ
บนโต๊ะอาหาร เจียงชิ่นนั่งติดกับเหอชุนผิง คุยกันตามประสาผู้หญิง ส่วนฟู่เส้าตั๋วกับจางเจี้ยนจวินก็แยกไปคุยเรื่องของผู้ชาย ฝั่งเสี่ยวเฉินและเสี่ยวติงนั้นก็รู้หน้าที่ของผู้ขออาศัยเป็นอย่างดี มีบ้างที่สลับสอดแทรกวงสนทนา แต่ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
หลังจากเจียงชิ่นและเหอชุนผิงคุยกันเรื่องความเปลี่ยนแปลงของฟาร์มตงอันและเรื่องราวในหน่วย 7 ไปพักใหญ่ บทสนทนาก็วนมาถึงเรื่องของอู๋ตัน
ในอดีตพวกเธอสามคนสนิทกันมาก แต่ปัจจุบันกลับต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศละทางจนหาโอกาสเจอกันได้ยากยิ่ง เหอชุนผิงอดทอดถอนใจไม่ได้ว่า ถ้าวันนี้อู๋ตันอยู่ที่นี่ด้วยก็คงจะดี ไม่รู้ว่าป่านนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอจะเป็นอย่างไรบ้าง พอพูดถึงเรื่องนี้ เจียงชิ่นจึงเอ่ยถามขึ้นว่าอู๋ตันได้ติดต่อมาหาเหอชุนผิงบ้างไหม
"เคยติดต่อมาจ้ะ ช่วงแรก ๆ ก็เขียนจดหมายหากันตลอด แต่ต่อมาเธอก็..."
พูดถึงตรงนี้เหอชุนผิงก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลงแล้วถามเบา ๆ "เสี่ยวเจียง เธอรู้เรื่องระหว่างอู๋ตันกับหลัวเป่าหมินหรือเปล่า ? "
เจียงชิ่นพยักหน้าช้า ๆ
ตอนแรกเธอแอบกังวลว่าเหอชุนผิงจะไม่รู้ เพราะเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของอู๋ตันที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เธอจึงไม่อยากพูดออกมาตรง ๆ แต่เมื่อเห็นท่าทางแบบนี้ก็แสดงว่าเหอชุนผิงเองก็ทราบเรื่องเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าเจียงชิ่นรู้เรื่องแล้ว เหอชุนผิงจึงไม่ต้องพะวงเรื่องความลับอีกต่อไป เธอเริ่มเล่าสถานการณ์ที่เธอรู้มาให้ฟังทันที
"...หลังจากนั้นจู่ ๆ การติดต่อก็ขาดหายไปเลย จดหมายที่พี่ส่งไปหาเธอไม่เคยได้รับการตอบกลับมาแม้แต่ฉบับเดียว พี่ก็กังวลใจว่าอู๋ตันจะเป็นอันตรายหรือเปล่า พอดีที่หน่วย 2 มีคนหนึ่งเป็นคนบ้านเดียวกับเธอ ช่วงเขากลับบ้านไปฉลองตรุษจีนพี่เลยฝากให้เขาช่วยสืบข่าวดู ผลปรากฏว่า..."
พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของเหอชุนผิงก็เปลี่ยนไปทันที แววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นปนเวทนา
"ผลเป็นยังไงคะ ? "
หัวใจของเจียงชิ่นกระตุกวูบ ลางสังหรณ์ที่ไม่ดีเริ่มถาโถมเข้ามาในใจ
"เธอถูกหลัวเป่าหมินทำร้ายจนบาดเจ็บหนัก ว่ากันว่าถึงขั้นขาหักไปข้างหนึ่งเลยนะจ๊ะ จนเรียนต่อไม่ไหว ต้องทำเรื่องดรอปเรียนไว้ก่อน"
"ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะคะ ? "
"ก่อนที่หลัวเป่าหมินจะหย่ากับเธอ ทั้งคู่ตกลงเรื่องค่าเลี้ยงดูลูกกันดิบดีแล้ว แต่ไม่รู้ว่าอีท่าไหนจู่ ๆ ทางนั้นก็เกิดนึกเสียดายเงินขึ้นมา เลยมาบีบบังคับให้อู๋ตันส่งเงินเพิ่มให้อีกเดือนละยี่สิบหยวน พออู๋ตันไม่ตกลง แม่ของหลัวเป่าหมินก็บุกไปอาละวาดที่มหาวิทยาลัย ระหว่างนั้นยัยแก่คนนั้นดันซุ่มซ่ามล้มลงเองแต่กลับป้ายสีว่าเป็นฝีมืออู๋ตันที่ผลักเธอ พอหลัวเป่าหมินได้ยินคำแม่เข้า ก็หน้ามืดตามัวบุกไปซ้อมอู๋ตันที่มหาวิทยาลัยจนน่วมไปหมด"
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด เจียงชิ่นถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก
เธอไม่เคยคาดคิดเลยว่า สาเหตุที่อู๋ตันเงียบหายไปเป็นเพราะต้องเผชิญกับวิบากกรรมที่โหดร้ายขนาดนี้
"ตอนนี้อู๋ตันเป็นยังไงบ้างคะ ? "
"พี่ก็ไม่รู้สถานการณ์ที่แน่ชัดหรอกจ้ะ คนที่ไปสืบข่าวมาบอกแค่ว่าเธอพักการเรียนกลับไปรักษาตัวที่บ้านเกิด แต่ครอบครัวฝั่งเธอน่ะพึ่งพาไม่ได้เลย แล้วเธอจะไปรักษาตัวที่ไหนกัน พี่ล่ะเป็นห่วงเธอจับใจจริง ๆ แต่มันก็อยู่ไกลกันเกินไป"
"พี่ชุนผิงคะ เรื่องนี้พี่ไม่ต้องกังวลแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวพอฉันกลับไปถึงเมืองหลวง ฉันจะหาทางจัดการเรื่องนี้เอง"
เหอชุนผิงรู้ดีว่าเจียงชิ่นในตอนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา แม้ในจดหมายจะไม่ได้เล่ารายละเอียดอะไรมากนัก แต่ถ้อยคำที่สื่อออกมาก็พอบ่งบอกได้ว่าเธอมีพาวเวอร์พอตัว เมื่อเจียงชิ่นยืนยันว่าจัดการได้ เหอชุนผิงจึงเบาใจลง
แต่เธอก็ยังไม่วายกำชับด้วยความเป็นห่วง "เธอก็ต้องระวังตัวด้วยนะเสี่ยวเจียง หลัวเป่าหมินตอนนี้มันทำตัวเหมือนคนบ้าคลั่งไปแล้ว กลัวว่าถ้ามันรู้เข้ามันจะทำอะไรที่เป็นอันตรายกับเธอน่ะสิ..."
เจียงชิ่นเค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "ถ้ามันกล้าทำขึ้นมาจริง ๆ ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีเลยล่ะค่ะ"
"ห๊ะ ? "
เหอชุนผิงไม่เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดนั้น และเจียงชิ่นก็ไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่ม
ด้วยระดับการอารักขาความปลอดภัยของเธอในปัจจุบัน หากหลัวเป่าหมินมีความคิดชั่ววูบจะทำอันตรายเธอแม้เพียงปลายนิ้ว ชีวิตที่เหลือของมันก็เตรียมไปเน่าอยู่ในคุกได้เลย
ทว่าเมื่อนึกถึงจุดนี้ เจียงชิ่นกลับไม่ได้รู้สึกผ่อนคลายเลยสักนิด เธอกลับรู้สึกทอดถอนใจอย่างบอกไม่ถูก อู๋ตันและหลัวเป่าหมินที่เคยเป็นคู่สามีภรรยาที่ดูรักใคร่กันดี ทำไมถึงได้เดินมาถึงจุดที่พินาศย่อยยับขนาดนี้ได้นะ ?
หลังจากนั้น ทั้งคู่ก็เปลี่ยนหัวข้อไปคุยเรื่องลูก ๆ ของแต่ละคน เหอชุนผิงเอ่ยถามถึงอาการของเจ้าเสี่ยวเหนียน เจียงชิ่นจึงหยิบรูปถ่ายของลูกทั้งสามคนในกระเป๋าสตางค์ออกมาให้เหอชุนผิงดู
เหอชุนผิงรับรูปไปมองด้วยความเอ็นดู "หยางหยางกับหน่วนหน่วนโตขนาดนี้แล้วเหรอเนี่ย ? "
"ก็นั่นน่ะสิคะ ปลายปีนี้ก็จะสามขวบแล้ว ช่วงนี้ฉันกับเส้าตั๋วเลยปรึกษากันว่าจะส่งพวกเขาเข้าโรงเรียนอนุบาลน่ะค่ะ"
เหอชุนผิงพยักหน้าเห็นด้วย "ถึงวัยที่ควรส่งไปแล้วล่ะจ้ะ ขนาดเสี่ยวยาบ้านพี่ยังไปโรงเรียนอนุบาลแล้วเลย"
เสี่ยวยา ก็คือลูกสาวคนเล็กของเธอนั่นเอง
"ตอนนี้ที่ฟาร์มมีโรงเรียนอนุบาลแล้วเหรอคะ ? "
เจียงชิ่นจำได้ว่าแต่ก่อนที่ฟาร์มมีแค่โรงเรียนประถม เด็กที่อายุยังไม่ถึงเกณฑ์เข้าเรียนก็มักจะวิ่งเล่นซนตามผู้ใหญ่ไปตามเรือกสวนไร่นา
"ใช่จ้ะ ตอนนี้มีแล้ว ทางฟาร์มส่วนกลางจัดตั้งขึ้นเมื่อปีที่แล้วนี่เอง เขาบอกว่าต้องยกระดับการศึกษาของเด็ก ๆ โดยเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ยังเล็ก ให้ทุกคนส่งเด็กที่อายุครบสามขวบเข้าเรียนอนุบาล พอเสี่ยวยาอายุถึงเกณฑ์ พี่ก็รีบส่งแกไปทันทีเลย"
เจียงชิ่นยิ้มตอบ "นั่นสิคะ เสี่ยวยาโตกว่าหยางหยางกับหน่วนหน่วนนิดหน่อย พอดีกับเกณฑ์เข้าเรียนเลย"
ตอนนั้นเหอชุนผิง อู๋ตัน และเจียงชิ่น ต่างก็ตั้งท้องและคลอดลูกในเวลาไล่เลี่ยกัน เด็ก ๆ กลุ่มนี้จึงมีอายุไล่เลี่ยกันหมด
พอคิดถึงตรงนี้ เธอก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงโศกนาฏกรรมของอู๋ตันอีกครั้ง เดิมทีคิดว่าเมื่อเธอสอบติดมหาวิทยาลัยได้แล้ว จะเป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ที่สดใส ใครจะไปนึกว่าคนตระกูลหลัวจะโหดเหี้ยมรังแกกันได้ถึงเพียงนี้
หลังจากทานมื้อค่ำเสร็จ เจียงชิ่นได้มอบอั่งเปาให้เด็กทั้งสามคนคนละใบ
จางเจี้ยนจวินและเหอชุนผิงพยายามปฏิเสธ แต่เจียงชิ่นก็คะยั้นคะยอจนต้องยอมรับไปในที่สุด
"นี่เป็นของขวัญให้เด็กๆ นะคะ ไม่ใช่ให้พวกพี่ นาน ๆ พวกฉันจะกลับมาที ต้องรับไว้นะคะ" เจียงชิ่นยืนกราน
สุดท้ายทั้งคู่จึงไม่มีทางเลือก ยอมให้เด็ก ๆ รับอั่งเปาไป
การกลับมาครั้งนี้ พวกเธอยังหอบหิ้วของฝากที่เป็นของขึ้นชื่อจากเมืองหลวงมาฝากครอบครัวเหอชุนผิงอีกมากมาย จนทำให้จางเจี้ยนจวินและเหอชุนผิงรู้สึกเกรงใจเอามาก ๆ
ทั้งคู่พยายามรบเร้าให้พวกเธอนอนค้างที่บ้าน แต่เนื่องจากมีเสี่ยวเฉินและเสี่ยวติงติดตามมาด้วย จางเจี้ยนจวินจึงไปขอยืมเตียงพับมาสองตัว เพื่อให้พวกเขานอนพักแก้ขัดที่ห้องรับแขก
เสี่ยวเฉินและเสี่ยวติงไม่ได้ติดใจอะไร สำหรับอาชีพของพวกเขา การนอนกลางดินกินทรายเป็นเรื่องปกติที่เจอจนชิน การมีเตียงให้นอนในร่มแบบนี้ถือว่าดีมากแล้ว
ในคืนนั้น เจียงชิ่นนอนห้องเดียวกับเหอชุนผิง โดยมีจางถิงและเสี่ยวยานอนขนาบข้าง ส่วนฟู่เส้าตั๋วแยกไปนอนห้องเดียวกับจางเจี้ยนจวินและจางเผิง