- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 383 เธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่ ?
บทที่ 383 เธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่ ?
บทที่ 383 เธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่ ?
บทที่ 383 เธอเป็นใครมาจากไหนกันแน่ ?
เมื่อรถยนต์แล่นมาถึงหน้าสถานที่จัดงาน ก็มีคนมายืนรอรับพวกเขาอยู่ที่ทางเข้าเรียบร้อยแล้ว
ทันทีที่เจียงชิ่นก้าวลงจากรถ เธอก็เห็นผู้อำนวยการซ่งจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ยืนอยู่ข้าง ๆ กับหวังเหิง ปกติเธอมักจะติดต่อกับหวังเหิงเป็นหลัก ส่วนกับผู้อำนวยการซ่งนั้นเคยพบกันเพียงไม่กี่ครั้ง การที่ผู้อำนวยการซ่งมารับเธอด้วยตัวเองในครั้งนี้จึงสร้างความประหลาดใจให้เจียงชิ่นไม่น้อย
"ยินดีด้วยนะสหายเสี่ยวเจียง" ผู้อำนวยการซ่งยิ้มร่าพลางก้าวเข้ามาจับมือกับเจียงชิ่น
"ขอบคุณค่ะผู้อำนวยการซ่ง นึกไม่ถึงเลยว่าท่านจะมารับด้วยตัวเองแบบนี้" เจียงชิ่นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
"วันสำคัญขนาดนี้ ผมจะไม่มาได้ยังไงกันล่ะ"
หลังจากพูดจบ ผู้อำนวยการซ่งก็หันไปเห็นฟู่เส้าตั๋วที่ลงจากรถตามหลังมา เขาจึงก้าวเข้าไปจับมือทักทายอย่างกระตือรือร้น จากนั้นก็หันไปทักทายแม่ฟู่และฟู่ซานด้วยรอยยิ้มสุภาพ
ฟู่เส้าตั๋วรู้จักกับผู้อำนวยการซ่งอยู่แล้ว แต่แม่ฟู่กับฟู่ซานนั้นไม่รู้เลยว่าเขาเป็นใคร รู้เพียงแค่ดูจากการแต่งตัวและราศีที่แผ่ออกมาแล้ว ท่านผู้นี้ต้องเป็นผู้นำระดับสูงคนหนึ่งแน่นอน แม้ทั้งสองจะไม่เคยร่วมงานใหญ่ขนาดนี้มาก่อน แต่ก็ไม่ได้มีท่าทีเคอะเขิน ยังคงวางตัวได้สง่างามและรักษาหน้าตาได้เป็นอย่างดี
ผู้อำนวยการซ่งเดินนำคณะของเจียงชิ่นมุ่งหน้าเข้าไปด้านใน ในวันนี้สถานที่จัดงานคลาคล่ำไปด้วยผู้คนนับพันชีวิต ซึ่งส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ รวมถึงอธิการบดีและศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ
ผู้คนเหล่านี้ทยอยเดินทางมาถึงกันนานแล้ว ในขณะที่กลุ่มคนกลุ่มใหญ่กำลังเดินเข้าสู่ฮอลล์จัดงาน หลายคนก็ได้เห็นภาพที่ผู้อำนวยการซ่งคอยเดินเคียงข้างอำนวยความสะดวกให้กับกลุ่มของเจียงชิ่น
สำหรับคนส่วนใหญ่ในที่นี้ เจียงชิ่นถือเป็นใบหน้าที่แปลกใหม่มาก
เนื่องจากโครงการวิจัยที่เจียงชิ่นทำอยู่นั้น กว่าครึ่งถูกจัดอยู่ในระดับความลับสุดยอด และเบื้องบนก็ให้การคุ้มครองเธอเป็นอย่างดี ทำให้มีคนเพียงไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่รู้จักตัวตนของเธอจริง ๆ ด้วยเหตุนี้ ทุกคนจึงเริ่มเกิดความสงสัยขึ้นมา
"เด็กสาวคนนั้นเป็นใครกันนะ ถึงขนาดให้ทั้งผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มาคอยประกบเดินด้วยแบบนั้น ดูท่าทางยังเหมือนนักศึกษาอยู่เลยไม่ใช่เหรอ ? "
"ไม่รู้สิ ไม่เคยเห็นหน้าเลยแฮะ แต่ในเมื่อผู้อำนวยการซ่งออกมารับด้วยตัวเองแบบนี้ ต้องไม่ใช่คนธรรมดาแน่ ๆ " ใครบางคนเอ่ยขึ้นอย่างมั่นใจ
เพราะตำแหน่งของผู้อำนวยการซ่งนั้นไม่ธรรมดาเลย นอกจากจะเป็นกรรมการสภาวิชาการแล้ว ลำพังแค่ตำแหน่งผู้อำนวยการกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็ถือเป็นผู้บริหารระดับรัฐมนตรีแล้ว การที่เขาออกมารับด้วยตัวเองแบบนี้ ยิ่งทำให้ตัวตนของหญิงสาวคนนี้ดูน่าค้นหามากขึ้นไปอีก
"หรือว่าเธอจะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับรางวัลความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในครั้งนี้ ? "
"จะเป็นไปได้ยังไงกัน ดูเธอน่าจะอายุแค่ยี่สิบต้น ๆ เองนะ ยังดูเหมือนนักศึกษาอยู่เลย อายุแค่นี้จะสามารถคว้ารางวัลระดับประเทศแบบนี้ได้เชียวเหรอ ? "
"เดี๋ยวนะ... ในรายชื่อผู้ได้รับรางวัลครั้งนี้ ดูเหมือนจะมีชื่อเด็กสาวที่ชื่อเจียงชิ่นอยู่จริง ๆ นะ เห็นว่าเป็นนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบของมหาวิทยาลัยเมืองหลวงด้วย"
พอได้รับการเตือนสติ หลายคนก็เริ่มนึกขึ้นได้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริง ๆ นักวิจัยในแวดวงคอมพิวเตอร์คนหนึ่งถึงกับตบเข่าฉาด
"นั่นไงล่ะ ! เจียงชิ่นคนที่เคยตีพิมพ์วิทยานิพนธ์เรื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ในวารสาร 'วิทยาการคอมพิวเตอร์' ไงล่ะ บทความนั้นน่ะฉันเคยอ่าน ตอนนั้นยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเป็นฝีมือของเด็กนักศึกษาอายุแค่ยี่สิบต้น ๆ เขียนขึ้นมา"
"มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย ? "
นักวิจัยจากสาขาอื่น ๆ แม้จะได้ใช้คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ทำงานอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบางถึงที่มาที่ไปละเอียดนัก พอได้ยินว่าคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่ทรงพลังขนาดนี้เป็นผลงานการวิจัยของเจียงชิ่น ทุกคนต่างก็รู้สึกทึ่งจนต้องยอมซูฮกให้จากใจจริง
คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ได้กลายเป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ในหน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาทั่วประเทศไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากมีการเชื่อมต่อเครือข่ายเน็ตเวิร์กภายใน มันก็ได้เปิดประตูสู่โลกใบใหม่ให้กับนักวิทยาศาสตร์ทุกคนจริง ๆ
"หรือว่าจะเป็นเธอจริง ๆ ? "
แม้ความเป็นไปได้จะสูงมาก แต่การได้ยินแต่ชื่อกับการได้เห็นตัวจริงเป็นคนละเรื่องกันเลย การได้เห็นเจียงชิ่นตัวเป็น ๆ ทำให้ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน
หญิงสาวที่สวยสะดุดตาและดูเยาว์วัยขนาดนี้ จะเป็นผู้สร้างสรรค์คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ และเป็นหนึ่งในผู้คว้ารางวัลอันทรงเกียรตินี้จริง ๆ หรือ ?
สายตาของผู้คนเริ่มจับจ้องไปที่ผู้อำนวยการซ่งและเจียงชิ่นมากขึ้นเรื่อย ๆ เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมไปทั่วบริเวณ ในขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบกว่าปีเดินตรงออกมาจากห้องโถงจัดงานด้วยท่าทางเร่งรีบ
"นั่นท่านกรรมการเสิ่นหงไม่ใช่เหรอ ? "
"ใช่จริง ๆ ด้วย ! "
ชื่อของ เสิ่นหง นั้นโด่งดังมากในแวดวงวิทยาศาสตร์จนแทบไม่มีใครไม่รู้จัก และในรายชื่อผู้ได้รับรางวัลครั้งนี้ ก็มีชื่อของเสิ่นหงปรากฏอยู่ด้วย สำหรับเขานั้นการได้รับรางวัลความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีถือเป็นเรื่องที่ไม่มีใครกล้าคัดค้านเลยสักนิด ตรงกันข้าม ถ้าไม่มีชื่อเขาต่างหากถึงจะเรียกว่าแปลก
โดยเฉพาะความสำเร็จในโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซานเฟสแรกที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์ไป เสิ่นหงในฐานะหัวหน้าวิศวกรคือผู้ที่สร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงที่สุด
ความสนใจของทุกคนพลันเปลี่ยนไปที่เสิ่นหงทันที และพวกเขาก็ต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อเห็นเสิ่นหงเดินตรงเข้าไปหาคณะของเจียงชิ่น แล้วจับมือทักทายกับเจียงชิ่นอย่างสนิทสนมราวกับเป็นคนกันเอง แถมยังตบไหล่ฟู่เส้าตั๋วแรง ๆ ด้วยความเอ็นดูอีกด้วย ทุกคนแทบจะอ้าปากค้างจนขากรรไกรเกือบหลุด
สำหรับคนในวงการวิทยาศาตร์ ต่างรู้ดีว่าเสิ่นหงนั้นเป็นคนที่เก่งกาจและมีความเป็นเลิศทางวิชาการสูงมาก และตัวเขาเองก็เป็นคนที่มีมาตรฐานในการเลือกคบคนสูงลิบ คนที่จะได้รับความชื่นชมจากเขาได้นั้นย่อมต้องไม่ธรรมดาแน่นอน ผู้คนเริ่มสับสนวุ่นวายใจยิ่งกว่าเดิม
ถ้าจะบอกว่าเจียงชิ่นรู้จักกับเสิ่นหงเพราะได้รับรางวัลร่วมกันในครั้งนี้ แล้วพ่อหนุ่มรูปหล่อข้าง ๆ เจียงชิ่นล่ะ มีความสัมพันธ์ยังไงกับเสิ่นหงกันแน่ ? ทำไมทั้งคู่ถึงดูเหมือนคนคุ้นเคยกันขนาดนั้น ?
ในขณะที่ทุกคนกำลังงุนงง เจียงชิ่นและคณะก็ได้เดินพูดคุยกันเข้าไปด้านในหอประชุมเรียบร้อยแล้ว
เพื่อให้ได้มาร่วมงานมอบรางวัลในครั้งนี้ เสิ่นหงอุตส่าห์เดินทางกลับมาจากฐานโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไท่ซานล่วงหน้า แต่คำว่าล่วงหน้าของเขาก็คือมาถึงก่อนงานเริ่มเพียงชั่วโมงเดียวเท่านั้น โดยใช้เวลาเดินทางจากสถานีรถไฟมาถึงสถานที่จัดงานอีกครึ่งชั่วโมง สรุปคือเขามาถึงก่อนเจียงชิ่นเพียงครึ่งชั่วโมง
เนื่องจากเสิ่นหงต้องเป็นตัวแทนผู้ได้รับรางวัลขึ้นไปกล่าวสุนทรพจน์ในงานครั้งนี้ เมื่อครู่เขาจึงนั่งทบทวนบทพูดอยู่ด้านหลัง พอได้ยินว่าเจียงชิ่นและฟู่เส้าตั๋วมาถึงแล้ว เขาก็รีบออกมาต้อนรับทันที
จากการที่ได้ใช้ชีวิตและทำงานร่วมกันที่ฐานไท่ซานมานานสองสามเดือน เสิ่นหง เจียงชิ่น และฟู่เส้าตั๋ว ต่างก็สนิทสนมคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี เมื่อได้กลับมาพบกันอีกครั้งในรอบหลายเดือนจึงไม่มีความรู้สึกห่างเหินเลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างยังคงดูเป็นกันเองราวกับตอนที่อยู่ฐานไท่ซานไม่มีผิด
"เสี่ยวเจียง ผมเห็นชื่อคุณในรายชื่อตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้วล่ะ ในใจก็นึกอยู่ว่างานประกาศรางวัลครั้งนี้เราคงจะได้เจอกันอีกแน่ ๆ "
เสิ่นหงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะหันไปตบไหล่ฟู่เส้าตั๋ว "เสี่ยวฟู่ นายเองก็ต้องพยายามเข้านะ หวังว่าปีหน้าฉันจะเห็นชื่อนายปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ได้รับรางวัลบ้าง"
ความตั้งใจของเขาคืออยากจะให้กำลังใจและกระตุ้นให้ฟู่เส้าตั๋วฮึดสู้
ทว่า ฟู่เส้าตั๋วกลับเม้มริมฝีปากแน่น ท่าทางเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ยั้งเอาไว้ เสิ่นหงสังเกตเห็นความผิดปกติในทันที เขากำลังจะอ้าปากถามต่อ แต่เจียงชิ่นก็รีบชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
"วิศวกรเสิ่นคะ คาดว่าปีหน้าท่านก็คงจะยังไม่เห็นชื่อเขาอยู่ในลิสต์หรอกค่ะ เพราะว่าเขา... กลับเข้ากองทัพไปแล้วค่ะ"
ในสี่คำสุดท้าย เจียงชิ่นลดเสียงลงแผ่วเบาจนมีเพียงเสิ่นหงเท่านั้นที่ได้ยิน
เสิ่นหงมีสีหน้าตกตะลึงไปชั่วครู่ แต่ด้วยไหวพริบที่รวดเร็วเขาก็เข้าใจสถานการณ์ได้ทันที
"กลับเข้ากองทัพงั้นเหรอ ดีเลย ! ที่นั่นกำลังต้องการคนเก่ง ๆ ระดับนายอยู่พอดี ไม่ได้รับรางวัลก็ไม่เป็นไรหรอก สิ่งที่นายกำลังจะไปทำนั้น... มันมีความหมายยิ่งกว่ารางวัลพวกนี้มากมายมหาศาลนัก"
"กลับเข้ากองทัพ" เพียงคำสั้น ๆ แต่ความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนั้นมหาศาล โครงการวิจัยในกองทัพเกือบทั้งหมดเป็นความลับสุดยอด การก้าวเข้าไปในเส้นทางนั้นเท่ากับการยอมสละชื่อเสียงเพื่อเป็นผู้ปิดทองหลังพระ จนกว่าความลับนั้นจะถูกเปิดเผย
ฟู่เส้าตั๋วยิ้มรับพลางตอบกลับอย่างหนักแน่น "ครับ ผมเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน"
เสิ่นหงตบไหล่เขาอีกครั้ง คราวนี้เป็นความชื่นชมยกย่องอย่างถึงที่สุดจากใจจริง