- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 384 เจียงชิ่นยืนตำแหน่งศูนย์กลาง
บทที่ 384 เจียงชิ่นยืนตำแหน่งศูนย์กลาง
บทที่ 384 เจียงชิ่นยืนตำแหน่งศูนย์กลาง
บทที่ 384 เจียงชิ่นยืนตำแหน่งศูนย์กลาง
ผู้อำนวยการซ่งและหวังเหิงต่างก็รู้เรื่องที่ฟู่เส้าตั๋วจะกลับเข้ากรมทหารอยู่แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้ยินว่าเขาคุยอะไรกับเสิ่นหง แต่พอเห็นสีหน้าท่าทางของทั้งคู่ก็พอจะเดาเรื่องราวออก
เมื่อก้าวเข้าสู่หอประชุม ฟู่เส้าตั๋วพาแม่ฟู่และฟู่ซานไปนั่งประจำที่ในโซนผู้ชม ส่วนเจียงชิ่นเดินตามเสิ่นหงไปยังที่นั่งแถวหน้าสุด ซึ่งจัดเตรียมไว้สำหรับผู้ได้รับรางวัลโดยเฉพาะ
ที่นั่งแถวแรกสุดนั้นมีไว้สำหรับผู้ทรงเกียรติทั้งสิบท่าน
ในการประกาศรางวัลความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งนี้ มีผู้ได้รับรางวัลรวมทั้งสิ้นสิบคน นอกจากเสิ่นหง เจียงชิ่น และเจียงเต๋อเหิงแล้ว อีกเจ็ดท่านที่เหลือล้วนเป็นระดับปรมาจารย์ผู้ทรงอิทธิพลในสาขาต่าง ๆ เช่นเดียวกับเสิ่นหง ชื่อของพวกเขาแต่ละคนล้วนเป็นชื่อที่คนรุ่นหลังจะได้ยินจนคุ้นหูในหน้าประวัติศาสตร์
การได้ร่วมรับรางวัลกับบุคคลระดับตำนานเหล่านี้ทำให้เจียงชิ่นรู้สึกตื่นเต้นอยู่ลึก ๆ เธอวางแผนเอาไว้ในใจว่า เดี๋ยวตอนขึ้นไปรับรางวัลเธอจะเดินอยู่รั้งท้ายสุด เพื่อไม่ให้เป็นการแย่งรัศมีหรือทำตัวเด่นเกินหน้าเกินตาบรรดาผู้อาวุโส
"เจียงชิ่น"
ในขณะที่เธอกำลังคิดอะไรเพลิน ๆ ก็มีเสียงใครบางคนเดินเข้ามาทักเธอ
เธอเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเวินเซ่าเฉินในชุดสูทเนี้ยบกริบยืนอยู่ตรงหน้า
"คุณก็มาด้วยเหรอคะ?" เจียงชิ่นแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นเขาที่นี่
"ผมอุตส่าห์ดั้นด้นหาบัตรเข้างานมาจนได้ครับ ในเมื่อคุณได้รับรางวัลอันทรงเกียรติขนาดนี้ ผมก็ต้องมาแสดงความยินดีด้วยตัวเองสิ ยินดีด้วยนะ"
พูดจบ เวินเซ่าเฉินก็ยื่นมือขวาออกมาเป็นเชิงขอจับมือ เจียงชิ่นลังเลอยู่ชั่วอึดใจ ก่อนจะยอมจับมือตอบตามมารยาท ไม่ใช่เพราะประทับใจในคำพูดของเขาหรอกนะ แต่เป็นเพราะที่ผ่านมาการทำงานร่วมกันก็ถือว่าไปได้สวย และในอนาคตก็มีแนวโน้มว่าจะต้องร่วมงานกันต่อไปเรื่อย ๆ การจะทำตัวหมางเมินใส่กันเกินไปก็คงไม่ส่งผลดีนัก
"ขอบคุณค่ะ" เจียงชิ่นตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เวินเซ่าเฉินเป็นคนมีไหวพริบ เขารู้ดีว่าเจียงชิ่นยังไม่ค่อยอยากจะเสวนาด้วยเท่าไหร่นัก หลังจากกล่าวยินดีเสร็จจึงคุยต่อเพียงไม่กี่คำแล้วก็ขอตัวเลี่ยงออกไป
สาเหตุที่เวินเซ่าเฉินต้องพยายามอย่างหนักเพื่อมางานนี้ก็เพื่อจะขอบคุณเธอจากใจจริง ถ้าไม่ใช่เพราะเจียงชิ่นยอมเปิดโอกาสให้เขาทำหน้าที่ตัวแทนไปเจรจาการค้ากับต่างประเทศต่อ เขาคงไม่มีทางสร้างผลงานจนได้กลับมาดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองได้ราบรื่นขนาดนี้
ช่วงที่เขาต้องกลับไปนอนโรงพยาบาลอีกรอบ เวินเซ่าเฉินมีเวลาว่างมากพอที่จะลอง "เอาใจเขามาใส่ใจเรา" เขาลองจินตนาการดูว่าถ้ามีใครกล้ามาทำนิสัยเสียใส่เขาเหมือนที่เขาเคยทำกับเจียงชิ่น เขาคงจะซัดหน้าคนนั้นจนยับไปแล้ว
เมื่อเทียบกับตัวเองแล้ว เจียงชิ่นช่างเป็นผู้หญิงที่ใจกว้างกว่ามาก เขาต้องยอมรับเลยว่า "ระดับจิตใจ" ของคนเรานั้นมีช่องว่างที่ต่างกันจริง ๆ ในเมื่อเจียงชิ่นเห็นแก่ภาพรวมและยอมให้อภัยเขาแล้ว เขาก็ไม่ควรจะทำตัวไม่รู้คุณคนอีก
ไม่ว่าเจียงชิ่นจะมองเขาอย่างไรก็ตาม เวินเซ่าเฉินก็ได้ประกาศกับตัวเองในใจไปแล้วว่า ต่อไปนี้ใครหน้าไหนกล้ามีเรื่องกับเจียงชิ่น ก็เท่ากับมีเรื่องกับเขาด้วย เขาตั้งใจว่าจะขอเป็นมิตรกับเธอให้จงได้
แต่ทว่า กระบวนการทางความคิดเหล่านี้ เจียงชิ่นไม่ได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย ต่อให้รู้เธอก็คงไม่ใส่ใจ และคงคิดว่าตาคนนี้ท่าทางจะป่วยหนัก การจะมาขอเป็นเพื่อนกับเธอน่ะเหรอ... ฝันไปเถอะ
ไม่นานนัก พิธีมอบรางวัลก็เริ่มขึ้น เช่นเดียวกับงานมอบรางวัลทั่วไป ช่วงแรกจะเป็นการกล่าวสุนทรพจน์โดยเหล่าผู้นำ เพียงแต่ครั้งนี้ คนแรกที่ขึ้นมากล่าวคือ "ท่านผู้นำระดับสูง"
ทันทีที่ท่านผู้นำปรากฏตัวบนเวที ทั่วทั้งหอประชุมก็ระเบิดเสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหว ทุกคนต่างปรบมือด้วยความตื่นเต้นเร้าใจ เจียงชิ่นเองก็พลอยได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศ ปรบมือให้ท่านอย่างสุดแรงเช่นกัน
เมื่อท่านผู้นำนั่งประจำที่บนเวที เสียงปรบมือที่ยาวนานค่อย ๆ เงียบสงบลง สุนทรพจน์ของท่านเป็นการพูดสดโดยไม่มีสคริปต์ และสั้นกระชับได้ใจความ
ท่านเริ่มต้นด้วยการกล่าวแสดงความยินดีกับสหายทั้งสิบคนที่ได้รับรางวัล จากนั้นจึงเอ่ยให้กำลังใจเหล่านักวิจัยและคนทำงานสายเทคนิคทุกคน ให้มุ่งมั่นสร้างผลงานในสาขาวิทยาศาสตร์ให้ดียิ่งขึ้นไป
ผู้ชมด้านล่างพร้อมใจกันปรบมือรัวอีกครั้ง ในตอนนี้ทุกคนต่างตระหนักแล้วว่าคำกล่าวที่ว่า "วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือพลังการผลิตอันดับหนึ่ง" ที่ท่านผู้นำเคยพูดไว้ในการประชุมเมื่อต้นปีนั้น ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรูที่พูดไปตามกระแส แต่เป็นการลงมือทำจริงอย่างเป็นรูปธรรม
การจัดตั้งรางวัลความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีครั้งนี้คือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุด รัฐบาลเริ่มให้ความสำคัญกับเหล่านักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยอย่างแท้จริงแล้ว อนาคตของเทคโนโลยีในประเทศช่างดูโชติช่วงชัชวาลเหลือเกิน
หลังจากท่านผู้นำกล่าวจบ ผู้นำท่านอื่น ๆ ก็ทยอยขึ้นมาพูดคุยต่อ แต่ละคนใช้เวลาไม่นานนัก ในที่สุดก็ถึงช่วงเวลาสำคัญ: การมอบใบประกาศเกียรติคุณแก่ผู้ได้รับรางวัล
ผู้ได้รับรางวัลความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งสิบคนเข้าแถวเดินขึ้นสู่เวที
เจียงชิ่นและเจียงเต๋อเหิงเดินรั้งท้ายแถว โดยเจียงเต๋อเหิงยืนเป็นลำดับที่เก้า และเจียงชิ่นปิดท้ายเป็นลำดับที่สิบ
ทว่า เมื่อก้าวขึ้นสู่เวที สายตาของท่านผู้นำกลับเหลือบไปเห็นเจียงชิ่นที่ยืนอยู่ท้ายแถวทันที และท่านก็ได้กวักมือเรียกเธอ
"เสี่ยวเจียง ทำไมไปยืนซะไกลขนาดนั้นล่ะ มาตรงนี้สิ"
ท่านผู้นำชี้ไปที่ตำแหน่งตรงกลางเวที เจียงชิ่นเห็นแบบนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธพัลวัน การให้คนอายุน้อยและมีชั่วโมงบินน้อยที่สุดอย่างเธอไปยืนในตำแหน่งศูนย์กลาง มันช่างดูไม่เหมาะสมเอาเสียเลย
แต่ท่านผู้นำยังคงยืนกราน จนสุดท้ายสายตาทุกคู่ทั้งบนเวทีและด้านล่างต่างก็จับจ้องมาที่เธอเพียงจุดเดียว เจียงชิ่นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้าวเดินไปยืนตรงกลางตามคำสั่ง
ท่านผู้นำยิ้มละไมพลางมองเจียงชิ่นที่ยืนโดดเด่นอยู่กลางเวที และท่านยังได้ให้เกียรติแนะนำตัวเจียงชิ่นให้ผู้ชมด้านล่างฟังอีกครั้งหนึ่งด้วยตัวเอง
ความจริงแล้วผู้ได้รับรางวัลทุกคนเพิ่งจะถูกพิธีกรแนะนำตัวไปรอบหนึ่งแล้ว แต่การที่ท่านผู้นำเป็นคนแนะนำเธอซ้ำอีกครั้งด้วยตัวเองนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งนัก มันแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจ ความเชื่อมั่น และการยอมรับอย่างสูงสุดที่มีต่อตัวเจียงชิ่น นี่คือเกียรติยศอันสูงสุดที่หาได้ยากยิ่งจริงๆ
ที่ด้านล่างเวที จ้านอวี้หมินและเจียงลี่จ้องมองลูกสาวอยู่บนเวทีด้วยหัวใจที่พองโต น้ำตาแห่งความปิติไหลรื้นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
พวกเขาไม่เคยคาดคิดเลยว่า วันหนึ่งลูกสาวของตนจะได้มายืนอยู่ท่ามกลางแสงสปอตไลท์ในตำแหน่งที่สำคัญที่สุด และกลายเป็นหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ที่สุดของชาติ
หากเป็นเมื่อหนึ่งปีก่อน มีใครมาบอกว่าจะมีวันนี้เกิดขึ้น พวกเขาคงคิดว่าคนพูดน่ะเพ้อเจ้อสติไม่ดีแน่ ๆ แต่ตอนนี้ ในหัวใจของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและเป็นสุขอย่างที่สุด
จ้านอวี้หมินเริ่มหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตา เธอแทบอยากจะลุกขึ้นยืนแล้วตะโกนบอกทุกคนให้ก้องโลกว่า คนเก่งที่ยืนเด่นอยู่บนเวทีนั่นน่ะ... ลูกสาวของเธอเอง !
สมาชิกตระกูลเจียงคนอื่น ๆ ก็ตื่นเต้นและภูมิใจไม่แพ้กัน จู้จวนกระซิบถามเจียงเต๋อเลี่ยงเบา ๆ
"น้องเล็กสุดยอดไปเลยค่ะ ! ที่เขาแนะนำเมื่อกี้เรื่องคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ นั่นไม่ใช่สิ่งที่โรงงานเรากำลังเร่งผลิตอยู่เหรอคะ ? ที่แท้นั่นเป็นผลงานการวิจัยของน้องเล็กเองเหรอเนี่ย มิน่าล่ะเธอถึงได้แวะไปที่โรงงานบ่อย ๆ "
เจียงเต๋อเลี่ยงพยายามคุมสติไม่หลุดปากบอกภรรยาไปว่า จริง ๆ แล้วในโรงงานยังมีผลิตภัณฑ์อีกตั้งหลายอย่างที่เป็นฝีมือการวิจัยของเจียงชิ่น คอมพิวเตอร์นั่นแค่เศษเสี้ยวเดียวเท่านั้นเอง
ฟู่เส้าตั๋วที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เจียงเต๋อเลี่ยง จ้องมองร่างที่สง่างามบนเวทีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและชื่นชม หัวใจของเขาสั่นไหวด้วยความสุข แค่ได้เห็นเธอประสบความสำเร็จและได้รับเกียรติในตำแหน่งนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ปิดไม่มิดเลย เขาดีใจกับเธอจากใจจริงที่ความทุ่มเทของเธอได้รับการรับรองจากระดับประเทศ และแสงสว่างในตัวเธอก็ได้ฉายโชนให้ทุกคนได้เห็นเสียที
"พี่คะ ที่ท่านผู้นำพูดถึงคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่เมื่อกี้ มันคืออะไรเหรอคะ ? "
ที่ด้านข้าง ฟู่ซานใช้ข้อศอกสะกิดฟู่เส้าตั๋วเบา ๆ
ฟู่เส้าตั๋วนิ่งคิดครู่หนึ่ง เรื่องนี้มันซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายจบได้ในไม่กี่คำ "พี่สะใภ้ของเธอเคยเขียนวิทยานิพนธ์เรื่องนี้ไว้น่ะ ถ้าเธอสนใจ เดี๋ยวกลับไปบ้านพี่จะหามาให้เธอลองอ่านดูนะ"
"อ๋อ... งั้นไม่เป็นไรดีกว่าค่ะ"
ฟู่ซานรีบปฏิเสธทันควัน เธอรู้ระดับความรู้ของตัวเองดี วิทยานิพนธ์ระดับปะเทศแบบนั้นเธอจะไปอ่านรู้เรื่องได้ยังไง แต่ทว่า เฮ่อหยางซานกลับมีท่าทีสนใจเป็นพิเศษ พอได้ยินเรื่องวิทยานิพนธ์ เขาก็รีบบอกทันทีว่าอยากจะขอยืมมาลองศึกษาดูบ้าง