- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 374 บริจาคยุทธปัจจัย
บทที่ 374 บริจาคยุทธปัจจัย
บทที่ 374 บริจาคยุทธปัจจัย
บทที่ 374 บริจาคยุทธปัจจัย
ถ้าไม่ติดว่ายังอยู่ในช่วงอยู่ไฟ เจียงชิ่นคงอยากจะตามไปเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตัวเอง
จ้านอวี้หมินเล่าเหตุการณ์ที่พวกเพื่อนบ้านปากหอยปากปูพ่นคำพูดร้าย ๆ ใส่ในโทรศัพท์ให้ฟังอย่างออกรส พร้อมทั้งบอกวิธีที่เธอตอกหน้ากลับไปจนพวกนั้นหน้าหงาย
เจียงชิ่นที่อยู่ปลายสายถึงกับหัวเราะร่า "แม่คะ แม่นี่สุดยอดจริง ๆ ตบหน้าพวกนั้นได้สะใจมากเลยค่ะ"
"เหอะ คิดจะมารังแกลูกสะใภ้ตระกูลเจียงเราเนี่ยนะ ไม่ตักน้ำชะโงกดูเงาตัวเองเลยว่ามีปัญญาหรือเปล่า" จ้านอวี้หมินพูดอย่างไว้เชิง ในแง่หนึ่งเธอก็เป็นคนรักและปกป้องคนในครอบครัวแบบสุด ๆ
"ใช่ค่ะ ตอกกลับไปแบบนั้นน่ะถูกแล้ว พี่สะใภ้สามเป็นคนดีขนาดนั้น พวกเขาทำลงได้ยังไงที่มาพูดจาเหน็บแนมลับหลังแบบนั้น"
เจียงชิ่นไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคนอื่นจะแต่งงานตอนอายุเท่าไหร่ มันไปเกี่ยวอะไรกับพวกเขานักหนา สำหรับผู้หญิงที่แต่งงานช้าในยุคนี้ คำพูดของคนรอบข้างช่างร้ายกาจและมีพิษสงเหลือเกิน
"แม่คะ แล้วงานแต่งกำหนดวันไหนคะ ? "
จ้านอวี้หมินบอกวันที่มา ซึ่งพอลองนับดูแล้วก็พอดีกับช่วงที่เจียงชิ่นจะอยู่ไฟเสร็จพอดี
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก แป๊บเดียวก็ถึงวันแต่งงานของเจียงเต๋อเลี่ยง
เช้ามืดวันนั้น เจียงชิ่นรีบตื่นมาแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูดี ก่อนจะรีบบึ่งไปที่บ้านแม่พร้อมกับฟู่เส้าตั๋วทันที
ครั้งล่าสุดที่เธอได้สัมผัสบรรยากาศงานแต่งงานในยุคนี้ ก็คือตอนที่เธอจัดงานเลี้ยงแต่งงานกับฟู่เส้าตั๋วนั่นแหละ แต่ตอนนั้นทุกอย่างทำแบบเรียบง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็แค่คนสองครอบครัวมานั่งกินข้าวด้วยกันมื้อเดียวจบ
แต่งานแต่งงานของเจียงเต๋อเลี่ยงกับจู้จวนในครั้งนี้กลับคึกคักและยิ่งใหญ่กว่าเดิมมาก
ผู้อำนวยการห่าวเป็นฝ่ายเสนอตัวให้ใช้หอประชุมของโรงงานจัดงานแต่งงาน ในเมื่อทั้งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวต่างก็เป็นพนักงานของโรงงานเครื่องจักรกล จะออกไปจัดงานเลี้ยงข้างนอกให้เสียเที่ยวทำไมกัน
เขาถึงขั้นลงมาดูแลด้วยตัวเอง สั่งการให้หัวหน้าแผนกธุรการพาลูกน้องไปจัดเตรียมสถานที่ในหอประชุมจนสวยงาม
บนเพดานประดับประดาด้วยสายรุ้งหลากสีสัน ผนังติดลูกโป่งจนเต็มพื้นที่ ส่วนบนเวทีด้านหน้าสุดก็มีป้ายผ้าสีแดงผืนใหญ่แขวนไว้
ป้ายผ้านั้นเป็นพื้นสีแดงตัวอักษรสีทอง เขียนคำว่า 'ขอแสดงความยินดีกับเจียงเต๋อเลี่ยงและจู้จวน ในโอกาสที่ได้ครองคู่เป็นเพื่อนร่วมอุดมการณ์ปฏิวัติ ขอให้รักมั่นขวัญยืนเป็นหนึ่งเดียวกันตลอดไป'
ภายในหอประชุมจัดวางโต๊ะจีนตัวใหญ่ไว้หลายตัว บนโต๊ะมีทั้งเมล็ดแตงโม ขนมมงคล และน้ำอัดลมตั้งเตรียมไว้ รอจนกว่าพิธีการจะเสร็จสิ้น ถึงจะยกของพวกนี้ออกแล้วเปลี่ยนเป็นกับข้าวชุดใหญ่มาเสิร์ฟแทน
พ่อครัวใหญ่ในโรงอาหารเริ่มลงมือตระเตรียมอาหารไว้พร้อมแล้ว พอจบพิธีปุ๊บ กับข้าวร้อน ๆ ก็จะถูกยกออกมาเสิร์ฟปั๊บ
ในฐานะเจ้าสาวของวันนี้ จู้จวนน่าจะเป็นคนที่ตื่นเต้นและตื้นตันใจที่สุด ทันทีที่เธอนั่งรถเก๋งมาถึงหอประชุมและก้าวเข้าไปด้านใน เธอก็ถึงกับอึ้งจนทำอะไรไม่ถูก
สถานที่จัดงานที่ถูกตกแต่งใหม่จนดูมงคลและสวยงามอลังการ แถมยังมีแขกเหรื่อมาร่วมงานกันอย่างล้นหลามจนเต็มหอประชุม
ส่วนใหญ่เป็นพนักงานในโรงงาน แต่ก็มีใบหน้าแปลก ๆ ที่เธอไม่คุ้นเคยอยู่ไม่น้อย
จู้จวนเคยจินตนาการถึงงานแต่งงานของตัวเองมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ต่อให้เป็นจินตนาการที่เพ้อฝันที่สุดของเธอ เธอก็ไม่เคยกล้าคิดเลยว่าตัวเองจะได้จัดงานแต่งงานที่หรูหราและมีระดับขนาดนี้
เจียงเต๋อเลี่ยงในชุดที่ตัดเย็บมาอย่างประณีตดูสมาร์ตผ่าเผย เดินหน้าบานเป็นกระด้งตรงเข้ามาหาเธอ แล้วกุมมือเธอไว้แน่น เจียงชิ่นนั่งอยู่โต๊ะด้านล่างเวที ซึ่งเป็นโต๊ะที่ใกล้เวทีมากที่สุด
สมาชิกตระกูลเจียงนั่งรวมกันอยู่ที่นี่ ทุกคนต่างก็แสดงความยินดีและปลื้มใจไปกับเจียงเต๋อเลี่ยง เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทั้งงานตลอดพิธี
พองานแต่งสิ้นสุดลง เจียงชิ่นที่รีบกลับไปให้นมลูก ก็รีบกินข้าวไปไม่กี่คำ ก่อนจะเดินไปแสดงความยินดีและบอกลาพี่สามกับพี่สะใภ้สามสั้น ๆ แล้วรีบเดินทางกลับบ้านทันที
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้านมา เธอก็ได้ยินเสียงร้องไห้จ้าของเจ้าเสี่ยวเหนียนดังลั่น
เจ้าตัวเล็กคงจะหิวโซ เลยร้องประท้วงอยากจะกินนมใจจะขาด
เจียงชิ่นเห็นลูกร้องแบบนั้นก็ปวดใจสุด ๆ รีบคว้าตัวลูกมาจากอ้อมแขนของเจ้าเหมียวหลาน แล้วอุ้มเข้าห้องนอนไปให้นมทันที
พอได้ดูดนมปุ๊บ เจ้าเสี่ยวเหนียนก็หยุดร้องทันควัน ปากเล็ก ๆ ขยับสู้ตาย ดูดนมอย่างขะมักเขม้น
เห็นลูกน้อยหลับตาพริ้ม ดูดนมอย่างเอร็ดอร่อยและดูมีความสุข หัวใจของคนเป็นแม่ก็อ่อนระทวยราวกับขี้ผึ้งลนไฟ หลังจากให้นมเสร็จและกล่อมจนเสี่ยวเหนียนหลับสนิท ฟู่เส้าตั๋วก็เดินทางกลับมาถึงบ้านพอดี
"ทำไมคุณกลับมาเร็วจังคะ ? คนอื่น ๆ ไม่ได้ไปนั่งคุยต่อที่เรือนหอหลังใหม่เหรอ ? " เจียงชิ่นเอ่ยถาม
เพราะเธอมีภารกิจต้องกลับมาให้นมลูก เลยทิ้งให้ฟู่เส้าตั๋วอยู่เป็นตัวแทนครอบครัวที่งานต่อ
นึกไม่ถึงว่าเขาจะกลับมาเร็วขนาดนี้
"แม่บอกว่าพี่สามกับพี่สะใภ้คงจะเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ไม่อยากให้คนอื่นไปรบกวนที่บ้านใหม่ ให้พวกเขาได้พักผ่อนกันเต็มที่น่ะครับ พอกินข้าวเสร็จ ทุกคนก็เลยแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมันเลย"
ฟู่เส้าตั๋วพูดพลางเดินเข้าไปดูหน้าลูกชายคนเล็กที่เปล
เห็นหน้าอวบ ๆ ของเสี่ยวเหนียนที่กำลังนอนหลับปุ๋ย เขาก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปหยิกแก้มยุ้ย ๆ นั้นเบา ๆ
"ลูกกำลังนอนสบาย คุณอย่าไปกวนเขาสิคะ เดี๋ยวก็ตื่นขึ้นมางอแงหรอก"
เจียงชิ่นลากตัวเขาออกไปคุยกันที่ห้องอื่น ปล่อยให้เจ้าเหมียวหลานทำหน้าที่เฝ้าเสี่ยวเหนียนต่อไป
"การวิจัยอาวุธรุ่นใหม่ไปถึงไหนแล้วคะ ? คราวนี้ได้ถูกส่งไปสนับสนุนที่แนวหน้าบ้างหรือเปล่า ? "
พอประตูปิดสนิท เจียงชิ่นก็ลดเสียงลงถามเบา ๆ
ปกติเธอจะไม่ก้าวก่ายเรื่องงานของเขา เพราะรู้ดีว่างานของทั้งคู่ล้วนติดข้อตกลงเรื่องความลับสุดยอด การไม่ซักไซ้ไล่เลียงเรื่องงานกันและกันถือเป็นข้อตกลงที่รู้กันอยู่ลึก ๆ
แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป เพราะหลังจากผ่านช่วงตรุษจีนปี 1979 มาได้ไม่นาน สงครามตามแนวชายแดนทางทิศใต้กับประเทศ Y ก็ได้ปะทุขึ้นแล้ว
เจียงชิ่นจำหน้าประวัติศาสตร์ช่วงนี้ได้ดีจากการเรียนในชาติก่อน เธอรู้ว่าประเทศจีนจะเป็นฝ่ายชนะอย่างแน่นอน แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียและบาดเจ็บของเหล่าทหารกล้าไม่น้อยเลยทีเดียว
ถ้าเป็นไปได้ เธออยากจะให้การรบครั้งนี้ไม่มีใครต้องสูญเสียเลยสักคนเดียว
ฟู่เส้าตั๋วเข้าใจดีว่าภรรยากำลังกังวลเรื่องอะไร "วางใจเถอะครับ ประเทศ Y จะไม่มีโอกาสแม้แต่จะเห็นหน้าพวกเราด้วยซ้ำ สงครามครั้งนี้จะเป็นการบดขยี้ฝ่ายเดียวอย่างราบคาบ"
เมื่อเห็นประกายไฟแห่งความมั่นใจในดวงตาของสามี เจียงชิ่นก็รู้สึกเบาใจขึ้นเยอะ
เธอรู้จักผู้ชายคนนี้ดีที่สุด ถ้าไม่มีความมั่นใจเต็มร้อย เขาไม่มีทางพูดจาหนักแน่นขนาดนี้แน่นอน
ที่เขากล้าพูดแบบนี้ แสดงว่าเตรียมแผนรับมือไว้อย่างรัดกุมและเหนือชั้นสุด ๆ แล้วนั่นเอง
"ฉันได้ยินจวงซือเหวินบอกว่า ช่วงนี้ทางมหาวิทยาลัยกำลังรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อส่งไปช่วยเหลือนักรบที่แนวหน้า ฉันเลยกะว่าจะบริจาคยุทธปัจจัยไปสักล็อตน่ะค่ะ คุณช่วยติดต่อประสานงานกับทางกองทัพให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ"
ฟู่เส้าตั๋วเข้าใจเจตนาของเจียงชิ่นในทันที
การที่เธอเลือกจะติดต่อกองทัพโดยตรง แสดงว่าล็อตสิ่งของที่เธอจะบริจาคนั้นต้องมหาศาลมากแน่ ๆ และเธอไม่อยากทำผ่านมหาวิทยาลัย เพราะกลัวว่าปริมาณสิ่งของจะทำให้คุณครูที่ดูแลเรื่องการบริจาคตกใจจนเป็นลมไปซะก่อน
"คุณบอกผมก่อนสิครับ ว่ากะจะบริจาคเยอะแค่ไหน ? "
เจียงชิ่นเอามือเท้าคางนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง "สักสามรถบรรทุกคันใหญ่ ๆ แล้วกันค่ะ เอาแค่นี้ก่อนในเบื้องต้น"
ฟู่เส้าตั๋วไม่ได้ขัดอะไร ได้แต่พยักหน้าตกลง "ได้ครับ เดี๋ยวผมจัดการติดต่อกองทัพให้เอง"
ทั้งคู่ทำงานกันไวปานสายฟ้าแลบ เพียงสามวันให้หลัง ยุทธปัจจัยกองพะเนินก็ถูกบรรทุกใส่รถจนเต็มพิกัดและมุ่งหน้าตรงไปยังฐานทัพทันที
เจียงชิ่นบริจาคในนามผู้ไม่ประสงค์ออกนาม และฟู่เส้าตั๋วเองก็ไม่ได้ปริปากบอกทางกองทัพว่าใครคือเจ้าของใจป้ำที่บริจาคของล็อตนี้ การที่มีคนใจป้ำบริจาคของระดับสามรถบรรทุกยักษ์มาให้แบบนี้ ทำเอาผู้บังคับบัญชาในกองทัพพยายามเค้นถามจากฟู่เส้าตั๋วไม่หยุด เพราะอยากจะยกย่องให้เป็นบุคคลตัวอย่างระดับชาติ แต่ฟู่เส้าตั๋วก็ตอบปฏิเสธอย่างนุ่มนวลไป
เขารู้นิสัยภรรยาดีที่สุด ในเมื่อเธออยากจะเป็นบุคคลนิรนาม ก็แสดงว่าเธอไม่ต้องการชื่อเสียงหรือคำชื่นชมจากใคร ขืนขัดใจเมีย มีหวังเธองอนจนบ้านแตกแน่ ๆ
แถมฟู่เส้าตั๋วเองก็ไม่อยากกลับบ้านไปนอนกอดแผ่นซักผ้า (โดนทำโทษให้นั่งคุกเข่าบนแผ่นซักผ้า) หรอกนะ
เมื่อเห็นว่าเค้นความจริงเรื่องผู้บริจาคไม่ได้ ผู้บังคับบัญชาก็เลยต้องยอมรามือไปก่อน แล้วเบนเข็มไปคุยกับฟู่เส้าตั๋วเรื่องอื่นแทน
"เสี่ยวฟู่ ทางกองทัพอยากให้คุณกลับมาประจำการที่นี่นะ ถ้าคุณตกลง ผมจะรีบทำรายงานส่งขึ้นไปทันที ขอแค่คุณยอมกลับมา สวัสดิการและค่าตอบแทน..."
"ผมตกลงครับ"
ฟู่เส้าตั๋วโพล่งตอบออกไปโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยแม้แต่วินาทีเดียว
"คุณ... ผมยังไม่ได้บอกเลยนะว่าสวัสดิการมีอะไรบ้าง คุณก็ตกลงแล้วเหรอ ? "
ผู้บังคับบัญชาถึงกับอึ้งไปเลย นี่ยังไม่ได้เสนอเงื่อนไขอะไรสักอย่าง เสี่ยวฟู่ดันตอบตกลงง่าย ๆ ซะงั้น ?
มันดูเหลือเชื่อเกินไปหน่อยนะเนี่ย
"ตกลงครับ กองทัพต้องการผม ไม่ว่าสวัสดิการจะเป็นยังไง ผมก็ยินดีตกลงทั้งนั้นครับ"
ตอนที่ต้องจำใจออกจากกองทัพมาคราวก่อน มันเป็นเพราะหน่วยงานที่เขาสังกัดถูกสั่งยุบและปรับเปลี่ยนเป็นหน่วยงานพลเรือนทั้งหมด โดยไม่มีทางเลือกอื่นให้เลย
การต้องถอดเครื่องแบบทหารตัวเก่งออก สำหรับฟู่เส้าตั๋วแล้ว มันคือความรู้สึกที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต
เขารักชีวิตในรั้วทหาร และหลงใหลในเครื่องแบบสีเขียวขี้ม้านั่นสุดหัวใจ
บางครั้งในยามหลับใหล เขายังแอบฝันอยู่บ่อย ๆ ว่าตัวเองยังคงเป็นส่วนหนึ่งของกองทัพอยู่เลย
และการที่เขายอมตกลงรับงานที่กระทรวงเครื่องจักรกลที่เจ็ด ก็เพราะรู้ดีว่าเส้นทางนี้แหละที่จะพาเขากลับคืนสู่กองทัพได้อีกครั้ง