- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 372 ไปสู่ขออย่างสมเกียรติ
บทที่ 372 ไปสู่ขออย่างสมเกียรติ
บทที่ 372 ไปสู่ขออย่างสมเกียรติ
บทที่ 372 ไปสู่ขออย่างสมเกียรติ
เมื่อจ้านอวี้หมินเอ่ยปากถาม เจียงชิ่นก็คิดในใจว่าควรจะเผยข้อมูลให้แม่รู้สักหน่อยเพื่อเป็นการปูทางไว้ แล้วค่อย ๆ บอกรายละเอียดเพิ่มในภายหลัง
"แม่คะ จริง ๆ แล้วบ้านหลังนี้คือรางวัลที่องค์กรจัดสรรให้หนูน่ะค่ะ เพราะผลงานวิจัยคอมพิวเตอร์ที่หนูทำมันสร้างคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติได้มหาศาลเลย"
เจียงชิ่นเล่าเรื่องคอมพิวเตอร์ให้จ้านอวี้หมินฟังคร่าว ๆ จ้านอวี้หมินนั้นเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยตั้งแต่สมัยก่อนปลดแอก ถึงแม้จะไม่เข้าใจสถานการณ์เทคโนโลยีล้ำสมัยในปัจจุบันอย่างลึกซึ้ง แต่สิ่งที่เจียงชิ่นเล่ามาเธอก็สามารถทำความเข้าใจได้ทั้งหมด
พอฟังจบ จ้านอวี้หมินก็ทั้งตกตะลึงและภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ลูกสาวของเธอช่างเก่งกาจอะไรขนาดนี้ เพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้แค่ปีเดียว ก็สามารถทำผลงานวิจัยที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ออกมาได้ นอกจากจะช่วยพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศแล้ว ยังสามารถส่งออกไปขายต่างประเทศเพื่อโกยเงินตราต่างประเทศเข้าบ้านได้อีก
จ้านอวี้หมินอดไม่ได้ที่จะยืดอกขึ้นด้วยความภูมิใจ รู้สึกว่าตัวเองที่ให้กำเนิดลูกสาวที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ได้ ก็เก่งไม่เบาเหมือนกัน
"จริงสิ หลังตรุษจีนไปหยางหยางกับหน่วนหน่วนก็เกือบจะสองขวบครึ่งแล้วนะ ลูกวางแผนจะส่งพวกเขาเข้าโรงเรียนอนุบาลเมื่อไหร่ล่ะ ? "
"รอไปก่อนเถอะค่ะ หนูยังทำใจส่งไปไม่ลงเลย"
ตอนแรกเธอตั้งใจจะส่งเข้าโรงเรียนเร็วหน่อยเพราะกังวลว่าแม่สามีจะรับมือกับเด็กสามคนไม่ไหว ต่อให้มีพี่เลี้ยงก็คงจะวุ่นวายจนเหนื่อยสายตัวแทบขาด
แต่ตอนนี้มีหลิวชุนเฟินกับเจ้าเหมียวหลานมาช่วยงาน เจียงชิ่นจึงไม่อยากรีบส่งหยางหยางกับหน่วนหน่วนเข้าโรงเรียนอนุบาลเร็วเกินไป
จะว่าไป กว่าจะถึงเดือนพฤษภาคมพวกเขาก็เพิ่งจะสองขวบครึ่ง ส่งเข้าโรงเรียนตอนนี้มันดูจะเด็กเกินไปหน่อย เธอทำใจไม่ได้จริง ๆ
"ยังไงซะก่อนสามขวบก็ต้องส่งนะ เด็ก ๆ ควรจะได้ไปคลุกคลีกับเพื่อนวัยเดียวกัน จะได้เรียนรู้วิธีการเข้าสังคม การอุดอู้อยู่แต่ในบ้านทุกวันมันไม่มีข้อดีหรอก"
"ค่ะแม่ หนูเข้าใจเรื่องนี้ดี แม่วางใจได้เลยค่ะ"
หลังจากแยกกับเจียงชิ่นแล้ว จ้านอวี้หมินก็ไปหาคนช่วยหาฤกษ์ยามงามดีสำหรับการแต่งงาน
เดิมทีจ้านอวี้หมินไม่ใช่คนเชื่อเรื่องพวกนี้ แต่ในเมื่อชีวิตคู่ของเจียงเต๋อเลี่ยงเคยล้มเหลวมาครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้เธอจึงตั้งใจว่าทุกอย่างจะต้องราบรื่นและเป็นสิริมงคลที่สุด
ใครจะว่าเธองมงายก็ช่างเถอะ อย่างน้อยก็เพื่อความสบายใจ
เมื่อกำหนดวันได้แล้ว จ้านอวี้หมินก็ให้เจียงลี่ลางานหนึ่งวัน เพื่อที่ทั้งสองคนจะได้พาเจียงเต๋อเลี่ยงไปสู่ขอจู้จวนที่บ้านอย่างเป็นทางการ ทั้งสามคนหอบหิ้วข้าวของไปกองพะเนิน
ด้วยความที่ลูกชายของตนเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง จ้านอวี้หมินจึงรู้สึกลึก ๆ ว่ามันเป็นการเสียเปรียบสำหรับฝ่ายหญิงอย่างจู้จวน ดังนั้นเธอจึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะจัดงานแต่งครั้งนี้ให้ยิ่งใหญ่และสมเกียรติที่สุดตั้งแต่เริ่มต้น
ของขวัญที่นำไปมอบให้บ้านตระกูลจู้นั้นล้วนเป็นของเกรดพรีเมียม ทั้งเหล้า บุหรี่ และขนมหวานชั้นดี เสริมด้วยขนมอบสิบชั่ง เนื้อวัวสิบชั่ง ไก่สดสองตัว เครื่องดื่มมอลต์สกัดสองกระป๋อง และคุกกี้บรรจุในกล่องเหล็กสุดหรูอีกสองกล่อง
ของพวกนี้เจียงชิ่นเป็นคนเตรียมให้ทั้งหมด เดิมทีจ้านอวี้หมินกะจะไปหาซื้อเอง แต่เจียงชิ่นอาสารับหน้าที่จัดการให้ เพราะในมิติของเธอมีของพวกนี้เพียบ จะไปเสียเงินซื้อข้างนอกทำไมให้สิ้นเปลือง
แน่นอนว่าเหตุผลที่เจียงชิ่นบอกกับแม่ก็คือ เธอรู้จักกับคนที่ทำธุรกิจการค้า เลยสามารถหาของดี ๆ เหล่านี้มาได้ง่าย ๆ
นอกจากนี้ เธอยังนำคูปองอุตสาหกรรมออกมาหลายใบ แล้วไหว้วานให้หวังเหิงช่วยซื้อสิ่งที่เรียกว่า "3 หมุน 1 ดัง" มาให้ด้วย "3 หมุน 1 ดัง" (จักรยาน, นาฬิกาข้อมือ, จักรเย็บผ้า และวิทยุ) ถือเป็นสินสอดระดับท็อปสำหรับการแต่งงานในยุคนี้เลยทีเดียว
หากฐานะทางบ้านไม่ร่ำรวยจริง ๆ ย่อมไม่มีปัญญาเตรียมของเหล่านี้ได้แน่ๆ
ลำพังแค่จักรยานคันเดียวก็ราคาเกือบสามร้อยหยวนแล้ว รวมสี่อย่างเข้าด้วยกันก็ปาเข้าไปพันกว่าหยวน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ครอบครัวธรรมดาจะหาซื้อได้ง่าย ๆ
ในมิติของเจียงชิ่นไม่มีของชิ้นใหญ่พวกนี้ เธอจึงต้องออกเงินซื้อเอา
ความคิดของเธอนั้นเรียบง่ายมาก เมื่อเธอมีความสามารถแล้ว เธอก็อยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนในครอบครัว เธอต้องการให้งานแต่งงานครั้งนี้ของเจียงเต๋อเลี่ยงจัดออกมาอย่างสมเกียรติและยิ่งใหญ่ที่สุด เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนกล้าเอาเรื่องที่เขาแต่งงานรอบสองมาพูดจาดูถูกได้
เจียงชิ่นเลือกแต่รุ่นที่ดีที่สุดสำหรับจักรยาน นาฬิกา จักรเย็บผ้า และวิทยุ รวมเบ็ดเสร็จแล้วใช้เงินไปเกือบสองพันหยวน และสั่งให้คนขนไปส่งที่เรือนหอหลังใหม่ทันที
เรือนหอหลังนี้ทางโรงงานได้จัดสรรไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เป็นอพาร์ตเมนต์ขนาดสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ซึ่งผู้อำนวยการห่าวเป็นคนเซ็นอนุมัติให้ด้วยตัวเอง
ตอนที่เจียงเต๋อเลี่ยงรู้เรื่องนี้เขาถึงกับอึ้งไปเลย นึกไม่ถึงว่าผู้อำนวยการห่าวจะลงมาดูแลเรื่องการจัดสรรที่พักให้เขาด้วยตัวเอง แถมยังได้ห้องที่สภาพดีขนาดนี้
และเมื่อของขวัญ "4 ชิ้นใหญ่" ถูกขนเข้ามาวางในเรือนหอ เจียงเต๋อเลี่ยงก็ถึงกับสตั้นไปอีกรอบ ตกใจจนพูดไม่ออก
น้องสาวของเขาใจป้ำเกินไปแล้ว ของสี่อย่างนี้รวมกันต้องใช้เงินมหาศาลขนาดไหนกันนะ
เจียงเต๋อเลี่ยงยืนกรานจะไม่รับของขวัญราคาแพงเหล่านี้ เพราะไม่อยากใช้เงินของเจียงชิ่น ไม่ว่าเจียงชิ่นจะเกลี้ยกล่อมยังไง เขาก็ยังดึงดันคำเดิม
จนสุดท้ายเจียงชิ่นทนไม่ไหว จึงบอกเขาไปว่าของก็วางอยู่นั่นแล้ว ถ้าไม่อยากได้ก็เอาไปโยนทิ้งซะเลยสิ
ของล้ำค่าขนาดนี้ ใครจะกล้าโยนทิ้งล่ะ สุดท้ายเขาก็ต้องจำใจยอมรับไว้ใช้งาน
ถึงวันที่ต้องไปพบปะญาติผู้ใหญ่ จ้านอวี้หมินตื่นแต่เช้ามาแต่งเนื้อแต่งตัวให้ดูดีที่สุด พร้อมกับเร่งให้เจียงลี่ล้างหน้าล้างตาแต่งตัวให้เรียบร้อย เพราะการไปเหยียบข้ามธรณีประตูบ้านฝ่ายหญิงครั้งแรกต้องสร้างความประทับใจที่ดีให้กับครอบครัวตระกูลจู้
เมื่อถึงเวลานัดหมาย ทั้งสามคนก็หอบหิ้วข้าวของมุ่งหน้าไปทันที
ของเยอะขนาดนี้จ้านอวี้หมินกับเจียงลี่คงถือไม่ไหวแน่ โชคดีที่มีเจียงเต๋อเลี่ยงมาด้วย เขาสองมือเต็มไปด้วยถุงและกล่องพะรุงพะรังไปหมด
จู้จวนได้บอกพ่อแม่ไว้แล้วว่าวันนี้ครอบครัวตระกูลเจียงทั้งสามคนจะมาหา ตั้งแต่เช้าตรู่บ้านตระกูลจู้จึงยุ่งวุ่นวายกับการทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่
เรื่องที่จู้จวนเป็น "สาวเทื้อ" หรือสาวโสดขึ้นคานนั้นโด่งดังมากในตรอกที่เธออาศัยอยู่
การที่ครองตัวเป็นโสดลากยาวมาจนถึงอายุ 28 ปี หากนับดูในละแวกสิบหล้านี้ ก็คงจะมีแค่จู้จวนนี่แหละที่เป็นกรณีพิเศษ ในตอนนี้ บรรดาเพื่อนบ้านต่างพากันมายืนออกันอยู่ที่ปากตรอก นั่งวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างออกรส
"จู้จวนอายุมากขนาดนี้แล้ว จะไปหาผู้ชายดี ๆ ที่ไหนได้ล่ะ คราวก่อนที่ฉันแนะนำคนนั้นให้ก็ออกจะดี ทั้งรวยทั้งหล่อ... แต่เจ้าหล่อนดันไม่เอาซะงั้น"
เพื่อนบ้านคนนี้เล่าความจริงเพียงครึ่งเดียว เพราะไม่ได้บอกว่าไอ้หนุ่มเจ้าสำราญคนนั้นน่ะ นิสัยแย่และทำตัวเหลวแหลกขนาดไหน แถมยังซ้อมเมียคนเก่าจนหนีเตลิดไปอีกต่างหาก
"อายุขนาดนี้แล้ว อย่างมากก็คงไปเป็นแม่เลี้ยงให้ลูกคนอื่นเขานั่นแหละ น่าเสียดายนะ เป็นผู้หญิงนิสัยดีแท้ ๆ "
"โถ่เอ๊ย ได้มีโอกาสเป็นแม่เลี้ยงก็ถือว่าบุญโขแล้วล่ะ กลัวแต่ว่าอีกสองปีข้างหน้า ขนาดพ่อม่ายลูกติดเขายังจะไม่เอาเลยน่ะสิ" เพื่อนบ้านแต่ละคนขุดเอาคำพูดร้าย ๆ มาค่อนแคะกันอย่างสนุกปาก
ในขณะที่กำลังนินทากันอยู่นั้น ครอบครัวตระกูลเจียงทั้งสามคนก็ปรากฏตัวขึ้นแต่ไกล
สายตาของเพื่อนบ้านทุกคนถูกดึงดูดไปที่ข้าวของพะรุงพะรังในมือของทั้งสามคนทันที
พอเห็นชัด ๆ ว่าของพวกนั้นคืออะไร เสียงสูดปากด้วยความตกตะลึงก็ดังระงมไปทั่ว
"เฮ้อออ ดูนั่นสิ แค่มาสู่ขอก็หอบเอาสมบัติทั้งบ้านมาเลยเหรอเนี่ย โธ่ ๆ ๆ ผู้ชายคนนั้นต้องมีข้อบกพร่องอะไรแน่ ๆ เลย"
ใครบางคนพูดจาแขวะออกมาด้วยความอิจฉา
คนอื่น ๆ แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรง ๆ แต่ในใจก็แอบคิดไปในทางเดียวกัน
ถึงแม้พวกเขาจะเห็นเจียงเต๋อเลี่ยงแล้ว แต่ก็ไม่มีใครคิดว่าเขาคือคนที่จะมาแต่งกับจู้จวน
สาเหตุหลักก็คือเจียงเต๋อเลี่ยงกับจู้จวนมักจะคลุกคลีกันอยู่ที่โรงงาน เวลาจีบกันก็ทำที่โรงงานเป็นหลัก
บรรดาเพื่อนบ้านจึงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเขามาก่อนเลย
อีกอย่าง เจียงเต๋อเลี่ยงนั้นหน้าตาดีมาก สูงเกือบ 180 เซนติเมตร คิ้วเข้มตาคม หุ่นสมาร์ตผ่าเผย
หนุ่มรูปงามขนาดนี้จะหาเมียแบบไหนก็ได้ ต่อให้เป็นพ่อม่ายก็ยังมีคนแย่งกันเอา แล้วจะมาคว้าสาวแก่ขึ้นคานอย่างจู้จวนไปทำไมกัน
หึ ๆ หรือว่าฝ่ายชายจะดูไม่ได้เลยจนต้องไปจ้างคนอื่นมาเดินนำหน้าเพื่อบังหน้าหรือเปล่านะ ?
เพื่อนบ้านต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งอิจฉาริษยา ทั้งสะใจ และเฝ้ารอดูเรื่องตลก มีทุกรูปแบบ
แต่สายตาของจ้านอวี้หมินนั้นเฉียบคมนัก เธอแค่มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงความคิดอกุศลของพวกเพื่อนบ้านเหล่านี้
เธอจึงจงใจตะโกนเรียกชื่อจู้จวนเสียงดังลั่นมาแต่ไกล
"หนูจวนจ๊ะ ออกมาเปิดประตูหน่อยจ้า ! "