- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 371 ย้ายเข้าบ้านใหม่
บทที่ 371 ย้ายเข้าบ้านใหม่
บทที่ 371 ย้ายเข้าบ้านใหม่
บทที่ 371 ย้ายเข้าบ้านใหม่
คนที่ลูกสาวท่านผู้นำส่งมานั้นทำงานกันว่องไวมาก พวกเขาช่วยเจียงชิ่นและครอบครัวแพ็กของจากบ้านเก่าอย่างรวดเร็ว ส่วนเฟอร์นิเจอร์และของใช้ที่จำเป็นพื้นฐานในบ้านหลังใหม่นั้นมีเตรียมไว้ให้พร้อมสรรพแล้ว พวกเขาจึงต้องขนย้ายมาแค่ของใช้ส่วนตัวเท่านั้น
สภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้านสองชั้นหลังนี้นั้นดีมากจริง ๆ ด้านนอกชั้นล่างมีสวนหย่อมขนาดใหญ่กว่า 30 ตารางเมตร ภายในสวนมีชิงช้าไว้ให้เด็ก ๆ วิ่งเล่น แถมยังปลูกไม้ดอกไม้ประดับไว้อย่างสวยงามสะดุดตา
ภายในตัวบ้านมีห้องหับมากมาย ทั้งห้องเล็กห้องใหญ่รวมแล้วกว่าสิบห้อง
ชั้นล่างประกอบด้วยห้องอาหาร ห้องนั่งเล่น และห้องครัวขนาดใหญ่
การตกแต่งภายในไม่ได้หรูหราจนเกินงาม ออกแนวเรียบง่ายแต่มีระดับ ซึ่งถ้าเทียบในยุคสมัยนี้แล้ว ถือว่าเป็นบ้านที่ยอดเยี่ยมมากทีเดียว ทันทีที่ทุกคนก้าวเท้าเข้าบ้าน ก็ได้กลิ่นหอมกรุ่นของอาหารลอยมาเตะจมูก
ที่แท้ในครัวก็มีคนกำลังทำอาหารเตรียมไว้ให้แล้ว ซึ่งก็เป็นคนที่ลูกสาวท่านผู้นำส่งมาอีกเช่นกัน
เธอเป็นหญิงวัยประมาณสี่สิบกว่า ๆ ดูท่าทางใจดี
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวหน้าประตู พี่สาวคนนั้นก็เช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วเดินออกมาทักทายเจียงชิ่นและทุกคน ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปวุ่นในครัวต่อ
"รออีกแค่สิบห้านาทีก็เริ่มตั้งโต๊ะได้เลยนะคะ" พี่สาวตะโกนบอกก่อนจะหายลับเข้าครัวไป
เจียงชิ่นในตอนนี้รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในความฝัน
นอกจากจะมอบบ้านให้แล้ว ยังจัดหาพี่เลี้ยงเด็กมาให้ แถมตอนนี้ยังมีแม่ครัวมาทำอาหารรอไว้อีก
ลูกสาวท่านผู้นำช่างจัดเตรียมทุกอย่างได้รอบคอบและทั่วถึงจนเธอแอบรู้สึกเกรงใจขึ้นมานิด ๆ แล้วล่ะ
ถ้ามีโอกาส เธอต้องหาทางแวะไปขอบคุณท่านผู้นำและลูกสาวของท่านอย่างเป็นทางการซะหน่อยแล้ว
ในขณะที่เจียงชิ่นแค่รู้สึกประหลาดใจ แต่คนอื่น ๆ ในครอบครัวตระกูลเจียงกลับตกตะลึงพรึงเพริดไปไกลกว่าเธอมากนัก ทันทีที่ก้าวพ้นประตูบ้าน สมาชิกตระกูลเจียงต่างก็กวาดสายตามองไปรอบ ๆ จนตาแทบพร่า
อวี๋เฟิ่งเจียมองซ้ายมองขวา รู้สึกถูกใจไปซะทุกที่ บ้านแบบนี้เธอไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการถึงเลยสักครั้ง
มันช่างหรูหราอลังการเกินคำบรรยายจริง ๆ
เก่อหมิงลี่เองก็มีความคิดเห็นตรงกันกับเธออย่างหาได้ยาก
แต่คนที่ดูจะมีความสุขที่สุดคงหนีไม่พ้นหยางหยางและหน่วนหน่วน เด็กน้อยทั้งสองคนพากันวิ่งไล่จับกันอย่างสนุกสนานในห้องนั่งเล่นที่กว้างขวางโอ่อ่า
พื้นที่ชั้นล่างของบ้านหลังนี้ใหญ่กว่าบ้านเดิมของเจียงชิ่นถึงสามเท่า เด็ก ๆ จะวิ่งเล่นซนแค่ไหนก็ได้ พื้นที่ว่างที่เหลือเฟือเพียงพอให้พวกเขาได้ปลดปล่อยพลังกันอย่างเต็มที่
สิบห้านาทีต่อมา แม่ครัวก็ยกอาหารที่ทำเสร็จแล้วมาจัดวางบนโต๊ะทีละอย่าง
เมนูเหล่านั้น แม้แต่ในสายตาของเจียงชิ่นที่มีทักษะการทำอาหารขั้นเทพ ก็ยังอดรู้สึกน้ำลายสอไม่ได้
ดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นแค่กับข้าวพื้นบ้านธรรมดา แต่พอตักเข้าปากกลับมีรสชาติที่กลมกล่อมและเป็นเอกลักษณ์อย่างบอกไม่ถูก
ทุกคนพิสูจน์ความอร่อยด้วยการตักข้าวเพิ่มกันคนละชามเลยทีเดียว
หลังจากอิ่มหนำสำราญ ทุกคนก็พากันเดินทัวร์รอบบ้านหนึ่งรอบ ก่อนจะทยอยขอตัวลากลับเพราะเกรงใจ ไม่อยากจะรบกวนเวลาพักผ่อนของเจียงชิ่นและเด็ก ๆ
"เสี่ยวชิ่น ไว้ว่าง ๆ พวกเราจะแวะมาเยี่ยมใหม่นะจ๊ะ" อวี๋เฟิ่งเจียโบกมือลา
"พวกเราไปก่อนนะ เธอต้องนอนพักผ่อนเยอะ ๆ ร่างกายจะได้ฟื้นตัวไว ๆ " เก่อหมิงลี่เสริม
จู้จวนเองก็เอ่ยลาเจียงชิ่นเช่นกัน
ส่วนจ้านอวี้หมินนั้นไม่ต้องไปไหน เพราะเธอทำเรื่องลางานกับโรงพยาบาลไว้หนึ่งเดือนเต็ม เพื่อจะมาทุ่มเทเวลาดูแลเจียงชิ่นในช่วงอยู่ไฟโดยเฉพาะ
ในเมื่อห้องหับมีเหลือเฟือ จ้านอวี้หมินจึงเลือกห้องที่ถูกใจที่สุดและย้ายเข้าไปพักอยู่ด้วยทันที
"พี่สะใภ้คะ ต่อไปพวกเราจะได้อยู่ที่นี่จริง ๆ เหรอคะ ? "
ฟู่ซานหลังจากวางสัมภาระเสร็จมาตั้งนานแล้ว ก็ยังคงยืนเหม่อลอยเหมือนวิญญาณออกจากร่างไปชั่วขณะ
นี่เธอจะได้ย้ายมาอยู่ในคฤหาสน์หลังใหญ่โตขนาดนี้พร้อมกับพี่สะใภ้จริง ๆ เหรอเนี่ย ? ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม ?
แถมพอลองชำเลืองมองเพื่อนบ้านระแวกใกล้เคียง ใบหน้าแต่ละคนก็ดูคุ้นหน้าคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก เหมือนจะเคยเห็นผ่านตาในหน้าหนังสือพิมพ์หรือข่าวในโทรทัศน์ยังไงยังงั้น
แม่เจ้า ! นี่พี่สะใภ้พาเธอมาอาศัยอยู่ในถิ่นฐานของเหล่าผู้มีอิทธิพลระดับไหนกันเนี่ย
ในเมื่อแม่ฟู่กับฟู่ซานยังคงอาศัยอยู่ร่วมกับพวกเขา เจียงชิ่นจึงเห็นสมควรว่าถึงเวลาที่ต้องบอกความจริงบางอย่างให้พวกท่านได้รับรู้ แน่นอนว่าเธอเลือกบอกเฉพาะความจริงในส่วนที่เกี่ยวกับบ้านหลังนี้เท่านั้น
ส่วนรายละเอียดว่าตัวเธอเองได้สร้างผลงานหรือทำความดีความชอบอะไรไว้บ้างนั้น เธอเลือกที่จะเล่าแบบแบ่งรับแบ่งสู้ ผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ไปแล้ว หรือผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายไปแล้ว เธอเล่าให้ฟังได้อย่างไม่มีปัญหา
เพราะถึงเธอไม่เล่า สักวันพวกท่านก็ต้องไปสืบรู้มาจากปากคนอื่นอยู่ดี สู้เธอบอกด้วยตัวเองไปตรง ๆ เลยจะดีกว่า
แต่สำหรับเรื่องที่เป็นความลับระดับชาติที่บอกไม่ได้... ก็ขอโทษด้วยนะคะ เรื่องนั้นคือบอกไม่ได้จริง ๆ ค่ะ
เนื่องจากเจียงชิ่นยังอยู่ในช่วงอยู่ไฟพักฟื้น แม่ฟู่กับฟู่ซานจึงไม่ยอมให้เธอหยิบจับอะไรเลย ทั้งสองคนไม่ต้องคอยพะวงเรื่องเลี้ยงเด็ก เพราะมีพี่เลี้ยงมาช่วยแบ่งเบาภาระไปแล้ว ทำให้พวกเธอมีเวลาว่างเหลือเฟือในการช่วยกันทำความสะอาดบ้านครั้งใหญ่ และจัดข้าวของที่ขนย้ายมาให้เข้าที่เข้าทาง
ตกกลางคืน เสี่ยวเหนียนก็นอนหลับปุ๋ยไปพร้อมกับหลิวชุนเฟินและเจ้าเหมียวหลานในห้องของพวกเขา
เจียงชิ่นกับฟู่เส้าตั๋วนอนแผ่หลาอยู่บนเตียงนอนหนานุ่ม
"ฉันนอนไม่หลับเลยค่ะ"
เจียงชิ่นที่นอนจมอยู่ในความมืดมาพักใหญ่ เอ่ยทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงอู้อี้
"ผมเองก็นอนไม่หลับเหมือนกันครับ อาจจะเป็นเพราะแปลกที่ ก็เลยยังปรับตัวไม่ค่อยทันน่ะ"
ฟู่เส้าตั๋วเองก็ประสบปัญหาอาการนอนไม่หลับเช่นกัน
หลัก ๆ เลยก็เพราะในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ มีเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมายเหลือเกิน จนทั้งสองคนรู้สึกเหมือนทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันดูเกินจริงไปซะหมด
ผ่านไปเนิ่นนานเท่าไหร่ไม่รู้ ในที่สุดพวกเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทราที่แสนลึกซึ้งไปพร้อมกัน
เมื่อสบโอกาส เจียงเต๋อเลี่ยงก็ได้ปรึกษากับจ้านอวี้หมินเรื่องแผนการแต่งงานระหว่างเขากับจู้จวน
ทันทีที่ได้ฟัง จ้านอวี้หมินก็ยกมือสนับสนุนอย่างเต็มที่
เธอมีความประทับใจที่ดีต่อจู้จวนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และแอบลุ้นในใจมานานว่าเมื่อไหร่ลูกชายคนที่สามจะเปิดปากเรื่องงานแต่งงานซะที
"แล้วพวกแกสองคนวางแผนกันไว้ว่ายังไงล่ะ ? "
"จู้จวนเธอไม่มีข้อเรียกร้องอะไรเลยครับ เธอบอกว่าแล้วแต่ผมจะจัดการเลย ผมก็เลยกะว่ารอให้น้องเล็กอยู่ไฟเสร็จเรียบร้อยก่อนค่อยจัดงานแต่งครับ ช่วงนี้อยากให้แม่ทุ่มเทเวลาดูแลน้องเล็กให้เต็มที่ ไม่อยากให้ต้องมาพะวงเรื่องงานแต่งของพวกผม"
"ตกลงจ้ะ งั้นเดี๋ยวแม่จะไปลิสต์รายการของที่ต้องเตรียมไว้ก่อน มีอะไรที่นึกออกแม่จะจดลงไปให้หมด พวกแกสองคนพอมีเวลาว่างก็ค่อย ๆ ทยอยหาซื้อเตรียมไว้นะ"
จ้านอวี้หมินส่งรายการยาวเหยียดให้เจียงเต๋อเลี่ยง ในนั้นระบุรายละเอียดทุกอย่างตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่างขนาดของเตียงนอน ไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยอย่างแปรงสีฟันและยาสีฟัน เรียกได้ว่าละเอียดยิบทุกกระเบียดนิ้ว
เจียงเต๋อเลี่ยงที่เคยผ่านการแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่งจึงพอจะมีประสบการณ์อยู่บ้าง เขาชี้นิ้วไปที่รายการบางอย่างในกระดาษแล้วเอ่ยถาม "แม่ครับ ของพวกนี้บางอย่างมันจำเป็นด้วยเหรอครับ ? อย่างอันนี้... เอามาใช้แค่วันแต่งงานวันเดียวเองนะ ผมว่ามันจะดูสิ้นเปลืองเกินไปหรือเปล่าครับ..."
ทว่า คำพูดยังไม่ทันจะจบประโยค เขาก็โดนจ้านอวี้หมินโบกหัวเข้าให้ดังเพียะ
"แกน่ะมันเคยแต่งงานมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่จู้จวนเขายังเป็นสาวโสดซิง ๆ นะยะ นี่คืองานแต่งงานครั้งแรกในชีวิตเขา เพราะฉะนั้นห้ามงกห้ามตัดทอนอะไรเด็ดขาด อะไรที่ต้องมีก็ต้องมีให้ครบ ! ต่อให้จะใช้งานได้แค่ครั้งเดียวก็ต้องมี เพราะสำหรับจู้จวนแล้ว นี่คือเหตุการณ์สำคัญที่สุดในชีวิตเขาเชียวนะ ต้องให้ความสำคัญให้ถึงที่สุด ! "
จ้านอวี้หมินเน้นย้ำสี่คำสุดท้ายด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง
เจียงเต๋อเลี่ยงถึงกับหุบปากฉับ ไม่กล้าเถียงอะไรต่อ
เขาได้แต่ก้มหน้าเงียบ ๆ พลางทบทวนในใจว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือเปล่า
จ้านอวี้หมินถอนหายใจเฮือกใหญ่ นึกในใจว่าทำไมเธอถึงได้ลูกชายที่ทื่อเป็นตอไม้แบบนี้มานะ ไม่เห็นจะเฉลียวฉลาดเหมือนพี่ใหญ่กับพี่รองเลยสักนิด
ถ้าแกมีหัวคิดสักครึ่งหนึ่งของพี่ ๆ ป่านนี้แม่คงมีหลานวิ่งเต็มบ้านไปนานแล้ว
หลังจากนั้น จ้านอวี้หมินก็นำเรื่องนี้ไปเล่าให้เจียงชิ่นฟัง
เจียงชิ่นฟังแล้วกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาตกใจเหมือนจ้านอวี้หมิน "แม่คะ คนโบราณเขาว่าไว้ว่า 'คนซื่อมักจะมีบุญหล่นทับ' พี่สามของฉันเองก็คงจะเป็นคนมีวาสนาแบบนั้นแหละค่ะ แม่ไม่ต้องเป็นกังวลไปหรอกนะ"
พอได้รับการปลอบประโลมจากลูกสาว จ้านอวี้หมินก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง
เธอก็เล่าต่อว่า "พี่สามของลูกบอกว่า จู้จวนเขาเป็นคนรักเด็กมากเลยนะ พอเห็นหยางหยาง หน่วนหน่วน และเสี่ยวเหนียนเข้า เธอก็ออกอาการเอ็นดูและอิจฉาปนกันไปหมด บอกว่าอยากจะมีเจ้าตัวเล็กเป็นของตัวเองไว ๆ เหมือนกันนะ"
เจียงชิ่นยิ้มตอบ "นั่นถือเป็นเรื่องน่ายินดีเลยล่ะค่ะ พี่สามกับจู้จวนก็อายุก็ไม่ใช่น้อย ๆ กันแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องมีทายาทไว้สืบสกุลได้แล้วล่ะค่ะ แม่คะ ของขวัญและของใช้สำหรับงานแต่งงานของพี่สามในครั้งนี้ ฉันขอรับอาสาเป็นเจ้ามือใหญ่จัดการให้ทั้งหมดเองค่ะ แม่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายเลยนะคะ"
"อะไรนะ ? ลูกจะรับเป็นเจ้ามือจัดการเองทั้งหมดเลยเหรอ ? ไม่ได้หรอกนะลูก ถึงตอนนี้หนูจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ควรจะเอามาใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้ อย่าลืมนะว่าหนูมีลูกที่ต้องคอยเลี้ยงดูตั้งสามคนเชียวนะ ต้องหัดเก็บออมเงินไว้เพื่ออนาคตของเด็ก ๆ บ้างสิ"
เจียงชิ่นแอบคิดในใจว่า ต่อให้เธอต้องเลี้ยงลูกตั้งสามสิบคน เงินในบัญชีเธอก็ยังมีเหลือเฟือใช้ไม่หมดหรอกค่ะแม่
จังหวะนั้นเอง จ้านอวี้หมินก็นึกถึงเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าขึ้นมาได้ "อ้อ จริงสิ แม่ลืมถามไปเลย เรื่องบ้านหลังนี้มันยังไงกันแน่ลูก ? ทำไมจู่ ๆ ท่านผู้นำถึงได้มอบคฤหาสน์หลังใหญ่โตขนาดนี้ให้ลูกเป็นของขวัญล่ะ ? "