เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 363 ใกล้คลอดแล้ว

บทที่ 363 ใกล้คลอดแล้ว

บทที่ 363 ใกล้คลอดแล้ว


บทที่ 363 ใกล้คลอดแล้ว

สำหรับก้าวต่อไป ตามความเห็นของหวังเหิงแล้ว เขามองว่าเจียงชิ่นใกล้จะถึงกำหนดคลอดเต็มที จึงอยากให้เธอพักผ่อนยาว ๆ ไปเลย

งานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มันไม่มีวันจบสิ้นหรอก ทำยังไงก็ทำไม่หมด

แต่เจียงชิ่นก็มีแผนการในใจของเธออยู่แล้ว

ก้าวต่อไป เธอตั้งใจจะประดิษฐ์สิ่งที่เธอโหยหามาเนิ่นนาน นั่นก็คือ 'โทรศัพท์มือถือ'

เอาจริง ๆ การใช้ชีวิตในยุคนี้ก็ไม่ได้มีอะไรให้รู้สึกไม่ชินหรอกนะ จะมีก็แค่สองอย่างเท่านั้นแหละที่ขาดหายไป นั่นคือ โทรศัพท์มือถือและอินเทอร์เน็ต

การไม่มีสองสิ่งนี้มันช่างเป็นอะไรที่ไม่สะดวกเอาเสียเลย

ในตอนนี้ โครงข่ายอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศยังไม่ถูกสร้างขึ้น ดังนั้นเรื่องสมาร์ตโฟนก็พับเก็บไปได้เลย

เจียงชิ่นจึงวางแผนที่จะเริ่มจากการพัฒนาโทรศัพท์มือถือรุ่นธรรมดา ที่มีฟังก์ชันพื้นฐานอย่างการโทรเข้า-ออก และส่งข้อความ SMS ให้ได้ก่อน เพื่อแก้ปัญหาสำคัญที่สุด นั่นคือการสื่อสารแบบเรียลไทม์

ส่วนเรื่องจะพัฒนาสมาร์ตโฟนเมื่อไหร่นั้น คงต้องรอให้อินเทอร์เน็ตครอบคลุมทั่วประเทศก่อน ค่อยว่ากันอีกที

ขืนสร้างสมาร์ตโฟนออกมาตอนนี้ มันก็ไม่มีประโยชน์อะไรอยู่ดี

ทว่า ลำพังแค่ไอเดียการสร้างโทรศัพท์มือถือฟังก์ชันพื้นฐาน พอหวังเหิงได้ฟัง เขาก็ถึงกับช็อกจนพูดไม่ออกไปพักใหญ่ ผ่านไปเนิ่นนานกว่าเขาจะหาเสียงตัวเองเจอ "เธอหมายถึง... โทรศัพท์เคลื่อนที่ ที่ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน ก็สามารถโทรหากันได้ตลอดเวลางั้นเหรอ ? "

เจียงชิ่นลองนึกดู คำว่า 'โทรศัพท์เคลื่อนที่' มันก็ไม่ผิดความหมายนี่นา

ก็โทรศัพท์มือถือมันมีชื่อเรียกอีกอย่างว่าแบบนั้นจริง ๆ นี่

"ใช่ค่ะ ความหมายแบบนั้นเลย แล้วถ้าไม่สะดวกคุยสาย ก็สามารถส่งข้อความ SMS หากันได้ด้วย ก็คือการพิมพ์ข้อความสั้น ๆ แล้วส่งไปเข้าเครื่องของอีกฝ่ายน่ะค่ะ"

เจียงชิ่นอธิบายเพิ่มเติม หวังเหิงถึงได้เข้าใจว่าไอ้เจ้า 'ข้อความ SMS' ที่ว่านี้มันคืออะไร

และพอเข้าใจแจ่มแจ้ง เขาก็เริ่มตื่นเต้นจนเนื้อเต้น

"เยี่ยมไปเลย ! สุดยอดไปเลย ! โทรศัพท์ที่สามารถพกติดตัวไปไหนมาไหนได้ แถมยังส่งข้อความหากันได้อีก แบบนี้มันจะสะดวกสบายเกินไปแล้ว"

หวังเหิงแทบจะอดใจรอให้มีโทรศัพท์แบบนี้ไว้ในครอบครองสักเครื่องไม่ไหวแล้ว

"แต่ลำพังแค่มีตัวเครื่องโทรศัพท์มันยังใช้งานไม่ได้หรอกนะคะ เรายังต้องพึ่งพาระบบเครือข่ายจากหน่วยงานโทรคมนาคม และต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานอีกหลายอย่างเลยค่ะ รายละเอียดเชิงลึกทั้งหมด ฉันสรุปไว้ในรายงานฉบับนี้แล้ว คุณลองอ่านดูนะคะ อ่านจบแล้วก็อย่าลืมช่วยส่งเรื่องขึ้นไปให้เบื้องบนพิจารณาด้วยล่ะ งานสเกลใหญ่ขนาดนี้ ลำพังแค่ฉันคนเดียวรับมือไม่ไหวหรอกค่ะ ฉันว่างานนี้รัฐบาลคงต้องจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะแล้วล่ะค่ะ"

ในตอนแรก หวังเหิงก็ยังไม่ค่อยเข้าใจว่าทำไมถึงต้องตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะด้วยล่ะ ? ใช้กรมไปรษณีย์โทรเลขที่มีอยู่แล้วไม่ได้เหรอ ?

แต่พอเขาได้อ่านรายงานจนจบ เขาก็ถึงบางอ้อ ว่ามันใช้หน่วยงานเดิมไม่ได้จริง ๆ ด้วยแฮะ

เพราะในรายงานฉบับนั้น ไม่ได้มีแค่การสร้างโทรศัพท์มือถือธรรมดาเท่านั้น แต่ยังมีการระบุถึงสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่า 'สมาร์ตโฟน' เอาไว้อีกด้วย

เพียงแต่ในรายงานได้ระบุไว้ชัดเจนว่า สำหรับสมาร์ตโฟนนั้น ในปัจจุบันยังขาดความพร้อมในด้านกระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม จึงขอชะลอการวิจัยและพัฒนาออกไปก่อน

ในรายงาน เจียงชิ่นเรียกสมาร์ตโฟนว่า 'โทรศัพท์มือถือเจเนอเรชันที่สอง' ซึ่งถือเป็นแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาในอนาคต

ส่วน 'โทรศัพท์มือถือเจเนอเรชันที่หนึ่ง' ก็คือโทรศัพท์มือถือธรรมดาที่สามารถทำได้แค่โทรเข้า-ออก และส่งข้อความ SMS ตามที่เจียงชิ่นอธิบายไปก่อนหน้านี้นั่นแหละ

เจียงชิ่นได้แจกแจงข้อดีข้อเสีย และคุณสมบัติเด่นของโทรศัพท์ทั้งสองรุ่นไว้ในรายงานอย่างละเอียดเป็นข้อ ๆ

แน่นอนว่าในมุมมองของเจียงชิ่น สมาร์ตโฟนมีข้อเสียเพียงข้อเดียวนั่นก็คือ... มันผลาญเวลาอันมีค่าไปอย่างเปล่าประโยชน์เกินไป แค่เอาแต่นั่งก้มหน้าไถมือถือไปมา เผลอแป๊บเดียวเวลาก็หมดไปทั้งวันแล้ว ช่างเป็นอะไรที่สูบเวลาชีวิตสุด ๆ

ตอนที่หวังเหิงอ่านเนื้อหาในส่วนที่เกี่ยวกับสมาร์ตโฟน ดวงตาของเขาก็แทบจะถลนออกมานอกเบ้าด้วยความตกตะลึง

ลำพังแค่โทรศัพท์มือถือเจเนอเรชันแรก ก็ทำเอาเขาทึ่งจนแทบคลั่งอยู่แล้ว แต่นี่เจียงชิ่นดันวางแผนข้ามช็อต ไปถึงการพัฒนาโทรศัพท์มือถือเจเนอเรชันที่สอง ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้อีกเนี่ยนะ

ในรายงานอธิบายสรรพคุณของมันไว้ว่ายังไงนะ ? แค่มีสมาร์ตโฟนเจเนอเรชันที่สองเครื่องเดียว ก็เท่ากับกำโลกทั้งใบที่มีข้อมูลข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกไว้ในมือเลยงั้นเหรอ ?

แค่ขยับปลายนิ้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ภายใต้การควบคุม

ฟังดูเย้ายวนใจเกินไปแล้ว !

แถมยังสามารถใช้สมาร์ตโฟนดูทีวี เล่นเกม ช้อปปิ้ง แล้วก็จ่ายเงินได้ด้วยเนี่ยนะ ? !

สมองของหวังเหิงเริ่มจะประมวลผลตามไม่ทันแล้ว

เขารีบนำรายงานฉบับนั้นส่งขึ้นไปยังเบื้องบนทันที คราวนี้เบื้องบนใช้เวลาพิจารณาและถกเถียงกันค่อนข้างนาน ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์เต็ม ๆ ถึงได้ส่งคำสั่งอนุมัติกลับมา

และคำสั่งที่ส่งลงมาก็คือ... ท่านผู้นำระดับสูงต้องการพบตัวเจียงชิ่นเป็นการส่วนตัว

ในวันนัดหมาย ท่านผู้นำระดับสูงได้เปิดห้องรับรองเพื่อพูดคุยกับเจียงชิ่นแบบสองต่อสอง

ไม่มีใครล่วงรู้ว่าพวกเขาสนทนาเรื่องอะไรกันบ้าง รู้เพียงแค่ว่าหลังจากสิ้นสุดการพูดคุย ทั้งท่านผู้นำและเจียงชิ่นต่างก็เดินออกมาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ดูอารมณ์ดีกันทั้งคู่

และหลังจากนั้น รายงานโครงการนี้ก็ได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ

ถ้าเอาโทรศัพท์มือถือรุ่นธรรมดาไปเทียบกับโปรเจกต์ระดับชาติอย่างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟิวชันล่ะก็ ต้องบอกเลยว่ามันเป็นอะไรที่กล้วย ๆ ง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากซะอีก

ความยากเพียงอย่างเดียวก็คือ ชิ้นส่วนภายในของมันมีความละเอียดและซับซ้อนมาก หากเทคโนโลยีการผลิตไม่ได้มาตรฐาน ก็ไม่มีทางผลิตมันขึ้นมาได้เลย

แต่โชคดีที่ตอนนี้โรงงานเครื่องจักรกลของเรามีสุดยอดเทคโนโลยีอย่างเครื่องจักร CNC ไว้ในครอบครองแล้ว การจะผลิตชิ้นส่วนที่มีความแม่นยำสูงลิบลิ่วจึงกลายเป็นเรื่องง่ายดายไปเลย

ดังนั้น การผลิตชิ้นส่วนประกอบของโทรศัพท์มือถือจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลย

เจียงชิ่นจัดการส่งมอบแบบแปลนการผลิตทั้งหมดให้กับทางโรงงานเครื่องจักรกล ส่วนกระบวนการผลิตหลังจากนั้น เธอขอปล่อยมือและไม่ขอเข้าไปก้าวก่ายอีกต่อไป

เอาจริง ๆ ถึงอยากจะยุ่งก็คงยุ่งไม่ไหวแล้วล่ะ

หน้าท้องของเธอตอนนี้ป่องนูนใหญ่โตราวกับลูกบอลยักษ์ พร้อมจะคลอดได้ทุกเมื่อ การพักผ่อนให้เต็มที่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เธอไม่ควรฝืนร่างกายให้เหนื่อยล้าไปมากกว่านี้

เจียงชิ่นให้ความสำคัญกับทารกน้อยในครรภ์คนนี้มาก อันที่จริง จะพูดให้ถูกก็คือ เธอให้ความสำคัญและรักลูกทั้งสามคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นหลังมือหรือหน้ามือ ก็ล้วนแต่เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเธอทั้งนั้นแหละ

หลังจากส่งมอบแบบแปลนเสร็จสิ้น เจียงชิ่นก็ปล่อยวางทุกอย่างและเข้าสู่โหมดพักผ่อนอย่างเต็มรูปแบบ

ฟู่เส้าตั๋วเองก็ไม่ยอมให้เธอเดินทางไปมหาวิทยาลัยอีก เขาเป็นธุระจัดการทำเรื่องลางานให้เธอเสร็จสรรพ เพื่อให้เธอได้พักผ่อนและเตรียมตัวคลอดอยู่ที่บ้านอย่างสบายใจ

แต่บังเอิญว่ากำหนดคลอดของเธอดันไปตรงกับช่วงสอบปลายภาคพอดี เจียงชิ่นก็เลยแอบหงุดหงิดใจอยู่นิด ๆ ว่าถ้าเกิดเจ็บท้องคลอดตอนนั้นขึ้นมา เธอจะพลาดการสอบหรือเปล่าเนี่ย ?

อุตส่าห์ตั้งใจว่าจะสอบเทียบข้ามชั้นซะหน่อย

ช่วงที่นอนรอคลอดอยู่ที่บ้าน เจียงชิ่นก็เฝ้าภาวนาทุกวัน ขอให้เจ้าตัวเล็กคนที่สามในท้อง ยอมอดทนรออีกนิด คลอดออกมาช้ากว่ากำหนดสักหน่อยเถอะ อย่างน้อยก็ขอให้เธอสอบปลายภาคเสร็จก่อนเถอะนะ

ก็ไม่รู้ว่าเจ้าลูกคนที่สามจะฟังคำภาวนาของเจียงชิ่นรู้เรื่องหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ เจ้าตัวเล็กก็นอนนิ่งสงบอยู่ในท้องอย่างสบายใจเฉิบ จนล่วงเลยเข้าสู่สัปดาห์ที่ 41 แล้ว ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยอมออกมาดูโลกเลย

ส่วนทางด้านเจียงชิ่นน่ะเหรอ เธอสอบปลายภาคเสร็จไปตั้งนานแล้ว และตอนนี้ก็ต้องมานั่งลุ้นนั่งเครียดทุกวัน ว่าเมื่อไหร่น้ำคร่ำจะแตกสักที

นี่ก็เลยกำหนดคลอดมาตั้งหนึ่งสัปดาห์แล้วนะ ถึงตอนแรกเธอจะภาวนาให้ลูกออกมาช้าหน่อยก็เถอะ แต่ก็ไม่ต้องดีเลย์นานขนาดนี้ก็ได้มั้ง

ทำเอาคนเป็นแม่ใจคอไม่ดีเลยแฮะ

จนกระทั่งผ่านพ้นสัปดาห์ที่ 41 ไปได้แค่วันเดียว หน้าท้องของเจียงชิ่นก็เริ่มประท้วงขึ้นมาแล้ว

ช่วงกลางดึกสงัด จู่ ๆ เจียงชิ่นก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะความเจ็บปวดที่หน้าท้อง

แค่เธอขยับตัวนิดเดียว ฟู่เส้าตั๋วที่นอนอยู่ข้าง ๆ ก็ตื่นขึ้นมาทันทีราวกับมีเรดาร์

เขาตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว "เจ็บท้องจะคลอดแล้วใช่ไหมครับ ? "

เจียงชิ่นใช้มือกุมหน้าท้องไว้แน่น เจ็บจนพูดไม่ออก ได้แต่พยักหน้ารัว ๆ

ฟู่เส้าตั๋วไม่รอช้า รีบกระโดดลงจากเตียง คว้าเสื้อผ้ามาสวมอย่างลวก ๆ แล้วหยิบเสื้อคลุมบุฝ้ายตัวหนามาสวมทับให้เจียงชิ่น ก่อนจะช้อนตัวเธอขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม

"กอดคอผมไว้แน่น ๆ นะครับ ตอนนี้ดึกมากแล้ว หารถรับจ้างไม่ได้แน่ ๆ เดี๋ยวผมจะอุ้มคุณลงไปที่ลานหน้าบ้าน แล้วให้คุณนั่งซ้อนท้ายจักรยาน ผมจะปั่นพาคุณไปโรงพยาบาลเอง"

เจียงชิ่นเจ็บจนต้องสูดปากระบายความเจ็บปวด ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะเค้นเสียงอันแหบพร่าและอ่อนแรงออกมาได้

"โทร... โทรเรียกลุงอู๋สิคะ"

หลังจากที่ได้รับเงินก้อนโตจากค่าลิขสิทธิ์ เจียงชิ่นก็จัดการติดตั้งโทรศัพท์บ้านเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้ทั้งที่ห้องทดลองและที่บ้านก็มีโทรศัพท์ใช้แล้ว การจะติดต่อสื่อสารหรือสั่งงานด่วนอะไรก็สะดวกสบายและรวดเร็วทันใจสุด ๆ

ด้วยความที่ฟู่เส้าตั๋วมัวแต่เป็นห่วงจนลนลาน พอถูกเจียงชิ่นเตือนสติ เขาก็เพิ่งจะนึกถึงลุงอู๋คนขับรถขึ้นมาได้

เขารีบตะโกนเรียกฟู่ซานให้มาช่วยอยู่เป็นเพื่อนเจียงชิ่น ส่วนตัวเองก็วิ่งไปกดโทรศัพท์หาลุงอู๋ทันที

ลุงอู๋มาถึงเร็วกว่าที่คิด แถมยังช่วยฟู่เส้าตั๋วประคองเจียงชิ่นขึ้นไปนั่งบนรถด้วย

ทันทีที่ก้นแตะเบาะรถ เจียงชิ่นก็เริ่มโอดครวญร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดอีกครั้ง

ฟู่เส้าตั๋วร้อนใจจนแทบคลั่ง สั่งให้ลุงอู๋เหยียบคันเร่งให้มิดเลย

ลุงอู๋ย่อมรู้ดีว่าสถานการณ์มันฉุกเฉินแค่ไหน การทำคลอดเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ชักช้าไม่ได้เด็ดขาด

เขาจึงเหยียบคันเร่งมิดไมล์ ซิ่งรถเก๋งคันหรูราวกับกำลังขับรถสปอร์ตแข่งในสนาม โชคดีที่ในยุคสมัยนี้ รถยนต์ยังเป็นของหายาก บนท้องถนนจึงโล่งโจ้งไร้รถราสัญจร เหมาะเหม็งกับการประลองความเร็วสุด ๆ

ลุงอู๋ใช้เวลาเพียงสิบห้านาที ก็ซิ่งรถมาถึงโรงพยาบาลที่เจียงชิ่นได้จองคิวฝากครรภ์เอาไว้ล่วงหน้า

ซึ่งก็คือโรงพยาบาลที่จ้านอวี้หมินทำงานอยู่นั่นแหละ

เนื่องจากเป็นเวลาดึกสงัด แผนกผู้ป่วยนอกจึงปิดให้บริการหมดแล้ว เหลือเพียงแผนกฉุกเฉินที่ยังมีหมอเวรประจำการอยู่

ฟู่เส้าตั๋วอุ้มเจียงชิ่นลงจากรถ แล้ววิ่งกระหืดกระหอบตรงดิ่งไปยังแผนกฉุกเฉินทันที

ตลอดทางที่วิ่งมา พอเห็นใบหน้าที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อและบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของเจียงชิ่น หัวใจของเขาก็ปวดหนึบราวกับถูกบีบรัด

เขาไม่น่าปล่อยให้ภรรยาสุดที่รักต้องมาทนทุกข์ทรมานแบบนี้อีกเลยจริง ๆ

ในวินาทีนี้ ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดและความปวดร้าวอย่างแสนสาหัส

หัวใจของเขาถูกบีบรัดจนเจ็บปวดไปหมดแล้ว

จบบทที่ บทที่ 363 ใกล้คลอดแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว