เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 362 นักวิทยาศาสตร์ก็มีประเทศชาตินะ

บทที่ 362 นักวิทยาศาสตร์ก็มีประเทศชาตินะ

บทที่ 362 นักวิทยาศาสตร์ก็มีประเทศชาตินะ


บทที่ 362 นักวิทยาศาสตร์ก็มีประเทศชาตินะ

เจียงชิ่นวางแผนไว้ล่วงหน้าตั้งนานแล้วว่า จะซื้อบ้านให้คนในครอบครัวครอบครัวละหลัง แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้หรอกนะ ต้องรอให้ถึงปี 1982 ซึ่งเป็นปีที่รัฐบาลเปิดเสรีให้ซื้อขายบ้านได้อย่างถูกกฎหมายเสียก่อน

ลองนับนิ้วดู ก็เหลือเวลาอีกไม่ถึงสี่ปีเท่านั้นเอง

ถ้าเจียงเต๋อเลี่ยงแต่งงาน เขาก็สามารถใช้สิทธิ์พักอาศัยในบ้านพักที่ทางโรงงานจัดสรรให้ไปก่อนสักสามปี พอถึงตอนที่ซื้อบ้านหลังใหม่ได้ ค่อยย้ายเข้าไปอยู่ก็ยังไม่สาย

สำหรับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเจียงเต๋อเลี่ยงกับจู้จวน เจียงชิ่นก็ไม่ได้ปิดบังผู้อำนวยการห่าวเลยแม้แต่น้อย

เธอกับผู้อำนวยการห่าวถือเป็นคนกันเองที่คุ้นเคยกันดี เธอรู้ว่าเขาเป็นคนที่ไว้ใจได้ และมีวุฒิภาวะมากพอ เล่าให้ฟังก็ไม่ต้องกลัวว่าจะเอาไปเม้าท์ต่อให้เสียหาย

ก็แหม ระดับผู้อำนวยการโรงงานใหญ่โตขนาดนี้ จะให้มาทำตัวเป็นพวกปากหอยปากปูมันก็คงไม่ใช่เรื่องหรอกนะ

พอได้ยินว่าเจียงเต๋อเลี่ยงกำลังคบหาดูใจอยู่กับจู้จวน ผู้อำนวยการห่าวก็หัวเราะร่วน "ยอดเยี่ยมไปเลย เจียงเต๋อเลี่ยงนี่ตาแหลมไม่เบาเลยนะเนี่ย"

"ทำไมถึงพูดแบบนั้นล่ะคะ ? "

เจียงชิ่นถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

"สหายจู้จวนคนนั้นน่ะ ผมรู้จักมักจี่เป็นอย่างดีเลยล่ะ เป็นคนนิสัยหนักแน่น เอาการเอางาน เข้ามาทำงานปีที่สองก็คว้าตำแหน่งพนักงานดีเด่นไปครองแล้ว ถือเป็นกำลังหลักของโรงงานเราเลยนะ ถ้าไม่ติดว่าต้องเสียเวลาไปใช้แรงงานในชนบทซะหลายปี ป่านนี้คงได้แต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาไปตั้งนานแล้วล่ะ"

พอได้ยินแบบนั้น เจียงชิ่นก็ทึ่งไปเลย ขนาดผู้อำนวยการห่าวยังรู้จักข้อมูลของเธอละเอียดขนาดนี้ แสดงว่าหญิงสาวคนนี้ต้องมีความโดดเด่นไม่ธรรมดาแน่ ๆ

ไม่อย่างนั้น ในบรรดาพนักงานเป็นพัน ๆ คนของโรงงานเครื่องจักรกล ถ้าเป็นแค่พนักงานธรรมดาทั่วไป ผู้อำนวยการห่าวคงจำชื่อไม่ได้ด้วยซ้ำมั้ง

"แล้วพอจะมีรายละเอียดอื่นๆ เพิ่มเติมไหมคะ รบกวนช่วยเล่าให้ฟังหน่อยสิคะ"

"รายละเอียดลึก ๆ กว่านี้ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นักหรอกนะ เดี๋ยวผมขอไปสืบดูให้แน่ใจก่อน แล้วจะมาเล่าให้ฟังอีกทีนะ"

"ตกลงค่ะ รบกวนผู้อำนวยการห่าวด้วยนะคะ"

"โธ่เอ๊ย สหายเสี่ยวเจียง จะมาเกรงจงเกรงใจอะไรกันล่ะ มีเรื่องอะไรให้ช่วยก็บอกมาได้เลย ผมยินดีจัดการให้อย่างเต็มที่เลยล่ะ"

"โอเคค่ะ งั้นฉันก็จะไม่เกรงใจแล้วนะคะ"

"มันต้องแบบนี้สิถึงจะถูก"

ผู้อำนวยการห่าวทำงานรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ใช้เวลาแค่ครึ่งวัน ก็สามารถสืบประวัติของจู้จวนมาได้จนหมดเปลือก แถมยังอุตส่าห์ส่งคนนำรูปถ่ายมาให้เจียงชิ่นดูถึงที่ด้วย

รูปถ่ายใบนั้นเป็นรูปติดบัตรขนาดเจ็ดนิ้ว ผู้อำนวยการห่าวเล่าว่า เขาตั้งใจสั่งให้เอารูปขนาดหนึ่งนิ้วไปขยายใหญ่ เพื่อนำไปติดบอร์ดประกาศเกียรติคุณพนักงานดีเด่นประจำปีโดยเฉพาะ

"จู้จวนเคยได้รับรางวัลพนักงานดีเด่นเมื่อปี 1977 นิสัยใจคอก็ดีงาม เป็นที่รักใคร่ของเพื่อนร่วมงานในแผนก ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางหรือทะเลาะเบาะแว้งกับใครเลย ภูมิหลังครอบครัวก็เรียบง่ายไม่ได้มีอะไรซับซ้อน นอกจากพ่อแม่แล้วก็มีพี่ชายอีกหนึ่งคน ซึ่งพี่ชายก็แต่งงานและแยกครอบครัวออกไปอยู่ข้างนอกแล้ว ตอนนี้ที่บ้านก็เลยมีแค่เธอกับพ่อแม่รวมเป็นสามคนเท่านั้นแหละครับ"

ผู้อำนวยการห่าวถ่ายทอดข้อมูลทั้งหมดที่เขาสืบมาได้ให้เจียงชิ่นฟังอย่างละเอียด

ฟังดูแล้ว โปรไฟล์ของหญิงสาวคนนี้ก็ถือว่าไร้ที่ติเลยทีเดียว นิสัยดี มีความสามารถในการทำงาน แถมครอบครัวก็ไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจ

จากรูปถ่าย ใบหน้าของเธอดูสงบเยือกเย็น ให้ความรู้สึกที่เป็นมิตรและน่าคบหา

ความประทับใจแรกของเจียงชิ่นที่มีต่อจู้จวนนั้น ถือว่าสอบผ่านฉลุยเลยล่ะ

เธอจึงวานให้ลุงอู๋คนขับรถ ช่วยนำรูปถ่ายใบนี้ไปส่งให้จ้านอวี้หมิน พร้อมกับเขียนประวัติและข้อมูลส่วนตัวของจู้จวนแนบใส่ซองเอกสารสีน้ำตาลไปด้วย

ทางฝั่งจ้านอวี้หมิน พอได้รับรูปถ่ายและได้อ่านข้อมูลทั้งหมด ปฏิกิริยาของเธอก็เหมือนกับเจียงชิ่นเป๊ะ คือรู้สึกประทับใจและถูกชะตากับจู้จวนเอามาก ๆ

ถ้าเจียงเต๋อเลี่ยงได้ผู้หญิงดี ๆ แบบนี้มาเป็นสะใภ้จริง ๆ เธอก็คงจะนอนตายตาหลับแล้วล่ะ

หลังจากนั้นเป็นต้นมา จ้านอวี้หมินก็เลิกเซ้าซี้ถามเรื่องความรักของเจียงเต๋อเลี่ยงอีกเลย ปล่อยให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนพัฒนาไปตามธรรมชาติ รอเวลาสุกงอมเมื่อไหร่ เดี๋ยวลูกชายก็คงจะพาว่าที่ลูกสะใภ้มาเปิดตัวที่บ้านเองนั่นแหละ

หลังจากจัดการส่งรูปถ่ายและข้อมูลให้แม่เสร็จเรียบร้อย เจียงชิ่นก็หันกลับมาทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาโปรเจกต์ของเธอต่อ

โครงสร้างเครือข่ายเน็ตเวิร์กเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว ก้าวต่อไปก็คือการขยายขอบเขตการใช้งานให้ครอบคลุมหน่วยงานของรัฐและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ

ส่วนการจะให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้งานอินเทอร์เน็ตที่บ้านนั้น คงยังเป็นเรื่องที่ไกลเกินเอื้อมในตอนนี้ เพราะลำพังแค่โทรทัศน์ แต่ละบ้านก็ยังแทบจะไม่มีปัญญาซื้อกันเลย นับประสาอะไรกับคอมพิวเตอร์ล่ะ

อีกอย่าง ช่วงเวลานี้มันก็ยังไม่เหมาะสมเท่าไหร่นักด้วย

สำหรับหน่วยงานนำร่องเหล่านี้ รัฐบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบจัดสรรและติดตั้งคอมพิวเตอร์ให้ทั้งหมด

ช่วงนี้เจียงชิ่นกำลังง่วนอยู่กับการพัฒนาซอฟต์แวร์หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ตอบโจทย์และรองรับการใช้งานของหน่วยงานนำร่องเหล่านี้โดยเฉพาะ

จวงซือเหวินก็คอยเป็นลูกมือช่วยงานเธออย่างแข็งขัน และนอกจากจวงซือเหวินแล้ว จั๋วซีก็ยังเสนอตัวขอเข้ามาช่วยงานด้วยอีกแรง

เจียงชิ่นย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจว่า 'จุดประสงค์ที่แท้จริงของตาจั๋วซีไม่ได้อยู่ที่การช่วยงานหรอก' แต่หลังจากให้เขาเซ็นสัญญาปกปิดความลับเรียบร้อยแล้ว เธอก็ยอมเปิดไฟเขียวให้เขาเข้ามาร่วมทีมด้วย

หลังจากที่เจียงชิ่นช่วยเกลี้ยกล่อม ในที่สุดจวงซือเหวินก็ยอมเผชิญหน้ากับความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเอง และตกลงรับรักจั๋วซี

อย่างไรก็ตาม จวงซือเหวินก็ได้ตั้งเงื่อนไขกับจั๋วซีไว้ว่า ให้ลองคบหาดูใจกันไปก่อน เพื่อศึกษานิสัยใจคอซึ่งกันและกัน ถ้ารู้สึกว่าไปกันไม่ได้ ก็ค่อยแยกย้ายกันไป

ซึ่งจั๋วซีก็ตอบตกลงตามเงื่อนไขนั้น

แต่ในสายตาของเจียงชิ่นแล้ว เธอกลับมองว่าพฤติกรรมของคนคู่นี้มันไม่เห็นจะเหมือนคนเป็นแฟนกันตรงไหนเลย ถึงปากจวงซือเหวินจะบอกว่าตอบตกลงคบกับจั๋วซีแล้ว แต่เอาเข้าจริง ๆ เธอก็ยังก้าวข้ามกำแพงในใจของตัวเองไม่ได้อยู่ดี เวลาอยู่กับจั๋วซี เธอก็เลยยังดูเกร็ง ๆ ทำตัวไม่ค่อยถูก

จะบอกว่าเป็นแฟนกันก็พูดได้ไม่เต็มปาก สู้บอกว่าเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันมากขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย น่าจะตรงกับความเป็นจริงมากกว่า

เมื่อเทียบกับจวงซือเหวินแล้ว จั๋วซีกลับดูเป็นฝ่ายรุกและกระตือรือร้นมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เพื่อที่จะได้มีเวลาอยู่ใกล้ชิดกับจวงซือเหวินมากขึ้น เขาถึงขนาดยอมทิ้งโปรเจกต์วิจัยที่ตัวเองชื่นชอบ แล้วขอเข้าร่วมทีมในห้องทดลองของเจียงชิ่นแทน

ถึงแม้จวงซือเหวินกับจั๋วซีจะไม่ได้เรียนมาทางสายคอมพิวเตอร์โดยตรง แต่ด้วยดีกรีความเป็นหัวกะทิของมหาวิทยาลัยเมืองหลวง การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขาทั้งสองคนเลย

ภารกิจที่เจียงชิ่นมอบหมายให้พวกเขาสองคนรับผิดชอบก็คือ การเดินทางไปที่โรงงานเครื่องจักรกลเป็นประจำ เพื่อทำการติดตั้งระบบปฏิบัติการและซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ให้กับคอมพิวเตอร์ที่เพิ่งผลิตเสร็จใหม่ ๆ

ด้วยความที่ทั้งคู่หัวไวและเรียนรู้ได้เร็ว แค่เจียงชิ่นสอนวิธีทำไปรอบเดียว พวกเขาก็จำได้ขึ้นใจ พอลองลงมือติดตั้งเองแค่สองครั้ง ก็สามารถทำได้อย่างคล่องแคล่วและชำนาญแล้ว

ในช่วงเวลาที่ไม่มีเรียน ทั้งสองคนก็มักจะเดินทางไปกลับระหว่างมหาวิทยาลัยกับโรงงานเครื่องจักรกลอยู่เสมอ ถือเป็นการเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่ผูกพันกับคอมพิวเตอร์อย่างเต็มตัว

ทางด้านเจียงชิ่น เธอก็ยังคงมุ่งมั่นพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพของคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้ไปถึงขีดสุด

ในขณะเดียวกัน เบื้องบนก็ได้มีมติอนุมัติให้สร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพิ่มอีกสองเครื่อง

เพราะลำพังแค่เครื่องเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้ มันไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้งานที่มหาศาลอีกต่อไปแล้ว

เจียงชิ่นปฏิบัติตามคำสั่งของเบื้องบนอย่างไม่มีเงื่อนไข

ด้วยประสบการณ์จากการประกอบซูเปอร์คอมพิวเตอร์เครื่องแรก ทำให้การประกอบสองเครื่องหลังนี้ดูเป็นเรื่องง่ายและรวดเร็วขึ้นเยอะ

แถมศาสตราจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่เคยมีส่วนร่วมในการประกอบเครื่องแรก ก็ยังถูกเรียกตัวมาช่วยงานในครั้งนี้ด้วย ทำให้ความเร็วในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ใช้เวลาเพียงไม่ถึงเดือน ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ทั้งสองเครื่องก็ถูกประกอบจนเสร็จสมบูรณ์และพร้อมเปิดใช้งาน

ทันทีที่ข่าวการสร้างซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพิ่มอีกสองเครื่องถูกประกาศออกไป หน่วยงานและบุคคลต่าง ๆ ก็แห่กันมายื่นเรื่องขอใช้บริการกันยาวเป็นหางว่าว

แต่สิ่งที่ทำให้เจียงชิ่นประหลาดใจที่สุดในครั้งนี้ก็คือ มีสถาบันวิจัยและองค์กรจากต่างประเทศจำนวนไม่น้อย ที่เข้ามาร่วมต่อคิวขอใช้บริการด้วย

ประสิทธิภาพอันน่าทึ่งและทรงพลังของซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ได้ดึงดูดความสนใจจากสถาบันวิจัยและองค์กรทางวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้จับจ้องมาที่ประเทศจีนเป็นตาเดียว

ใบสมัครขอใช้บริการปลิวว่อนเข้ามาเป็นพายุหิมะ ทำเอาหวังเหิงและทีมงานต้องทำงานกันจนหัวหมุน แทบจะคัดกรองกันไม่ทันเลยทีเดียว

"ธุรกิจของเรากำลังไปได้สวยเลยนะเนี่ย" หวังเหิงพูดสายหัวเราะร่า "การขอใช้ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของเราน่ะ ไม่ใช่ว่าใช้ฟรี ๆ นะ เก็บค่าบริการครั้งนึงก็ไม่ใช่ถูก ๆ ด้วย แต่ถึงอย่างนั้น คนก็ยังแห่กันมาต่อคิวขอใช้บริการกันไม่ขาดสายเลยล่ะ แต่แน่นอนว่าเราก็มีเงื่อนไขและข้อจำกัดอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าทุกประเทศจะสามารถขอใช้บริการได้หรอกนะ เราจะอนุมัติให้เฉพาะบางประเทศที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้นแหละ"

แม้หวังเหิงจะพูดจาอ้อมค้อม แต่เจียงชิ่นก็เข้าใจความหมายที่แฝงอยู่ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง

ด้วยความที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มันมีอานุภาพและศักยภาพที่ไร้ขีดจำกัด หากตกไปอยู่ในมือของบางประเทศ มันอาจจะย้อนกลับมาเป็นภัยคุกคามต่อประเทศจีนได้ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศ M เป็นต้น

ดังนั้น ข้อจำกัดและมาตรการกีดกันเหล่านี้ ก็ต้องพุ่งเป้าไปที่ประเทศพวกนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เจียงชิ่นก็ไม่ได้เก็บเอามาใส่ใจหรอก ซูเปอร์คอมพิวเตอร์เป็นสมบัติของชาติ รัฐบาลจะมีสิทธิ์ขาดในการตัดสินใจว่าจะให้ใครใช้หรือไม่ให้ใครใช้

ส่วนเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้ เธอไม่ขอเข้าไปก้าวก่ายหรอก

อีกอย่าง ลึก ๆ ในใจของเธอ เธอก็ไม่อยากให้คนจากประเทศ M เข้ามาใช้ผลงานของเธอเหมือนกันแหละ

จริงอยู่ที่ใคร ๆ ก็บอกว่า 'วิทยาศาสตร์นั้นไร้พรมแดน' แต่ 'นักวิทยาศาสตร์ก็มีประเทศชาติของตัวเองนะ'

ในเรื่องแบบนี้ เธอทำใจกว้างยอมรับไม่ได้จริง ๆ หรอกนะ

หลังจากอัปเดตเรื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์เสร็จ ทั้งสองคนก็เริ่มปรึกษาหารือเกี่ยวกับแผนการวิจัยและพัฒนาในขั้นตอนต่อไป

จบบทที่ บทที่ 362 นักวิทยาศาสตร์ก็มีประเทศชาตินะ

คัดลอกลิงก์แล้ว