- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 361 เจียงเต๋อเลี่ยง ไอ้หนุ่มน้ำเต้าปิดปาก
บทที่ 361 เจียงเต๋อเลี่ยง ไอ้หนุ่มน้ำเต้าปิดปาก
บทที่ 361 เจียงเต๋อเลี่ยง ไอ้หนุ่มน้ำเต้าปิดปาก
บทที่ 361 เจียงเต๋อเลี่ยง ไอ้หนุ่มน้ำเต้าปิดปาก
"เป็นคนในแผนกของผมเองครับ"
เจียงเต๋อเลี่ยงทำตัวเหมือนน้ำเต้าที่ถูกปิดปากเงียบสนิท จ้านอวี้หมินอุตส่าห์ซักไซ้ไล่เลียงอยู่นานสองนาน กว่าเขาจะยอมปริปากตอบอ้อมแอ้มออกมาได้สักประโยค
ทำเอาจ้านอวี้หมินหงุดหงิดจนแทบจะเต้นเป็นเจ้าเข้า
"นอกจากจะบอกว่าเป็นคนในแผนกเดียวกันแล้ว อย่างน้อยแกก็ควรจะบอกชื่อแซ่เขามาบ้างสิ บ้านเขามีกันกี่คน พ่อแม่พี่น้องทำงานอะไรกัน แกก็หัดอ้าปากเล่าให้ฟังบ้างสิยะ ! "
เจียงเต๋อเลี่ยงกลับมาอึกอักอ้ำอึ้งเหมือนเดิมอีกแล้ว
สุดท้าย เจียงชิ่นที่นั่งดูอยู่ก็ทนไม่ไหว ต้องขยิบตาส่งซิกให้จ้านอวี้หมินเป็นเชิงบอกให้เลิกซักไซ้ได้แล้ว ขืนคาดคั้นไปตอนนี้ก็คงไม่ได้เรื่องอะไรอยู่ดี
จ้านอวี้หมินอ่านสายตาลูกสาวออก ก็เลยยอมปล่อยเจียงเต๋อเลี่ยงไปชั่วคราว
จังหวะที่จ้านอวี้หมินเผลอ เจียงชิ่นก็แอบขยิบตากระเซ้าเจียงเต๋อเลี่ยง ทำเอาพี่สามหน้าแดงเถือกด้วยความเขินอาย
พอกินข้าวเย็นเสร็จ เจียงชิ่นก็ลากแขนเจียงเต๋อเลี่ยงเข้าไปในห้องนอนของเธอ ปิดประตูดังปัง เพื่อจะได้คุยกันตามลำพังสองพี่น้อง
"พี่สาม ตกลงว่าพี่กับแฟนเนี่ยเรื่องราวมันเป็นมายังไงกันแน่คะ ? ตอนนี้ในห้องมีแค่เราสองคนแล้ว พี่เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิคะ"
พออยู่ต่อหน้าน้องสาวสุดที่รัก เจียงเต๋อเลี่ยงก็ไม่ได้มีท่าทีอึดอัดกระดากอายเหมือนตอนที่อยู่ต่อหน้าพ่อแม่บนโต๊ะอาหาร เขาอึกอักอยู่พักเดียว ก็ยอมเล่าเรื่องของเขากับแฟนให้ฟังจนหมดเปลือก
ผู้หญิงคนนั้นชื่อจู้จวน ตอนอายุสิบแปดเธอถูกส่งตัวไปใช้แรงงานในชนบท และเพิ่งจะได้ทำเรื่องขอย้ายกลับมาอยู่ในเมืองเมื่อปีก่อนนี้เอง โดยได้เข้ามาทำงานเป็นพนักงานหญิงในโรงงานเครื่องจักรกล แผนกเดียวกับที่เจียงเต๋อเลี่ยงดูแลอยู่นั่นแหละ
ด้วยความที่ได้ย้ายกลับเข้าเมืองช้ากว่าคนอื่น จู้จวนก็เลยต้องครองตัวเป็นโสดลากยาวมาจนอายุ 28 ปี กลายเป็น 'สาวทึนทึก' ประจำยุคสมัยไปโดยปริยาย
จนกระทั่งเจียงเต๋อเลี่ยงถูกสั่งย้ายมาคุมแผนกของเธอ ทั้งสองคนก็เริ่มสนิทสนมคุ้นเคยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ความรู้สึกดี ๆ ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นทีละนิด จนในที่สุดก็เป็นฝั่งจู้จวนนี่แหละที่เป็นฝ่ายรวบรวมความกล้า เปิดอกสารภาพความในใจออกมาก่อน ทำให้ทั้งคู่ตกลงปลงใจคบหาดูใจกันอย่างเป็นทางการ
สมาชิกในครอบครัวของจู้จวนส่วนใหญ่ก็ทำงานอยู่ที่โรงงานเครื่องจักรกลแห่งนี้กันทั้งนั้นแหละ ส่วนตัวเธอที่ได้เข้ามาทำงานที่นี่ ก็อาศัยโควตาสืบทอดตำแหน่งต่อจากแม่ของเธอนั่นเอง
ด้วยความที่รู้สึกเขินน้องสาว เจียงเต๋อเลี่ยงก็เลยเล่าแค่เรื่องคร่าว ๆ ไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียดมากนัก
แต่ด้วยสัญชาตญาณ เจียงชิ่นก็พอจะปะติดปะต่อเรื่องราวและจินตนาการฉากหวาน ๆ ของทั้งคู่ขึ้นมาในหัวได้เอง
หลังจากล้วงความลับจากเจียงเต๋อเลี่ยงจนเป็นที่น่าพอใจแล้ว เจียงชิ่นก็หมุนตัวเดินไปหาจ้านอวี้หมิน เพื่อรายงานผลการสืบสวนให้ฟังทันที
สองแม่ลูกมองตาก็รู้ใจกัน ตั้งแต่เห็นเจียงชิ่นลากเจียงเต๋อเลี่ยงเข้าห้องไปปิดประตูคุยกัน จ้านอวี้หมินก็ตั้งหน้าตั้งตารอฟังข่าวดีอย่างใจจดใจจ่อแล้ว
"เป็นไงบ้าง ? พี่สามของลูกเล่าว่ายังไงบ้างล่ะ ? "
จ้านอวี้หมินรีบถามด้วยความร้อนใจ
เรื่องการแต่งงานมีครอบครัวของเจียงเต๋อเลี่ยง กลายเป็นความกังวลใจก้อนใหญ่ที่ฝังรากลึกอยู่ในใจของเธอมาตลอด ลูกคนอื่น ๆ ก็มีครอบครัวหน้าที่การงานมั่นคงกันหมดแล้ว เหลือก็แต่ตาลูกชายคนที่สามนี่แหละที่ยังเคว้งคว้างไร้จุดหมาย จะไม่ให้คนเป็นแม่อย่างเธอร้อนใจได้ยังไงล่ะ
"พี่สามเล่าว่า..."
เจียงชิ่นถ่ายทอดเรื่องราวที่ได้ฟังจากเจียงเต๋อเลี่ยง บวกกับรายละเอียดที่เธอจินตนาการแต่งเติมเข้าไปนิดหน่อย เพื่อเพิ่มอรรถรสในการเล่าให้จ้านอวี้หมินฟัง
พอฟังจบ จ้านอวี้หมินก็พยักหน้าหงึกหงัก ดูเหมือนจะพอใจกับประวัติและภูมิหลังของจู้จวนอยู่ไม่น้อย
"ถ้าเป็นอย่างที่เล่ามา พี่สามของลูกก็ถือว่าโชคดีได้ของดีไปครองเลยนะเนี่ย ฝ่ายหญิงยังเป็นสาวโสดซิง ๆ อยู่เลย มาคว้าพ่อม่ายอย่างพี่สามของลูกไป ถือว่าเสียของแย่เลย"
"เรื่องแบบนี้ขอแค่เขาสองคนรักและพอใจซึ่งกันและกันก็พอแล้วล่ะค่ะ แม่ไม่ต้องไปคิดแทนเขาหรอก พี่สามก็อายุตั้งสามสิบกว่าแล้ว เขาน่าจะคิดเองตัดสินใจเองได้แล้วล่ะค่ะ"
"เหอะ พี่สามของลูกน่ะเหรอจะมีหัวคิดตัดสินใจอะไรเองได้ ? เขามันก็แค่ไอ้หนุ่มน้ำเต้าปิดปาก มีอะไรก็เอาแต่เก็บเงียบงำไว้ในใจไม่ยอมปริปากพูด แม่ล่ะกลัวจริง ๆ ว่าถ้านิสัยยังเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ผู้หญิงที่ไหนจะทนไหว เดี๋ยวก็คงจะทนไม่ได้แล้วทิ้งเขาไปเหมือนนังเว่ยถงนั่นแหละ"
จ้านอวี้หมินบ่นอุบอิบอย่างไม่ค่อยจะเชื่อมั่นในตัวลูกชายคนที่สามสักเท่าไหร่
ก็เล่นทำตัวทื่อเป็นท่อนไม้แบบนั้น จะไปรู้วิธีเอาอกเอาใจผู้หญิงได้ยังไงล่ะ
แต่เจียงชิ่นกลับไม่ได้มองว่ามันเป็นปัญหาใหญ่โตอะไร การที่จู้จวนยอมตกลงปลงใจคบหากับพี่สาม ก็แสดงว่าเธอรับได้และไม่ได้ติดใจอะไรกับนิสัยแบบนี้ของเขา เผลอ ๆ อาจจะชอบผู้ชายสไตล์เงียบขรึมแบบนี้ด้วยซ้ำไปใครจะรู้
เจียงชิ่นเปลี่ยนเรื่องไปคุยถึงแผนการขั้นต่อไป
"แม่คะ คราวนี้ถ้าพี่สามจะแต่งงานมีครอบครัวใหม่ แม่ห้ามให้เขาพาภรรยาเข้ามาอยู่ในบ้านรวมกับพวกเราเด็ดขาดเลยนะคะ ให้พวกเขาแยกตัวออกไปสร้างครอบครัวอยู่กันเองตามลำพังดีกว่าค่ะ ปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้จะได้ไม่เกิดด้วย"
ประโยคนี้ตรงใจจ้านอวี้หมินเข้าอย่างจัง
บทเรียนจากการต้องทนอยู่ร่วมชายคาเดียวกับเว่ยถงในอดีต มันสอนให้จ้านอวี้หมินรู้ซึ้งถึงความวุ่นวายปวดหัวเป็นอย่างดี เธอเข็ดขยาดและไม่อยากจะต้องมานั่งปวดหัวคอยตามเช็ดตามล้างปัญหาของครอบครัวลูกชายคนที่สามอีกแล้วล่ะ
"เดี๋ยวแม่จะบอกให้พ่อของลูกไปลองหยั่งเชิงถามที่โรงงานดูนะ ด้วยตำแหน่งหัวหน้าแผนกของพี่สามในตอนนี้ ถ้าแต่งงานแล้วก็น่าจะมีสิทธิ์ได้รับจัดสรรที่พักพิงจากทางโรงงานอยู่บ้างแหละ ถึงจะไม่ได้บ้านเป็นหลัง ๆ แต่อย่างน้อยได้ห้องพักสักห้องก็ยังดี ให้พวกเขาไปอยู่กันชั่วคราวไปก่อน วันข้างหน้าถ้ามีโอกาสค่อยขยับขยายไปเช่าบ้านหลังใหญ่ ๆ อยู่ข้างนอกเอา"
"พ่อจะยอมบากหน้าไปขอให้เหรอคะ ? "
ด้วยนิสัยตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ ยึดมั่นในอุดมการณ์ของเจียงลี่ การจะให้เขายอมก้มหัวไปขอร้องผู้บริหารเพื่อผลประโยชน์ของลูกชายตัวเอง เจียงชิ่นมองว่าเปอร์เซ็นต์ความเป็นไปได้แทบจะเป็นศูนย์เลยทีเดียว
"เพื่ออนาคตของลูกชายตัวเอง ต่อให้ไม่อยากทำก็ต้องทำแหละ จะให้แม่แล่นไปขอร้องทางโรงพยาบาลของแม่หรือไงล่ะ ? ถ้าเต๋อเลี่ยงทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลเดียวกับแม่ แม่ก็คงจะเดินไปเจรจากับผู้อำนวยการโรงพยาบาลให้รู้แล้วรู้รอดไปนานแล้วล่ะ"
"ช่างเถอะค่ะแม่ อย่าไปบังคับฝืนใจพ่อเลย เรื่องเรือนหอของพี่สาม ปล่อยให้เป็นหน้าที่หนูจัดการเองดีกว่าค่ะ ไม่ว่าเขาจะแต่งงานเมื่อไหร่ หนูรับรองว่าจะจัดการหาบ้านให้เขาพร้อมเข้าอยู่ได้ทันทีเลยค่ะ"
"ลูกจะไปหามาจากไหนล่ะ ? "
จ้านอวี้หมินถามด้วยความประหลาดใจ
"หนูสนิทกับผู้อำนวยการห่าวแห่งโรงงานเครื่องจักรกลค่ะ เผลอ ๆ จะสนิทกว่าพ่อซะอีกนะคะ"
"อะไรนะ ? ลูกไปสนิทกับผู้อำนวยการห่าวตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย ? "
จ้านอวี้หมินตกใจจนตาแทบถลนออกจากเบ้า
"รายละเอียดหนูขออุบไว้ก่อนแล้วกันค่ะ เอาเป็นว่าแม่รอฟังข่าวดีจากหนูก็แล้วกันนะคะ"
เจียงชิ่นยิ้มกริ่มอย่างมีเลศนัย ทิ้งท้ายไว้ให้แม่สงสัยเล่น
เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาจนดึกดื่นแล้ว เจียงชิ่นก็เตรียมตัวจะกลับบ้าน
แต่จ้านอวี้หมินทักท้วงไว้ บอกให้เธอนอนค้างที่นี่แหละ ข้างนอกหิมะยังตกหนักอยู่ ขืนฝืนเดินทางกลับตอนนี้มันจะอันตรายเปล่า ๆ
เจียงชิ่นลองชั่งใจดู สุดท้ายก็ยอมตกลงนอนค้างที่บ้านแม่ตามคำชวน
เช้าวันรุ่งขึ้น ตอนที่เจียงชิ่นตื่นขึ้นมา เจียงลี่และเจียงเต๋อเลี่ยงก็ออกไปทำงานตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว
ช่วงนี้พวกเขากำลังเร่งมือผลิตชิ้นส่วนประกอบคอมพิวเตอร์ล็อตใหญ่กันอย่างขะมักเขม้น ออเดอร์คอมพิวเตอร์รุ่นใหม่บินว่อนเข้ามาเป็นพายุหิมะ ทำให้โรงงานเครื่องจักรกลต้องเดินเครื่องเต็มสูบเพื่อเร่งการผลิต แต่ถึงกระนั้นก็ยังตึงมือและกดดันอยู่ไม่น้อย
หวังเหิงได้ส่งผ่านแรงกดดันนี้ไปถึงผู้อำนวยการห่าวอย่างเต็ม ๆ โดยกำชับนักหนาว่า หากผลิตและส่งมอบสินค้าล่าช้ากว่ากำหนด มันจะกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายระดับชาติ ถึงตอนนั้นนอกจากจะไม่ได้กำไรแล้ว ยังอาจจะต้องควักเนื้อจ่ายค่าปรับอานบานตะไทอีกด้วย
ผู้อำนวยการห่าวถึงกับตบหน้าอกรับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะ ประกาศกร้าวว่าจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อเร่งผลิตสินค้าให้เสร็จทันตามกำหนดเวลาอย่างแน่นอน จะไม่ยอมให้ประเทศชาติต้องสูญเสียผลประโยชน์แม้แต่แดงเดียวเด็ดขาด
เพื่อบรรลุภารกิจอันท้าทายนี้ และเพื่อกระตุ้นขวัญกำลังใจของพนักงานทุกคน ผู้อำนวยการห่าวจึงได้จัดให้มีการประชุมพนักงานครั้งใหญ่ขึ้น
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นเห็นผลทันตา พนักงานทุกคนต่างก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงานอย่างสุดความสามารถ รวมถึงเจียงลี่และเจียงเต๋อเลี่ยงด้วย
ถ้าไม่ได้โทรศัพท์สายด่วนจากจ้านอวี้หมินเมื่อวานนี้ มีหวังพวกเขาคงจะกินนอนอยู่ที่โรงงาน ไม่ยอมโผล่หน้ากลับบ้านแน่ ๆ
หลังจากทำภารกิจส่วนตัวเสร็จและกินข้าวเย็นเมื่อคืนเสร็จสรรพ เช้าตรู่วันนี้ทั้งสองคนก็รีบแจ้นออกจากบ้านไปทำงานทันที ข้าวเช้าก็ยังไม่ทันได้กินเลยด้วยซ้ำ
"ดูเอาเถอะ พ่อลูกคู่นี้ ความกระตือรือร้นในการทำงานพุ่งปรี๊ดทะลุเพดานไปแล้ว ปากก็พร่ำบอกว่าจะขอทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยชาติกอบโกยเงินตราต่างประเทศ ปากท้องของประชาชนจะอิ่มหรืออดก็ขึ้นอยู่กับพวกเขาแล้ว ทำตัวเป็นฮีโร่ผู้กอบกู้โลกซะไม่มีล่ะ ทำอย่างกับว่าถ้าขาดพวกเขาสองคนไป โลกจะหยุดหมุนซะอย่างนั้นแหละ"
บนโต๊ะอาหารเช้า จ้านอวี้หมินบ่นกระปอดกระแปดไปพลาง เคี้ยวหมั่นโถวไปพลาง
เจียงชิ่นได้แต่นั่งยิ้มกริ่ม ไม่ได้ตอบโต้อะไร
ด้วยความที่กระบวนการผลิตคอมพิวเตอร์ถูกจัดอยู่ในระดับความลับสุดยอด เธอจึงไม่สามารถอธิบายรายละเอียดอะไรให้แม่ฟังได้
แต่โชคดีที่จ้านอวี้หมินเบนเข็มความสนใจไปเรื่องอื่นอย่างรวดเร็ว เธอกัดหมั่นโถวคำโต แล้วก็พูดขึ้นว่า "เสี่ยวชิ่น ลูกว่าแม่ควรจะหาเวลาแวะไปดูหน้าคร่าตาหนูจู้จวนสักหน่อยดีไหม ? ถึงจะไม่ได้เจอตัวเป็น ๆ อย่างน้อยได้ไปแอบสืบประวัติความเป็นมาจากคนรอบข้างก็ยังดีนะ"
เจียงชิ่นนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธ "แม่คะ แม่อย่าเพิ่งออกตัวแรงไปเลยค่ะ ในเมื่อพี่สามยังไม่พร้อมจะพาเธอมาเปิดตัวที่บ้าน ก็แสดงว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองคนยังไม่พัฒนาไปถึงขั้นพร้อมเจอผู้ใหญ่หรอกค่ะ ขืนแม่โผล่ไปให้เขารู้ตัว เดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เอาได้นะคะ
เอาแบบนี้ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวหนูจะเป็นหน่วยกล้าตาย แอบไปสืบข่าววงในให้เองค่ะ ถ้าได้เรื่องยังไงหนูจะรีบคาบข่าวมาบอกแม่เป็นคนแรกเลยค่ะ"
จ้านอวี้หมินลองชั่งน้ำหนักดู ก็เห็นด้วยว่าให้ลูกสาวเป็นคนออกหน้าไปสืบข่าวน่าจะเนียนและปลอดภัยกว่าตัวเองลงสนามเอง
"ตกลงจ้ะ เอาตามที่ลูกว่าเลย"
ด้วยเหตุนี้ ทันทีที่เจียงชิ่นก้าวเท้าเข้าห้องทดลอง สิ่งแรกที่เธอทำก็คือ ยกหูโทรศัพท์ต่อสายตรงหาผู้อำนวยการห่าวทันที ในการคุยโทรศัพท์ครั้งนี้ เธอได้ฝากฝังเรื่องสำคัญไว้สองเรื่อง
เรื่องแรกคือเรื่องการขอจัดสรรบ้านพักสำหรับเจียงเต๋อเลี่ยง
และอีกเรื่องก็คือการแอบสืบประวัติความเป็นมาของจู้จวน
สำหรับเรื่องบ้านพัก เจียงชิ่นชี้แจงอย่างชัดเจนว่าขอแค่เป็นที่พักชั่วคราวเท่านั้น อยู่ไปสักสองสามปี เจียงเต๋อเลี่ยงก็จะขยับขยายไปซื้อบ้านเป็นของตัวเองแล้ว
ส่วนเรื่องของจู้จวน เธอก็เล่าความจริงให้ผู้อำนวยการห่าวฟังอย่างตรงไปตรงมา พร้อมกับกำชับให้เขาช่วยปิดเรื่องนี้เป็นความลับไว้ก่อน