- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 364 เจ้าตัวเล็กคนที่สามลืมตาดูโลก
บทที่ 364 เจ้าตัวเล็กคนที่สามลืมตาดูโลก
บทที่ 364 เจ้าตัวเล็กคนที่สามลืมตาดูโลก
บทที่ 364 เจ้าตัวเล็กคนที่สามลืมตาดูโลก
เจียงชิ่นถูกเข็นตัวเข้าห้องคลอด ประตูบานใหญ่ปิดลงต่อหน้าต่อตาฟู่เส้าตั๋ว เขาจ้องมองประตูที่ปิดสนิทเขม็ง สองมือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำแน่นจนข้อขาวซีดเพราะออกแรงมากเกินไป
"พี่คะ" ฟู่ซานที่ตามมาด้วยเห็นท่าทางของพี่ชายแล้วก็อดเป็นห่วงไม่ได้ "พี่วางใจเถอะค่ะ พี่สะใภ้กับหลานต้องปลอดภัยแน่นอน"
ความจริงแล้วเธอเองก็ตื่นเต้นและกังวลไม่แพ้กัน แต่ก็พยายามข่มใจให้สงบลง
ฟู่เส้าตั๋วเม้มริมฝีปากแน่น สายตาไม่ยอมละไปจากประตูห้องคลอดเลยแม้แต่วินาทีเดียว ใครๆ ก็รู้ว่าการคลอดลูกก็เหมือนการเอาชีวิตไปเสี่ยงหน้าประตูผี ไม่มีอะไรรับประกันความปลอดภัยได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในวินาทีนี้ หัวใจของเขาถูกบีบรัดจนเจ็บปวด หายใจแทบไม่ออก
เขาแอบสาบานกับตัวเองในใจว่า จะไม่ยอมให้มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองอีกเด็ดขาด
"พี่คะ พี่ลืมแจ้งข่าวให้ทางบ้านพี่สะใภ้ทราบหรือเปล่าคะ ? " จู่ ๆ ฟู่ซานก็ทักขึ้นมา
คำพูดนี้ดึงสติฟู่เส้าตั๋วกลับมาจากห้วงอารมณ์อันดิ่งลึกได้สำเร็จ จริงสิ เมื่อกี้มัวแต่วุ่นวายจนลืมแจ้งข่าวให้พ่อตาแม่ยายรู้ซะสนิทเลย
ฟู่เส้าตั๋วกำชับให้ฟู่ซานรออยู่ตรงนี้ ส่วนตัวเองก็รีบวิ่งออกไปข้างนอก รบกวนให้ลุงอู๋ช่วยเป็นธุระขับรถไปส่งข่าวให้ครอบครัวเจียงชิ่น และรับพวกเขากลับมาที่โรงพยาบาล ลุงอู๋รับคำโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เหยียบคันเร่งขับรถออกไปทันที
ครึ่งชั่วโมงต่อมา จ้านอวี้หมินก็ปรากฏตัวที่หน้าห้องคลอดในสภาพสวมเสื้อคลุมบุฝ้ายแบบลวก ๆ
วันนี้เจียงลี่กับเจียงเต๋อเลี่ยงทำโอทีอยู่ที่โรงงานกันทั้งคู่ ที่บ้านจึงมีแค่เธออยู่คนเดียว ลุงอู๋ก็เลยรับเธอมาที่โรงพยาบาลแค่คนเดียว พอได้ยินว่าเจียงชิ่นกำลังจะคลอด จ้านอวี้หมินก็ทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น ตอนสวมเสื้อคลุมยังรีบจนติดกระดุมไม่ครบด้วยซ้ำ พอขึ้นรถเก๋งได้ก็เร่งให้ลุงอู๋รีบขับมาโรงพยาบาลด่วนจี๋
เมื่อมาถึงโรงพยาบาลและรู้ว่าเจียงชิ่นยังอยู่ในห้องคลอด จ้านอวี้หมินก็มายืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเป็นเพื่อนฟู่เส้าตั๋ว กลายเป็นทวารบาลยืนขนาบซ้ายขวากันคนละฝั่ง
ฟู่ซานทนดูไม่ได้ เลยบอกให้ทั้งสองคนไปนั่งพักสักหน่อย ริมระเบียงทางเดินมีม้านั่งยาวอยู่สองตัว จ้านอวี้หมินอายุมากแล้ว โดนปลุกมากลางดึกแถมยังต้องมานั่งลุ้นแบบนี้ ร่างกายก็เริ่มจะรับไม่ไหว จึงยอมเดินไปนั่งพักที่ม้านั่ง
แต่ฟู่เส้าตั๋วกลับดึงดันไม่ยอมไปนั่ง เจียงชิ่นอยู่ในห้องคลอดนานแค่ไหน เขาก็ยืนหยัดอยู่หน้าประตูนั้นนานแค่นั้น จนกระทั่งมีเสียงเด็กร้องไห้จ้าดังกังวานลอดออกมาจากห้องคลอด
"คลอดแล้ว ! "
จ้านอวี้หมินตบฉาดเข้าที่ต้นขา ผุดลุกขึ้นจากม้านั่งด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น
วินาทีที่ได้ยินเสียงเด็กร้อง ริมฝีปากของฟู่เส้าตั๋วก็ยกยิ้มบางๆ แต่แววตาและหัวคิ้วยังคงขมวดมุ่น เห็นได้ชัดว่าเขายังคงตึงเครียดอยู่ จนกระทั่งพยาบาลอุ้มเด็กทารกออกมา แจ้งข่าวดีว่าเป็นเด็กผู้ชายน้ำหนักเจ็ดชั่งแปดตำลึง (ประมาณ 3.9 กิโลกรัม) ปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก ฟู่เส้าตั๋วถึงได้ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก
ปลอดภัยทั้งแม่และเด็ก ลูกเกิดมาอย่างปลอดภัย เจียงชิ่นเองก็ปลอดภัย
ในที่สุดหัวใจของฟู่เส้าตั๋วก็กลับมาเต้นเป็นปกติเสียที ในเวลานี้ ท้องฟ้าเริ่มทอแสงสีขาวจาง ๆ แสงอรุณรุ่งสาดส่องผ่านลูกกรงหน้าต่างริมระเบียงเข้ามา
ทุกคนถึงเพิ่งจะตระหนักได้ว่า เวลาได้ล่วงเลยผ่านไปจนเช้าแล้วโดยไม่รู้ตัว
พยาบาลอุ้มเด็กทารกมาส่งให้ตรงหน้าฟู่เส้าตั๋ว ภายในห่อผ้าเผยให้เห็นใบหน้าเล็ก ๆ ที่แดงระเรื่อเพราะแช่อยู่ในน้ำคร่ำ แถมยังดูยับย่นนิด ๆ ทารกน้อยหลับตาพริ้ม นอนหลับสนิทอย่างสบายใจ
ฟู่เส้าตั๋วรับเอาเจ้าตัวเล็กคนที่สามมาจากอ้อมแขนพยาบาล แล้วอุ้มไว้แนบอกอย่างทะนุถนอมและคล่องแคล่ว คุณพ่อที่ทั้งยังหนุ่มและหล่อเหลาขนาดนี้ เดิมทีก็ดึงดูดสายตาพยาบาลให้ต้องแอบมองอยู่แล้ว พอมาเห็นท่าทางอุ้มเด็กที่ชำนาญราวกับมืออาชีพแบบนี้ พยาบาลก็ยิ่งประหลาดใจจนอดที่จะมองซ้ำไม่ได้
เจียงชิ่นต้องนอนรอดูอาการในห้องคลอดอีกครึ่งชั่วโมง ถึงจะถูกเข็นออกมาพักฟื้นที่ห้องผู้ป่วยปกติ ระหว่างนั้น พยาบาลให้ญาติคนหนึ่งตามไปดูตอนอาบน้ำเด็ก จ้านอวี้หมินก็เลยรับอาสาไปดูเอง
ส่วนฟู่ซานก็ขอตัวไปซื้ออาหารเช้ามาให้ทุกคน ชั่วขณะนั้น หน้าห้องคลอดจึงเหลือแค่ฟู่เส้าตั๋วยืนอยู่คนเดียว เขายังคงจ้องมองประตูห้องคลอดด้วยสายตาร้อนรน อยากจะรู้ใจแทบขาดว่าอาการของเจียงชิ่นเป็นยังไงบ้าง
ถึงพยาบาลจะบอกว่าปลอดภัยดี แต่ตอนนี้เขาอยากจะเห็นหน้าเธอด้วยตาตัวเองให้แน่ใจมากกว่า
ในที่สุด ประตูบานใหญ่ก็เปิดออก เจียงชิ่นนอนอยู่บนเตียงคนไข้ โดยมีพยาบาลเข็นออกมา ฟู่เส้าตั๋วรีบปรี่เข้าไปรับช่วงเข็นเตียงต่อจากพยาบาลทันที
พอได้เห็นใบหน้าซีดเซียว และริมฝีปากที่แห้งผากไร้สีเลือดของเจียงชิ่น เขาก็รู้สึกปวดใจจนแทบจะทนไม่ไหว ฟู่เส้าตั๋วกุมมือของเจียงชิ่นที่โผล่พ้นผ้าห่มออกมาไว้แน่น บีบกระชับไว้ในฝ่ามือ
"ภรรยาครับ ลำบากคุณแล้วนะ"
เจียงชิ่นยิ้มอย่างอ่อนแรง เอ่ยออดอ้อนเขา "ฉันลำบากมากจริง ๆ นะ ลูกชายคุณตัวอ้วนกลมเชียว เกือบจะต้องเปลี่ยนจากคลอดธรรมชาติเป็นผ่าคลอดซะแล้ว เกือบจะทำให้ฉันต้องเจ็บตัวสองต่อแล้วเชียวล่ะ"
ฟู่เส้าตั๋วนึกถึงน้ำหนักตัวของลูกชายคนเล็ก ก็พยักหน้าเห็นด้วย "อ้วนเกินไปจริง ๆ นั่นแหละ น้ำหนักปาเข้าไปเกือบแปดชั่งแล้ว โตขึ้นอย่ากลายเป็นเด็กอ้วนตุ๊ต๊ะก็แล้วกัน"
"ไม่หรอกค่ะ วางใจเถอะ ตอนหยางหยางเกิดมาตัวก็หนักไม่เบาเหมือนกัน ตอนนี้ยังผอมลงแล้วเลย..."
เจียงชิ่นพูดไปได้แค่ไม่กี่ประโยคก็เริ่มหอบหายใจไม่ทันเพราะร่างกายอ่อนเพลียเกินไป ฟู่เส้าตั๋วรีบเบรกไม่ให้เธอพูดต่อทันที
"ไม่ต้องพูดอะไรแล้วครับ ตอนนี้คุณต้องพักผ่อนให้มาก ๆ นะ ช่วงนี้เรื่องลูกคุณไม่ต้องเป็นห่วง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมจัดการเอง คุณแค่บำรุงรักษาร่างกายให้แข็งแรงก็พอแล้วครับ"
ฟู่เส้าตั๋วไม่ได้พูดโอ้อวดเกินจริงเลย หยางหยางกับหน่วนหน่วนก็เป็นลูกที่พวกเขาสองคนช่วยกันเลี้ยงมาตั้งแต่แบเบาะ สมัยที่ยังอยู่ฟาร์ม นอกเหนือจากทำงานแล้วก็ต้องมาคอยเลี้ยงลูกด้วย ความเหนื่อยยากในตอนนั้นเป็นที่รู้กันดี แต่ก็แลกมากับทักษะการเลี้ยงเด็กอันเชี่ยวชาญของเขา
ถึงแม้ว่าพอกลับมาเมืองหลวงจะมีแม่ฟู่คอยช่วยเลี้ยงลูกให้ แต่ทักษะพวกนี้มันฝังลึกกลายเป็นความทรงจำของกล้ามเนื้อไปแล้ว ไม่มีทางลืมหรอก
ตอนนี้เจียงชิ่นเหนื่อยล้ามากจริง ๆ การเบ่งคลอดเจ้าตัวเล็กคนที่สามสูบเรี่ยวแรงของเธอไปจนหมดก๊อก
ช่วงท้ายเกือบจะทนไม่ไหวอยู่แล้ว โชคดีที่ลูกคนนี้ให้ความร่วมมือดี คงจะสงสารไม่อยากทรมานแม่ ในที่สุดก็ยอมคลอดออกมาดูโลก
กลับมาถึงห้องพักฟื้น ฟู่เส้าตั๋วก็อุ้มเจียงชิ่นขึ้นไปนอนบนเตียง แล้วห่มผ้าให้เธออย่างมิดชิด พอเขาหันไปเข็นเตียงคนไข้ไปคืนพยาบาล กลับมาอีกทีเจียงชิ่นก็หลับสนิทไปแล้ว
เธอหลับตาพริ้ม หายใจสม่ำเสมอ ใบหน้าดูซูบเซียวลงไปบ้าง
ฟู่เส้าตั๋วนั่งลงที่ขอบเตียง เอื้อมมือไปปัดปอยผมที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบติดหน้าผากของเธอออกเบา ๆ
"ภรรยาครับ ขอบคุณนะ"
ทั้ง ๆ ที่คุณเป็นคนบอบบางและกลัวเจ็บขนาดนั้น แต่ก็ยังยอมทนเจ็บปวด คลอดลูกที่น่ารักให้ผมถึงสามคน
ชาตินี้ การได้มีคุณอยู่เคียงข้าง ถือเป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของผมแล้วล่ะ
...
เจียงชิ่นไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ไม่ได้หลับหรอก แต่เป็นเพราะหมดสติไปจากความอ่อนเพลียขั้นสุดต่างหาก
พอเธอรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง บรรยากาศภายในห้องก็ไม่ได้เงียบสงบเหมือนตอนที่มีแค่เธอกับฟู่เส้าตั๋วสองคนอีกต่อไปแล้ว
ตอนนี้ในห้องคึกคักจอแจจนแทบจะไม่มีที่ยืน ผู้คนเบียดเสียดกันเต็มห้อง จ้านอวี้หมินกำลังอุ้มทารกน้อยที่เพิ่งคลอดไว้ในอ้อมแขน พลางโชว์หลานให้คนรอบข้างดูด้วยความภาคภูมิใจ
"ดูสิ ๆ ผิวพรรณขาวจั๊วะ น่าเกลียดน่าชัง ได้ผิวของเสี่ยวชิ่นบ้านเรามาเต็ม ๆ เลย แล้วก็ดูตานี่สิ ตายาวเรียวเชียว โตขึ้นต้องเป็นเด็กตาโตแน่ ๆ แล้วก็จมูกโด่ง ๆ กับปากนิด ๆ นี่อีกนะ ถอดแบบหน้าตาเสี่ยวชิ่นตอนเด็ก ๆ มาเป๊ะเลย..."
ทันทีที่เจียงชิ่นลืมตาขึ้นมา ก็พบกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้านี้พอดี
ภายในห้องพักฟื้นที่ไม่ได้ใหญ่โตอะไรนัก มีผู้คนเบียดเสียดกันอยู่นับสิบคน ล้วนแต่เป็นผู้หญิงทั้งนั้น นอกจากพี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง และฟู่ซานแล้ว ยังมีใบหน้าที่ไม่คุ้นเคยอีกหลายคนที่เจียงชิ่นไม่รู้จักเลยสักคน
เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ห้อง แต่ก็ไม่พบวี่แววของฟู่เส้าตั๋ว
จังหวะนั้นเอง อวี๋เฟิ่งเจียก็สังเกตเห็นว่าเจียงชิ่นตื่นแล้ว จึงรีบตะโกนบอก "แม่คะ เสี่ยวชิ่นตื่นแล้วค่ะ"
ความสนใจของจ้านอวี้หมินถูกเบี่ยงเบนมาที่เตียงคนไข้ทันที พอหันกลับมาเห็นว่าเจียงชิ่นตื่นแล้วจริง ๆ เธอก็รีบเดินปรี่เข้ามาหา "ในที่สุดก็ฟื้นสักทีนะลูก มา ๆ รีบมาดูลูกชายของหนูเร็วเข้า"