- หน้าแรก
- จารชน ข้าสวมบทนายทหาร ปีศาจ ในแดนยึดครอง
- บทที่ 25 ตกหลุมพราง
บทที่ 25 ตกหลุมพราง
บทที่ 25 ตกหลุมพราง
หลังจากนิ่งอึ้งอยู่นาน ในที่สุด อาโอกิ เคนตะ ก็เอ่ยถามออกมาจนได้ "คุณอิชิคาว่าครับ ในเมื่อคุณเป็นคนในตระกูลอิชิคาว่า ทำไมถึงต้องลำบากมาพึ่งคนอย่างผมด้วย? เส้นสายของตระกูลคุณน่าจะมีประโยชน์กว่าร้อยเอกเคมเปไตตัวเล็กๆ แบบผมตั้งเยอะไม่ใช่เหรอครับ?"
'นั่นไงล่ะ... ว่าแล้วเชียวว่าหมอนี่ต้องสงสัย' หลินจื้อหยวนคิดในใจ ทว่าบนใบหน้ากลับปรากฏรอยยิ้มขมขื่นออกมา
เขาวางจอกเหล้าลง พลางถอนหายใจยาวด้วยท่าทางหมดหนทาง "คุณอาโอกิ คุณคงยังไม่รู้~ ถึงผมจะใช้นามสกุลอิชิคาว่า แต่ผมก็เป็นแค่สมาชิกจากตระกูลสาขาเท่านั้น แม้จะมีบรรดาศักดิ์ขุนนางติดตัวอยู่บ้าง แต่ทรัพยากรที่ผมสามารถหยิบจับได้จริงๆ น่ะ เทียบไม่ได้เลยกับพวกสายเลือดหลัก"
"ยิ่งหลายปีมานี้ตระกูลอิชิคาว่าเริ่มเสื่อมถอยลงทุกวัน การที่ผมดั้นด้นมาเซี่ยงไฮ้ตัวคนเดียว ก็เพราะอยากจะสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองนี่แหละครับ"
"ผมแค่ต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า ต่อให้ไม่มีตระกูลหนุนหลัง ผมก็สามารถประสบความสำเร็จได้ ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวเองอย่างเดียวหรอกนะ แต่ทำเพื่อให้พวกสายเลือดหลักพวกนั้นได้เห็นว่า คนจากตระกูลสาขาอย่างพวกเราก็มีดีไม่แพ้กัน!"
หลินจื้อหยวนร่ายยาวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมด้วยอารมณ์ร่วม จนเกือบจะทำให้ตัวเองซาบซึ้งตามไปด้วยเสียแล้ว
พอได้ยินแบบนี้ สีหน้าของเคนตะก็อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด เขาถึงกับพยักหน้าตามด้วยความเข้าใจ
ในแวดวงขุนนางญี่ปุ่นนั้น หลังจากสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ประชากรในตระกูลใหญ่ย่อมขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดมักจะถูกประเคนให้แต่พวกสายเลือดหลัก ทิ้งให้คนในตระกูลสาขาถูกละเลยและอยู่อย่างตามมีตามเกิด
ทว่าเมื่อใดที่คนจากตระกูลสาขาไปสร้างชื่อเสียงข้างนอกได้สำเร็จ พวกเขามักจะถูกตระกูลเรียกตัวกลับไปให้ความสำคัญอีกครั้ง หรือแม้แต่ถูกดึงเข้าสู่สายเลือดหลักเลยด้วยซ้ำ
พอนึกถึงจุดนี้ เคนตะก็เริ่มเข้าใจในการตัดสินใจของคุณอิชิคาว่ามากขึ้น
หลินจื้อหยวนถือโอกาสยกกาสุราขึ้นรินให้เคนตะ "อีกอย่างนะ ขุนนางที่อยู่ไกลตัว จะไปสู้มิตรแท้ที่อยู่ใกล้ชิดได้ยังไง? ผมต้องการเพื่อนที่พึ่งพาได้จริงอย่างคุณอาโอกิครับ!"
"ยิ่งไปกว่านั้น ของที่เราจะทำกันมันก็แค่สินค้าอุปโภคบริโภคทั่วไป ไม่ใช่ยุทโธปกรณ์เสียหน่อย ใครจะไปรู้~ เผลอๆ พวกญาติพี่น้องของพวกนายทหารระดับสูงอาจจะแอบทำธุรกิจพวกนี้กันอยู่ก่อนแล้วก็ได้"
เมื่อเห็นเคนตะมีสีหน้าลังเล หลินจื้อหยวนจึงตัดสินใจเติมเชื้อไฟเข้าไปอีก "ว่าแต่... คุณอาโอกิรับราชการทหารมาได้กี่ปีแล้วครับ?"
"แปดปีกับอีกสี่เดือนครับ" เคนตะตอบตามสัญชาตญาณ
"ด้วยความสามารถระดับคุณอาโอกิเนี่ย ความจริงควรจะได้เลื่อนยศเป็นพันตรีตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอครับ? คุณไม่เคยคิดบ้างเหรอว่าบางเรื่องมันก็ต้องมี 'แรงผลักดันพิเศษ' เข้ามาช่วยบ้าง?"
เซี่ยงไฮ้ในตอนนี้ถูกถือว่าเป็นเขตแนวหลัง การที่เคนตะจะสร้างผลงานทางทหารเพิ่มนั้นเป็นเรื่องยากยิ่ง ในกองทัพญี่ปุ่น การเลื่อนตำแหน่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถเพียงอย่างเดียว แต่มันขึ้นอยู่กับเส้นสายและ 'กำลังทรัพย์' เป็นสำคัญ
"ผมเข้าใจแล้วครับ" เคนตะพยักหน้าเหมือนตัดสินใจได้ "ถ้าจะทำให้ด่านตรวจศุลกากรที่ปากแม่น้ำอู๋ซ่งยอมปล่อยผ่านสินค้าโดยไม่มีความเสี่ยง ทางที่ดีที่สุดคือต้องเกลี้ยกล่อมพันเอกมัตสึโมโตะ ริวอิจิ ให้ได้"
"อย่าให้ท่าทางอารมณ์ร้ายของท่านพันเอกหลอกเอาได้ล่ะ ความจริงท่านน่ะละโมบสุดๆ เลย โชคดีที่ท่านเป็นคนชิบะเหมือนกันกับผม เราเป็นคนบ้านเดียวกันแถมยังค่อนข้างสนิทกันด้วย ถ้าผมเป็นคนออกหน้าเอง เรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหาครับ"
หลินจื้อหยวนลอบยินดีในใจ เขารีบยกจอกเหล้าขึ้นพลางเอ่ยว่า "เยี่ยมเลย! คุณอาโอกิ มาครับ... เรามาดื่มอวยพรให้กับการร่วมมือของเรากัน!"
"ได้เลย ชน!"
ทั้งคู่กระดกเหล้าเข้าปากรวดเดียวจนหมดจอก
ในขณะที่หลินจื้อหยวนและเคนตะกำลังตกลงรายละเอียดการร่วมมือกันอยู่นั้น มิเอโกะที่อยู่ในห้องครัวก็ดูจะมีท่าทางกระวนกระวายใจอย่างมาก
เห็นเหล้าสาเกสองขวดกำลังจะหมดลงแล้ว แต่หลินจื้อหยวนกลับยังไม่มีทีท่าว่าจะเมาเลยสักนิด มิเอโกะเริ่มทำตัวไม่ถูก
เนื่องจากทั้งสองคนมีเรื่องสำคัญต้องหารือกัน อาโอกิ มาซาโอะ และคนอื่นๆ จึงเลี่ยงมาทานมื้อค่ำกันในห้องครัวแทน
เมื่อเห็นท่าทางของลูกสาว อาโอกิ มาซาโอะ ก็เดินกลับเข้าไปในห้องนอนแล้วหยิบขวดกระเบื้องใบเล็กที่แสนประณีตออกมาส่งให้มิเอโกะ
"คุณพ่อคะ นี่คืออะไรเหรอ?"
"วางใจเถอะ มันก็แค่ผงปลุกอารมณ์นั่นแหละ" มาซาโอะลดเสียงต่ำลง "ผสมลงไปในซุปซะ คุณอิชิคาว่าคงนึกว่าฤทธิ์เหล้ามันตีขึ้นหัวเฉยๆ แล้วจากนั้น... ก็เป็นโอกาสของลูกแล้วล่ะ"
แก้มของมิเอโกะขึ้นสีระเรื่อ หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็รับขวดนั้นมา
เมื่อหลินจื้อหยวนและเคนตะคุยธุระเสร็จสิ้น มิเอโกะก็ยกชามซุปที่เตรียมไว้เป็นพิเศษเข้ามาในห้อง
เธอนั่งคุกเข่าข้างๆ หลินจื้อหยวนแล้วตักซุปส่งให้เขาด้วยตัวเอง "คุณอิชิคาว่า ทานซุปสักหน่อยนะคะ จะได้สร่างเมา"
หลินจื้อหยวนที่ดื่มไปเยอะเริ่มรู้สึกคอแห้งอยู่พอดี เขาไม่ได้เอะใจอะไรเลย จึงรับชามซุปมาดื่มจนหมด
ไม่นานนัก หลินจื้อหยวนก็เริ่มแสดงอาการเมาออกมา ใบหน้าของเขาแดงก่ำผิดปกติและร่างกายเริ่มรู้สึกร้อนวูบวาบราวกับเป็นไข้
เขาสัมผัสได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ~ ปกติเขาเป็นคนคอแข็งมาก คืนนี้เพิ่งจะดื่มสาเกไปไม่เท่าไหร่ จะมาเมาพับแบบนี้ได้ยังไง?
เขาส่ายหัวพยายามจะลุกขึ้นยืนโดยใช้มือค้ำโต๊ะไว้ แต่กลับรู้สึกเวียนหัวจนโลกหมุน
มิเอโกะรีบปรี่เข้ามาประคองทันที "คุณอิชิคาว่าท่าจะดื่มหนักไปหน่อยแล้วล่ะค่ะ เดี๋ยวฉันไปส่งคุณกลับไปพักผ่อนที่ห้องนะคะ"
หลินจื้อหยวนอยากจะขัดขืนตามสัญชาตญาณ แต่พอได้กลิ่นหอมกรุ่นจากร่างกายของมิเอโกะ เขาก็รู้สึกเหมือนร่างกายถูกไฟแผดเผา สติสัมปชัญญะเริ่มพร่าเลือนลงเรื่อยๆ
มิเอโกะเบียดเสียดร่างกายแนบชิดกับหลินจื้อหยวน กึ่งประคองกึ่งแบกเขาเดินกลับไปยังลานบ้านเล็กๆ ของเขา
ระหว่างทาง ลมหายใจของหลินจื้อหยวนเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเรื่อยๆ ต่อให้เขาจะโง่แค่ไหน เขาก็รู้แล้วว่าตัวเองโดนวางยา~ 'พับผ่าสิ... ต้องทำกันขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย เล่นรุกหนักถึงขั้นพลีกายให้เลยงั้นเหรอ'
ในหัวของหลินจื้อหยวนกำลังต่อสู้กับตัวเองอย่างหนัก พยายามชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสีย
ตอนนี้เขากับตระกูลอาโอกิลงเรือลำเดียวกันแล้ว ต่อให้เขาจะมีอะไรกับมิเอโกะ มันก็คงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรนักหรอกมั้ง?
ถือเสียว่า... เป็นการเสียสละเพื่อ 'พรรค-รัฐ' ก็แล้วกัน!
ทันทีที่ปิดประตูบ้านลง หลินจื้อหยวนก็กดร่างของมิเอโกะเข้ากับผนัง เขาพยายามรักษาเศษเสี้ยวเหตุผลสุดท้ายเอาไว้ "นี่เป็นแผนของคุณพ่อคุณงั้นเหรอ?"
มิเอโกะก้มหน้าลง น้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน "แต่มันก็คือ... ความปรารถนาของฉันเองด้วยค่ะ"
เมื่อเห็นท่าทางเหนียมอายและบอบบางของมิเอโกะ หลินจื้อหยวนก็ไม่สามารถสะกดกั้นอารมณ์ได้อีกต่อไป เขาโน้มตัวลงจุมพิตที่ริมฝีปากของเธอ
มิเอโกะพยายามผลักไสเขาออกเบาๆ พอเป็นพิธี แต่ก็อ่อนระทวยลงในอ้อมกอดอันเร่าร้อนอย่างรวดเร็ว
เสื้อผ้าค่อยๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้นทีละชิ้น...
ในคืนนั้น หลินจื้อหยวนได้ปลดปล่อยความปรารถนาที่สะสมมานานออกมาอย่างหมดเปลือก
ร่างกายนี้ได้รับการฟื้นฟูมาอย่างดี แถมเจ้าของร่างเดิมยังเป็นยอดฝีมือภาคสนาม ทำให้พละกำลังของเขานั้นเหลือเฟือจริงๆ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินจื้อหยวนตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดหัวตุบๆ เขาพบว่ามิเอโกะนอนขดตัวอยู่ในอ้อมกอดและกำลังหลับสนิท
เขานึกย้อนถึงเรื่องราวเมื่อคืนแล้วก็อดจะเหงื่อตกไม่ได้~ โชคดีที่เขาไม่ใช่พวกชอบละเมอพูดความลับตอนนอนเหมือนพวกสายลับในรหัสลับ 'แอร์ไวด์'
ในจังหวะนั้นเอง มิเอโกะก็ตื่นขึ้นพอดี ทั้งสองคนสบตาประสานกัน
"คุณอิชิคาว่า..." มิเอโกะก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน "ฉัน..."
เมื่อคืนหลินจื้อหยวนยังอยู่ในสภาวะมึนงง แต่ตอนนี้ในยามที่สติแจ่มใส เมื่อได้มองโฉมงามตรงหน้าในระยะประชิด เขาก็สัมผัสได้ถึงความร้อนที่พุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
หลินจื้อหยวนหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะพลิกตัวขึ้นทาบทับร่างของเธอไว้เบื้องล่าง...