- หน้าแรก
- ทะลุมิติมาเป็นเชฟพร้อมระบบปั๊มเวลสุดโกง
- บทที่ 7 - เฉาเสี่ยวตง
บทที่ 7 - เฉาเสี่ยวตง
บทที่ 7 - เฉาเสี่ยวตง
บทที่ 7 - เฉาเสี่ยวตง
✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿
"พี่เฉา ตะเกียบครับ"
ไม่ต้องรอให้เฉาเสี่ยวตงขยับตัว ก็มีคนประเคนตะเกียบมาให้ถึงที่
ใครๆ ก็รู้ว่าฝีมือของเฉาเสี่ยวตงเก่งกาจแค่ไหน อนาคตต้องได้ดิบได้ดีในเฟิงเจ๋อหยวนอย่างแน่นอน
เวลานี้ใครๆ ก็ย่อมอยากประจบเอาใจเขา ทุกคนล้วนอยากเจริญก้าวหน้ากันทั้งนั้น
เฉาเสี่ยวตงตอบรับสั้นๆ รับตะเกียบมาคีบชิมหนึ่งคำ
จากนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย "ยังกรอบไม่พอ"
เฉาเสี่ยวตงไม่พอใจกับเซี่ยงจี๊ผัดไฟลุกจานนี้ของตัวเอง จึงวางตะเกียบในมือลง
"พี่เฉา ผมขอชิมหน่อยได้ไหมครับ"
คนข้างๆ เอ่ยถามอย่างคาดหวัง เขาคือไอ้หนุ่มที่ส่งตะเกียบให้เมื่อครู่ ชื่อว่าหลี่ซือ
เฉาเสี่ยวตงตอบอย่างไม่ใส่ใจ "พวกนายลองชิมดูเถอะ เดี๋ยวฉันจะลองทำใหม่อีกกระทะ"
พูดจบเขาก็หันหลังกลับไปง่วนกับงานต่อ
พวกหลี่ซือที่ยืนมุงดูอยู่ต่างรีบคว้าตะเกียบมาชิมอย่างอดใจไม่ไหว
"อืม กับข้าวจานนี้ไม่เลวเลยนะ"
"ใช่ ฉันว่ามันก็กรอบมากแล้วนะ"
"ถ้าเป็นฉันคงทำให้อร่อยแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ"
"พี่เฉาของพวกเราเก่งสุดยอดไปเลย เมื่อไหร่ฉันจะมีฝีมือระดับพี่เฉาบ้างนะ"
"..."
พวกหลี่ซือรู้สึกว่ามันอร่อยจริงๆ ที่พูดมาล้วนเป็นความจริงใจ เพราะในยุคนี้คนที่มาเป็นเด็กฝึกงานพ่อครัว ฐานะทางบ้านย่อมไม่ได้ร่ำรวยอะไร ปกติก็แทบไม่ค่อยได้กินของมันๆ หรอก
อีกใจหนึ่งก็มีความคิดอยากจะยกยอปอปั้นเพื่อประจบเฉาเสี่ยวตงด้วย
"มันจะอร่อยขนาดนั้นเชียวเหรอ"
เจ้าทึ่มจู้ที่ยืนอยู่ไกลๆ พึมพำกับตัวเอง รู้สึกว่าพวกนี้ช่างไม่อายปากกันบ้างเลย
"อยากรู้ว่าอร่อยไม่อร่อย นายก็เดินไปชิมดูสิ"
หวังเจี้ยนเย่พูดกับเจ้าทึ่มจู้ขณะที่ตัวเองกำลังฝึกทำอาหารไปด้วย
"ฉันไม่ไปหรอก"
เจ้าทึ่มจู้ไม่ยอมไป
เขากับเฉาเสี่ยวตงมีอาจารย์คนเดียวกัน จึงมักจะถูกเอาไปเปรียบเทียบกับเฉาเสี่ยวตงอยู่เสมอ
เฉาเสี่ยวตงมีพรสวรรค์สูง ฝีมือทำอาหารพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทำเอาเจ้าทึ่มจู้ถูกทิ้งห่าง ยิ่งดูโง่เขลาเบาปัญญาเข้าไปอีก
"ยังไงเขาก็เป็นศิษย์พี่ร่วมสำนักของนายนะ จะไปกลัวอะไร"
"เหอะ อาจารย์ลำเอียงรักเขามากกว่านี่นา มีอะไรก็สอนให้หมด ทีกับฉันนะ วันๆ เอาแต่ทำหน้ายักษ์ใส่"
เจ้าทึ่มจู้บ่นกระปอดกระแปดด้วยความไม่พอใจ วัยของเขากำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การถูกอาจารย์เอาไปเปรียบเทียบกับเฉาเสี่ยวตงทุกวันแล้วโดนด่า ใครมันจะไปทนได้
"ฉันขอชิมของนายดีกว่า"
เจ้าทึ่มจู้หยิบตะเกียบขึ้นมา คีบเต้าหู้แห้งผัดกุยช่ายที่เหลืออยู่บนโต๊ะเข้าปาก
"เอ๊ะ ใช้ได้เลยนะเนี่ย พี่หวังทำกับข้าวจานนี้ได้ไม่เลวเลย"
หลังจากได้ชิม เจ้าทึ่มจู้ก็ตาเป็นประกาย
"ใช้ได้ที่ไหนกัน ยังไม่ถึงขั้นขึ้นเตาได้เลย"
หวังเจี้ยนเย่ส่ายหน้า เขายังไม่พอใจกับฝีมือการทำอาหารจานนี้ของตัวเอง
"ยังไงก็เก่งกว่าฉันล่ะน่า"
เจ้าทึ่มจู้คีบกินอีกสองคำ ท่าทางเหมือนคนกินข้าวมื้อเช้าไม่อิ่มยังไงยังงั้น
ผ่านไปไม่นาน หวังเจี้ยนเย่ก็ทำเต้าหู้แห้งผัดกุยช่ายเสร็จไปอีกหนึ่งจาน ค่าประสบการณ์ของเขาขยับมาอยู่ที่ยี่สิบสามแต้ม
ในขณะเดียวกันก็ถึงเวลาเข้างานพอดี
"ฉันเริ่มทำอาหารตอนเจ็ดโมงสี่สิบ จนถึงตอนนี้แปดโมงตรง ฉันใช้เวลายี่สิบนาทีทำเต้าหู้แห้งผัดกุยช่ายไปสี่จาน ได้ค่าประสบการณ์มาแปดแต้ม"
หวังเจี้ยนเย่สรุปผลอยู่ในใจ
"ถ้าฉันยังรักษาความเร็วในการทำอาหารระดับนี้ไว้ได้ และค่าประสบการณ์ที่ได้จากการทำอาหารไม่ลดลง หนึ่งชั่วโมงฉันก็จะได้ค่าประสบการณ์ยี่สิบสี่แต้ม"
"อืม ถือว่าไม่น้อยเลยนะ ถ้าเอาค่าประสบการณ์พวกนี้ไปใช้อัปเกรดฝีมือทำมันฝรั่งเส้นผัดเปรี้ยวเผ็ดทั้งหมด ก็จะสามารถเลื่อนจากระดับเตาสามในตอนนี้ขึ้นไปเป็นระดับเตาสองได้ ฝีมือก็จะก้าวกระโดดไปอีกขั้นเลย"
หวังเจี้ยนเย่ค่อนข้างพอใจ
เขารู้สึกว่าถ้าทำด้วยความเร็วระดับนี้ การสอบประเมินของเฟิงเจ๋อหยวนในอีกหนึ่งสัปดาห์ข้างหน้า ตัวเองต้องสอบผ่านได้อย่างแน่นอน
หวังเจี้ยนเย่ถึงกับแอบคิดในใจว่าถ้าเขามีเวลาฝึกซ้อมมากกว่านี้ ถึงตอนนั้นอาจจะได้บรรจุเป็นระดับเตาสองเลยก็ได้
"อย่าเพิ่งหวังสูงเกินไปเลย เดี๋ยวฉันต้องไปเป็นลูกมือช่วยอาจารย์อีก คงไม่มีเวลามานั่งฝึกทำอาหารคนเดียวได้ทั้งวันหรอก แต่ถ้ามีโอกาสให้ฝึกฉันก็ต้องคว้าเอาไว้ให้ได้"
หวังเจี้ยนเย่นึกถึงกฎที่ให้เด็กฝึกงานเป็นคนทำอาหารมื้อเที่ยงและมื้อเย็น
"ต้องใช้โอกาสทำอาหารนี้ให้เป็นประโยชน์ ถึงเวลาฉันจะลองขออนุญาตดู"
หวังเจี้ยนเย่กำลังคิดเพลินๆ
ไช่เหวินซานอาจารย์ของเขา กับซุนฉวีอาจารย์ของเฉาเสี่ยวตง และคนอื่นๆ ก็เดินเข้ามาในครัวหลังร้าน พวกเขาพูดคุยหัวเราะกันมาตลอดทาง
โดยเฉพาะซุนฉวีที่พอเห็นเฉาเสี่ยวตงกำลังตั้งใจฝึกทำอาหาร รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งเบิกบาน หันไปโอ้อวดกับไช่เหวินซานที่อยู่ข้างๆ "นี่เหล่าไช่ นายดูศิษย์ฉันสิ เป็นยังไง ขยันขันแข็งดีไหม"
ไช่เหวินซานได้ยินแบบนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็หุบลงเล็กน้อย "ก็ดี ศิษย์ของนายคนนี้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมาเลยล่ะ อนาคตต้องได้ดีแน่ๆ นายโชคดีจริงๆ"
ซุนฉวียิ้มกริ่ม "ฉันว่านะ ปรมาจารย์ระดับเตาเอกคนต่อไปของเฟิงเจ๋อหยวนอาจจะเป็นเขาก็ได้"
ไช่เหวินซานทำหน้าไม่เชื่อ "ยังจะกล้าบอกว่าเป็นปรมาจารย์เตาเอกคนต่อไปอีก อย่าลืมสิว่าในภัตตาคารของเรามีอาจารย์เตาสองตั้งหลายคนที่ฝีมือใกล้จะถึงระดับเตาเอกแล้ว ไม่คิดว่าพวกนั้นจะมีโอกาสได้ขึ้นไปก่อนศิษย์ของนายหรือไง"
"พวกเขาก็แค่ฝีมือใกล้ถึง แต่พวกเราทำงานเป็นพ่อครัว ยังไงก็ต้องพึ่งพรสวรรค์อยู่ดี นายลองดูพวกอาจารย์เตาสองสิ มีใครมีพรสวรรค์สู้ศิษย์ฉันได้บ้าง ไม่แน่ว่าในอนาคตภายใต้การสั่งสอนของฉัน ศิษย์ฉันอาจจะแซงหน้าพวกเขาไปก็ได้นะ"
ซุนฉวีเอามือไพล่หลัง ท่าทางภาคภูมิใจสุดๆ
"เหอะ นายมันก็แค่เตาสอง เอาความมั่นใจมาจากไหนว่าจะปั้นลูกศิษย์ให้กลายเป็นเตาเอกได้"
ไช่เหวินซานกลอกตาบน แล้วหันหลังเดินหนีไป
ซุนฉวีพูดด้วยความไม่พอใจ "อ้าว นี่นายดูถูกฉันเหรอ คอยดูเถอะ ฉันจะต้องปั้นให้เฉาเสี่ยวตงกลายเป็นปรมาจารย์เตาเอกให้ได้"
พูดจบซุนฉวีก็แค่นเสียงฮึดฮัด เอามือไพล่หลังเดินตรงไปหาเฉาเสี่ยวตงที่กำลังง่วนอยู่กับการตักอาหารใส่จาน
"เสี่ยวตง ทำอาหารไปถึงไหนแล้ว"
"อาจารย์ ผมเพิ่งทำเสร็จพอดี ลองชิมดูสิครับ"
เฉาเสี่ยวตงยื่นตะเกียบให้อาจารย์ของเขา
ซุนฉวีพอใจกับท่าทีของเขามาก
ก็เพราะเฉาเสี่ยวตงมีพรสวรรค์สูงและนิสัยดี ซุนฉวีถึงได้รักใคร่เอ็นดูเขามาก ยอมถ่ายทอดวิชาให้จนหมดไส้หมดพุงและตั้งใจสั่งสอนอย่างเต็มที่
ซุนฉวีคีบเซี่ยงจี๊ที่เพิ่งผัดเสร็จใหม่ๆ เข้าปาก แล้วพยักหน้าอย่างพอใจ "ไม่เลวเลย มีพัฒนาการกว่าเมื่อสองวันก่อนนะ"
จากนั้นซุนฉวีก็หันไปตะโกนเรียกไช่เหวินซาน "เหล่าไช่ มาลองชิมฝีมือลูกศิษย์ฉันหน่อยสิ"
"ไม่ไป"
ไช่เหวินซานปฏิเสธเสียงแข็ง เพราะเขารู้ดีว่าถ้าเดินไปตรงนั้นเมื่อไหร่ ต้องโดนซุนฉวีโอ้อวดใส่จนหน้าชาแน่ๆ
เฉาเสี่ยวตงกระซิบกับซุนฉวี "อาจารย์ครับ ผมยังทำจานนี้ได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะครับ"
เขากลัวว่าไช่เหวินซานจะจับผิดแล้วทำให้อาจารย์ของเขาต้องเสียหน้า
ซุนฉวีตบไหล่ลูกศิษย์เบาๆ "นายยังเป็นแค่เด็กฝึกงานนะ ทำได้ระดับนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว ลองดูหวังเจี้ยนเย่ลูกศิษย์หมอนั่นสิ การสอบคราวนี้จะรอดหรือเปล่าก็ยังไม่รู้เลย"
เฉาเสี่ยวตงปรายตามองหวังเจี้ยนเย่ที่กำลังตั้งใจทำอาหาร แววตาของเขาไม่ได้มีความรู้สึกใดๆ
อีกด้านหนึ่ง ไช่เหวินซานทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง แม้หวังเจี้ยนเย่จะกำลังฝึกทำอาหารอยู่ แต่เขากลับไม่มีความสนใจที่จะมองเลยแม้แต่น้อย
เพราะเวลาผ่านมาตั้งนานขนาดนี้แล้ว หวังเจี้ยนเย่มีฝีมืออยู่ระดับไหน เขาย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ
เขารู้ดีว่าการสอบประเมินครั้งนี้ หวังเจี้ยนเย่คงสอบผ่านได้ยาก
รอให้ผ่านไปอีกสัปดาห์ หวังเจี้ยนเย่ที่สอบไม่ผ่านก็ต้องถูกไล่ออกและเก็บข้าวของไปจากเฟิงเจ๋อหยวน
ไช่เหวินซานจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับหวังเจี้ยนเย่เลย
[จบแล้ว]