- หน้าแรก
- ฮงไคสตาเรล มุมมองของแฮชเชอร์
- บทที่ 13 แองจี้ผู้ขยันขันแข็งและใฝ่เรียน
บทที่ 13 แองจี้ผู้ขยันขันแข็งและใฝ่เรียน
บทที่ 13 แองจี้ผู้ขยันขันแข็งและใฝ่เรียน
บทที่ 13 แองจี้ผู้ขยันขันแข็งและใฝ่เรียน
"ฟู่ ในที่สุดก็จัดการทุกอย่างที่ต้องทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว แบบนี้ถือว่าทำภารกิจสำเร็จไหม ฉันขอเบิกเงินอุดหนุนกับลาพักร้อนด้วยได้หรือเปล่า"
ฮิเมโกะวางใบตกลงเข้าเรียนของแองจี้ลงบนโต๊ะของอาจารย์ใหญ่เทเรซ่า เอ่ยกับเธอด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ต้องขออธิบายไว้ตรงนี้ว่า สถาบันเซนต์เฟรย่าเป็นสถานที่ฝึกฝนวาลคิรี ดังนั้นนักเรียนจึงถูกจ้างงานในฐานะวาลคิรีสำรอง ในเมื่อเป็นตำแหน่งงาน จึงมีค่าตอบแทนให้ในระดับหนึ่ง มีภาระผูกพันในการทำภารกิจ และยังมีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีสัญญาข้อตกลง
เทเรซ่าหยิบใบตกลงมาดู กวาดสายตาตรวจดูรายเซ็นของแองจี้ ก่อนจะกลอกตาและเอ่ยว่า
"เลิกพล่ามเรื่องไร้สาระพวกนี้สักทีเถอะ! บอกฉันมาสิ เธอคิดยังไงกับเด็กคนนั้น"
"ฮ่าๆ เธอน่ารักกว่าที่ฉันคิดไว้เยอะเลยล่ะ คงเป็นเพราะฉันเป็นคนแรกที่เข้าไปคลุกคลีและทลายกำแพงในใจของเธอด้วยความอดทนหลังจากที่เธอต้องเจอกับเรื่องเลวร้ายกะทันหัน เธอก็เลยเกิดความผูกพันและพึ่งพาฉันเอามากๆ จะว่ายังไงดีล่ะ เธอเป็นเด็กที่ขี้ระแวงมาก แต่เนื้อแท้แล้วไม่ได้เป็นคนเลวร้ายอะไร อย่าลืมสิว่าเธอเคยช่วยชีวิตเคียน่าที่กำลังไล่ตามเธอไว้ด้วยซ้ำ"
"งั้นเหรอ เป็นเด็กที่น่ารักสินะ! อ่า!"
เทเรซ่าเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สอดประสานมือไว้หลังศีรษะ ถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ
"แต่น่าเสียดาย ที่เธอก็เป็นหนึ่งในเหยื่อจากเมืองฉางคงด้วย ความแค้นที่ต้องสูญเสียพ่อแม่ไป และประสบการณ์อันเลวร้ายตลอดหกเดือนที่ผ่านมา... ฉันไม่อยากจะนึกภาพเลยว่าวันที่เธอรู้ความจริง เธอจะมีปฏิกิริยายังไง"
"นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เธอให้เด็กคนนั้นมาอยู่กับฉันหรอกเหรอ"
"ใช่ แทนที่จะให้เธอมองว่าเมย์เป็นต้นตอของความชั่วร้ายทั้งหมดตั้งแต่แรก ฉันหวังว่าเธอจะเข้าใจและทำความรู้จักกับเมย์เสียก่อน บางที ถ้าเธอรู้ว่าเมย์เป็นเด็กแบบไหน เมื่อถึงวันนั้น เธออาจจะเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่าเมย์ไม่ใช่คนร้ายตัวจริง สิ่งที่ควรเกลียดชังและกำจัดทิ้งให้สิ้นซากคือฮงไกต่างหาก!"
เทเรซ่าพึมพำด้วยแววตาที่หม่นหมอง ราวกับนึกถึงความทรงจำที่เลวร้ายบางอย่าง
ฮิเมโกะเดินไปที่หน้าต่าง ไม่ได้ปลอบประโลมเทเรซ่า แต่กลับชูถ้วยชาขึ้นประหนึ่งกำลังดื่มด่ำกับแสงจันทร์ และเอ่ยด้วยสีหน้าเปี่ยมความมั่นใจ
"ฉันเชื่อมั่นในตัวพวกเขานะ เคียน่า เมย์ โบรเนีย... แล้วก็แองจี้ ทุกคนจะเติบโตเป็นนักเรียนที่ฉันภาคภูมิใจ ฉันเชื่อว่าพวกเขาจะรับมือกับเรื่องทั้งหมดนี้ได้!"
"ฉันก็เชื่อว่า นี่แหละคือความหมายของการมีอยู่ของเซนต์เฟรย่า!"
เทเรซ่าหัวเราะเบาๆ ดึงลิ้นชักออก และหยิบหนังสือการ์ตูนขึ้นมาเปิดอ่านอย่างเปิดเผย ยังไงนี่ก็ไม่ใช่เวลาทำงาน เพราะงั้นเธอจะไม่โดนฮิเมโกะด่าเรื่องอ่านการ์ตูนตอนนี้หรอกน่า!
...
แองจี้เข้าเรียนอย่างเป็นทางการและเริ่มต้นการเรียนการสอน
เคียน่าดูจะพอใจกับเรื่องนี้มาก วันแรกก็ตบหน้าอกตัวเองอย่างภาคภูมิใจและประกาศกร้าว
"ฉันเป็นรุ่นพี่เธอนะรู้ไหม! เธอเพิ่งเข้ามาใหม่ ถ้าตามบทเรียนตรงไหนไม่ทันก็ถามฉันได้เลย!"
"ไม่จำเป็นหรอก"
"โธ่ ไม่ต้องเกรงใจน่า พวกเราเป็นเพื่อนร่วมห้องที่สนิทกันนะ!"
"ดูจากระดับสติปัญญาของเธอแล้ว ฉันนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะมีตอนไหนที่ต้องพึ่งพาเธอ"
แองจี้ส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
แน่นอนว่าเคียน่าย่อมไม่ยอมรับคำสบประมาทนี้ และแล้ว คาบเรียนก็เริ่มต้นขึ้น
"อะแฮ่ม! นักเรียน วันนี้ในคาบประวัติศาสตร์ เราจะมาพูดถึงสงครามปฏิวัติเมื่อห้าร้อยปีก่อนที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์ของซิกซอลกัน มีใครรู้บ้างว่าศูนย์บัญชาการซิกซอลในยุคนั้นตั้งอยู่ที่ไหน"
อาจารย์หยางผู้สุภาพและอ่อนโยนยืนอยู่บนแท่นโพเดียม ทอดสายตามองนักเรียนเบื้องล่างด้วยแววตาใจดีและเปี่ยมไปด้วยการให้กำลังใจ
เคียน่านั่งหลังตรงแหน่ว
"ซี๊ด ซี๊ด! ฟังฉันนะ ในสถานการณ์แบบนี้ ตราบใดที่เธอนั่งหลังตรงเป๊ะ อาจารย์ก็มักจะไม่เรียกชื่อเธอหรอก!"
ริมฝีปากของเคียน่าขยับเล็กน้อย กระซิบเสียงเบาหวิวกับแองจี้ที่นั่งอยู่ข้างๆ
แองจี้หันหน้าไป ปรายตามองเธออย่างไม่แยแส ก่อนจะยกมือขึ้นเงียบๆ
"โอ้? แองจี้ นักเรียนใหม่ของเรา อ่านทบทวนบทเรียนล่วงหน้ามาแล้วงั้นเหรอ ฮ่าๆ ตอบผิดก็ไม่เป็นไรหรอกนะ แค่เห็นถึงความกระตือรือร้นในการเรียนแบบนี้ ครูบวกคะแนนพิเศษให้เลย! มา ลองตอบดูสิ"
"ปัจจุบันคือเมืองโคโรสเตนค่ะ"
"ถูกต้อง! แล้วรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น"
"ในยุคนั้น เมืองโคโรสเตนไม่เพียงแต่เป็นศูนย์บัญชาการซิกซอลเก่าเท่านั้น แต่ยังเป็นสมรภูมิรบโบราณที่น่าสลดใจที่สุดในสงครามปฏิวัติด้วย ตามที่บันทึกไว้ในหนังสือ ตอนนั้น..."
จากนั้น เพื่อนร่วมชั้นทุกคนก็ได้รับฟังแองจี้บรรยายประวัติศาสตร์ของเมืองโคโรสเตนยาวเหยียดกว่าสิบนาที ตั้งแต่กระบวนการหลักของสงครามปฏิวัติ ไปจนถึงการตัดสินใจย้ายศูนย์บัญชาการ ตลอดจนการจัดการเมืองโคโรสเตนในเวลาต่อมาและสภาพในปัจจุบัน ครอบคลุมทุกรายละเอียดอย่างครบถ้วนและแม่นยำ
"แองจี้ เธอไม่ต้องสอบเก็บคะแนนประวัติศาสตร์ช่วงนี้แล้วล่ะ ครูให้คะแนนเต็มเลย"
เวลท์กล่าวด้วยสีหน้าโล่งใจ มันไม่ง่ายเลยจริงๆ วิชาประวัติศาสตร์มักจะเป็นวิชาเฉพาะทางที่นักเรียนเซนต์เฟรย่าให้ความสนใจน้อยที่สุด ต่อให้เป็นเด็กขยันและใฝ่เรียนอย่างไรเดน เมย์ และฟู่ฮัว ก็ทำคะแนนได้ในระดับที่ดีตามมาตรฐานเท่านั้น เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะมีนักเรียนที่อ่านทบทวนเนื้อหาหลักของบทเรียนทั้งหมดล่วงหน้ามาแล้ว หาได้ยากจริงๆ
"อืม แบบนี้ฉันก็จะได้มีเวลาว่างไปเรียนรู้อย่างอื่นเพิ่ม ขอบคุณค่ะอาจารย์"
แองจี้นั่งลงอย่างสงบ ไม่หวั่นไหวต่อสายตาชื่นชมของเพื่อนร่วมชั้น
แต่ในความเป็นจริง ภายในใจของเธอตอนนี้กำลังเต้นระบำอยู่เลยล่ะ
'คุณหนูคนนี้คือนักวิจัยที่ฝ่าฟันผู้เข้าแข่งขันนับไม่ถ้วนจนสอบติดสถาบันอันทรงเกียรติเชียวนะ ความสามารถทางวิชาการของฉันเหนือกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว แถมตอนนี้ฉันยังมีวงจรความคิดอิสระถึง 30 วงจรที่ช่วยกันเรียนรู้'
'ร่างโคลนทั้ง 30 ร่างต่างทำหน้าที่ของตัวเอง บางร่างก็ท่องจำประเด็นสำคัญในแต่ละบท บางร่างก็ท่องจำและทำความเข้าใจภาพรวม บางร่างก็ฝึกทำโจทย์เพื่อทบทวนความก้าวหน้าในการเรียน และบางร่างก็ถกเถียงและค้นคว้าเพิ่มเติม'
'เวลาเรียนที่มีประสิทธิภาพของพวกเธออย่างมากก็แค่วันละหกเจ็ดชั่วโมง แต่ของฉันเริ่มต้นที่สามร้อยชั่วโมงย่ะ!'
'เหล่ามนุษย์ผู้โง่เขลา จงเป็นพยานให้กับการผงาดขึ้นของเทพแห่งการเรียนเถอะ!'
'โอ้ โฮะ โฮะ โฮะ~~'
นอกจากนี้ นี่ก็ไม่ถือว่าเป็นการทำตัวโดดเด่นอะไรมากมาย
แนวทางที่แองจี้เรียกว่าการทำตัวไม่ให้เป็นจุดสนใจนั้น มีจุดประสงค์หลักเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเพ่งเล็งจากขั้วอำนาจอย่างออตโต เวิลด์เซอร์เพนต์ และแอนติเอนโทรปี และนักเรียนเซนต์เฟรย่าที่มีผลการเรียนดีเลิศคนหนึ่ง จะคุ้มค่าพอให้พวกนั้นมาให้ความสนใจเชียวเหรอ
บางทีอาจจะมีแค่ออตโตคนเดียวที่จะเพิ่มชื่อเธอเข้าไปในรายชื่อเครื่องสังเวยของเคียน่า เพราะแองจี้ย้ายเข้ามาอยู่ในห้องเดียวกับกลุ่มตัวเอก และมันก็คงมีแค่นั้นแหละ และสำหรับเครื่องสังเวยที่เตรียมไว้ให้เคียน่า แม้ออตโตจะไม่ได้ปกป้องดูแลอย่างทะนุถนอม แต่ก็คงไม่ปล่อยให้สูญเปล่าไปง่ายๆ แน่
ดังนั้น การเป็นเทพแห่งการเรียนที่เซนต์เฟรย่าจึงเป็นเรื่องที่ปลอดภัยมาก
แองจี้พลิกหน้าหนังสือ คาดเดาว่าเธอยังต้องใช้เวลาอีกประมาณสี่ถึงห้าสัปดาห์ในการทำความเข้าใจวิชาทฤษฎีทั้งหมดของทั้งระดับชั้นให้ถ่องแท้
และการที่เธอจงใจแสดงความสามารถในการเรียนรู้ที่ยอดเยี่ยมออกมา ก็ย่อมมีจุดประสงค์ของมันอยู่แล้ว
แองจี้เหลือบมองร่างเพรียวบางที่นั่งหลังตรงแหน่วอยู่ทางซ้ายมือด้วยหางตา ราวกับมองเห็นรังสีแห่งความจริงจังและเข้มงวดแผ่ซ่านอยู่รอบตัวอีกฝ่าย จากนั้น แองจี้ก็ลอบยิ้มมุมปากอย่างแนบเนียน
"กริ๊ง-กริ๊ง!"
เสียงกริ่งหมดคาบเรียนดังกังวานใสโดยที่ไม่มีใครทันสังเกต
"ตึง!"
เคียน่าสะดุ้งสุดตัวจนลุกขึ้นนั่งหลังตรง ทำเอาโต๊ะและเก้าอี้สั่นกึกกัก
เธอเช็ดน้ำลายที่มุมปากซึ่งไหลยืดตอนที่หลับ ปอยผมเส้นหนึ่งชี้โด่เด่ส่ายไปมาอย่างเกียจคร้านอยู่บนหัว ราวกับจะฟ้องว่าสติสัมปชัญญะของเธอยังคงพร่ามัวอยู่
จากนั้น เคียน่าก็โถมตัวเข้าหาแองจี้ วางมือลงบนไหล่ของอีกฝ่าย และเอ่ยด้วยสีหน้าตื่นตะลึง
"เธอเพิ่งเข้าเรียนไม่ใช่เหรอ แองจี้"
"อีกสองสัปดาห์ฉันก็จะจำเนื้อหาวิชาสายศิลป์ได้หมดแล้ว ส่วนวิชาสายวิทย์ก็มีส่วนที่ซ้ำซ้อนกับเนื้อหาของโรงเรียนทั่วไปอยู่เยอะ ฉันก็เลยทบทวนไปได้เร็วหน่อย บางทีช่องว่างระหว่างคนเราก็อาจจะกว้างกว่าช่องว่างระหว่างคนกับหมาอีกนะ เข้าใจไหม"
...นี่เธอหลอกด่าฉันอยู่หรือเปล่าเนี่ย
"ฮึ่ม!"
แองจี้ยืดอกอย่างภาคภูมิใจ ริมฝีปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
ต้องยอมรับเลยว่า การได้รังแกยัยแมลงโง่นี่มันสนุกสุดเหวี่ยงไปเลย เธอหยุดแกล้งไม่ได้จริงๆ
จากนั้น เธอก็ถูกเคียน่าสวมกอดแน่น อีกฝ่ายเอาหน้าและหัวมาถูไถเธอด้วยความหมั่นเขี้ยวปนระอา
"โอ๋ๆๆ~~"
"ปล่อยฉันนะ..."
'อย่าหยุดนะ!'
แองจี้พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย พยายาม "ขัดขืน" สุดฤทธิ์ในอ้อมกอดอันนุ่มนวลและอบอุ่นของเคียน่า