- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 93 เขามาจริงๆ
ตอนที่ 93 เขามาจริงๆ
ตอนที่ 93 เขามาจริงๆ
ตอนที่ 93 เขามาจริงๆ
คำถามย้อนกลับของเถาอวิ๋นเซียวทำให้เหลียนเฉิงอวี้ถึงกับอึ้งไปเลยทีเดียว เกินไปหรือไม่?
ในสายตาของเหลียนเฉิงอวี้ องครักษ์มังกรทองก็นับว่าสุดยอดมากแล้ว กองทัพที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ แม้แต่หัวหน้ากองพันยังต้องนอบน้อมต่อสาวน้อยนางนั้น เช่นนั้นอีกฝ่ายมีฐานะอะไรกันแน่?
"เหอะ!"
เถาอวิ๋นเซียวเห็นสีหน้าโง่งมของเหลียนเฉิงอวี้ ก็แสดงความดูแคลนออกมาเล็กน้อย "ชาติกำเนิดสูงส่งแล้วอย่างไร ชาติกำเนิดไม่ได้เป็นตัวแทนของทุกสิ่ง! จักรพรรดิในกาลก่อนก็มีหลายท่านที่มาจากสามัญชนและสร้างชื่อจนยิ่งใหญ่ในภายหลัง! การคัดเลือกแห่งอาณาจักรเทพในวันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของข้าเท่านั้น วันหน้าเมื่อข้าแข็งแกร่งขึ้น ก้าวออกจากอาณาจักรเทพไท่อา สร้างชื่อเสียงไปทั่วสารทิศ เมื่อถึงตอนนั้น ข้าจะถูกขุมกำลังเบื้องหลังของนางจับตามอง และในที่สุดก็ได้หมั้นหมายกับนาง ได้ครองคู่กับสาวงามก็ไม่ใช่เรื่องแปลก!"
วาจาของเถาอวิ๋นเซียวเต็มไปด้วยความมั่นใจ เหลียนเฉิงอวี้ฟังจนตะลึง เดิมทีเขาคิดว่าปณิธานของตนเองกว้างไกลมากแล้ว เขาต้องการสร้างชื่อในองครักษ์มังกรทอง ได้รับบรรดาศักดิ์โหวหรืออ๋องในอาณาจักรเทพไท่อา มีชีวิตที่รุ่งโรจน์
ทว่าตอนนี้ดูเถิด เถาอวิ๋นเซียวเตรียมตัวจะก้าวออกจากอาณาจักรเทพไท่อาแล้ว อาณาจักรเทพไท่อาที่กว้างใหญ่เพียงนี้ กลับไม่อาจรองรับเขาได้!
เยาวชนผู้ลำพองเป็นเช่นไร ลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือเป็นเช่นไร เถาอวิ๋นเซียวในวัยสิบสี่ปีได้แสดงให้เห็นอย่างดีที่สุดแล้ว!
อี้อวิ๋นอยู่ด้านข้าง เห็นเหตุการณ์ทั้งหมด ไม่มีใครโอหังที่สุด มีแต่คนที่โอหังยิ่งกว่า เถาอวิ๋นเซียว เจ้าโอหังขนาดนี้ มารดาเจ้ารู้หรือไม่?
ทว่ายอดหญิงบนหอคอยผู้นั้น ขนาดหัวหน้ากองพันมังกรทองยังต้องนอบน้อม...
อี้อวิ๋นหรี่ตาลง มองไปยังหอคอยทองม่วงนั้น
โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า ในเวลานี้บนหอคอยสูงนั้น ก็มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังมองมาที่เขาเช่นกัน
หลินซินถงยืนอยู่ริมหน้าต่างของหอคอยสูง ดวงตางามคู่หนึ่งมองผ่านท้องถนนที่วุ่นวายและฝูงชนที่เบียดเสียด ไปตกลงที่ร่างของอี้อวิ๋น
สายตาของนางดีเยี่ยม แม้จะอยู่ไกลเพียงนี้ ก็สามารถมองเห็นใบหน้าของอี้อวิ๋นได้อย่างชัดเจน
"ท่านอาจารย์ เขามาจริงๆ ด้วย"
หลินซินถงยิ้มบางๆ เดิมทีหลังจากแยกกับอี้อวิ๋นที่หลังเขาของเผ่าเหลียน ผู้เฒ่าซูก็เคยกล่าวไว้ว่า วันหน้าไม่ควรจะได้พบกับเด็กหนุ่มผู้นี้อีก
ทว่านึกไม่ถึงว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะทำให้ชีพจรหยินแต่กำเนิดของหลินซินถงเกิดความรู้สึกประหลาดขึ้นมาเล็กน้อย
แม้ความรู้สึกนั้นจะเลือนลางประหนึ่งการจับเงาในน้ำ การจะอาศัยมันเพื่อเชื่อมชีพจรหยินแต่กำเนิดของหลินซินถงแทบจะเป็นการฝันกลางวัน ทว่าผู้เฒ่าซูยังคงยึดถือหลักการที่ไม่ปล่อยผ่านแม้แต่ความเป็นไปได้เพียงเล็กน้อย จึงพักอยู่ที่เผ่าเถาเพื่อรอให้เจ้าเด็กนี่มาปรากฏตัว
เด็กหนุ่มที่อายุเพียงเท่านี้แต่เข้าสู่ระดับเส้นชีพจรได้ ในดินแดนรกร้างนับเป็นอัจฉริยะชั้นเลิศ อัจฉริยะเช่นนี้จะพลาดการคัดเลือกแห่งอาณาจักรเทพไปได้อย่างไร?
"เจ้าเด็กนี่ ให้ดูผลงานของเขาในการคัดเลือกก่อนก็แล้วกัน"
หนึ่งวันต่อมา ผู้เข้าร่วมจากเผ่าเล็กๆ ต่างๆ ในรัศมีหลายพันลี้ ต่างทยอยกันมาถึงเผ่าเถา
หลังจากพักผ่อนมาหนึ่งคืน วันนี้การคัดเลือกแห่งอาณาจักรเทพก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ!
สถานที่จัดการคัดเลือกคือทุ่งรกร้างอันราบเรียบนอกป้อมค่ายของเผ่าเถา
ทุ่งรกร้างนี้มีพื้นที่กว้างขวางมาก บนพื้นเต็มไปด้วยหินเหล็กดำ ราวกับปูด้วยแผ่นกระเบื้องโดยเฉพาะ
ผู้เข้าร่วมกว่าหนึ่งพันคน แบ่งตามหน่วยของเผ่า เรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบในทุ่งรกร้าง
ที่อยู่ตรงกลางย่อมเป็นเหล่าเยาวชนผู้มีความสามารถของเผ่าเถา ซึ่งมีจำนวนถึงหกร้อยเจ็ดร้อยคน มากกว่าผู้เข้าร่วมจากเผ่าเล็กๆ อื่นๆ อีกหลายสิบเผ่ารวมกันเสียอีก!
ไม่เพียงแต่จำนวนมาก คุณภาพยังเป็นเลิศ แม้แต่คนที่ถูกลากมาให้ครบจำนวน พละกำลังของพวกเขายังแข็งแกร่งกว่าคนในค่ายฝึกเยาวชนนักรบของเผ่าเหลียนเสียอีก
อี้อวิ๋นมองเห็นคุณชายสามแห่งเผ่าเถา เถาอวิ๋นเซียว ท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น เขายืนอยู่หน้าสุดของแถว
ส่วนคุณชายใหญ่และคุณชายรองไม่ได้ปรากฏตัว ตามกฎของการคัดเลือกแห่งอาณาจักรเทพในครั้งนี้ การทดสอบครั้งแรกเป็นเพียงการคัดเลือกรอบแรก เพื่อกำจัดผู้ที่ไร้พละกำลังออกไป ส่วนผู้ที่มีพละกำลังถึงระดับโลหิตม่วง ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการคัดเลือกรอบแรก พวกเขาจะเข้าสู่การคัดเลือกรอบสุดท้ายโดยตรง
ความจริงแล้ว การบรรลุระดับโลหิตม่วงก็แทบจะเท่ากับการรับรองการเข้าสู่องครักษ์มังกรทองแล้ว การคัดเลือกรอบสุดท้ายเป็นเพียงการทำตามรูปแบบเท่านั้น นักรบระดับโลหิตม่วงที่อายุไม่เกินยี่สิบแปดปี แม้จะเป็นเพียงขั้นต้น ก็พิสูจน์ให้เห็นถึงพรสวรรค์ของเขา และมีคุณสมบัติที่จะเป็นหนึ่งในองครักษ์มังกรทอง
ทั่วทั้งเผ่าเถา นอกจากคุณชายใหญ่และคุณชายรองแล้ว ยังมีนักรบระดับโลหิตม่วงที่อายุต่ำกว่ายี่สิบแปดปีอีกเจ็ดคน ทั้งเก้าคนนี้ได้จองสิทธิ์ของการคัดเลือกแห่งอาณาจักรเทพไปแล้วเก้าที่นั่ง
คนที่เหลืออีกหนึ่งพันคน ต้องแข่งขันกันเพื่อแย่งชิงที่นั่งที่เหลืออีกสิบเอ็ดที่!
ในตอนนั้น กองทหารม้าควบม้าตรงมา ผู้นำกลุ่มคือหัวหน้ากองพันองครักษ์มังกรทอง จางถาน
เขายังเป็นผู้ดำเนินงานการคัดเลือกของเผ่าเถาในครั้งนี้ด้วย
จางถานรั้งบังเหียนม้าเบาๆ แล้วพลิกตัวลงจากม้า "บัดนี้ ข้าขอประกาศกฎของการคัดเลือกรอบแรก!"
จางถานไม่พูดจาไร้สาระ แม้แต่การแนะนำตัวเพียงประโยคเดียวก็ข้ามไป เข้าสู่ประเด็นสำคัญทันที "การคัดเลือกครั้งแรก จะทดสอบความกล้าหาญของพวกเจ้าเป็นหลัก!"
"ความกล้าหาญ?"
เหล่าผู้เข้าร่วมต่างพากันอึ้ง เดิมทีพวกเขาคิดว่าการคัดเลือกรอบแรกจะทดสอบกำลังวังชาหรืออะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ง่ายและชัดเจนที่สุด แต่การทดสอบความกล้าหาญ? ความกล้าหาญคืออะไร? จะทดสอบได้อย่างไร?
"ความกล้าหาญ คือรัศมีพลังในตัวพวกเจ้า และความเด็ดเดี่ยวในการลงมือทำ! ผู้ที่มีความกล้าหาญแข็งแกร่ง จะทำงานได้อย่างเด็ดขาดเฉียบคม มีความกล้าหาญเหนือผู้อื่น ไม่ว่าเผชิญกับความยากลำบากใดก็ไม่ย่อท้อ ไม่ว่าเผชิญกับสิ่งล่อใจใดก็แน่วแน่มั่นคง รุดหน้าไปอย่างกล้าหาญ!"
"บนเส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์ มีภยันตรายมากมาย! เขตแดนลึกลับหลายแห่ง เมื่อเข้าไปแล้วอาจถึงแก่ชีวิตได้ หากไร้ซึ่งความกล้าและใจถึง ย่อมไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไป"
"นอกจากนี้ การต่อสู้กับอสูรร้ายที่แข็งแกร่ง การปกป้องเมืองของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ก็ต้องใช้ความกล้าหาญและความใจถึง ลำพังเพียงพละกำลังนั้นไม่พอ ไม่เช่นนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับเหล่าอสูรร้ายแต่โบราณกาล หากยังไม่ทันรบก็ขวัญหนีดีฝ่อไปก่อน พละกำลังสิบส่วนแสดงออกมาได้ไม่ถึงห้าส่วน แล้วจะรบได้อย่างไร!"
"การทะลวงระดับวรยุทธ์ บางครั้งต้องเอาชนะมารในใจ ต้องอาศัยรัศมีพลังและเจตจำนงที่ทะลวงทำลายทุกสิ่ง ส่วนการฝึกฝนจนเป็นยอดฝูงชน ย่อมต้องเผชิญกับสิ่งล่อใจอันไร้ขีดจำกัดในโลกหล้า ไม่รู้ว่าจะมีขุมกำลังมากเพียงใดมาดึงตัวพวกเจ้า มอบลาภยศสรรเสริญ สมบัติล้ำค่าและโฉมงาม เพื่อหวังจะทำให้พวกเจ้ามัวเมาและยอมรับใช้พวกเขา! หากหลงมัวเมาในสิ่งล่อใจเหล่านี้จนไม่อาจแน่วแน่มั่นคง เส้นทางแห่งวรยุทธ์ของพวกเจ้าก็จบสิ้นลงเพียงเท่านี้!"
"ดังนั้นนักรบผู้หนึ่งจะมีอนาคตหรือไม่ ไม่เพียงแต่ต้องดูพรสวรรค์ของพวกเจ้า แต่ยังต้องดูความกล้าหาญของพวกเจ้าด้วย!"
……..