- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- ตอนที่ 90 ยอดฝีมือรวมตัว
ตอนที่ 90 ยอดฝีมือรวมตัว
ตอนที่ 90 ยอดฝีมือรวมตัว
ตอนที่ 90 ยอดฝีมือรวมตัว
เพียงไม่กี่ลมหายใจหลังจากหัวหน้าชายชุดเทากล่าวจบ หลินหมิงก็ปรากฏกายที่หัวมุมป่าไผ่ ดวงตาของชายชุดเทาราวกับพญาเหยี่ยวที่คอยสำรวจหลินหมิง "อายุน้อยเหลือเกิน ไม่ถึงสิบหกปี มองแวบแรกใบหน้ายังมีความเยาว์วัย แต่หากพิจารณาให้ดี ระหว่างคิ้วกลับแฝงไปด้วยประกายความคมกล้าที่หยิ่งทระนงและสะเทือนโลก รูปลักษณ์และสง่าราศีเช่นนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน!"
"นั่นคือทวนทะลวงรุ้งหนักแปดร้อยยี่สิบชั่ง เมื่อวานข้าไปสอบถามหลงจู๊ที่ขายทวนเล่มนี้ที่ตำหนักศาสตราเทพมาโดยเฉพาะ เด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีกลับเลือกอาวุธที่ทั้งหนักและฝึกยากเช่นนี้ ความใจถึงนี้ก็น่าชื่นชมแล้ว"
"หากวันหน้าเกิดเหตุการณ์องค์ชายก่อรัฐประหารหรืออ๋องกบฏขึ้นมาจริงๆ หลินหมิงถือทวนทะลวงรุ้งคุ้มครองนาย ทวนนี้กวาดครั้งเดียวชีวิตคนคงร่วงหล่นนับสิบ หลินหมิงผู้นี้ ข้าต้องดึงตัวมาให้องค์รัชทายาทให้ได้!"
เมื่อหลินหมิงสะพายทวนทะลวงรุ้งมาถึงสนาม เขาได้ดึงดูดสายตาของทุกคนในทันที ทว่าในบรรดาสายตาเหล่านั้น มีบางคู่ที่ร้อนแรงเป็นพิเศษราวกับจะมองทะลุเข้าไปให้ติดตรึงอยู่ในสมอง
หลังจากหลินหมิงฝึก "เคล็ดวิชาพลังโกลาหล" ประสาทสัมผัสของเขาก็เฉียบคมมาก เขามองย้อนกลับไปตามสายตานั้นจนเห็นชายชุดเทาในป่าไผ่
ชายชุดเทาชะงักไปครู่หนึ่ง "หือ เขารู้สึกถึงข้าได้เชียวหรือ?"
จุดที่เขาอยู่นั้นค่อนข้างอับสายตา ตามหลักแล้วมีคนมากมายมองไปที่หลินหมิง เขาไม่น่าจะสังเกตเห็นตนเองได้ แต่เขากลับสังเกตเห็นได้จริงๆ เพราะสายตานี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจน
"หลินหมิงผู้นี้ดูเหมือนจะมีสัมผัสพิเศษต่อการสังเกตของผู้อื่น ช่างน่าเหลือเชื่อนัก หรือว่าพลังวิญญาณของเขาจะแข็งแกร่งกว่าคนอื่นมาก?" ชายชุดเทาแอบบันทึกคุณลักษณะนี้ไว้เพื่อรายงานต่อองค์รัชทายาทพร้อมกัน
เมื่อหลินหมิงมาถึง เขาก็เลือกที่นั่งตามสะดวก เขาวางทวนทะลวงรุ้งพาดบนเข่าแล้วนั่งสมาธิปรับลมปราณ
สายตาของศิษย์คนอื่นๆ ยังคงจ้องมองมาเป็นระยะ แม้แต่ศิษย์ตำหนักสวรรค์บางคนยังรู้สึกยำเกรงหลินหมิงอยู่ลึกๆ แม้ตอนนี้ความแข็งแกร่งของหลินหมิงจะยังสู้พวกเขาไม่ได้ แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ว่าอาจจะไล่ตามทันในเร็ววัน
กฎของสำนักชีเสวียนระบุว่า ตราบใดที่ศิษย์ตำหนักปฐพีติดอันดับหนึ่งในแปดสิบของศิลาจัดอันดับ จะได้รับโอกาสหนึ่งครั้งในการท้าประหารศิษย์ตำหนักสวรรค์คนใดก็ได้ หากชนะจะสามารถแทนที่ตำแหน่งและกลายเป็นศิษย์ตำหนักสวรรค์ได้ทันที! ส่วนผู้แพ้จะถูกคัดออก
ศิษย์ตำหนักสวรรค์ถูกจำกัดไว้ที่เจ็ดสิบสองคน ซึ่งทั้งเจ็ดสิบสองคนนี้มีการเปลี่ยนแปลงแทบทุกเดือน คนที่อยู่อันดับท้ายๆ การถูกท้าประหารสองถึงสามครั้งต่อเดือนถือเป็นเรื่องปกติมาก
ศิษย์ตำหนักปฐพีต่างก็พยายามมุดหัวเข้าไปในตำหนักสวรรค์ เพราะสวัสดิการระหว่างตำหนักสวรรค์และตำหนักปฐพีนั้นต่างกันมาก อีกทั้งการเข้าสู่ตำหนักสวรรค์ครั้งแรกยังมีรางวัลพิเศษ รวมถึงโอสถชั้นยอดหนึ่งเม็ด หินปราณวิญญาณสิบห้าก้อน และเวลาการใช้เจ็ดค่ายกลฝึกฝนสังหารอีกสามสิบชั่วยาม
ไม่แน่ว่าครั้งนี้หรือครั้งหน้าหลินหมิงอาจจะทะลวงเข้าไปในแปดสิบอันดับแรก แล้วท้าประหารใครคนใดคนหนึ่งในกลุ่มพวกเขา!
ดังนั้นคนเหล่านี้จะไม่กังวลได้อย่างไร ไม่มีใครอยากถูกเบียดออกจากตำหนักสวรรค์ เพราะนั่นไม่เพียงแต่หมายถึงการเสียทรัพยากรมหาศาล แต่ยังเป็นเรื่องที่น่าอับอายอีกด้วย
ในขณะนั้นเอง ฝูงชนก็เกิดความโกลาหลขึ้นอีกครั้ง
"หลี่เอี๋ยน อู๋เว่ยเตา จูเอี๋ยน... ยอดฝีมือห้าสิบอันดับแรกมาถึงพร้อมกันสามคนเลย"
"การทดสอบค่ายกลหมื่นสังหารครั้งนี้ยอดฝีมือรวมตัวกันจริงๆ..."
ในขณะที่ผู้คนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ สายตาของหลินหมิงก็ไปหยุดอยู่ที่จูเอี๋ยน ซึ่งแน่นอนว่าข้างกายของจูเอี๋ยนย่อมมีหลานอวิ๋นเยว่
หลานอวิ๋นเยว่หยุดเดินทันทีที่เข้าสู่ลานหินสี่เหลี่ยม นางแอบหลบอยู่ตรงมุมป่าไผ่คนเดียว เห็นได้ชัดว่านางไม่อยากเผชิญหน้ากับหลินหมิงให้เกิดความกระอักกระอ่วน
หลินหมิงไม่ได้มองไปทางหลานอวิ๋นเยว่ แต่สายตาจับจ้องไปที่จูเอี๋ยนตลอดเวลา
จูเอี๋ยน ในที่สุดเจ้าก็ปรากฏตัว ข้าเข้าสำนักชีเสวียนมาหนึ่งเดือนกว่าแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้พบเจ้า!
จูเอี๋ยนเองก็มองหลินหมิงเช่นกัน ความแค้นระหว่างเขากับหลินหมิงมีคนรู้น้อยมาก การสบตาของทั้งคู่จึงไม่ได้ดึงดูดความสนใจจากใคร เพราะหลี่เอี๋ยนและอู๋เว่ยเตาก็จ้องมองหลินหมิงอยู่เช่นกัน เนื่องจากรุ่นน้องคนนี้อาจเป็นคู่แข่งที่น่ากลัว การจับตามองไว้บ้างจึงเป็นเรื่องปกติ
ในตอนนี้จูเอี๋ยนมีสีหน้าเรียบเฉย ราวกับไม่รู้จักหลินหมิงเลยแม้แต่น้อย เขาจ้องมองหลินหมิงอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงถอนสายตากลับไป
ทว่าในลมหายใจนั้น หลินหมิงยังคงสัมผัสได้ถึงความเย็นชาและจิตสังหารที่ซ่อนอยู่ลึกๆ ในแววตาของจูเอี๋ยน
การต่อสู้ระหว่างเขากับจูเอี๋ยนเริ่มมาจากหลานอวิ๋นเยว่ แต่ตอนนี้กลับไม่เกี่ยวข้องกับหลานอวิ๋นเยว่อีกต่อไปแล้ว หลินหมิงมองว่าจูเอี๋ยนคืออุปสรรคบนเส้นทางวรยุทธที่เขาต้องเหยียบผ่านเพื่อมุ่งหน้าต่อไป
ส่วนจูเอี๋ยน เพราะความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขาจึงมองว่าหลินหมิงคือหนามยอกอกที่ต้องกำจัดทิ้ง ไม่ฉะนั้นจิตใจแห่งวรยุทธของเขาจะไม่สมบูรณ์ และจะมีหนามเล่มนี้ค้างคาอยู่เสมอ!
หากในตอนแรก ทั้งสองฝ่ายเพียงต้องการเหยียบอีกฝ่ายให้จมดินจนไม่มีวันโงหัวขึ้นมาได้ ตอนนี้พวกเขากลับคิดถึงการกำจัดอีกฝ่ายทิ้งโดยตรง โดยเฉพาะจูเอี๋ยนที่เริ่มวางแผนว่าจะสังหารหลินหมิงอย่างไรแล้ว
"ดูนั่น! ไป๋จิ้งอวิ๋น มู่หรงจื่อ ยอดฝีมือห้าสิบอันดับแรกมาอีกสองคน!"
"ยอดฝีมือมีมากขึ้นเรื่อยๆ เลย การแข่งขันค่ายกลหมื่นสังหารครั้งนี้ราวกับมวลมังกรมาชุมนุมกัน"
การมาถึงของไป๋จิ้งอวิ๋นและมู่หรงจื่อดึงดูดสายตาของทุกคนในสนามอีกครั้ง ความตื่นเต้นที่พวกนางสร้างขึ้นนั้นมากกว่าหลินหมิงเสียอีก หลินหมิงเพียงแค่ทำให้คนมองตาม แต่การมาของพวกนางทำให้ศิษย์บุรุษหลายคนตื่นเต้นและมีกำลังใจฮึกเหิม สาเหตุก็เพราะพวกนางทั้งสองคือสาวงาม
ศิษย์สตรีในสำนักชีเสวียนมีไม่มากนัก ยอดฝีมือสตรีที่แข็งแกร่งและมีรูปร่างหน้าตาดีเยี่ยมยิ่งน้อยลงไปอีก อย่างไป๋จิ้งอวิ๋นและมู่หรงจื่อที่เป็นสาวงามระดับชั้นยอดเช่นนี้ ต่อให้มองไปทั่วประเทศก็หาได้ไม่มากนัก!
ทั้งสองถูกขนานนามว่าเป็น "สองโฉมสะคราญแห่งชีเสวียน" พวกนางนับว่าเป็นที่รักของคนนับหมื่น มีบุตรชายตระกูลใหญ่และผู้มีอำนาจกี่คนต่อกี่คนที่หวังจะได้รับความโปรดปราน แต่ส่วนใหญ่ก็ต้องพ่ายแพ้กลับไป
ในฐานะลูกรักของสวรรค์ พวกนางย่อมมีความทระนงตนสูง ย่อมไม่ยอมแต่งงานง่ายๆ ต่อให้ยอมแต่ง ก็ต้องหาชายที่เป็นมังกรในหมู่คน ลำพังแค่ฐานะและทรัพย์สินนั้นไม่เพียงพอ ต้องมีความสามารถและคุณธรรมควบคู่กันด้วย!
คนระดับจูเอี๋ยนนั้นยังไม่เข้าตา แม้แต่เหล่าองค์ชายหลายคนต้องการแต่งงานกับสองคนนี้เป็นพระชายา แต่ก็ยังไม่สมปรารถนา
เมื่อทั้งสองมาถึง ไป๋จิ้งอวิ๋นสังเกตหลินหมิงเล็กน้อย หลังจากนั้นจึงเดินไปนั่งที่สนามหญ้าสะอาดในป่าไผ่กับมู่หรงจื่อ พูดคุยเรื่องราวส่วนตัวโดยไม่สนใจสายตาของคนอื่นอีก
ในขณะที่แรงกระเพื่อมจากทั้งสองสาวนังไม่ทันจางหาย ฝูงชนก็เกิดความฮือฮาขึ้นมาอีกครั้ง
"หลิงเซิน! ทัวกู่! สวรรค์ วันนี้มันวันอะไรกัน แม้แต่สองคนนี้ยังมา!"
การที่หลิงเซินและทัวกู่เข้าร่วมการทดสอบค่ายกลหมื่นสังหารนั้นไม่มีความหมายอะไรมากนัก เพราะอันดับของพวกเขาแทบจะไม่สั่นคลอน อีกทั้งยังอยู่ที่หัวตารางจนไม่มีพื้นที่ให้เลื่อนอันดับขึ้นไปอีกแล้ว
"เดี๋ยวก่อน พวกเขาอาจจะไม่ได้มาทดสอบ แต่อาจจะมาชมการต่อสู้ก็ได้"
"อืม เป็นไปได้... ครั้งนี้มียอดฝีมือปรากฏตัวมากมาย อีกทั้งยังมีดาวรุ่งอย่างหลินหมิง ทั้งสองคนมาติดตามดูบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติ"
หลินหมิงมองหลิงเซินเงียบๆ นี่เป็นครั้งที่สามที่พวกเขาพบกัน ครั้งแรกที่พบ หลินหมิงยังสัมผัสไม่ได้ถึงความน่ากลัวของหลิงเซิน แต่เมื่อระดับการบ่มเพาะของเขาสูงขึ้น เขาก็ยิ่งรู้สึกถึงบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัวรอบกายหลิงเซิน
แม้ระดับการบ่มเพาะของหลิงเซินจะทัดเทียมกับฉินซิงเสวียน แต่หลินหมิงกลับคิดว่าฉินซิงเสวียนไม่ใช่คู่มือของหลิงเซิน หลิงเซินผู้นี้คือเครื่องจักรสังหารและสัตว์ร้ายแห่งการฆ่าฟันโดยแท้!
ยอดฝีมือในสนามเริ่มรวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อการทดสอบค่ายกลหมื่นสังหารเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ยอดฝีมือห้าสิบอันดับแรกมาถึงเก้าคน ซึ่งนับว่ามากเป็นประวัติการณ์ เพราะปกติแล้วภาพการรวมตัวของยอดฝีมือเช่นนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะในการสอบใหญ่ช่วงสิ้นปีการศึกษาเท่านั้น
...