- หน้าแรก
- พิภพสัปยุทธ์
- ตอนที่ 91 มู่หรงจื่อ ไป๋จิ้งอวิ๋น
ตอนที่ 91 มู่หรงจื่อ ไป๋จิ้งอวิ๋น
ตอนที่ 91 มู่หรงจื่อ ไป๋จิ้งอวิ๋น
ตอนที่ 91 มู่หรงจื่อ ไป๋จิ้งอวิ๋น
"การทดสอบเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ผู้ที่ต้องการทดสอบสามารถจ่ายหินปราณวิญญาณและเข้าสู่ค่ายกลหมื่นสังหารได้เลย"
สิ้นเสียงของศิษย์พี่ผู้ดูแลค่ายกลหมื่นสังหาร หวังเอี้ยนเฟิงก็กระโดดขึ้นไปบนแท่นบูชาเป็นคนแรก
"เจ้าหวังเอี้ยนเฟิงผู้นี้ ยิ่งล้มยิ่งฮึดจริงๆ นะ"
"ไม่รู้ว่าครั้งนี้เขาจะก้าวหน้าไปเท่าไหร่"
ด้านล่างมีคนวิพากษ์วิจารณ์ ครั้งที่แล้วหวังเอี้ยนเฟิงทำอันดับได้ที่หนึ่งร้อยหกสิบแปด แต่หลังจากที่เขาทดสอบจบ มีคนอันดับตามหลังเขาไม่กี่คนเข้ารับการทดสอบและทำคะแนนแซงหน้าไปได้ จนสุดท้ายหวังเอี้ยนเฟิงถูกเบียดลงมาอยู่ที่อันดับหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสอง
หวังเอี้ยนเฟิงนั่งสงบจิตสงบใจบนแท่นบูชาค่ายกลหมื่นสังหาร เขารู้ดีว่าวันนี้เขาเป็นเพียงตัวประกอบเล็กๆ แม้ในอีกหนึ่งถึงสองปีข้างหน้า ที่นี่ก็อาจจะยังไม่ใช่เวทีของเขา สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงการก้าวไปข้างหน้าทีละก้าวอย่างมั่นคงเท่านั้น
"การทดสอบเริ่มได้!"
แสงเจิดจ้าปกคลุมลงมา หวังเอี้ยนเฟิงเริ่มทำการต่อสู้ ทั้งสิบสองคนนี้ล้วนเป็นผู้อยู่อันดับหนึ่งร้อยยี่สิบลงไป เมื่อการทดสอบใกล้สิ้นสุดลง หวังเอี้ยนเฟิงเป็นคนที่สามที่พ่ายแพ้ออกมา อันดับสุดท้ายอยู่ที่หนึ่งร้อยสี่สิบห้า
"หวังเอี้ยนเฟิงเจาะเข้าหนึ่งร้อยห้าสิบอันดับแรกได้แล้ว"
"ก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น ไม่แน่อาจถูกเบียดลงมาอีก แต่การเข้าสู่หนึ่งร้อยห้าสิบอันดับแรกได้ในเดือนที่สองก็นับว่าไม่เลวเลย"
หวังเอี้ยนเฟิงทำได้ดีจริงๆ ทว่ารัศมีของหลินหมิงกลับโดดเด่นเกินไป จนทำให้เขาถูกละเลยไปโดยสิ้นเชิง
"รอบที่สอง ผู้ที่ต้องการทดสอบขึ้นเวทีได้เลย" ศิษย์พี่ผู้ดูแลกล่าวอีกครั้ง
เมื่อตำแหน่งว่างลงสิบสองที่ เด็กสาวชุดม่วงพุ่งขึ้นเวทีราวกับสายลมและจองตำแหน่งหนึ่งไว้ นางก็คือมู่หรงจื่อ
"พี่จิ้งอวิ๋น พวกเราทดสอบให้จบไวๆ เถอะ"
"ตกลง" จากนั้น ไป๋จิ้งอวิ๋นก็ปรากฏตัวบนเวทีเช่นกัน
ฝูงชนส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ ลูกรักของสวรรค์ทั้งสองคนนี้ คนหนึ่งอายุสิบเจ็ด อีกคนอายุสิบแปด หากไม่พูดถึงหน้าตาและสง่าราศี พรสวรรค์ทางวรยุทธของทั้งคู่ยังติดสิบอันดับแรกในบรรดารุ่นเยาว์ของเมืองเทียนอวิ๋น แถมยังมีชาติตระกูลที่โดดเด่นอีกด้วย ได้แต่ทำให้คนถอนหายใจในความลำเอียงของสวรรค์
ตอนนี้มู่หรงจื่อเข้าสำนักชีเสวียนมาได้สองปี อันดับสามสิบหก ไป๋จิ้งอวิ๋นเข้าสำนักมาสามปี อันดับยี่สิบหก ผลงานนี้ โดยเฉพาะของมู่หรงจื่อ แม้แต่จูเอี๋ยนก็ยังสู้ไม่ได้!
การทดสอบของสาวงามมักจะดึงดูดความสนใจจากผู้คนได้ง่ายเสมอ แม้แต่สายสืบของเหล่าผู้มีอำนาจก็ยังพากันตื่นตัว เพราะผู้มีอำนาจหลายคนอย่างองค์ชายสิบก็มีเจตนาจะแต่งงานกับสองสาวนี้
แน่นอนว่าหากเทียบกับทั้งสองแล้ว ฉินซิงเสวียนนั้นโดดเด่นกว่า แต่ฉินซิงเสวียนนั้นไกลเกินเอื้อม นางมุ่งมั่นสู่ขอบเขตเซียนเทียนซึ่งเป็นระดับในตำนานที่ปุถุชนเข้าไม่ถึง การจะแต่งกับฉินซิงเสวียนนั้นเปรียบเสมือนความฝัน ดังนั้นมู่หรงจื่อและไป๋จิ้งอวิ๋นจึงเป็นที่หมายปองยิ่งกว่า
หากได้แต่งงานกับพวกนาง ไม่เพียงแต่จะได้เชยชมสาวงาม แต่ยังได้แรงสนับสนุนมหาศาลในการสร้างอนาคต เรื่องดีๆ เช่นนี้ใครจะไม่หวั่นไหว?
หากรับมาได้ทั้งคู่ นั่นก็คือที่สุดของชีวิต แม้แต่ระดับองค์ชายยังไม่กล้าคิด!
แสงของค่ายกลหมื่นสังหารปกคลุมลงมา การทดสอบของสองสาวเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ พวกชายไร้คู่จากตำหนักมนุษย์ต่างพากันจ้องมองร่างของทั้งสองที่ถูกห่อหุ้มด้วยแสงอย่างไม่วางตา บางคนกำหมัดแน่น ปากขยับพึมพำบางอย่าง ดูท่าทางจะตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนที่ตนเองทดสอบเสียอีก
เมื่อเห็นภาพนี้ หลินหมิงรู้สึกสะท้อนใจเล็กน้อย ทั้งที่รู้ว่าสิ่งนั้นตนเองไม่มีทางได้มา และเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง แต่ก็ยังเฝ้าติดตามและเป็นกังวลอย่างแรงกล้า นี่คงเป็นความน่าเวทนาของคนตัวเล็กๆ
คนตัวเล็กๆ... แม้ว่าจะเข้าสู่สำนักชีเสวียนได้ แต่หากไม่สามารถโดดเด่นขึ้นมาท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของเหล่าอัจฉริยะ สุดท้ายก็เป็นได้เพียงคนตัวเล็กๆ เท่านั้น!
การทดสอบดำเนินไปได้หกคาบธูป มู่หรงจื่อบนแท่นบูชาส่งเสียงครางเบาๆ ใบหน้าซีดเผือดถอยลงจากเวที เพียงแค่นี้ก็ทำให้เหล่าชายหนุ่มใจสลายไปตามๆ กัน ดูจากสีหน้าที่เจ็บปวดเหล่านั้นแล้ว หากสามารถรับความทรมานแทนมู่หรงจื่อได้ พวกเขาคงเต็มใจอย่างยิ่ง
อันดับสุดท้ายของมู่หรงจื่ออยู่ที่ยี่สิบแปด อันดับนี้น่าตกใจนัก!
ต่อมา ไป๋จิ้งอวิ๋นก็ลงจากแท่นบูชาเช่นกัน อันดับสุดท้ายคือยี่สิบสอง!
ลูกรักของสวรรค์ทั้งสองมีรัศมีเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ ผ่านไปอีกปีหนึ่ง การจะเข้าสู่สิบอันดับแรกก็มีความเป็นไปได้สูง!
เหล่าสายสืบต่างรีบจุดยันต์สื่อสารเพื่อรายงานต่อนายของตน เรื่องเช่นนี้เพียงพอที่จะดึงดูดความสนใจขององค์ชายได้แล้ว
สองสาวนี้ช่างเป็นยอดหญิงจริงๆ น่าเสียดายที่เหล่าองค์ชายต่อให้มีใจก็ไม่สามารถใช้กำลังบังคับได้ ไม่ใช่ว่าพวกเขาเกรงกลัวในพลังหรือขุมกำลังเบื้องหลังของพวกนาง ขุมกำลังที่พวกนางสังกัดอยู่นั้นแม้จะไม่เล็กแต่ก็ต้องก้มหัวให้คำสั่งราชวงศ์อยู่ดี
ทว่า เหล่าองค์ชายไม่สามารถเมินเฉยต่อสำนักชีเสวียนได้ ไม่ว่าใครหรือองค์กรใด แม้แต่ราชวงศ์ ก็ไม่มีความกล้าพอที่จะบังคับหรือข่มเหงศิษย์สำนักชีเสวียน นั่นเท่ากับเป็นการดูหมิ่นอำนาจของหุบเขาชีเสวียน และความน่ากลัวของหุบเขาชีเสวียนนั้น แค่ราชวงศ์พูดถึงก็ยังต้องหวาดกลัว!
"การทดสอบรอบที่สามเริ่มได้ ศิษย์ที่ต้องการทดสอบขึ้นเวทีได้เลย" ศิษย์พี่ประกาศอีกครั้ง
เมื่อตำแหน่งว่างลง จูเอี๋ยนมองหลินหมิงอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วจึงค่อยๆ เดินขึ้นไปบนแท่นบูชา
"จูเอี๋ยนลงสนามแล้ว!"
หากพูดถึงพรสวรรค์ แม้จูเอี๋ยนอาจจะไม่ได้ติดสิบอันดับแรกของรุ่นเยาว์เมืองเทียนอวิ๋น แต่ก็คงไม่ห่างกันนัก อายุสิบเจ็ด พรสวรรค์ระดับสี่ขั้นสูง เข้าสำนักชีเสวียนมาสองปี อยู่อันดับสามสิบเก้า ผลงานนี้เป็นรองเพียงแค่มู่หรงจื่อเท่านั้น
แน่นอนว่า จูเอี๋ยนต้องทุ่มเทความพยายามมากกว่ามู่หรงจื่อที่ชอบเล่นสนุกเพื่อให้ได้ผลงานนี้มา!
ดังนั้นพรสวรรค์ของเขาจึงด้อยกว่าเล็กน้อยจริงๆ
ด้วยความแข็งแกร่งและพรสวรรค์เช่นนี้ จูเอี๋ยนย่อมดึงดูดความสนใจจากขุมกำลังใหญ่มากมาย ทว่าจูเอี๋ยนถูกกำหนดไว้แล้วว่าเป็นคนที่ไม่สามารถดึงตัวได้
ลูกสาวของผู้นำตระกูลจู ซึ่งก็คืออาหญิงของจูเอี๋ยน ได้แต่งเข้าสู่วังหลวงเป็นพระสนมหลงเฟย และนางก็คือพระมารดาขององค์ชายสิบผู้มีอำนาจมหาศาลในตอนนี้!
ดังนั้นจูเอี๋ยนย่อมถูกกำหนดให้เป็นคนขององค์ชายสิบ
ตามกฎการสืบสันตติวงศ์ของอาณาจักรเทียนอวิ๋น จะสถาปนาบุตรชายที่เกิดจากมเหสีเอกก่อนบุตรชายที่เกิดจากนางสนม และสถาปนาบุตรคนโตก่อนบุตรคนเล็ก ทว่าพระมเหสีไม่มีบุตรชาย กษัตริย์จึงทรงสถาปนาองค์ชายสามซึ่งเป็นบุตรชายคนโตของกุ้ยเฟยเป็นองค์รัชทายาท ทว่าองค์ชายสามผู้นี้ฝักใฝ่แต่การอ่านหนังสือตั้งแต่วัยเยาว์ พรสวรรค์ด้านวรยุทธมีเพียงระดับสอง พลังฝีมือมีจำกัด อีกทั้งยังมีจิตใจเมตตาเกินไป จึงไม่แน่ว่าจะสามารถรักษาบัลลังก์ไว้ได้อย่างมั่นคง
ส่วนองค์ชายสิบผู้นี้ มีพรสวรรค์ด้านวรยุทธระดับสี่ขั้นต่ำซึ่งสูงที่สุดในบรรดาองค์ชายทั้งหมด อีกทั้งยังมีความมุมานะขยันหมั่นเพียรจนมีระดับการบ่มเพาะสูงยิ่ง ในวัยหนุ่มองค์ชายสิบเคยนำทัพไปชายแดน มีความกล้าหาญชาญชัยในการศึก สร้างผลงานไว้มากมาย จนได้รับการสถาปนาเป็นอวิ๋นอ๋อง ได้รับพระราชทานรัดเกล้าทองคำสีม่วงและฉลองพระองค์มังกรทองสี่กรงเล็บ
ในอาณาจักรเทียนอวิ๋น ไม่ใช่องค์ชายทุกองค์จะได้รับการสถาปนาเป็นอ๋อง และถึงแม้จะได้เป็น อ๋องก็ยังมีสองระดับ ระดับสูงคืออ๋องเจ้ากรม (ชินอ๋อง) ระดับรองคืออ๋องกินเมือง (จวิ้นอ๋อง) อ๋องเจ้ากรมจะมีพระนามพยางค์เดียว เช่น อวิ๋นอ๋องขององค์ชายสิบ เขตปกครองของพวกเขาสามารถเรียกว่าแว่นแคว้น และสามารถมี "ตราประทับแว่นแคว้น" ที่เทียบเท่ากับตราประทับหยกได้ ส่วนอ๋องกินเมืองจะมีพระนามสองพยางค์และมีเพียงที่ดินศักดินาเท่านั้น
ในเรื่องของขุมกำลังและอิทธิพลในราชสำนัก อวิ๋นอ๋ององค์ชายสิบผู้นี้มีอำนาจมากกว่าองค์รัชทายาทเสียอีก
ไม่มีใครบอกได้ว่า ในอนาคตบัลลังก์จะตกอยู่ในมือของใคร
เมื่อใดที่องค์ชายสิบได้ขึ้นครองราชย์ จูเอี๋ยนก็จะกลายเป็นพระญาติของจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน แม้แม่ของจูเอี๋ยนจะเป็นเพียงอนุในตระกูลจู และจูเอี๋ยนเป็นเพียงบุตรที่เกิดจากอนุ ส่วนพระสนมหลงเฟยที่เป็นอาหญิงนั้นเกิดจากภรรยาเอก ความสัมพันธ์ทางสายเลือดอาจจะห่างกันบ้าง แต่จูเอี๋ยนมีความสามารถและพลังฝีมือที่โดดเด่น ย่อมได้รับการใช้งานอย่างหนักจากจักรพรรดิองค์ใหม่แน่นอน!
ดังนั้นจูเอี๋ยนจึงถือเป็นบุคคลสำคัญในสำนักชีเสวียนรวมถึงในเมืองเทียนอวิ๋นด้วย อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่าองค์ชายสิบต้องชิงบัลลังก์สำเร็จ หากองค์ชายสิบพ่ายแพ้ จูเอี๋ยนไม่เพียงแต่จะไม่เป็นคนสำคัญ แต่ยังอาจถูกกำจัดในฐานะศัตรูทางการเมืองอีกด้วย
"การทดสอบเริ่มได้!"
หลังจากจูเอี๋ยนเข้าสู่ค่ายกลหมื่นสังหาร ก็มีคนเริ่มจุดธูปจับเวลาทันที
ธูปมอดไหม้ไปทีละดอก จนกระทั่งดอกที่ห้าไหม้ไปได้ครึ่งหนึ่ง จูเอี๋ยนถึงเริ่มแสดงอาการต้านทานไม่ไหวออกมา จนกระทั่งธูปดอกที่หกถูกจุดขึ้นและไหม้ไปเกือบหมด จูเอี๋ยนจึงส่งเสียงครางเบาๆ และถอยออกมาจากค่ายกลหมื่นสังหาร
อันดับสุดท้ายคือสามสิบสอง!
หลินหมิงมองดูอันดับนี้เงียบๆ โดยไม่รู้สึกแปลกใจเลย จูเอี๋ยนเข้าสู่ตำหนักสวรรค์มาตั้งแต่ครึ่งปีก่อน ตอนนั้นเขามีระดับบ่มเพาะเพียงขอบเขตหลอมกายขั้นที่สามระดับสูงสุด ตอนนี้ทะลวงเข้าสู่ขั้นที่สี่แล้ว พลังฝีมือที่รุดหน้าอย่างรวดเร็วจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
"อันดับสามสิบสอง! ส่วนข้าเมื่อเดือนที่แล้วอยู่ที่หนึ่งร้อยยี่สิบหก!" หลินหมิงลูบทวนทะลวงรุ้งที่หลังแล้วเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว "ต่อไป ข้าจะขึ้นไปดูสิว่า ข้ากับจูเอี๋ยนห่างกันแค่ไหน“
…….