- หน้าแรก
- บัญญัติสยองต้องสาป
- บทที่ 2 - เรียกผี (1)
บทที่ 2 - เรียกผี (1)
บทที่ 2 - เรียกผี (1)
บทที่ 2 - เรียกผี (1)
༺༻
เสียงคำรามอย่างรุนแรงมาพร้อมกับหมอกบางๆ ที่ลอยมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ บุกรุกเข้ามาในชานชาลาใต้ดินที่เงียบสงัดแห่งนี้
อสูรกายไอน้ำที่เก่าแก่และคำรามกึกก้องแหวกม่านหมอกออกมาจอดนิ่งอยู่ตรงหน้าทุกคนอย่างช้าๆ
นี่คือขบวนรถไฟที่ค่อนข้างเก่าและดูโทรม ราวกับเป็นสิ่งที่ควรจะปรากฏอยู่ในพิพิธภัณฑ์หรือรูปภาพขาวดำเท่านั้น ทว่าในตอนนี้ มันกลับจอดนิ่งอยู่ตรงหน้าลู่จินเจา ประตูรถที่เปิดออกราวกับเป็นทางเข้าสู่ขุมนรก กำลังพูดกับเหล่าเด็กใหม่ที่แสดงสีหน้าไม่มั่นคงว่า ยินดีต้อนรับ
"ตรวจตั๋วก่อน เรื่องอื่นเอาไว้พูดกันหลังจากขึ้นรถแล้ว"
ผู้หญิงที่เป็นผู้นำมองไปที่เด็กใหม่ไม่กี่คน จากนั้นก็หยิบตั๋วรถไฟสีดำใบนั้นเดินไปที่ประตูรถ เหมือนตั้งใจจะสาธิตให้เด็กใหม่ดูว่าควรตรวจตั๋วอย่างไร เธอเคลื่อนไหวช้ามาก
ลู่จินเจาสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อมีคนเข้าไปใกล้ หน้าต่างเล็กๆ ที่อยู่ทางขวาของประตูรถก็เปิดออกทันที มือที่ขาวซีด เรียวยาวและผอมแห้งจนดูน่าสยดสยองข้างหนึ่งยื่นออกมาจากช่องนั้นเพื่อรับตั๋วที่ผู้หญิงส่งเข้าไป ผ่านไปประมาณสามวินาที ตั๋วก็ถูกส่งกลับออกมา
หลังจากเก็บตั๋วคืนมา ผู้หญิงคนนั้นหันกลับมามองพวกเด็กใหม่: "การตรวจตั๋วมันง่ายมาก แต่ ห้ามทำอะไรเกินเลยเด็ดขาด"
ขั้นตอนการตรวจตั๋วไม่ซับซ้อน เมื่อถึงตาของลู่จินเจา เธอก็วางตั๋วรถไฟสีดำใบนั้นไว้ที่หน้าต่างเหมือนกับคนที่ทำมาก่อนหน้า
วินาทีต่อมา มือที่เรียวยาวข้างนั้นก็ยื่นออกมาอีกครั้ง เพียงแต่ สิ่งที่ต่างจากการยืนดูอยู่ข้างๆ คือภายใต้ระยะที่ใกล้ชิดขนาดนี้ ลู่จินเจาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความเย็นเยือกที่ติดตามการเคลื่อนไหวของมือข้างนี้เข้ามาหาเธออย่างชัดเจน ราวกับกระแสน้ำที่กำลังซัดสาดเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งปลายนิ้วที่ประหลาดเหล่านั้นสัมผัสเข้ากับตั๋วรถไฟ
กลิ่นอายเย็นเยือกหยุดลงกะทันหัน ปรากฏการณ์ที่ลี้ลับทั้งหมดหยุดชะงักลงทันที ลู่จินเจาถึงเพิ่งมารู้ตัวทีหลังว่า เมื่อครู่เธอถึงกับกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
เหมือนเป็นปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายโดยสัญชาตญาณเมื่อเผชิญกับวิกฤต เมื่อดึงสติกลับมาได้เธอถึงพบว่าหัวใจของตัวเองเต้นเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เธอไม่แน่ใจว่าคนอื่นจะเกิดความรู้สึกแบบเดียวกันหรือไม่ แต่ตอนนี้เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้วว่าทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงเตือนไม่ให้พวกเธอทำอะไรเกินเลย
อันตราย อันตรายมาก
เพียงแค่การสัมผัสสั้นๆ สัญญาณเตือนภัยในสมองของลู่จินเจาแผดเสียงดังไม่หยุด
เธอมีประสาทสัมผัสและสัญชาตญาณที่เฉียบคมกว่าคนทั่วไปมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งนี่ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้เธอมักจะถูก "ทำให้ตกใจ" ได้ง่ายกว่า ไม่ว่าในบางครั้งจะไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นแต่เธอก็จะรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย
แต่ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนเลยที่สมองของเธอจะเป็นเหมือนเมื่อครู่ ราวกับจะถูกเติมเต็มด้วยความรู้สึกถึงวิกฤตจนแทบจะระเบิดออกในขณะที่ส่งคำเตือนที่แหลมคมออกมา
จนกระทั่งสองวินาทีต่อมาตั๋วถูกยื่นส่งคืนมา เธอเก็บตั๋วและขึ้นรถได้อย่างราบรื่น หัวใจที่เต้นระรัวถึงเริ่มกลับเข้าที่เข้าทางเล็กน้อย
การจัดวางภายในตู้รถไฟไม่เหมือนกับรถไฟปกติ แต่กลับเหมือนกับห้องส่วนตัว ตั๋วของลู่จินเจาชัดเจนว่าเป็นแบบ "ไม่มีที่นั่ง" แต่ขบวนรถไฟดูเหมือนจะไม่ได้จำกัดว่าเธอต้องยืน ดูเหมือนความหมายของคำว่า "ไม่มีที่นั่ง" จะไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้นง่ายๆ
และหลังจากสภาพแวดล้อม "ปลอดภัย" ขึ้นเล็กน้อย เธอถึงมีเวลาดูตั๋วรถไฟหลังจากตรวจตั๋วแล้ว
โดยรวมแล้ว ไม่มีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น ความเปลี่ยนแปลงเพียงอย่างเดียวคือ ช่องที่แสดงจำนวนเงิน จากเดิมคือ 100 เปลี่ยนเป็น 200
การตรวจตั๋วช่วยเพิ่มจำนวนเงินตราที่ไม่รู้จักชื่ออย่างนั้นเหรอ?
ผู้หญิงที่เจอในตอนแรกสุดตอนนี้สังเกตเห็นสีหน้าที่สงสัยของเธอ และคงเป็นเพราะเพื่อทำตามสัญญาที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้ เธอจึงเดินมาหยุดข้างๆ ลู่จินเจาเพื่ออธิบายสั้นๆ ว่า:
"เธอคงจะสังเกตเห็นตัวเลขบนตั๋วแล้วใช่ไหม?"
"ถ้าใช้คำพูดของพวกรุ่นพี่ มันคือเงินซื้อชีวิตที่ขบวนรถไฟมอบให้เรา"
"เงินซื้อชีวิต?" ลู่จินเจาชะงักไปครู่หนึ่งแล้วถามว่า: "เงินนี่เอาไว้ทำอะไรคะ?"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ เด็กใหม่อีกสองคนบนรถก็มองมาทางนี้เช่นกัน
น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นไม่ดูอ่อนโยนอีกต่อไป แต่กลับแฝงไปด้วยความเคร่งเครียดและคำเตือนที่บอกไม่ถูก: "เงินซื้อชีวิต ตามชื่อเลย คือเงินที่ใช้เพื่อซื้อชีวิตของพวกเธอ"
"อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ ไม่ว่าจะเกิดสถานการณ์อะไรขึ้น เงินบนตั๋วห้ามใช้จนหมดเด็ดขาด"
"ตราบใดที่ยังมีเงิน ก็หมายความว่ายังมีชีวิต"
ดูเหมือนจะเป็นเพราะกังวลว่าเวลาที่รถไฟแล่นจะไม่นานนัก ผู้หญิงคนนั้นจึงไม่ได้พูดรายละเอียดหลายๆ อย่างลึกเกินไป แต่ข้อห้ามที่สำคัญที่สุดไม่กี่ประโยคกลับถูกพูดไว้อย่างชัดเจน
ซึ่งรวมถึงเรื่องที่ว่าเมื่อมีสถานีปรากฏขึ้นบนตั๋วก็ต้องขึ้นขบวนรถไฟ และทุกครั้งที่เป็นภารกิจบนชานชาลามักจะเป็นภารกิจที่ยากลำบากมาก และสิ่งที่น่าสยดสยองที่สุดคือ โดยปกติในภารกิจของชานชาลา มักจะปรากฏ... ผี
การอยากจะมีชีวิตอยู่จนเสร็จสิ้นภารกิจนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่ายากลำบาก แม้แต่โอกาสรอดคือหนึ่งในเก้า แม้ขบวนรถไฟจะไม่มอบภารกิจประเภทที่ต้องตายกันหมดแน่นอนมาให้ แต่ทุกภารกิจก็แฝงไปด้วยความประสงค์ร้ายอย่างยิ่ง
และในบรรดาผู้โดยสารที่ต้องปฏิบัติภารกิจนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอัตราการตายของเด็กใหม่นั้นสูงที่สุด
คำพูดเหล่านี้ทำให้สีหน้าของเด็กใหม่ทั้งสามคนดูไม่ค่อยดีนัก ถึงกระนั้น ผู้หญิงคนนั้นก็ยังแจ้งให้พวกเธอทราบอย่างชัดเจนว่า:
"ถ้าพวกเธอต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ต้องตายเข้าจริงๆ จะไม่มีใครมาช่วยพวกเธอ พวกเธอพึ่งพาได้เพียงแค่ตัวเองเท่านั้น"
"เวลาใกล้จะถึงแล้ว รถกำลังจะเข้าสถานี ฉันขอสั่งเสีย เอ๊ย สั่งพวกเธอไว้เป็นประโยคสุดท้าย"
"ภารกิจที่ขบวนรถไฟมอบให้นั้นต้องทำให้สำเร็จ ต่อให้เธอจะรู้สึกว่าภารกิจนี้ทำไม่ได้ หรือไปทำก็คือไปตาย ก็ต้องทำ!"
"ถ้าทำภารกิจไม่สำเร็จ ขบวนรถไฟจะน่ากลัวยิ่งกว่าผีเสียอีก"
หลังจากเธอพูดจบ เธอก็ฉวยโอกาสไม่กี่นาทีสุดท้ายก่อนจะถึงสถานี แนะนำผู้โดยสารบนรถให้พวกเด็กใหม่รู้จักอย่างคร่าวๆ จากนั้น พร้อมกับเสียงคำรามจากการลดความเร็วของขบวนรถไฟที่ดังขึ้น ชานชาลาก็มาถึงแล้ว
ภายในรถไม่มีเสียงประกาศแจ้งเตือนใดๆ ปรากฏขึ้นมา แต่หลังจากขบวนรถไฟหยุดนิ่ง ประตูรถก็เปิดออกอย่างเงียบเชียบ
"ลงรถกันเถอะ"
ลู่จินเจาบีบฝ่ามือตัวเอง มาถึงขั้นนี้แล้วเธอเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าทำไมหลินเจาถึงทำแบบนี้ แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเธอได้ถลำลึกเข้าสู่เหตุการณ์เหนือธรรมชาติแล้ว ในตอนนี้ เธอควรจะปฏิบัติตามกฎเพื่อรักษาชีวิตไว้ก่อนจะดีกว่า
ตอนที่เจียงอิ้งจือพูดว่าอัตราการตายของเด็กใหม่สูงมาก เธอก็นึกถึงตัวอักษรเลือดที่ปรากฏขึ้นบนแผ่นหนังแกะตอนอยู่ที่สถานีรถไฟ
[จ่ายค่าตอบแทน เพื่อแลกกับทางรอด]
ดูเหมือนเธอจะมีทางลัดที่คนอื่นไม่มีอยู่เส้นหนึ่ง แต่ ปลายทางของถนนเส้นนี้คืออะไร?
เธอต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นอะไร?
ในใจของลู่จินเจามีลางสังหรณ์ที่ไม่เป็นมงคลบางอย่างแฝงอยู่ ทำให้เธอไม่อยากจะหยิบแผ่นหนังแกะออกมาทำการแลกเปลี่ยนเลย
"ถ้าไม่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย ฉันไม่ทำแบบนั้นจะดีที่สุด"
หลังจากตัดสินใจเงียบๆ ในใจ ในที่สุดลู่จินเจาจึงก้าวเท้าออกจากประตูรถ
ทันทีที่ลงจากรถ เธอจึงสังเกตสภาพแวดล้อมรอบตัวก่อน เห็นได้ชัดว่า... เธอไม่ได้อยู่ที่เมืองอวิ๋นเฉิงแล้ว
เธอนึกถึงคำว่าประเทศไทยที่เขียนอยู่บนตั๋ว สภาพแวดล้อมรอบตัวนี้ดูเหมือนกับภาพที่เธอเคยเห็นในภาพยนตร์จริงๆ ไชน่าทาวน์... หรือที่ทำนองนั้น
"ไม่ต้องกังวลเรื่องปัญหาด้านภาษา ขบวนรถไฟจะไม่ใช้วิธีแบบนั้นมาสร้างความยากลำบากให้กับภารกิจ"
"เวลาภารกิจของเราคือ 12 ชั่วโมง ต้องเห็นผีให้สำเร็จ 9 ครั้ง เวลากระชั้นชิดมาก ตอนนี้รีบไปหาร้านหนังสือสักแห่งก่อนเถอะ"
ผู้นำของทีมที่ถูกขบวนรถไฟจัดตั้งขึ้นมาชั่วคราวนี้คือผู้หญิงที่ชื่อ หลินซูเย่ว์ ตามคำบอกเล่าของเจียงอิ้งจือ เป็นเพราะเธอเคยผ่านภารกิจที่ชานชาลามามากที่สุดและมีประสบการณ์มากที่สุด
"ในเมื่อเวลาภารกิจกระชั้นชิดขนาดนี้ ร้านหนังสือก็น่าจะหาได้ไม่ยากนัก"
พูดจบ เธอก็นำทุกคนเดินเข้าสู่ถนนสายนี้ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย หรือก็คือเยาวราช
อากาศค่อนข้างมืดครึ้ม เมื่อดูจากตำแหน่งของดวงอาทิตย์แล้วเวลาน่าจะประมาณบ่ายสามโมง ลู่จินเจาลอบอุทานในใจว่าแย่แล้ว นั่นหมายความว่าหากลำดับของวิธีเห็นผีที่สุ่มได้อยู่ท้ายๆ เวลาที่ต้องทำให้สำเร็จก็จะกลายเป็นช่วงเที่ยงคืน
ไม่ต้องสนใจว่าจะเคยดูภาพยนตร์สยองขวัญหรือเรื่องผีมามากแค่ไหน ตราบใดที่ยังเป็นคนอยู่ ทุกคนย่อมรู้ดีว่าช่วงเวลาเที่ยงคืนไม่ใช่เวลาที่ดีเลย ลู่จินเจาทำได้เพียงสวดภาวนาขอให้ลำดับที่เธอสุ่มได้อย่าอยู่ท้ายเกินไปนัก
โชคดีที่ตำแหน่งของร้านหนังสือนั้นหาได้ไม่ยากจริงๆ หลังจากก้าวเข้าสู่เยาวราชได้ไม่นาน พวกเธอก็พบร้านหนังสือเก่าๆ แห่งหนึ่งที่แขวนป้ายชื่อร้านไว้
สีบนป้ายชื่อร้านหนังสือเกือบจะลอกร่อนไปหมดแล้ว ไม่ว่าลู่จินเจาจะพยายามมองเพียงใดก็ไม่สามารถดูออกได้เลยว่าร้านหนังสือแห่งนี้ชื่อว่าอะไร มันซุกตัวอยู่อย่างเงียบเชียบที่ด้านหนึ่งของเยาวราช กินพื้นที่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ที่หน้าประตูมีชั้นโชว์ไม้ตั้งอยู่หนึ่งอัน บนนั้นมีคำโฆษณาเขียนไว้เล็กน้อย
"คนสัญจรไปมาน้อยมาก"
สวี่เหล่ยขมวดคิ้วมองไปรอบๆ พลางพูดขึ้น
ไม่ใช่แค่อากาศที่มืดครึ้ม แต่ผู้คนที่เดินผ่านไปมายังบางตาจนน่าใจหาย แตกต่างจากภาพลักษณ์ของเยาวราชที่คึกคักอย่างสิ้นเชิง
สถาปัตยกรรมที่นี่ล้วนแฝงไปด้วยกลิ่นอายของศตวรรษที่ผ่านมา ในบางครั้งจะมีคนผลักหน้าต่างจากชั้นบนลงมามองข้างล่าง เมื่อเห็นพวกเธอที่เดินเข้ามาในเยาวราช สายตาจะหยุดนิ่งไปสองสามวินาที จากนั้นก็หดหัวกลับเข้าหน้าต่างไป
ถนนทั้งสายแฝงไปด้วยบรรยากาศที่แปลกประหลาด ทั้งอึมครึมและวังเวงเหมือนสภาพอากาศ
เมื่อเดินเข้าไปในร้านหนังสือ ลู่จินเจาได้กลิ่นเหม็นฉุนเล็กน้อย น่าจะเป็นเพราะร้านหนังสือแห่งนี้มีพื้นที่ขนาดเล็กมาก แต่กลับมีหนังสือสุมกองอยู่ข้างในเป็นจำนวนมากนั่นเอง
เจ้าของร้านหนังสือเป็นผู้ชายวัยกลางคน เมื่อเห็นลู่จินเจาและพรรคพวก เขาก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเหนื่อยล้าโดยไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองว่า: "จะซื้อหนังสืออะไร?"
เมื่อหลินซูเย่ว์ตอบว่า 10 วิธีเห็นผี เขาถึงเงยหน้าขึ้นมองพวกเธออย่างกะทันหัน
หลังจากจ้องมองอย่างละเอียดประมาณสี่ห้าวินาที เจ้าของร้านถึงใช้ลำคอที่ชัดเจนว่าผ่านการสูบบุหรี่มาอย่างหนักกดเสียงถามว่า: "พวกเธอแน่ใจนะ?"
"อย่าบอกนะว่าจะไปเล่นเกมเรียกผีอะไรนั่นอีก?"
"อย่าหาว่าฉันไม่เตือนเลยนะ พวกวัยรุ่นไม่กี่คนก่อนหน้าที่มาซื้อหนังสือเล่มนี้จากฉันน่ะ ตายไปหมดแล้ว!"
ราวกับกำลังพูดถึงตำนานเมืองที่น่าสยดสยอง สีหน้าของเจ้าของร้านดูจริงจังขึ้นมาก
เหมือนกับฉากเริ่มต้นของภาพยนตร์สยองขวัญส่วนใหญ่ ที่เหล่าตัวเอกมักจะต้องเริ่มรนหาที่ตายก่อน ตอนนี้ลู่จินเจาและพรรคพวกก็เช่นกัน พวกเธอเพิกเฉยต่อคำเตือนของเจ้าของร้านหนังสือ และยังคงซื้อหนังสือที่ชื่อว่า [10 วิธีเห็นผี] เล่มนั้นมา
ตอนที่เดินจากไป ลู่จินเจารู้สึกเพียงว่าสายตาที่เจ้าของร้านมองพวกเธอนั้นทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ราวกับกำลังมองคนใกล้ตายก็ไม่ปาน
ภาพยนตร์เรื่อง "10 วิธีเห็นผี" ไม่ใช่ว่าทุกคนที่อยู่ในที่นี้จะเคยดู ดังนั้นพวกเธอจึงต้องดูหนังสือเล่มนี้ก่อนเพื่อยืนยันว่า "10 วิธี" ที่ว่านั้นมีวิธีอะไรบ้าง
เพียงแต่หลังจากดูวิธีจบแล้ว บรรยากาศกลับจมเข้าสู่ความเงียบสงัดราวกับความตาย
เพียงเพราะว่า 10 วิธีนั้นประกอบไปด้วย:
ผีถ้วยแก้ว, เคาะชามที่ทางสามแพร่ง, ซ่อนหาแมวดำ, พอกโคลนศพ, ก้มมองลอดใต้หว่างขา, หวีผมตอนเที่ยงคืน, กางร่มในบ้าน, เปลี่ยนกระจกตาคนตาย, หญิงมีครรภ์ฆ่าตัวตาย และวิธีเห็นผีขั้นสุดยอดวิธีสุดท้ายคือ แกล้งตาย
"ในหมู่พวกเรา... ไม่มีหญิงมีครรภ์"
มีคนพูดประโยคนี้ออกมาอย่างช้าๆ
ใช่แล้ว ลู่จินเจาลอบเอ่ยในใจเช่นกัน ไม่มีหญิงมีครรภ์ นั่นหมายความว่า คนที่สุ่มได้ลำดับ "หญิงมีครรภ์ฆ่าตัวตาย" ลำดับนี้ ย่อมต้องทำภารกิจเห็นผีไม่สำเร็จไม่ใช่หรือ?
นั่นก็คือ จะต้องมีคนคนหนึ่งที่ต้องตายแน่นอน?!
༺༻