- หน้าแรก
- จอมเวทย์สมปรารถนา จงอธิษฐานต่อข้า
- บทที่ 25 แบล็คเบิร์ด
บทที่ 25 แบล็คเบิร์ด
บทที่ 25 แบล็คเบิร์ด
บทที่ 25 แบล็คเบิร์ด
สถานีรถไฟเมืองรูบีนาส
หลังจากรับทราบรายละเอียดของภารกิจจากประธานเรน่า โนอาห์ก็ขึ้นรถไฟอีกครั้ง มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองอันเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่กลุ่มธุรกิจแบล็คเบิร์ดโดยไม่หยุดพัก
เขาใช้เวลาทั้งวันอยู่บนรถไฟ
เมื่อเดินออกจากชานชาลา โนอาห์ที่หิ้วกระเป๋าเดินทางมองดูถนนที่ผู้คนบางตาในยามพลบค่ำ จากนั้นจึงเลือกชายชราคนหนึ่งที่ออกมาเดินเล่นเพื่อถามทางไปแบล็คเบิร์ด
"พ่อหนุ่ม นกอะไรที่เธอพูดถึงน่ะ"
ชายชราบนถนนเห็นได้ชัดว่าหูตึง โนอาห์จึงทำได้เพียงพูดซ้ำอีกครั้ง
"คุณตาครับ แบล็คเบิร์ดครับ"
"อ๋อ นกสีเหลือง เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันเลี้ยงไว้ที่บ้านตัวนึง"
เมื่อมองดูชายชราพร่ำพรรณนาถึงนกตัวโปรดของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน โนอาห์ก็รู้สึกกระอักกระอ่วนที่จะขัดจังหวะหรือเดินหนีไป จึงทำได้เพียงทนฟังเขาโอ้อวดอยู่ถึงห้านาทีอย่างจนใจ
"คุณตาครับ ผมไม่ได้ถามถึงนกสัตว์เลี้ยงของคุณตา ผมถามถึงกลุ่มธุรกิจแบล็คเบิร์ด กลุ่มธุรกิจที่ทรงอิทธิพลมากๆ นั่นน่ะครับ"
"อ๋อ เข้าใจแล้ว"
ชายชราพยักหน้า แล้วชะงักไป "เมื่อกี้เธอพูดว่าแบล็คอะไรนะ"
มุมปากของโนอาห์กระตุก "แบล็คเบิร์ดครับ"
"อ๋อ นกสีเหลือง เธอรู้ได้ยังไง..."
"ผมบอกให้หยุด หยุดเลยครับ"
โนอาห์ขัดจังหวะชายชราอย่างเหลืออด เขากำหมัดแน่นแล้วพูดข่มขู่ว่า "คุณตาครับ เคยเห็นหมัดใหญ่เท่ากระสอบทรายไหมครับ ถ้าไม่เคย เดี๋ยวผมจะจัดให้สักหมัด"
โนอาห์เป็นฝ่ายมาถามทางชายชรา ดังนั้นไม่ว่ามองมุมไหน เขาก็ไม่ควรใช้วิธีข่มขู่ แต่ชายชราคนนี้เอาแต่จงใจเปลี่ยนเรื่องพูดอยู่ได้
เมื่อเห็นว่าหลอกอีกฝ่ายไม่ได้ ชายชราก็ปรายตามองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ของโนอาห์แล้วถอนหายใจ
"พ่อหนุ่ม เธอจะไปลงทุนกับแบล็คเบิร์ดงั้นเรอะ"
"ฟังคำเตือนของคนแก่หน่อยเถอะ โลกของการลงทุนมันลึกล้ำมาก เธอรับมือไม่ไหวหรอก"
"ระวังให้ดีล่ะ ไม่งั้นเธอจะถูกเคี้ยวจนกระดูกไม่เหลือซาก"
โนอาห์ไม่ใช่คนโง่ เขาเข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของชายชรา แม้ฉากหน้าจะเหมือนเป็นการเตือนสติ แต่มันฟังดูเหมือนเขากำลังประชดประชันว่าแบล็คเบิร์ดนั้นโหดเหี้ยมไร้ความปรานี
ดูเหมือนว่าในเมืองรูบีนาสอันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของแบล็คเบิร์ด ชื่อเสียงของกลุ่มธุรกิจนี้จะไม่ค่อยดีนักและไม่เป็นที่ชื่นชอบของคนในท้องถิ่นเลย
"ไม่ต้องห่วงครับคุณตา ผมมีวิจารณญาณที่ยอดเยี่ยม"
"ขนาดกลุ่มธุรกิจใหญ่อย่างฮาร์ตฟิเลียยังมาลงทุนในแบล็คเบิร์ดเลย ถ้าผมทำตาม ผมต้องได้ส่วนแบ่งเค้กก้อนนี้แน่ๆ"
หลังจากได้แผนที่บอกทางจากชายชรา โนอาห์ก็กล่าวขอบคุณแล้วเดินจากไป
เมื่อมองดูแผ่นหลังอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของชายหนุ่ม ชายชราก็หวนนึกถึงตอนที่แบล็คเบิร์ดเพิ่งเข้ามาตั้งรกรากใหม่ๆ ชาวเมืองที่ถูกกลุ่มธุรกิจหน้าเลือดหว่านล้อมต่างก็เต็มไปด้วยความมั่นใจ แห่กันเอาเงินไปลงทุนในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งล็อบสเตอร์อันใหญ่โตโอ่อ่าของแบล็คเบิร์ด
แต่เวลาผ่านไปไม่ถึงปี กลุ่มธุรกิจแบล็คเบิร์ดก็จู่ๆ ประกาศว่ากุ้งล็อบสเตอร์พากันหนีหายไปหมดเพราะกระแสน้ำในมหาสมุทร
ทว่าเมืองรูบีนาสเป็นเมืองในแผ่นดินลึก ไม่ได้อยู่ใกล้ทะเลเลยสักนิด แล้วกุ้งล็อบสเตอร์จะหนีไปไหนได้ล่ะ
ชาวเมืองปฏิเสธที่จะยอมรับคำอธิบายอันไร้สาระนี้และพากันไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่ศาลาว่าการเมือง เรียกร้องให้แบล็คเบิร์ดคืนเงินของพวกเขา
แต่ท้ายที่สุด พวกเขาก็ได้รับหนังสือแจ้งว่าแบล็คเบิร์ดไม่ต้องชดใช้ค่าเสียหายใดๆ ให้พวกเขา เพราะในสัญญาการลงทุนฉบับดั้งเดิม มีข้อสงวนสิทธิ์ที่เล็กจนแทบจะต้องใช้แว่นขยายส่องระบุไว้ว่า ในกรณีที่เกิดความสูญเสียเนื่องจากเหตุสุดวิสัย กลุ่มธุรกิจแบล็คเบิร์ดจะไม่ขอรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น
เงินของชาวเมืองจึงสูญเปล่าไปเช่นนี้
ชายชราส่ายหน้า คำแนะนำดีๆ นั้นให้กันยาก เขาจึงทำได้เพียงปล่อยให้ชายหนุ่มคนนั้นไปรับผลกรรมเอาเอง ในเมื่อเขาก็ได้เตือนไปแล้ว
เขตชานเมืองทางตอนเหนือของรูบีนาส
อาคารสีดำตั้งเรียงรายล้อมรอบกันและกัน คอยคุ้มกันอาคารสี่ชั้นรูปทรงไข่ที่อยู่ตรงกลางราวกับดวงดาวที่โอบล้อมดวงจันทร์ เมื่อมองจากระยะไกล มันดูราวกับไข่ที่วางอยู่ในรังของนกสีดำ
บนชั้นบนสุดของอาคารรูปทรงไข่ ภายในห้องทำงานอันหรูหรา
โจเอล ผู้อำนวยการที่เป็นผู้กุมบังเหียนของกลุ่มธุรกิจแบล็คเบิร์ดเพียงในนาม กำลังรายงานชายในชุดคลุมสีขาวด้วยท่าทีประจบสอพลอ
"นักบวชคูล่า ทรัพย์สินของฮาร์ตฟิเลียนั้นกว้างขวางกว่าที่เราจินตนาการไว้มาก จูดยังสามารถประคองตัวไปได้อีกพักใหญ่เพียงแค่ขายอสังหาริมทรัพย์ทิ้ง"
"แต่โปรดวางใจเถอะครับ ใช้เวลาไม่เกินสองปี ผมจะกลืนกินกลุ่มทุนฮาร์ตฟิเลียทั้งหมดให้จงได้"
เมื่อได้ยินว่าเป้าหมายสามารถบรรลุได้ในอีกสองปี สีหน้าอันเย็นชาของคูล่าก็อ่อนลงเล็กน้อย ท้ายที่สุดแล้ว นั่นคือกลุ่มทุนฮาร์ตฟิเลียที่ร่ำรวยมหาศาลเทียบเท่ากับประเทศหนึ่งเลยทีเดียว และลัทธิก็มีกำลังพอที่จะรอได้ถึงสองปี
คูล่าดันแว่นตาขึ้น แล้วเอ่ยชมโจเอล
"ทำได้ดีมาก เมื่องานนี้สำเร็จลุล่วง ฉันจะยื่นเรื่องขอเลื่อนตำแหน่งให้นาย เตรียมตัวรับพรจากท่านเซเรฟล่วงหน้าได้เลย"
โจเอลดีใจจนเนื้อเต้นเมื่อได้ยินเช่นนั้น นั่นคือพรจากผู้ก่อตั้งเวทมนตร์แห่งความมืด พรที่จะไม่เพียงแต่ยกระดับเขาให้ก้าวข้ามขอบเขตของมนุษย์ธรรมดาเท่านั้น แต่อาจมอบพลังที่เทียบเท่ากับนักบวชให้เขาด้วยซ้ำ
ทว่าโจเอลนึกบางอย่างขึ้นมาได้และรีบระงับจินตนาการเพ้อฝันของตนเองในทันที "นักบวชคูล่า เมื่อเร็วๆ นี้มีคนล่วงรู้แผนการของเรา และจำเป็นต้องอาศัยความช่วยเหลือจากพลังของลัทธิครับ"
แม้กลุ่มธุรกิจแบล็คเบิร์ดจะเป็นขุมกำลังหนึ่งของลัทธิมนตร์ดำ แต่มันก็เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับหาเงินทุนให้ลัทธิ ประกอบไปด้วยคนธรรมดาล้วนๆ โดยไม่มีจอมเวทประจำการอยู่ที่นี่เลย
การร้องขอให้ลัทธิเข้ามาแทรกแซง หมายความว่าโจเอลได้พบกับคนรับมือยากที่เขาไม่สามารถจัดการเองได้
คูล่าขมวดคิ้ว เขาไม่มีทางยอมให้ใครมาขัดขวางแผนการของเขาเด็ดขาด "มันเป็นใคร เป็นจอมเวทงั้นรึ"
โจเอลรีบส่ายหน้า แม้แต่เขาที่เป็นคนใน ก็ยังรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้างเมื่อนักบวชโกรธขึ้นมา "ไม่ใช่ๆ ไม่ใช่ครับ เป็นแค่คนธรรมดา แต่เขามีฐานะพอสมควร และไม่เกรงกลัววิธีการของกลุ่มธุรกิจเราเลย"
"ท่านอาจจะเคยได้ยินชื่อเขาด้วยซ้ำ เรน่า ประธานกิลด์การค้าเลิฟแอนด์ลัคกี้ครับ"
นักบวชคูล่ารู้จักชื่อเรน่าจริงๆ ตอนที่พุ่งเป้าไปที่ฮาร์ตฟิเลีย เขาได้สืบประวัติความสัมพันธ์ทางสังคมของจูด ผู้เป็นคนคุมหางเสือเรียบร้อยแล้ว
ประธานกิลด์การค้าที่มีชื่อเสียง ในสถานการณ์ที่เขาไม่ได้ทำอะไรผิด ย่อมไม่สามารถทำอันตรายได้ด้วยวิธีการของคนธรรมดาทั่วไป มิน่าล่ะโจเอลถึงอยากจะใช้พลังของจอมเวทจากลัทธิ
เพื่อป้องกันไม่ให้เรน่าเข้ามาขัดขวางแผนการกลืนกินฮาร์ตฟิเลียไปมากกว่านี้ คูล่าจึงตัดสินใจส่งลูกน้องไปกำจัดครอบครัวของเรน่าทิ้งในวันพรุ่งนี้
แม้โจเอลจะรู้สึกยินดีที่ได้ยินว่าคูล่าตั้งใจจะฆ่าล้างตระกูลของเรน่า แต่เขาก็แอบรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้าง คนที่สามารถก้าวขึ้นมาเป็นนักบวชของลัทธิมนตร์ดำได้ ล้วนเป็นพวกบ้าคลั่งที่ฆ่าคนมานับไม่ถ้วนและไม่เห็นค่าของชีวิตจริงๆ
ตอนนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
โจเอลรู้สึกไม่พอใจเล็กน้อย เขาตะโกนถามลูกน้องผ่านประตู "ฉันบอกแกไปกี่ครั้งแล้วว่าอย่ามารบกวนฉันในเวลานี้"
"ขะ ขอโทษครับผู้อำนวยการโจเอล แต่มีชายหนุ่มคนหนึ่งมา บอกว่าเขาต้องการลงทุนกับพวกเราครับ" เสียงของลูกน้องที่อยู่นอกประตูแผ่วลงเล็กน้อยด้วยความหวาดกลัวเสียงตวาดของโจเอล
"เรื่องแค่นี้แกต้องมาถามฉันด้วยเหรอ เขาจะมีเงินสักเท่าไหร่กันเชียว แกไม่มีสมองหรือไง"
"เขาบอกว่าต้องการลงทุนสิบล้าน และเอาเงินมัดจำมาด้วยสองล้านครับ..."
โจเอลถึงกับสำลักคำพูด การที่จะมีเงินสดสิบล้านมาวางรวดเดียวได้ เขาต้องเป็นคุณชายบ้านรวยที่มีทรัพย์สมบัติมหาศาลแน่ๆ
สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่การใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายของพวกลูกเศรษฐีรุ่นที่สองหรอก แต่เป็นความอยากลองทำธุรกิจของพวกนั้นต่างหาก
คุณชายที่กระตือรือร้นอยากจะพิสูจน์ตัวเองแบบนั้น มันก็แค่เนื้อก้อนโตติดมันที่ถูกส่งมาให้ถึงหน้าประตูของโจเอลชัดๆ
หลอกล่อคุณชายคนนี้ให้ติดกับ แล้วลากครอบครัวของเขาที่อยู่เบื้องหลังให้เข้ามาพัวพันด้วย... ทั้งที่ยังไม่ได้เห็นหน้า โจเอลก็ร่างแผนการขั้นต่อไปไว้ในหัวเสร็จสรรพแล้ว
"แล้วแกจะมัวยืนบื้ออยู่ทำไมล่ะ รีบเชิญเขาขึ้นมาสิโว้ย"