- หน้าแรก
- เกมของไกซาร์
- บทที่ 6 เขาผู้เจนสนามกับตัวข้าที่ใช้โปร
บทที่ 6 เขาผู้เจนสนามกับตัวข้าที่ใช้โปร
บทที่ 6 เขาผู้เจนสนามกับตัวข้าที่ใช้โปร
เมื่อผลักประตูเดินออกมาสู่ความมืดมิดของราตรี พวกหมาป่าข้างถนนก็กรูเข้ามาล้อมแลนซล็อตไว้ตรงกลางทันที
"เฮ้ยๆๆ เป็นยังไงบ้าง ความรู้สึกตอนได้เป็นจักรพรรดิน่ะ?" "รสชาติมันเด็ดกว่าผู้หญิงทั่วไปบ้างไหม?"
"เพื่อน ทำไมเจ้าเสร็จเร็วจังวะ? หรือว่านี่ยังเป็นมือใหม่อยู่?"
"ข้าพอจะรู้จักหมอคนหนึ่งที่เชี่ยวชาญเรื่องโรคผู้ชายโดยเฉพาะนะ ช่วงนี้ฉลองชัยชนะของกองอัศวินเหยี่ยววายุเขามีโปรโมชั่นด้วย แท่งที่สองลดครึ่งราคา สนใจไปหารกันไหม?"
พวกนักเลงหัวไม้ต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กถามไถ่สถานการณ์ โดยไม่มีแววประสงค์ร้ายเหมือนวันวาน
แลนซล็อตเหล่ตาใส่พวกนั้น แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ "เสวยสุขดั่งจักรพรรดิรึ? เอาชีวิตเข้าแลกนะ พวกเจ้าจะเอาไหมล่ะ?"
"เอาสิวะ! ถ้าได้จัดกับพระชายาสักดอก ต่อให้ตายก็คุ้มค่าตั๋วแล้ว!" นักเลงคนหนึ่งพูดจาลามกออกมา เรียกเสียงหัวเราะครืนจากคนรอบข้างทันที
แลนซล็อตเองก็พลอยขำไปด้วยพลางกล่าวว่า "งั้นเจ้าก็เข้าไปตอนนี้เลยสิ ถึงตอนนั้นท่านดยุคยกกองกำลังมาทวงคนคืน เจ้าก็เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีแล้วกัน"
"ฮ่าๆๆ..." ฝูงชนหัวเราะร่าอีกครั้ง
นักเลงหน้าตากะลิ้มกะเหลี่ยคนนั้นก็คือคนที่ร่วมวงตะลุมบอนเมื่อตอนกลางวัน เขาชื่อ "เทียนสู่" (หนูนา) ในถนนส้มแห่งนี้เขาก็พอมีหน้ามีตาอยู่บ้าง หลายคนจึงรู้จักเขาดี
เมื่อเห็นเขาเปิดประเด็น หลายคนก็เริ่มส่งเสียงเชียร์ "ไปสิ เขาให้เจ้าเข้าไปแล้วนะ รีบเข้าไปหาความสำราญเร็ว" "นั่นสิ รออะไรอยู่?" "อย่าป๊อดดิเทียนสู่ ตอนตีกันเมื่อเช้าเจ้ายังไม่ป๊อดเลย" "ไปๆๆ อย่ามาผลักข้า"
นักเลงที่ชื่อเทียนสู่สะบัดมือคนข้างๆ ออกพลางว่า "อย่ามาปั่นให้ข้าเป็นหน่วยกล้าตายหน่อยเลย"
พวกเขาน่ะทึ่ม แต่ไม่ได้โง่ แลนซล็อตน่ะได้รับอนุญาตจากองค์จักรพรรดิ ถึงได้กล้าเคลมพระชายา แต่พวกเขาน่ะฐานะอะไร? ขืนไปแตะต้องพระชายาเข้า วันรุ่งขึ้นคงถูกลากไปสับเป็นชิ้นๆ แน่
การทำให้คนพวกนี้ตระหนักถึงจุดนี้ คือจุดประสงค์ของแลนซล็อต เมื่อเห็นฝูงชนเริ่มถอยห่าง เขาก็เดินต่อไปยังฝั่งตรงข้ามของถนน
ที่นั่นมีชายสองคนที่ดูมีสง่าราศีต่างจากพวกนักเลงหัวไม้อย่างเห็นได้ชัด เมื่อเห็นแลนซล็อตเดินเข้ามา พวกเขาก็ก้าวเข้ามาขวางทางทันที
ชายร่างสูงกว่ายืนอยู่ทางซ้าย เอ่ยถามว่า "ยืนอยู่ต่อหน้าไกเซอร์แท้ๆ ยังกล้าขอพระชายาของเขา ใจเจ้าไม่เบาเลยนะ"
อีกคนที่เป็นชายเจ้าเนื้อกล่าวเสริมว่า "ข้าต้องเตือนเจ้าไว้อย่างนะ หนี้ของแก๊งมังกรโคลนไม่ใช่ว่าจะเบี้ยวกันง่ายๆ ถ้าเจ้าคิดจะหนีไปกับท่านดยุคเพื่อชักดาบหนี้ล่ะก็ เตรียมตัวดูดีๆ ได้เลย"
"วางใจเถอะ หนี้ที่ติดพวกท่านไว้ ข้าจะคืนให้ภายในอาทิตย์นี้แหละ ไม่ปล่อยให้ลากยาวจนท่านดยุคมาฟันหัวข้าหรอก" แลนซล็อตโบกมือปัด
แก๊งมังกรโคลนคือขาใหญ่ในย่านนี้ มีสมาชิกเบ็ดเสร็จรวมกว่าพันคน ถือเป็นขุมกำลังท็อปสามในเมืองไซน่า สองคนนี้คือคนทวงหนี้ คนที่ตัวสูงชื่อ "ไรลีย์" ส่วนคนอ้วนชื่อ "โจนส์"
เจ้าของร่างเดิมติดหนี้แก๊งมังกรโคลนอยู่ 12 เหรียญเงิน หากแลกเป็นเหรียญทองแดงก็คือ 1,200 เหรียญ ซึ่งเท่ากับค่าใช้จ่ายทั้งไตรมาสของชนชั้นล่างเลยทีเดียว หากถึงกำหนดแล้วยังหาเงินมาคืนไม่ได้ สองคนนี้จะหักขาเขาอย่างไร้ปรานี แล้วโยนไปไว้ข้างถนนที่พลุกพล่าน เพื่อให้เขาขอทานหาเงินมาใช้หนี้
"เจ้าจะเอาที่ไหนมาคืนพวกเรา?" ไรลีย์ถามอย่างกังขา
"ข้าจะไปหาลิวอิส เจ้านั่นติดเงินข้าอยู่ รวมกับยอดของวันนี้ ก็น่าจะพอปิดบัญชีได้" แลนซล็อตตอบอย่างเฉื่อยชา
"เจ้านั่นน่ะเป็นนักผจญภัยระดับทองแดงนะ ด้วยร่างกายพังๆ ของเจ้าตอนนี้ จะไปสู้เขาไหวเหรอ?" โจนส์ยิ้มหยัน
ถ้าเป็นแลนซล็อตเมื่อสองปีก่อน ก็พอจะเอาชนะลิวอิสในตอนนั้นได้อยู่ แต่ตอนนี้ลิวอิสฝึกฝนจนรุดหน้าไปไกล และมีชื่อเสียงไม่น้อยแล้ว ส่วนเขาน่ะกินเหล้ามาสองปี ร่างกายทรุดโทรมจนแทบจะปลิวตามลม
ในสภาวะที่ต่างกันราวฟ้ากับเหวเช่นนี้ จะไปทวงเงินคืนมาได้อย่างไร?
"งั้นท่านหมายความว่ายังไง จะช่วยข้าทวงหนี้เหรอ? หรือจะขวางทางไม่ให้ข้าไปเอาเงิน เพื่อให้หนี้นี้กลายเป็นหนี้เสียไปเลย? หรือพวกท่านสองคนจะเข้าไปข้างใน เอาพระชายาไปขัดดอกแทนดีล่ะ? ฐานะสูงส่งขนาดนั้น น่าจะขายได้สักสิบกว่าเหรียญทองอยู่นะ" แลนซล็อตเลิกคิ้วถาม
"เหอะ! เห็นพวกข้าโง่เรอะ? พระชายาเป็นของเจ้าหรือไง ถึงจะเอามาขายได้น่ะ?" โจนส์แค่นหัวเราะ
"ดูท่าหลังจากถูกไกเซอร์ชมไปยกใหญ่ ใจเจ้าจะพองโตขึ้นเยอะเลยนะ" ไรลีย์แสยะยิ้มพลางเชิดคางขึ้น "ชักจะกร่างนะเรา?"
"ตอนนี้ข้าก็แค่คนสิ้นเนื้อประดาตัว จะไปกลัวอะไรล่ะ?" แลนซล็อตทำท่าทางไม่ยี่หระ
สมัยที่เขาเริ่มเป็นครูใหม่ๆ ค่านิยมในสังคมตอนนั้นคือแนว "กู๋หว่าไจ๋" เด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งได้รับ "อิทธิพล" จากหนัง พวกอายุสิบกว่าขวบก็เลียนแบบคนอื่นคาบบุหรี่ทำตัวเป็นนักเลงข้างถนน คอยไถเงินลูกศิษย์ของเขาอยู่บ่อยๆ
เรื่องพวกนี้เขาจัดการมาเยอะ จนรู้ซึ้งแล้วว่าควรจะสื่อสารอย่างไร เคล็ดลับมีแค่สองข้อ: เข้าใจจุดประสงค์ของอีกฝ่าย และห้ามกลัว ในฐานะคนทวงหนี้ ถ้าตีคนติดหนี้จนตายก็จะไม่ได้เงินคืน แถมยังจะถูกหัวหน้าตำหนิ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วพวกมันจะไม่ลงมือกับเขาจริงๆ
"ได้ เจ้าเก่งขึ้นแล้ว" ไรลีย์ยิ้มพลางพยักหน้า ยอมหลีกทางให้ "เชิญ"
แลนซล็อตเดินผ่านกลางระหว่างคนทั้งสองไป โดยไม่หันกลับไปมองแม้แต่แวบเดียว แต่ไรลีย์ยังคงจ้องมองตามหลังเขาไป ก่อนจะหลุดขำออกมาอีกครั้ง "ฮ่าๆๆ พระชายานี่มันสุดยอดจริงๆ ว่ะ เจ้านี่เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย"
โจนส์ก็หัวเราะตาม "ไม่รู้เหมือนกันว่าไกเซอร์เป็นบ้าอะไร พระชายาตัวเองแท้ๆ นึกจะยกให้ก็ยกให้เฉย"
ไรลีย์ยักไหล่ "บางทีเขาอาจจะมีรสนิยมชอบดูเมียตัวเองมีกิ๊กมั้ง"
โจนส์กลั้นขำไม่อยู่พลางว่า "งั้นคงต้องรอดูว่าการ์ดขอพรที่เขาพูดน่ะจะเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า ถ้าข้าได้มาบ้าง ข้าก็อยากได้พระชายาสักคนมาสนุกเหมือนกัน"
"คิดอะไรของเจ้าเนี่ย? แยกไม่ออกเหรอระหว่างอิ่มมื้อเดียวกับอิ่มทุกมื้อน่ะ?" ไรลีย์ตบไหล่เพื่อนไปทีหนึ่งพร้อมเตือนว่า "พระชายาเล่นไปก็ไม่ได้เลอค่ากว่าลูกคุณหนูบ้านอื่นหรอก ถ้าได้การ์ดมาจริงๆ ต้องเลือกบรรดาศักดิ์สิทธิ์วะ ถึงตอนนั้นจะไปฟาดสาวใช้มันก็รสชาติเดียวกันนั่นแหละ"
"อืม..." โจนส์ส่ายหน้า เขามองไปยังดวงจันทร์บนฟ้านิ่งนาน แล้วเอ่ยอย่างมีความหวัง "ข้าก็ยังอยากได้พระชายาอยู่ดี" ...
ดวงจันทร์กระจ่างฟ้าขลิบด้วยขอบสีน้ำเงิน อีกาที่ไม่ยอมหลับใหลบินวนเวียนอยู่บนเวหา แลนซล็อตยืนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ แอบสังเกตบ้านที่อยู่ไกลออกไป
แม้จะเป็นบ้านชั้นเดียวเหมือนกัน แต่บ้านของลิวอิสใหญ่กว่าบ้านเขาเท่าตัว ข้างในมีแสงไฟวับแวม เห็นเงาคนเพียงคนเดียว และลิวอิสยังเป็นโสดมาจนถึงตอนนี้ ดังนั้นเงาที่เห็นจึงมีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นเขา
เมื่อคิดได้ดังนั้น แลนซล็อตก็เดินไปที่ประตู ตัดสินใจใช้วิธีบุกรุกที่คาดไม่ถึงที่สุด
"ก๊อก ก๊อก ก๊อก" "ใครวะ?"
ทันทีที่ลิวอิสเพิ่งดึงสลอนประตูออก แผ่นประตูก็ถูกถีบเข้ามาด้วยแรงมหาศาล กระแทกเข้าที่ใบหน้าของเขาเต็มรัก เขาร้องลั่นพลางถอยร่นเข้าไปในบ้าน ก้นกระแทกโต๊ะกินข้าวล้มตึง แล้วล้มกลิ้งลงบนพื้นอย่างทุลักทุเล
น้ำเชี่ยวอย่าขวาง คนล้มอย่าข้าม—แลนซล็อตต่อให้ไม่เคยชกต่อยก็รู้ซึ้งถึงหลักการนี้ เขาจึงพุ่งตัวเข้าไปกระโดดเตะซ้ำทันที
ลิวอิสตกใจสุดขีด รีบก้มตัวหลบพัลวัน เมื่อเขาหลบ แลนซล็อตก็พุ่งข้ามหัวไปชนโต๊ะกินข้าวเข้าอย่างจังจนล้มระเนระนาด สภาพดูไม่จืด
"เป็นเจ้างั้นเหรอ?" ในช่วงที่แลนซล็อตกำลังยันตัวลุกขึ้น ลิวอิสจำเขาได้ ความตื่นตระหนกบนใบหน้าหายไปทันควัน กลายเป็นความขบขันแทน "เดี๋ยวนะ เจ้ากล้าบุกมาถึงที่นี่เลยเหรอ?"
เมื่อก่อนแลนซล็อตอาจจะมีทักษะการต่อสู้ที่ไม่เลว แต่หลังจากเสเพลมาสองปี เขาก็เป็นแค่ขยะชิ้นหนึ่ง ขนาดตอนนี้กระโดดเตะยังวืดวาดขนาดนี้ ยังจะกล้ามาลอบโจมตีเขาอีก ไม่ใช่หาที่ตายหรอกหรือ?
"ซี้ด—" แลนซล็อตเจ็บหลังจนหน้าเบ้ เขาใช้มือพยุงเอวพลางลุกขึ้น "เป็นหนี้ก็ต้องใช้มันเป็นสัจธรรม หลังจากถูกเจ้าจ้างคนมาซ้อม ข้าก็คิดได้เรื่องหนึ่ง ถ้าไม่แสดงความดุร้ายออกมาบ้าง ก็คงต้องถูกซ้อมอยู่ร่ำไป"
"โฮ่? หมายความว่า เจ้าไม่อยากเป็นไอ้ขี้แพ้อีกต่อไปแล้วสินะ?" ลิวอิสทำเหมือนได้ยินเรื่องตลกที่ไม่ขำเอาเสียเลย ใบหน้าของเขาพลันบึ้งตึงและดูเหี้ยมเกรียมขึ้นมาทันที
"โย่" เห็นท่าทางทนไม่ได้ของอีกฝ่าย แลนซล็อตเลิกคิ้วเล็กน้อยพลางยิ้ม "มีปมอะไรอีกงั้นเหรอ?"
"เจ้าหาที่ตายเองนะ!" ลิวอิสถูกท่าทีที่ดูถูกของเขาปั่นหัวจนตบะแตก แววตาเปลี่ยนเป็นดุร้ายราวกับหมาป่ากระโจนเข้าใส่ทันที
แลนซล็อตตั้งสมาธิ พยายามเลียนแบบท่าทางในหนังแอ็กชัน ปล่อยหมัดสวนเข้าไปที่ใบหน้าของอีกฝ่าย
ทว่าการต่อสู้ไม่ใช่สิ่งที่แค่เลียนแบบก็ทำได้ หมัดของเขามีช่องโหว่เต็มไปหมด มือของลิวอิสราวกับงูพิษ คว้าแขนของเขาไว้ได้อย่างแม่นยำ จากนั้นก็เลื่อนผ่านข้อมือขึ้นไปถึงหัวไหล่ แล้วเหวี่ยงเขาเป็นวงกว้างด้วยแรงมหาศาล
แลนซล็อตเจ็บจนร้องไม่ออก ร่างกายหมุนตามแรงเหวี่ยงไปรอบหนึ่ง ล้มฟาดลงกับพื้นอย่างงงๆ เหลือเพียงแขนข้างเดียวที่ถูกอีกฝ่ายล็อกไว้
"เจ้ากลับไปเป็นคนเดิมไม่ได้แล้ว แลนซล็อต!" ลิวอิสยิ้มอย่างสยดสยอง ใช้มือข้างเดียวลากแลนซล็อตขึ้นมา แล้วอ้อมไปล็อกคอเขาจากด้านหลัง
ร่างกายมนุษย์นั้นบอบบางนัก ภายใต้ท่าล็อกเช่นนี้ ขอเพียงเขาประสานมือเข้าด้วยกันแล้วออกแรงรัด เขาก็สามารถหักคอแลนซล็อตได้โดยง่าย
แต่แลนซล็อตเองก็รู้ตัวดีว่าสู้ไม่เป็น จึงได้เตรียมมีดพกเอาไว้ล่วงหน้า ในจังหวะที่ถูกคว้าตัว เขาก็กรีดมีดลงบนแขนของลิวอิสไปทีหนึ่ง
มีดพกนั้นไม่คมนัก มันกรีดเป็นแผลเล็กๆ เท่านั้น รุนแรงกว่าถูกกิ่งไม้เกี่ยวเพียงเล็กน้อย ขอแค่พันแผลไว้ ไม่กี่วันก็หายดี
บาดแผลระดับนี้ในสายตาของนักผจญภัยไม่ถือเป็นแผลด้วยซ้ำ ลิวอิสจึงไม่ได้ใส่ใจ
ทว่าในวินาทีที่ฝ่ามือของแลนซล็อตสัมผัสโดนปากแผล ทุกอย่างก็พลันเปลี่ยนไป!
"กลั่นบริสุทธิ์! ความเร็วสูงสุด!"
เมื่อความสามารถเริ่มทำงาน เลือดที่ไหลเวียนอยู่พลันเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ส่งผลให้เส้นเลือดบิดเบี้ยวตามไปด้วย และระเบิดออกภายในร่างกายของลิวอิส
"อ๊ากกกก!!!"
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงทำให้ลิวอิสอดรนทนไม่ได้ร้องลั่นออกมา แขนของเขาราวกับถูกถลกหนังออกไปหลายชั้น เจ็บจนสิ้นแรงจะต่อสู้
เมื่อก้มลงมอง กล้ามเนื้อที่แขนซ้ายของเขาบิดเบี้ยวไปหมด แผลเล็กๆ ที่ถูกกรีดกลับปริแตกออกยาวตั้งแต่ข้อมือไปจนถึงข้อศอก!