- หน้าแรก
- ยอดซินแสแห่งต้าซ่ง
- บทที่ 52 - วัตถุโบราณอาถรรพ์
บทที่ 52 - วัตถุโบราณอาถรรพ์
บทที่ 52 - วัตถุโบราณอาถรรพ์
บทที่ 52 - วัตถุโบราณอาถรรพ์
★★★★★
ลู่เฝิงสือเหยียดยิ้มเยาะเย้ยบางๆ ที่มุมปาก "เจ้าลองดูก็ได้นะ แต่ก่อนที่เจ้าจะส่งเสียงร้องออกมา เจ้าลองทายดูสิว่าเจ้าจะร้องได้เร็วกว่า หรือของในมือเจ้าจะสูบเลือดสูบเนื้อเจ้าได้เร็วกว่ากัน"
นางดูใจเย็นเกินไปแล้ว
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้นที่ราวกับจะมองทะลุร่างของเขาไปจ้องมองจั๊กจั่นหยกที่อยู่ด้านหลังได้อย่างไรอย่างนั้น
จางซวิ่นถูกนางจ้องจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว
โดยเฉพาะประโยคที่ว่า "สูบเลือดสูบเนื้อเจ้า" มันทำให้เขานึกไปถึงสภาพศพแห้งเหี่ยวหนังหุ้มกระดูกของตาเฒ่าหลี่ขึ้นมาในพริบตา
ความหนาวเหน็บแล่นปราดจากฝ่าเท้าขึ้นสู่กระหม่อม
เขาก้มมองกำปั้นที่กำแน่นของตัวเองโดยสัญชาตญาณ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอุปาทานไปเองหรือเปล่า แต่เขากลับรู้สึกว่าจั๊กจั่นหยกนั่นมันเย็นเยียบขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ
ในที่สุดความหวาดกลัวก็เอาชนะความโลภได้สำเร็จ
"เจ้า เจ้าเป็นใครกันแน่ ทำไมเจ้าถึงรู้ว่าจั๊กจั่นหยกนี่..." มีที่มาไม่ชัดเจน
น้ำเสียงของจางซวิ่นสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด
"ข้าจะเป็นใครมันไม่สำคัญหรอก"
ลู่เฝิงสือก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แผ่กลิ่นอายกดดันออกมา "สำคัญตรงที่ข้าช่วยชีวิตเจ้าได้ เจ้าคงไม่อยากมีจุดจบเหมือนตาเฒ่าหลี่หรอกใช่ไหม"
การยกเอาเรื่องตาเฒ่าหลี่มาพูดก็เพื่อข่มขู่จางซวิ่นล้วนๆ
จั๊กจั่นหยกยังไม่ได้มีอาถรรพ์ร้ายแรงถึงขั้นสูบเลือดสูบเนื้อคนได้โดยตรงหรอก แต่ถ้าหากลูบคลำมันเป็นเวลานานจนพลังอาฆาตแทรกซึมเข้าสู่ร่างกาย ต่อให้ไม่ตายก็ต้องกลายเป็นบ้าแน่ๆ
แววตาของนางดูสงบนิ่งเกินไป น้ำเสียงยิ่งเด็ดขาดจนไม่อาจปฏิเสธได้ พอสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบจากจั๊กจั่นหยกในกำมือที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ สภาพอันน่าเวทนาของตาเฒ่าหลี่ก็สว่างวาบขึ้นมาในหัวเป็นฉากๆ
ปราการในใจของจางซวิ่นพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
"เอาไป ให้เจ้า ให้เจ้าเลย"
ราวกับว่ากำลังกำก้อนเหล็กเผาไฟแดงโร่ เขาเอาลุกลี้ลุกลนเอาจั๊กจั่นหยกออกมาจากด้านหลัง แทบจะโยนกระแทกใส่ลู่เฝิงสือเลยทีเดียว
ลู่เฝิงสือตาไวพริบตาเดียวก็พลิกข้อมือ ยันต์สะกดมารที่เตรียมไว้อยู่ก่อนแล้วก็ปรากฏขึ้นกลางฝ่ามือ
นางใช้ยันต์เป็นตัวนำทาง ห่อหุ้มจั๊กจั่นหยกที่ลอยเข้ามาได้อย่างแม่นยำ
"วืด"
วินาทีที่กระดาษยันต์สัมผัสกับจั๊กจั่นหยกมันก็ลุกไหม้ขึ้นมาเองโดยไม่มีลมพัด
อักขระสีทองสว่างวาบขึ้นมาในพริบตา กลายสภาพเป็นโซ่ตรวนสีทองเส้นเล็กละเอียดพันธนาการจั๊กจั่นหยกเอาไว้แน่นหนา
กลิ่นอายความหนาวเหน็บที่ชวนให้ใจสั่นถูกสกัดกั้นเอาไว้ได้เกินครึ่งในทันที
ลู่เฝิงสือถึงได้ชักมือกลับมาก้มมองจั๊กจั่นหยกที่ถูกสะกดเอาไว้ในมือพลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
เนื้อหยกของจั๊กจั่นหยกชิ้นนี้ยอดเยี่ยมมาก ไม่มีทางเป็นแค่ของใช้ฝังเป็นเพื่อนศพธรรมดาๆ แน่
"ของชิ้นนี้เจ้าไปได้มาจากไหน"
ลู่เฝิงสือเงยหน้าขึ้น สายตาเฉียบคมดุจสายฟ้าฟาดพุ่งตรงไปยังจางซวิ่นที่ทรุดนั่งกองอยู่กับพื้นด้วยความขวัญหนีดีฝ่อ
ความเย็นเยียบที่เกาะติดหนึบราวกับปลิงตอนที่ถูกจั๊กจั่นหยกพันธนาการดูเหมือนจะยังไม่จางหายไป
พอโดนลู่เฝิงสือจ้องมองแบบนี้ เขาก็ยิ่งตัวสั่นสะท้านขึ้นมาอีก "ข้าจะบอก ข้า ข้าจะบอกให้หมดเลย"
น้ำเสียงของจางซวิ่นสั่นเครือราวกับคนที่เพิ่งรอดตายมาได้ "ของชิ้นนี้ข้า ข้าไปซื้อมาจากคนต่างถิ่นคนหนึ่งตรงตรอกผีสิงท้ายตลาดฝั่งตะวันตก หมดเงินไปตั้งห้าตำลึงเชียวนะ"
พอพูดถึงเงินห้าตำลึง สีหน้าก็แสดงความปวดใจออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน แต่ทว่าความหวาดกลัวกลับมีมากกว่า
"ตรอกผีสิงตลาดฝั่งตะวันตกงั้นหรือ คนต่างถิ่นด้วย"
ลู่เฝิงสือใช้ปลายนิ้วลูบคลำยันต์สะกดมารที่ห่อหุ้มจั๊กจั่นหยกเอาไว้ "เมื่อไหร่ หน้าตาคนผู้นั้นเป็นยังไง ตอนนั้นใส่เสื้อผ้าแบบไหน เล่าเหตุการณ์ตอนซื้อขายมาให้หมด"
"ก็ ก็เมื่อคืนวานนี้เอง"
จางซวิ่นกลืนน้ำลายลงคอแล้วเริ่มนึกย้อนความหลัง "ตอนนั้นฟ้าเพิ่งจะมืด ตรอกผีสิงคนยังไม่ค่อยเยอะ ปกติข้า ข้าชอบไปเดินดูของเก่าแถวนั้น เผื่อจะฟลุคได้ของดีราคาถูกมาบ้าง เดินดูอยู่เพลินๆ จู่ๆ ก็มีคนหดตัวอยู่ตรงมุมมืดริมกำแพงเรียกข้าเอาไว้ ท่าทางมีลับลมคมนัยสุดๆ"
"ส่วนเสื้อผ้า เขาใส่ชุดผ้าหยาบสีเทาซอมซ่อ ดูเหมือนพวกกรรมกรแบกหามที่กำลังเดินทาง แต่ว่าเนื้อผ้า เนื้อผ้ากลับดูไม่เหมือนผ้าหยาบคุณภาพต่ำเลยสักนิด"
"บนหน้ามีคราบดินคราบฝุ่นเลอะเทอะไปหมด ตรงโหนกคิ้วมีรอยแผลเป็นใหม่ๆ ที่ยังไม่ตกสะเก็ดดีด้วย ข้าเห็นชัดเจนเลยล่ะ น้ำเสียงตอนพูดก็ดูอ่อนแรง มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกเอาไว้ตลอดเวลา คาดว่าน่าจะได้รับบาดเจ็บมาน่ะ"
ตอนนั้นจางซวิ่นไม่ได้สนใจเลย
เดินผ่านคนผู้นั้นไปดื้อๆ
แต่งตัวซอมซ่ออย่างกับขอทานแบบนั้น คงไม่มีของดีอะไรมาขายหรอก
แต่คนผู้นั้นกลับดึงเสื้อเขาไว้ไม่ยอมให้ไป แถมยังล้วงเอาของชิ้นเล็กๆ ที่ห่อด้วยผ้าหยาบๆ ออกมาจากอกเสื้อด้วย
"ก็คือจั๊กจั่นหยกตัวนี้นี่แหละ เขาบอกว่าเป็นของเก่าตกทอดมาจากบรรพบุรุษ กำลังร้อนเงินเอาไปรักษาชีวิต ก็เลยถามว่าข้าอยากได้ไหม พอข้าเห็นเนื้อหยก ข้า ข้าก็เลยตัดสินใจซื้อมาน่ะ"
ถ้าหากคนในบ้านป่วยหนักต้องการเงินด่วนจริงๆ ก็ควรจะเอาไปจำนำที่โรงรับจำนำสิถึงจะถูก
ด้วยเนื้อหยกของจั๊กจั่นหยกชิ้นนี้ ต่อให้โรงรับจำนำจะกดราคาลงมายังไง มันก็ต้องได้มากกว่าห้าตำลึงอยู่แล้ว
"เปิดราคามาก็ห้าตำลึงเลยงั้นหรือ"
พอจางซวิ่นพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็ดูมีเรี่ยวแรงขึ้นมา ลืมความหวาดกลัวไปเสียสนิท "ที่ไหนกันล่ะ หมอนั่นเปิดราคามาตั้งสิบห้าตำลึงเชียวนะ แต่ข้าต่อราคาเหลือแค่ห้าตำลึง เขาลังเลอยู่พักหนึ่ง เอามือกุมหน้าอกทำท่าเหมือนเจ็บปวดมาก แล้ว แล้วก็ยอมตกลงขายให้ข้า"
ตามที่จางซวิ่นเล่า ทั้งคู่ยื่นหมูยื่นแมวกันตรงนั้นเลย
พอคนผู้นั้นขายจั๊กจั่นหยกเสร็จก็รีบเดินออกจากตรอกผีสิงไปทันที
ส่วนเขาก็ดีใจที่ได้ของดีมา ครั้นพอกลับมาถึงบ้าน คืนนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ ร่างกายหนาวสั่นงันงก ในใจก็รู้สึกหวิวๆ พอลูบคลำจั๊กจั่นหยกก็รู้สึกเหมือนกำลังจับก้อนน้ำแข็งอยู่
พอตื่นมาตอนเช้าก็ดันมาได้ยินข่าวว่าตาเฒ่าหลี่ที่อยู่ถนนข้างหน้าตายเสียแล้ว
ตาเฒ่าหลี่มีอาชีพอะไร เขารู้อยู่แก่ใจดี แถมยังไปเห็นสภาพศพตอนตายมากับตาตัวเองอีก
ในใจก็เลยอดที่จะหวาดกลัวไม่ได้
อดทนอยู่ตั้งครึ่งค่อนวันสุดท้ายก็ทนไม่ไหว ต้องเอาเรื่องที่ไปซื้อจั๊กจั่นหยกที่ตรอกผีสิงเมื่อคืนก่อนไปบอกพ่อให้รู้
พอจางลู่ผู้เป็นพ่อได้ฟังก็แทบเต้น พอตกดึกก็เลยลากตัวจางซวิ่นกลับไปที่ตรอกผีสิงอีกครั้ง เผื่อว่าจะบังเอิญเจอคนผู้นั้น จะได้เอาจั๊กจั่นหยกไปคืนแล้วทวงเงินห้าตำลึงกลับมา
สองพ่อลูกเดินวนเวียนอยู่ในตรอกผีสิงจนเกือบรุ่งสางแต่ก็คว้าน้ำเหลว สุดท้ายก็ต้องเดินคอตกกลับออกมา
ตอนเช้าตรู่ ซึ่งก็คือตอนที่มานั่งกินบะหมี่ที่ร้านเมื่อครู่นี้ ก็ดันมาเจอกับลู่เฝิงสือเข้าพอดี
"ท่านเซียน ท่าน ท่านอิทธิฤทธิ์ร้ายกาจนัก ในเมื่อท่านเก็บเอาของอาถรรพ์นี่ไปแล้ว ข้า ข้าก็ปลอดภัยแล้วใช่ไหม เงินห้าตำลึงนั่นข้าไม่เอาแล้ว ข้าขอแค่รักษาชีวิตรอดก็พอ"
ลู่เฝิงสือไม่สนใจคำร้องห่มร้องไห้ของเขา นางจับประเด็นสำคัญได้ "นอกจากจั๊กจั่นหยกชิ้นนี้แล้ว เจ้ายังเห็นว่าเขามีของอย่างอื่นติดตัวมาด้วยไหม"
นางต้องการยืนยันให้แน่ใจว่า มีแค่ของชิ้นนี้ชิ้นเดียวที่หลุดรอดออกมาจากตรอกผีสิงหรือเปล่า
"เรื่องนี้ ดูเหมือน ดูเหมือนว่าจะมีห่อผ้าทรงยาวๆ อีกห่อนึงนะ แต่ตอนนั้นฟ้ามันมืดมาก แถมข้าก็มัวแต่วุ่นอยู่กับการต่อราคา พอเขาได้เงินไปก็ไม่ได้นับให้ละเอียดด้วยซ้ำ รีบร้อนเดินจากไปเลย ดูเหมือนว่าจะเดินไปทางทิศใต้ ใช่ ไปทางทิศใต้ของตัวเมือง"
ลู่เฝิงสือขมวดคิ้วเล็กน้อย
ฟังจากที่เขาเล่ามา ก็จับต้นชนปลายหาเบาะแสอะไรเพิ่มเติมไม่ได้เลย
"ของชิ้นนี้ข้าจะยึดเอาไว้ ส่วนยันต์แผ่นนี้เจ้าเอาใส่ถุงหอมพกติดตัวไว้สักเจ็ดวันก็น่าจะปลอดภัยแล้วล่ะ"
ลู่เฝิงสือยัดยันต์ขจัดสเนียดจัญไรใส่มือจางซวิ่น "จำเอาไว้นะ วันหลังอย่าเห็นแก่ของถูก ของที่มาไม่ชัดเจนแบบนี้มันอาจจะเอาชีวิตเจ้าไปได้จริงๆ นะ"
"รู้แล้ว ข้ารู้แล้ว"
จางซวิ่นราวกับได้รับความเมตตาครั้งใหญ่ พยักหน้ารับรัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร "วันหลังข้าจะไม่กล้าไปแตะต้องของที่มาไม่ชัดเจนพวกนี้อีกแล้วเด็ดขาด"
"ดูแลตัวเองดีๆ ก็แล้วกัน"
ลู่เฝิงสือไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก ปลายนิ้วขยับเพียงเล็กน้อย ยันต์สะกดมารที่ห่อหุ้มจั๊กจั่นหยกก็รัดแน่นขึ้นกว่าเดิม ร่างกายลอยละลิ่วกระโดดขึ้นไปบนกำแพงเตี้ยๆ เพียงแค่พริบตาเดียวก็อันตรธานหายไปท่ามกลางแสงอรุณรุ่งและตรอกซอกซอยที่สลับซับซ้อน
นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ตัดสินใจมุ่งหน้าไปทางศาลาว่าการอำเภอ
พอมาถึงหน้าศาลาว่าการอำเภอก็บังเอิญเจอกับจางจวิ้นที่กำลังมาเข้าเวรพอดี
เขาตาไวจำลู่เฝิงสือได้ในทันที จึงรีบเดินเข้ามาทักทาย "แม่นางลู่ ท่าน ท่านมาที่ศาลาว่าการมีธุระอะไรหรือ"
ลู่เฝิงสือล้วงเอาจั๊กจั่นหยกออกมาแล้วเข้าประเด็นทันที "ข้าสงสัยว่าช่วงนี้ในอำเภอนานซินจะมีของใช้คนตายที่ปนเปื้อนไอสังหารหลุดรอดออกมาน่ะสิ"
ลู่เฝิงสืออธิบายถึงอันตรายของมันให้ฟังอย่างละเอียด
จางจวิ้นได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาทันที "ความหมายของแม่นางลู่ก็คือ การตายของตาเฒ่าหลี่อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้งั้นหรือ"
"ถ้ายังไม่ได้เห็นศพ ข้าก็ยังไม่กล้ายืนยันหรอก"
จางจวิ้นถามด้วยความสงสัย "นี่แม่นางลู่มีความรู้เรื่องพวกนี้ด้วยหรือ"
ในความทรงจำของเขา นางเป็นคนสุขุมเยือกเย็นและเฉลียวฉลาด จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในศาลเทพอู่เสี่ยน เขาถึงได้รู้ว่านางมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องภูตผีปีศาจอยู่บ้าง
เพียงแต่ไม่นึกว่านางจะดูศพเป็นด้วย
ลู่เฝิงสือใช้ข้ออ้างเดิมในการตอบคำถาม เพียงแต่ไม่ได้อธิบายรายละเอียดมากนัก
จางจวิ้นพยักหน้ารับอย่างเข้าใจแล้วเอ่ยขึ้น "เมื่อครึ่งเดือนก่อนข้าเพิ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็นหัวหน้ามือปราบ แล้วคดีของตาเฒ่าหลี่ข้าก็เป็นคนรับผิดชอบพอดี กำลังกลุ้มใจอยู่เลยว่ายังมืดแปดด้าน เอาอย่างนี้ ข้าจะพาท่านไปที่ห้องเก็บศพ ลองไปดูให้เห็นกับตาก่อนก็แล้วกัน"
ที่แท้จางจวิ้นก็กลายเป็นหัวหน้ามือปราบอย่างเป็นทางการแล้วนี่เอง
แถมคดีของตาเฒ่าหลี่เขาก็เป็นคนลงมือสืบสวนด้วยตัวเอง แบบนี้มันช่วยให้ทำงานสะดวกขึ้นเยอะเลยล่ะ
"ตาเฒ่าหลี่เป็นหลงจู๊โรงรับจำนำอยู่ถนนข้างหน้านี้เอง เป็นกิจการที่สืบทอดกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ราบรื่นมาโดยตลอด นึกไม่ถึงเลยว่าจะมาเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้"
จางจวิ้นเดินนำลู่เฝิงสือลัดเลาะผ่านลานด้านข้างของศาลาว่าการอำเภอ ตรงดิ่งไปยังมุมด้านหลังของศาลาว่าการ พลางอธิบายประวัติของตาเฒ่าหลี่ให้ฟังไปด้วย
หลงจู๊โรงรับจำนำงั้นหรือ
ตอนที่จางซวิ่นบอกเล่าถึงที่มาของจั๊กจั่นหยก นางก็เคยสงสัยอยู่เหมือนกัน
หากคนผู้นั้นต้องการใช้เงินด่วนจริงๆ ทำไมถึงไม่เอาไข่มุกหยกไปโรงรับจำนำล่ะ แต่ตอนนี้ตาเฒ่าหลี่ที่เป็นหลงจู๊โรงรับจำนำกลับมาตายเสียแล้ว
"ห้องเก็บศพอยู่ข้างหน้านี้แหละ"
ทั้งสองก้าวเท้าเข้าไปในห้องเก็บศพ บนผนังทั้งสี่ด้านแขวนตำราการชันสูตรศพและเข็มเงินของนักชันสูตรเอาไว้ ไอเย็นที่แผ่ออกมาจากบ่อน้ำแข็งบนกำแพงหนาวเหน็บเสียยิ่งกว่าอากาศข้างนอก บรรยากาศดูวังเวงน่าขนลุก
กลิ่นปูนขาวผสมกับยาสมุนไพรโชยมาปะทะจมูกอย่างจัง แต่ก็ยังไม่อาจกลบกลิ่นเหม็นเน่าของศพที่กระจายอยู่ด้านในได้อย่างหมดจด
"ลุงจาง"
จางจวิ้นตะโกนเรียก ผ่านไปไม่นานนักชันสูตรศพแซ่จางที่สวมชุดคลุมคอกลมผ้าป่านสีขาว สวมถุงมือผ้าไหมเคลือบน้ำมัน ผูกผ้ากันเปื้อนหนัง และสวมรองเท้าผ้าป่านพื้นหนาก็โผล่หน้าออกมาครึ่งตัว
"หัวหน้ามือปราบจาง รอประเดี๋ยวนะ"
ทั้งสองนั่งรออยู่ประมาณหนึ่งเค่อ เขาถึงได้เปลี่ยนชุดสำหรับชันสูตรศพแล้วเดินออกมา
นักชันสูตรศพแซ่จาง ลู่เฝิงสือเคยเจอเขาที่สำนักศึกษามาก่อน
เพียงแต่ตาเฒ่าจางไม่ได้จำลู่เฝิงสือได้ในทันที ต้องรอให้จางจวิ้นเป็นคนแนะนำ เขาถึงเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ "ที่แท้ก็แม่นางลู่นี่เอง พวกเราเคยเจอกันที่หมู่บ้านดอกเหมยนี่นา"
ลู่เฝิงสือพยักหน้ารับ "ท่านนักชันสูตรจางฝีมือฉกาจแถมยังมีประสบการณ์ล้นเหลือ ถ้าไม่ได้ท่าน คดีตอนนั้นก็คงไม่คลี่คลายได้ราบรื่นขนาดนั้นหรอก"
ใครบ้างล่ะจะไม่ชอบให้คนอื่นมาชม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำชมของลู่เฝิงสือที่ดูมีหลักการและน่าเชื่อถือ
ตาเฒ่าจางอารมณ์ดีขึ้นมาทันที พอได้ยินจางจวิ้นบอกว่าอยากจะขอดูศพของตาเฒ่าหลี่ เขาก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินนำพวกเขาทั้งสองคนเข้าไปด้านในทันที
บนเตียงหินกลางห้องมีผ้าป่านสีขาวหยาบๆ คลุมร่างคนเอาไว้ มองเห็นโครงร่างของมนุษย์ที่ผอมแห้งจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกได้อย่างชัดเจน
จางจวิ้นเดินเข้าไปใกล้แล้วเปิดผ้าป่านนั่นออก
สายตาของลู่เฝิงสือหยุดชะงักไปในพริบตา
ร่างที่นอนอยู่บนเตียงหินก็คือตาเฒ่าหลี่นั่นแหละ
แต่ทว่าภาพเหตุการณ์ตรงหน้ามันชวนให้ตกตะลึงเสียยิ่งกว่าคำว่า "ผอมแห้งหนังหุ้มกระดูก" เสียอีก
สภาพศพราวกับถูกสูบน้ำและพลังชีวิตออกไปจนหมดสิ้น ผิวหนังแนบติดกระดูก เปลี่ยนเป็นสีเหลืองขี้ผึ้งที่ดูน่าขนลุก เต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นสีน้ำตาลเข้ม ผิวหนังเหี่ยวย่นติดกระดูกดูราวกับเปลือกไม้เก่าๆ ที่ถูกตากแห้งมาหลายสิบปี
สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คือใบหน้านั่น
เบ้าตาลึกโบ๋ ริมฝีปากหดเกร็งจนเผยให้เห็นฟันทั้งหมด ราวกับกำลังแสยะยิ้มอย่างเงียบเชียบ
"ไม่มีบาดแผลภายนอกที่ชัดเจน ไม่มีร่องรอยการถูกยาพิษ"
ตาเฒ่าจางพูดถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ "ข้าน้อยเป็นนักชันสูตรมาหลายปี ยังไม่เคยเจอศพที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อนเลย"
ข่าวลือข้างนอกต่างก็บอกว่าเป็นฝีมือของวิญญาณร้ายมาเอาชีวิต
ตาเฒ่าจางทำอาชีพนักชันสูตรศพมาทั้งชีวิต พูดตรงๆ เลยว่าครั้งนี้ในใจก็รู้สึกหวาดหวั่นอยู่ไม่น้อย
ลู่เฝิงสือไม่ได้พูดอะไร นางค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วหยุดยืนอยู่ตรงหน้าศพ
พลังเบญจธาตุในกายไหลเวียนอย่างเงียบเชียบ สัมผัสวิญญาณถูกยกระดับขึ้นจนถึงขีดสุด
กลิ่นอายความหนาวเหน็บและสกปรกที่เบาบางแต่กลับคุ้นเคยเป็นอย่างดีแผ่ออกมาจากศพ
กลิ่นอายนี้มันเป็นต้นกำเนิดเดียวกันกับกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากจั๊กจั่นหยกที่ถูกผนึกเอาไว้ในมือของนางเลย
ลู่เฝิงสือหันไปมองจางจวิ้น น้ำเสียงเย็นชา "ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาไปสัมผัสกับอะไรมาบ้าง"
"จากที่คนในครอบครัวกับเพื่อนบ้านเล่าให้ฟัง ตาเฒ่าหลี่ไม่ได้รับซื้อแค่ของจำนำทั่วไปเท่านั้น แต่ยังรับซื้อพวกของใช้คนตายที่ขุดมาจากใต้ดินด้วย
พวกเราค้นบ้านของเขาแล้วไปเจอของบางอย่างที่เพิ่งจะรับซื้อมาได้ไม่นานซ่อนอยู่ในช่องลับใต้เตียง มีทั้งเศษกระเบื้องแตกๆ แล้วก็เหรียญทองแดงขึ้นสนิมอีกสองสามเหรียญ แต่ที่แปลกก็คือ ในห้องเก็บของสะสมที่เขาใช้เก็บของดีเอาไว้เป็นประจำ นอกจากข้าวของเครื่องใช้พวกนั้นแล้ว พวกเรายังเจอเศษเถ้าถ่านอีกจำนวนหนึ่งด้วย"
"มันไม่ใช่เถ้ากระดาษ แล้วก็ไม่ใช่เถ้าถ่านจากฟืนด้วย มันตกเกลื่อนกลาดไปทั่ว ราวกับมีคนจงใจทำมันหกเอาไว้เลยล่ะ"
"ตอนนั้นพวกเราก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่สืบไปสืบมาก็ไม่ได้เรื่องอะไรเลย"
ลู่เฝิงสือรู้สึกสะกิดใจขึ้นมาทันที
ฟังดูแล้วมันเหมือนเศษเถ้าถ่านที่หลงเหลือจากการเผายันต์อาคมแปลกๆ หรือพวกของทำคุณไสยเลยแฮะ
แต่ทำไปเพื่ออะไรกันล่ะ
หากทำไปเพื่อสะกดสิ่งชั่วร้าย ถ้าอย่างนั้นก็มีความเป็นไปได้สูงมากว่าตาเฒ่าหลี่จะเป็นคนเผามันด้วยตัวเอง แล้วก็โปรยมันเอาไว้ในห้องเพื่อสะกดสิ่งชั่วร้ายพวกนั้นเอาไว้
แต่ถ้ามีคนแอบเข้าไปหลังจากที่ตาเฒ่าหลี่ตายไปแล้วล่ะก็ นั่นมันก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยนะ
ลู่เฝิงสือซักไซ้ต่อ "แล้วเศษเถ้าถ่านพวกนั้น กับของที่เปื้อนดินพวกนั้นล่ะ ตอนนี้อยู่ที่ไหน"
"ถูกเก็บเอาไว้ในห้องเก็บของในฐานะของกลางหมดแล้ว"
จางจวิ้นตอบ เขามองดูสีหน้าเคร่งเครียดของลู่เฝิงสือแล้วลองหยั่งเชิงถามดู "แม่นางลู่ ท่านดูอะไรออกงั้นหรือ"
ลู่เฝิงสือไม่ได้ตอบคำถามโดยตรง แต่กลับถามกลับไปว่า "หัวหน้ามือปราบจาง เมื่อครู่นี้ท่านบอกว่าศาลาว่าการอำเภอติดประกาศจับตั้งรางวัลนำจับโจรขุดสุสานที่มีแผลเป็นบนหน้าคนหนึ่งงั้นหรือ"
"ใช่แล้ว"
พอพูดถึงเรื่องนี้ จางจวิ้นก็ดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที "ประกาศจับแผ่นนั้นข้าเป็นคนจัดการเองแหละ จากเบาะแสที่พวกเรามีอยู่ในตอนนี้ ก่อนตายตาเฒ่าหลี่เคยไปคุยโอ้อวดกับคนอื่นว่าช่วงนี้เพิ่งจะได้ของดีที่เปิดกรุใหม่ๆ มา แถมยังพูดถึงหน้าตาของคนที่เอามาขายให้ฟังอีกด้วย พวกเราก็เลยให้คนวาดภาพเหมือนตามที่เพื่อนบ้านเล่าให้ฟัง"
"ข้าเดาว่าคนที่ขายจั๊กจั่นหยกให้จางซวิ่น ก็น่าจะเป็นคนเดียวกันนี่แหละ"
ลู่เฝิงสือได้ยินดังนั้นก็พยักหน้ารับ
ลำดับความคิดของจางจวิ้นชัดเจนมาก มันแทบจะตรงกับข้อสันนิษฐานของลู่เฝิงสือเลย
"ตามที่จางซวิ่นเล่า คนผู้นั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส แถมยังมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเมืองด้วย หัวหน้ามือปราบจาง ท่านลองไปตรวจสอบบันทึกการรักษาของร้านขายยาใหญ่ๆ ทางทิศใต้ของเมืองดูก่อนเถอะ บางทีอาจจะได้เบาะแสอะไรบ้างก็ได้"
คำพูดของลู่เฝิงสือทำเอาหัวใจของจางจวิ้นกระตุกวาบ
ถึงแม้เขาจะชินชากับคดีฆาตกรรม แต่เรื่องลี้ลับพวกนี้เพิ่งจะเคยเจอเป็นครั้งแรก เขาจึงรีบสั่งให้ลูกน้องไปสืบข่าวตามร้านขายยาทางทิศใต้ของเมืองอย่างลับๆ ทันที
ส่วนตัวเขาก็เดินนำลู่เฝิงสือไปที่ห้องเก็บของเพื่อดูของกลางด้วยตัวเอง
ภายในนั้นทั้งเย็นเฉียบและแห้งแล้ง อบอวลไปด้วยกลิ่นฝุ่นและกลิ่นของเก่า จางจวิ้นจุดตะเกียงน้ำมันให้สว่าง ก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหีบไม้การบูรที่แปะยันต์ปิดผนึกเอาไว้
เขาค่อยๆ ฉีกกระดาษปิดผนึกออกอย่างระมัดระวัง แล้วเปิดหีบออก
ด้านในมีของถูกจัดวางแบ่งเป็นหมวดหมู่อยู่หลายอย่าง
มีทั้งเศษกระเบื้องแตกๆ ที่มีคราบดินเกาะติดอยู่ชัดเจน เหรียญทองแดงขึ้นสนิมอีกสองสามเหรียญ แล้วก็มีห่อกระดาษเคลือบน้ำมันอีกหลายห่อ
"นี่แหละคือของที่ตาเฒ่าหลี่เพิ่งจะรับซื้อมา"
จางจวิ้นชี้ไปที่เศษกระเบื้องและเหรียญทองแดง ก่อนจะหยิบห่อกระดาษเคลือบน้ำมันขึ้นมาห่อหนึ่ง "ส่วนนี่ก็คือเศษเถ้าถ่านที่เจอในห้องเก็บของสะสมของเขานั่นแหละ พวกเราแยกห่อเอาไว้กลัวว่ามันจะปนกันน่ะ"
ลู่เฝิงสือพยักหน้ารับ สายตาจับจ้องไปที่เศษกระเบื้องแตกๆ พวกนั้นเป็นอันดับแรก
[จบแล้ว]