- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 645 : เซียนจักรพรรดิเหมยเซี่ยว
บทที่ 645 : เซียนจักรพรรดิเหมยเซี่ยว
บทที่ 645 : เซียนจักรพรรดิเหมยเซี่ยว
บทที่ 645 : เซียนจักรพรรดิเหมยเซี่ยว
ศรนับหมื่นเตรียมพร้อมเบื้องหน้าเฉินซานซือ ปะทุแสงสว่างจ้าบาดตา ราวกับดวงอาทิตย์ที่สาดส่องเจิดจ้า ไม่อาจกักเก็บพลังเอาไว้ได้อีกต่อไป
มันพุ่งทะยานเข้าใส่รอยแยกมิตินั้นอย่างรุนแรง
ทุกที่ที่มันพาดผ่าน มังกรวารีล้วนส่งเสียงร้องโหยหวนและสูญสลายไปในพริบตา แม้แต่กระแสมิติปั่นป่วน ก็ดูเหมือนจะสงบลงไปด้วย!
"ตู้มมม!"
ดวงอาทิตย์ระเบิดออก…กลายเป็นดาวตกเพลิงนับไม่ถ้วน กระหน่ำพุ่งเข้าใส่รอยแยกมิติราวกับพายุฝน
ส่งผลให้จุดเชื่อมต่อมิติทั้งจุดสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!
หลังจากยิงศรนับหมื่นออกไป เฉินซานซือก็หยิบหอกยาวสีเงินและดาบไท่อาออกมา เตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ชี้เป็นชี้ตาย
ทว่าเพียงชั่วครู่ต่อมา...เขากลับเห็นรอยแยกมิตินั้นค่อยๆปิดตัวลง
มังกรวารีภายในจุดเชื่อมต่อมิติ ก็ถูกค่ายกลของเขากดทับไว้จนหมดสิ้น เบื้องหน้าไม่มีสิ่งใดกีดขวางอีกต่อไป
เฉินซานซือกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างระมัดระวังอยู่พักใหญ่ จนกระทั่งแน่ใจแล้วว่าไม่มีอันตรายใดๆหลงเหลืออยู่
ก็น่าจะเป็นเพราะการลงมือสังหารเขาข้ามมิตินั้น เซียนผู้นั้นคงต้องเผชิญกับข้อจำกัดมากมาย มิเช่นนั้นก็คงใช้วิธีการที่โหดเหี้ยมกว่านี้ไปแล้ว
เขาไม่รั้งรอ รีบใช้วิชาเผาผลาญโลหิต ร่างของเขาพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วที่ยากจะมองทัน เพียงพริบตาเดียวก็ทะลุผ่านกระแสมิติปั่นป่วนสายสุดท้าย และมาถึงทางออกที่ทอแสงเรืองรองได้อย่างราบรื่น
….
โลกเบื้องบน
ทวีปเซียนหนานหยวน
เขตตงหลิง
ที่แห่งนี้คือบริเวณชายแดนของทวีปเซียนหนานหยวน ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลความเจริญ ถูกโอบล้อมด้วยเทือกเขาสลับซับซ้อน เป็นแหล่งชุมนุมของปีศาจและมาร นับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่อันตรายที่สุดในทวีปเซียนแห่งนี้
ท่ามกลางภูเขาลึก...ริมสระน้ำใสแจ๋ว ชายหนุ่มในชุดขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ที่ริมฝั่ง ในมือถือคันเบ็ด คอยเฝ้ารอบางสิ่งบางอย่างอยู่อย่างเงียบๆ
"บุ๋งๆๆ..."
ประมาณหนึ่งถ้วยชาให้หลัง ผิวน้ำที่เคยราบเรียบก็เริ่มเดือดปุดๆคันเบ็ดในมือของชายหนุ่มก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
เขารีบใช้สองมือประสานอิน ส่งแสงวิญญาณสายแล้วสายเล่าไหลผ่านคันเบ็ดลงไปในน้ำ
ทว่า...มันกลับไร้ผล
"ปัง!"
เสียงระเบิดดังกึกก้องมาจากก้นสระ น้ำแตกกระจายสูงหลายจั้ง คันเบ็ดในมือชายหนุ่มหักสะบั้น น้ำในสระพร้อมกับกุ้งหอยปูปลาตัวเล็กตัวน้อยที่ตายเพราะแรงระเบิด สาดกระเซ็นรดตัวเขาเต็มๆจนเปียกมะลอกมะแลกไปทั้งตัว
"หืม?
"ท่านอาจารย์?"
เด็กสาวที่กำลังเด็ดดอกไม้อยู่ใกล้ๆพอได้ยินเสียงก็รีบวิ่งเข้ามาดู พอเห็นสภาพเปียกปอนของอาจารย์ ก็หลุดขำพรืดออกมา
ชายหนุ่มยกมือขึ้นปาดน้ำบนใบหน้า พร้อมกับถอนหายใจยาว
เด็กสาวจึงรีบปรับสีหน้าให้จริงจัง
"เป็นยังไงบ้างคะ ไม่เจอคนๆนั้นเหรอ?"
ลั่วอวิ๋นซูส่ายหน้า
"ยังขาดอีกนิดเดียวน่ะสิ พวกผู้ฝึกตนจากโลกเบื้องล่างนี่ แต่ละคนเก่งกว่าระดับเปลี่ยนแปลงเทวะที่นี่ตั้งเยอะเลยนะ ยิ่งชายหนุ่มคนนี้ ยิ่งเหนือชั้นกว่ามากเลยล่ะ"
"งั้นก็รอต่อไปเถอะค่ะ" เด็กสาวพูดต่อ
"ยังไงซะ พอเขาเลื่อนขั้นขึ้นมา ก็ต้องมาถึงโลกเบื้องบนอยู่ดี ช้าเร็วก็ต้องหาเจอจนได้แหละ"
"ข้าเคย..."
ลั่วอวิ๋นซูพูดไม่ทันจบก็ชะงัก สายตาหันไปมองยังหมู่บ้านชนบทที่อยู่ห่างออกไปพันกว่าลี้ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนที่ร่างจะหายวับไปจากที่เดิม
เพียงพริบตาเดียว...เขาก็พาลูกศิษย์ข้ามระยะทางพันลี้ มาปรากฏตัวอยู่ภายในหมู่บ้านแห่งนั้น
เวลาเที่ยงคืน
จันทร์เสี้ยวโค้งดุจเคียวขึ้นสนิม ลอยเด่นอยู่เหนือปลายยอดไม้ของต้นฮวายเฒ่าที่แห้งเหี่ยว
หมู่บ้านกู่หนิว ซึ่งปกติก็มีคนอาศัยอยู่ไม่น้อย บัดนี้กลับเงียบสงัดราวกับสุสานร้าง มองไปทางไหนก็ถูกปกคลุมไปด้วยหมอกสีขาวอันน่าขนลุก
กลางอากาศ...หญิงสาวในชุดขาวเรียบๆเดินเท้าเปล่าย่ำไปบนความว่างเปล่า
เบื้องหน้าของนางมีตะเกียงทองสัมฤทธิ์โบราณลอยอยู่ ไส้ตะเกียงจุดประกายไฟสีเขียวอมฟ้าสลัวๆ
กระแสควันสีเทาขาวพวยพุ่งออกมาจากบ้านเรือนของชาวบ้าน ที่ปลายของกระแสควันแต่ละสาย ล้วนปรากฏใบหน้าคนที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด
หญิงสาวเผยอริมฝีปากบาง ดูดกลืนกระแสควันเหล่านั้นอย่างตะกละตะกลาม
จนกระทั่งประกายแสงสีทองดุจคมดาบฟาดฟันลงมาจากฟ้า…นางตกใจ รีบเบี่ยงตัวหลบ ก่อนจะหันไปมองชายหนุ่มชุดขาวที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน
นางหรี่ตาลง ตวาดกร้าว
"ลั่วอวิ๋นซู?!"
"ข้าแค่แวะผ่านมา เลยดูดกลืนวิญญาณคนธรรมดาสักหน่อยเพื่อแก้ขัด ขอเตือนว่าอย่ามาแส่เรื่องของคนอื่นดีกว่า"
"บังเอิญจังนะ"
ลั่วอวิ๋นซูจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเรียบเฉย
"ข้าเองก็มีงานอดิเรกที่ใครๆก็รู้...นั่นก็คือการแส่เรื่องของคนอื่นนี่แหละ"
นัยน์ตาของหญิงสาวเปล่งประกายสีเขียวอมฟ้า
นางกวาดสายตามองร่างของเขา ก่อนจะแสยะยิ้มเย็น
"ตัวเจ้ายังบาดเจ็บอยู่เลยไม่ใช่รึ? รอยแผลนั่น...คงได้มาจากการต่อสู้กับเฒ่ามารโลหิตเมื่อไม่นานมานี้ล่ะสิ?
“สภาพแบบนี้ เจ้าอาจจะไม่ใช่คู่มือของข้าก็ได้นะ แน่ใจนะว่าจะมาตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้าเพื่อพวกคนธรรมดาพวกนี้? ไม่กลัวตบะที่อุตส่าห์สั่งสมมาจะพังพินาศหรือไง?!”
"ขอบใจในความหวังดีของสหายผู้ฝึกตน" ลั่วอวิ๋นซูกล่าวเสียงขรึม
"แต่ข้าขอแนะนำให้สหายผู้ฝึกตน เป็นห่วงสวัสดิภาพของตัวเองในวินาทีต่อไปนี้จะดีกว่านะ"
"ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกัน ว่าเจ้าจะมีน้ำยาแค่ไหน!"
เสียงแหลมปรี๊ดของหญิงสาวกรีดร้องทะลุราตรีอันเงียบสงัด
นางพัดพากระแสหมอกสีขาวที่ถาโถมดั่งเกลียวคลื่นเข้ากลืนกินทุกสิ่งในฟ้าดิน
ทว่าลั่วอวิ๋นซูกลับรับมือได้อย่างใจเย็น
ผ่านไปประมาณครึ่งก้านธูป...ปรากฏการณ์ประหลาดทั้งหมดในฟ้าดินก็มลายหายไป
หมู่บ้านกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
หญิงสาวที่ดูดกลืนวิญญาณคนเป็นหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหลือเพียงลั่วอวิ๋นซูในชุดคลุมสีขาวที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงท่ามกลางสายลมยามราตรี
เพียงแต่ว่า...สีหน้าของเขาซีดเผือดลงกว่าก่อนหน้านี้อย่างเห็นได้ชัด
"ท่านอาจารย์" เถาจั๋วหัว ลูกศิษย์สาวรีบวิ่งเข้ามาประคอง
"ท่านไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ?"
"ไม่เป็นไร"
ลั่วอวิ๋นซูส่งสัญญาณให้นางไม่ต้องเข้ามาใกล้ จากนั้นก็หยิบกระดานค่ายกลออกมาจากถุงมิติแล้วยื่นส่งให้นาง
"เจ้าเอาค่ายกลนี้ไปวางไว้ แล้วเอาป้ายหยกไปมอบให้สำนักในพื้นที่นี้ มันสามารถช่วยเขตตงหลิงต้านทานการบุกรุกของพวกปีศาจและมารได้ถึงสามครั้ง"
"ท่านอาจารย์?" เถาจั๋วหัวเอ่ยด้วยความแปลกใจ
"ค่ายกลชุดนี้...ท่านกะจะรื้อส่วนประกอบเพื่อเอาไปใช้รักษาแผลไม่ใช่เหรอคะ..."
ลั่วอวิ๋นซูส่ายหน้า
"แผลของอาจารย์ค่อยหาทางรักษาก็ได้ แต่ถ้าพวกสำนักและชาวบ้านที่นี่ตายไปแล้ว...มันฟื้นคืนชีพไม่ได้หรอกนะ"
เถาจั๋วหัวทำตามสั่ง แล้วรีบกลับมาหา
"ท่านอาจารย์ จัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ"
"อืม งั้นก็ไปตามหาคนผู้นั้นด้วยกันเถอะ"
ลั่วอวิ๋นซูสะบัดแขนเสื้อเบาๆพานางพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว
"ตามหาคน? ตามหาเฉินซานซือเหรอคะ? ท่านอาจารย์รู้แล้วเหรอว่าเขาอยู่ที่ไหน?"
"แล้วเขาจะยอมฟังเราง่ายๆเหรอคะ?"
"จะยอมฟังหรือไม่...ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาหรอกนะ"
ลั่วอวิ๋นซูก้าวเท้าออกไปเพียงก้าวเดียว ก็ฉีกกระชากมิติและพาลูกศิษย์ข้ามผ่านมิติไปได้ ทุกย่างก้าวที่เดิน ล้วนข้ามผ่านขุนเขาและสายน้ำนับไม่ถ้วน
...
อีก​ด้าน​หนึ่ง
"ซี๊ดดด..."
เฉินซานซือค่อยๆลืมตาตื่นขึ้นจากการสลบไสล ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนทั้งวิถีเซียนและวิถียุทธ์ของเขา
บัดนี้กลับปวดร้าวไปทั้งตัวราวกับกระดูกถูกทุบจนแหลกละเอียด
การเลื่อนขั้นบ้าบออะไรกัน...นี่มันคือการฝ่าด่านเคราะห์ชัดๆ!
โชคดีที่เขาเตรียมการมาอย่างดี แม้จะโดนลอบโจมตี ก็ยังสามารถประคองตัวผ่านมาได้โดยไม่ยากลำบากนัก
"ตอนนี้ข้า...น่าจะมาถึงโลกเบื้องบนแล้วสินะ?"
เฉินซานซือฝืนลืมตาขึ้น ก็พบกับผืนฟ้าสีฟ้าครามอันกว้างใหญ่ไพศาล ทะเลเมฆและทุ่งหยกกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ทั่วทุกหนแห่งเต็มไปด้วยพลังปราณ
เขามั่นใจว่า จุดที่เขาอยู่นี้ไม่ใช่จุดที่มีเส้นชีพจรวิญญาณ แต่ถึงกระนั้น พลังปราณที่นี่ก็ยังจัดอยู่ในระดับหนึ่งเลยทีเดียว
"ที่นี่มันที่ไหนกัน?"
เฉินซานซือกวาดสายตามองไปรอบๆก็พบแต่เทือกเขารกร้างและหมู่บ้านชนบท
เขาไม่ได้ใจร้อน แต่เลือกที่จะแปลงโฉมเปลี่ยนใบหน้า เตรียมตัวแฝงตัวเข้าไปปะปนกับชาวบ้าน เพื่อค่อยๆสืบหาข่าวคราว และหาแหล่ง 'ตลาดค้าขาย' หรือแหล่งชุมนุมของผู้ฝึกตนให้พบเสียก่อน
เขากดระดับพลังของตนเองให้เหลือเพียงระดับแก่นทองคำ…จากนั้นก็บินเลียบเทือกเขาไปในระดับต่ำ เพียงไม่ถึงร้อยลี้ เฉินซานซือก็เจอหมู่บ้านชนบทแห่งแรก
พืชพรรณเขียวชอุ่มที่ดูคุ้นตา ปรากฏแก่สายตาของเขาเป็นสิ่งแรก
ข้าววิญญาณ!
พอเห็นของสิ่งนี้ เฉินซานซือก็อดนึกถึงความทรงจำอันเลวร้ายไม่ได้
ตอนที่เขายังตกระกำลำบากอยู่ที่ผอหยาง เขาก็ต้องคอยจ่ายภาษีข้าววิญญาณเช่นกัน
หากไม่มีฝีมือในการล่าสัตว์ล่ะก็ ป่านนี้เขาคงถูกบีบจนตายไปตั้งนานแล้ว
สำหรับการที่โลกเบื้องบนต้องปลูกข้าววิญญาณนั้น อันที่จริงเขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรนัก
เพราะไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนระดับไหน ก็ล้วนต้องกินยาลูกกลอนและหลอมสร้างของวิเศษทั้งสิ้น ซึ่งของพวกนี้ ล้วนต้องใช้ข้าววิญญาณเป็นวัตถุดิบไม่มากก็น้อย
เดิมที เฉินซานซือก็ไม่ได้คาดหวังอะไรกับโลกเบื้องบนมากนักอยู่แล้ว ตอนนี้เขายิ่งรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างอะไรจากโลกเบื้องล่างเลย บางทีอาจจะแค่มีพลังปราณและทรัพยากรมากกว่าเท่านั้นเอง
เขาตระเวนสืบข่าวตามหมู่บ้านต่างๆอยู่หลายวัน แต่ข้อมูลที่ได้ก็มีอยู่อย่างจำกัด
ชาวบ้านส่วนใหญ่รู้แค่ว่าตัวเองต้องปลูกข้าววิญญาณส่งให้พวกเซียน แต่ไม่เคยเห็นตัวเซียนเป็นๆเลยสักครั้ง แถมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสำนักเซียนในตำนานตั้งอยู่ที่ไหน
โลกเบื้องบนนี้...มันกว้างใหญ่เกินไปแล้ว
ความกว้างใหญ่ของมัน เทียบเท่ากับโลกเบื้องล่างของมนุษย์ ปีศาจ มาร และพระ รวมกันแล้วคูณด้วยสิบ ก็ยังไม่หมด!
ชาวบ้านทั่วไปร้อยละเก้าสิบเก้าตลอดชีวิตก็ไม่เคยออกไปพ้นเขต 'เขตการปกครอง' ของตัวเองเลยด้วยซ้ำ
หลังจากร่อนเร่อยู่เกือบครึ่งเดือน ในที่สุดเฉินซานซือก็เจอสำนักระดับแก่นทองคำแห่งหนึ่ง ทำให้เขามองเห็นภาพรวมของโลกเบื้องบนชัดเจนขึ้น
โลกเบื้องบนทั้งหมด...เผ่ามนุษย์ครอบครองดินแดนอยู่สี่ทวีป มีสำนักเซียน 'ที่มีชื่อเสียง' อยู่ทั้งหมดหนึ่งร้อยแปดสิบสามแห่ง
ในจำนวนนั้น มีสำนักถึงสามสิบหกแห่งที่มีเซียนระดับ 'ว่าที่เซียนผู้ยิ่งใหญ่' คอยปกครองอยู่ ซึ่งถูกเรียกว่า 'สมาพันธ์เซียนเบื้องบน'
แม้ว่าในโลกเบื้องบน จะมีระดับ 'ผสานวิถี', ระดับ 'เซียนผู้ยิ่งใหญ่' และระดับที่สูงกว่านั้น
แต่จำนวนผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ ก็ไม่ได้มีมากมายนัก
ผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะขั้นปลายยังคงเป็นยอดฝีมือที่สามารถปกครองอาณาเขตหนึ่งได้สบายๆ
เพียงแต่โลกเบื้องบนมันกว้างใหญ่ไพศาลมาก จำนวนผู้ฝึกตนระดับนี้เลยดูเยอะตามไปด้วย
และในบรรดา 'สมาพันธ์เซียนสามสิบหกสำนัก' นั้น สำนักที่มีสถานะสูงสุดจะถูกเรียกว่า 'แปดสำนักเซียนสูงสุด'
และสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาแปดสำนักนั้น...ก็คือ 'สำนักหลัวเซียว' ซึ่งเป็นสำนักเซียนอันศักดิ์สิทธิ์และยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์
สถานะของสำนักหลัวเซียว สูงส่งยิ่งกว่าสำนักคุนซูในดินแดนเทียนสุ่ยเสียอีก พวกเขาไม่ได้เป็นแค่ 'สำนัก' แต่เป็นผู้ปกครองอย่างแท้จริง เป็นเสมือนราชสำนักเลยก็ว่าได้
ไม่เพียงแต่ดูแลเรื่องการจัดสรรเส้นชีพจรวิญญาณให้กับเผ่ามนุษย์ทั้งหมดเท่านั้น แต่แม้แต่เรื่องของมนุษย์ธรรมดา ก็ยังมีศิษย์สายนอกของสำนักคอยดูแลจัดการ
สาขาย่อยของสำนักหลัวเซียว ก็เปรียบเสมือนศาลากลางจังหวัด ที่กระจายตัวอยู่ทั่วทั้งสี่ทวีปของเผ่ามนุษย์
ส่วนสำนักอื่นๆเมื่อเทียบกันแล้ว ก็เหมือนกับ 'เจ้าผู้ครองนครรัฐ' เสียมากกว่า
และผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักหลัวเซียว ก็คือ...เซียนที่ชื่อ ติงซิว ผู้ซึ่งเพิ่งส่งคำประกาศจากสวรรค์มาหาเขานั่นเอง!
ไม่เพียงแค่นั้น...เขายังสืบได้ข่าวคราวของ 'ท่านเหมย' หรือ 'เหมยเซี่ยว' มาอีกด้วย
ดูเหมือนว่าชายผู้นี้ จะเป็นบุคคลสำคัญที่ใครๆในโลกเบื้องบนต่างก็รู้จัก
ส่วนรายละเอียดที่ลึกซึ้งกว่านี้ เฉินซานซือตั้งใจว่าจะไปหา 'ตลาดค้าขาย' หรือเมืองใหญ่ๆที่อยู่ภายใต้การปกครองของ 'แปดสำนักเซียนสูงสุด' สักแห่ง…แล้วค่อยไปสืบดูทีหลังก็ยังไม่สาย
นอกจากนี้...เขายังมีเรื่องสำคัญอีกหลายเรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย
หนึ่ง...เคล็ดวิชา
อีกไม่นาน เฉินซานซือก็จะต้องเตรียมตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ระดับ 'ผสานวิถี' แล้ว
ตามคำแนะนำของท่านอาจารย์ไท่ซานจวิน เขาตั้งใจจะทำการ 'รวมเป็นหนึ่งกับวิถีสวรรค์' แบบพิเศษ โดยการผสาน 'วิถีเซียน' กับ 'วิถียุทธ์' เข้าด้วยกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกเซียนผู้ยิ่งใหญ่คนอื่นขัดขวางเส้นทางการบรรลุมรรคผลในอนาคต
หากต้องการทำให้สำเร็จ...แม้ว่าเขาจะไม่จำเป็นต้องฝึกเคล็ดวิชาวิถีเซียนและวิถียุทธ์ระดับ 'ผสานวิถี' โดยตรง แต่เขาก็ยังต้องการศึกษาข้อมูลเอาไว้ให้มากที่สุด
ยิ่งรู้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี
มีเพียงการทำความเข้าใจกับกฎเกณฑ์ของมันให้ถ่องแท้เท่านั้น เขาถึงจะมีโอกาสสร้างวิถี 'ผสานวิถี' แนวใหม่ขึ้นมาได้
สอง...ของวิเศษจากฟ้าดิน
เฉินซานซือขาดตัวยาที่เรียกว่า 'น้ำค้างคืนวิญญาณ' ในการหลอมยา เพื่อทะลวงเข้าสู่ระดับเจตจำนงแห่งวิถียุทธ์ขั้นปลาย
และศิษย์พี่ก็ขาด 'มู่หลานสถิตวิญญาณ' ในการฟื้นฟูวิญญาณ
ของวิเศษทั้งสองอย่างนี้ ล้วนสูญพันธุ์ไปจากโลกเบื้องล่างอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ส่วนในโลกเบื้องบนจะมีราคาแพงลิ่ว และสามารถหาซื้อได้เลยหรือไม่นั้น เฉินซานซือก็ไม่อาจล่วงรู้ได้
สาม...จุดเชื่อมต่อมิติ
หลังจากจัดการสองเรื่องแรกเสร็จแล้ว เฉินซานซือก็ต้องรีบหาจุดเชื่อมต่อมิติ เพื่อไปรับเจียงเยี่ยขึ้นมา
ไม่อย่างนั้นล่ะก็ วิญญาณของศัตรพี่จะต้องตกอยู่ในอันตรายแน่ๆ
สี่...ตรวจสอบศัตรูให้แน่ชัด
ตอนที่เขาอยู่โลกเบื้องล่าง พวกเซียนบนสวรรค์เคยออกคำสั่งล่าสังหารเขา เฉินซานซือต้องสืบให้รู้แน่ชัดว่ามีสำนักไหนบ้าง ใครบ้างที่เกี่ยวข้อง แล้วหาทางรับมือ
รวมถึงเรื่อง 'มารจุติ' ว่ามีใครบ้างที่กำลังแย่งชิงมันอยู่
หลังจากวางแผนสิ่งที่ต้องทำเรียบร้อยแล้ว เฉินซานซือก็รู้สึกฮึกเหิม
เขาหยิบแผนที่ออกมา แล้วมุ่งหน้าสู่แดนไกลทันที
หลังจากบินมาได้หกสิบกว่าวัน เขาก็มาถึงเมืองที่ชื่อว่า 'ฝูอวี้' ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของ 'สำนักเสินเซียว' หนึ่งในแปดสำนักเซียนสูงสุด
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาเขา คือภูเขาเซียนทรงกรวยคว่ำขนาดมหึมา ฐานของมันไม่ได้หยั่งรากลงดิน แต่กลับลอยตัวอยู่เหนือทะเลเมฆอันกว้างใหญ่ไพศาล
ตัวภูเขาไม่ได้ทำมาจากหินธรรมดา แต่เป็นหินสีขาวอมเขียวที่ดูนวลตาและเก่าแก่ ราวกับว่ามันถูกสร้างขึ้นจากหยกดิบก้อนยักษ์ที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน
เมื่อต้องแสงแดด มันก็เปล่งประกายระยิบระยับราวกับเกลียวคลื่นน้ำ นี่แหละคือที่มาของชื่อ 'ฝูอวี้'
ภายในเมืองฝูอวี้ ไม่มีย่านการค้าที่พลุกพล่านจอแจ ร้านรวงที่ขายยาลูกกลอนและของวิเศษต่างๆล้วนสร้างขึ้นตามแนวเขา กลมกลืนไปกับธรรมชาติและพลังปราณ ซ่อนตัวอยู่ในความเงียบสงบ
ที่ปลายทางของทางเดินไม้ที่ปูด้วยหยกขาว มีระเบียงหยกสองสามหลังตั้งตระหง่านอยู่ริมหน้าผา ป้ายหินข้างๆสลักคำว่า 'หอวิญญาณเร้น' ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม
เฉินซานซือเดินเข้าไปข้างใน เขานำสมุนไพรที่มีอายุยาวนานจากโลกเบื้องล่างออกมาขาย และสามารถซื้อ 'น้ำค้างคืนวิญญาณ' ที่เขาต้องการได้สำเร็จ
แต่สำหรับ 'มู่หลานสถิตวิญญาณ' นั้น เขากลับหาซื้อไม่ได้
คนของหอวิญญาณเร้นบอกเขาว่า 'มู่หลานสถิตวิญญาณ' เป็นสมุนไพรวิญญาณที่จะเหี่ยวเฉาและตายทันทีที่ถูกถอนออกมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์…หากต้องการมัน ก็ต้องไปเก็บด้วยตัวเองเท่านั้น
เรื่องนี้คงต้องพักไว้ก่อน
เฉินซานซือเดินทางต่อไปยัง 'ศาลาฟังคลื่น' ในละแวกใกล้เคียง เพื่อหาซื้อเคล็ดวิชาต่างๆแต่ผลที่ได้ก็ยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก
ก็เหมือนกับโลกเบื้องล่างนั่นแหละ เคล็ดวิชาระดับ 'ผสานวิถี' ขั้นสูง ล้วนเป็นวิชาลับที่ไม่ถ่ายทอดให้คนนอกของแต่ละสำนัก ไม่ใช่ของที่จะใช้เงินซื้อได้ง่ายๆ
แต่ก็เอาเถอะ...
ถึงยังไงเขาก็ไม่ได้กะจะเอามาฝึกอยู่แล้ว แค่เอามาใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเฉยๆเขาก็เลยไม่รังเกียจที่จะเหมาเคล็ดวิชาระดับ 'ผสานวิถี' พื้นๆเท่าที่จะหาซื้อได้มาจนหมดเกลี้ยง
นอกจากนี้...เฉินซานซือยังกว้านซื้อหนังสือจิปาถะจาก 'ศาลาฟังคลื่น' มาอีกเพียบ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับขั้วอำนาจต่างๆในโลกเบื้องบนให้กระจ่างแจ้ง
ภาพรวมของโลกเบื้องบนนั้น คล้ายคลึงกับโลกเบื้องล่างมาก
นอกจากเผ่ามนุษย์แล้ว ก็ยังมีเผ่าปีศาจ, เผ่าอสูร, พุทธะ และวิถีมารนอกรีต แต่ละเผ่าก็มักจะมีสงครามแย่งชิงทรัพยากรชีพจรวิญญาณกันอย่างไม่หยุดหย่อน
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษ ก็คือบันทึกเกี่ยวกับสำนักหลัวเซียว
"ท่านเหมย...ที่แท้ก็เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักหลัวเซียว ซ้ำยังเป็นเซียนจักรพรรดิที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดของเผ่ามนุษย์ในเวลานี้อีกด้วย"
พูดให้ถูกก็คือ…หลังจากผ่านพ้นมหาสงครามในยุคโบราณที่ทำให้ฟ้าดินถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน สำนักหลัวเซียวก็ถูกสร้างขึ้นใหม่ในโลกเบื้องบน
และท่านเหมย...ก็คือผู้อาวุโสสูงสุดคนแรกของสำนักหลัวเซียว หลังจากที่มันถูกสร้างขึ้นใหม่นั่นเอง
……………