- หน้าแรก
- กลายเป็นเทพเจ้าสงคราม!! ด้วยระบบเเผงค่าสถานะ
- บทที่ 644 : โลกเบื้องบน
บทที่ 644 : โลกเบื้องบน
บทที่ 644 : โลกเบื้องบน
บทที่ 644 : โลกเบื้องบน
"ฝ่าบาท แม่นางเจียงฟื้นแล้วเพคะ"
นางกำนัลผู้หนึ่งเดินเข้ามารายงาน
ทันทีที่ทราบข่าว เฉินซานซือก็รีบตรงไปยังตำหนักบรรทมในทันที
เมื่อเขาผลักบานประตูตำหนักเปิดออก ก็พบกับหญิงสาวนัยน์ตาสีแดงฉาน กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะพลางจิบชาเซียนอย่างสบายอารมณ์
เป็นนางมารนั่นเอง...
นับตั้งแต่ศึกที่คุนซู เจียงซีเยว่ก็ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบอย่างหนัก นางมักจะหลับใหลไม่ได้สติอยู่บ่อยครั้ง และส่วนใหญ่เวลาที่ตื่นขึ้นมา ก็มักจะเป็นนางมารที่เข้ามาควบคุมร่างแทน
นางมารยังเคยบอกเฉินซานซือด้วยว่า นางมีชื่อว่า 'เจียงเยี่ย' และหวังว่าเวลาพูดคุยกัน เขาจะแสดงความเคารพต่อ 'ผู้อาวุโส' ให้มากกว่านี้สักหน่อย
"ศิษย์พี่หญิงของข้าเป็นอย่างไรบ้าง?" เฉินซานซือเข้าประเด็นทันที
"ใกล้ตายเต็มทีแล้วล่ะ"
เจียงเยี่ยขยับริมฝีปากสีแดงสดเอ่ยขึ้นเบาๆ
"ถ้าเจ้ายังหาทางช่วยรักษาวิญญาณของนางไม่ได้ล่ะก็ ร่างกายนี้...คงต้องตกเป็นของข้าอย่างถาวรแล้วล่ะนะ"
"แล้วจะรักษาวิญญาณดั้งเดิมของนางได้อย่างไร?" เฉินซานซือเอ่ยถามเสียงเข้ม
"หากศิษย์พี่ของข้าต้องมาตายเพราะถูกเจ้ากลืนกินวิญญาณ ต่อให้ข้าจะเคยติดหนี้บุญคุณเจ้า ข้าก็จะไม่ยอมช่วยเจ้าอีกต่อไป"
"นี่น้องชาย...เก็บคำขู่ของเจ้าไว้เถอะ"
น้ำเสียงของเจียงเยี่ยแฝงไปด้วยจิตสังหาร
"เจ้าควรจะดีใจนะ ที่ตอนนี้พี่สาวยังต้องการให้แม่หนูเจียงมีชีวิตอยู่ ไม่อย่างนั้น...ข้าคงฆ่าพวกเจ้าทิ้งทั้งคู่ไปตั้งนานแล้ว
"ข้ามีเทียบยาขนานหนึ่ง ที่สามารถช่วยฟื้นฟูและรักษาวิญญาณของแม่หนูนั่นได้ แต่ส่วนผสมหลักอย่าง 'มู่หลานสถิตวิญญาณ' น่ะ ไม่มีในแดนมนุษย์หรอกนะ ต้องขึ้นไปหาบนโลกเบื้องบนเท่านั้น"
"เข้าใจแล้ว" เฉินซานซือบอกกล่าว
"อีกไม่นานข้าก็จะเลื่อนขั้นแล้ว ข้าจะไปรอเจ้าที่โลกเบื้องบนก็แล้วกัน"
"นี่เจ้ากะจะให้รอไปอีกสามร้อยปีเลยรึ?"
เจียงเยี่ยเขี่ยถ้วยชาเล่นเบาๆ
"ข้าไม่รับประกันหรอกนะ ว่าวิญญาณที่อ่อนแอของแม่หนูเจียงจะทนได้นานขนาดนั้น"
"เจ้าหมายความว่า...จะให้เจ้าขึ้นไปก่อนอย่างนั้นรึ?"
เฉินซานซือมีอายุขัยเหลือเฟือ จะให้รออีกสักกี่ร้อยปีเขาก็ไม่เดือดร้อน
แต่ปัญหาคือ...พวกเซียนบนโลกเบื้องบน เคยพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ 'มารจุติ' ไปครอบครอง
จะปล่อยให้ศิษย์พี่ขึ้นไปคนเดียว เขาไม่มีทางวางใจได้เลย
"ความจริงแล้ว..." เจียงเยี่ยเอ่ยอย่างเชื่องช้า
"สะพานเชื่อมระหว่างแดนมนุษย์กับโลกเบื้องบนน่ะ ไม่ได้มีแค่แท่นทยานสวรรค์หรอกนะ"
"เจ้าว่าอย่างไรนะ?"
เจียงเยี่ยวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา
"สิ่งที่เรียกว่าแท่นเลื่อนขั้นน่ะ แท้จริงแล้วก็เป็นแค่จุดเชื่อมต่อมิติที่เสถียรจุดหนึ่งเท่านั้นแหละ ขอแค่หาจุดเชื่อมต่อมิติอื่นให้พบ ก็สามารถเดินทางข้ามสองโลกได้เหมือนกัน"
"พูดน่ะมันง่าย"
หลังจากเฉินซานซือยึดครองคุนซูได้ เขาก็ใช้เวลาไม่น้อยไปกับการค้นคว้าตำราในหอสมุด ย่อมมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องของสองโลกอยู่พอสมควร
ในยุคโบราณ เมื่อสองโลกถูกแบ่งแยกออกจากกัน ในช่วงแรกๆสะพานเชื่อมต่อก็ถูกตัดขาดอย่างสิ้นเชิง
จนกระทั่งต่อมา เมื่อพวกเซียนสร้างแท่นทยานสวรรค์ขึ้นมา ถึงได้มอบความหวังริบหรี่ให้กับผู้ฝึกตนในแดนมนุษย์
ส่วนจุดเชื่อมต่อมิติอื่นๆที่เจียงเยี่ยพูดถึงนั้น...มันก็มีอยู่จริงๆนั่นแหละ
และตามบันทึก หากยอมทุ่มเทเวลาค้นหา ก็มีโอกาสสูงที่จะหามันพบ
ทว่า...
จุดเชื่อมต่อมิติเหล่านั้นขาดความเสถียรอย่างยิ่ง ภายในนั้นเต็มไปด้วยกระแสมิติปั่นป่วนที่รุนแรงมาก ต่อให้เป็นผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ…หากพลัดหลงเข้าไป ก็มีสิทธิ์แหลกสลายกลายเป็นเถ้าธุลีได้ในพริบตา!
นี่คือข้อเท็จจริงที่สรุปมาจากประสบการณ์ตรงของผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะนับไม่ถ้วนตลอด
หลายแสนปีในแดนมนุษย์…มีเพียงจุดเชื่อมต่อมิติที่เปิดออกโดยแท่นทยานสวรรค์เท่านั้น ที่ผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะจะสามารถทนรับได้ และเดินทางขึ้นสู่โลกเบื้องบนได้อย่างปลอดภัย
ดังนั้น ในมุมมองของเฉินซานซือ คำพูดของเจียงเยี่ยก็เหมือนพูดลอยๆไม่มีประโยชน์อะไร
เจียงเยี่ยดูเหมือนจะคาดเดาปฏิกิริยาของเขาไว้แล้ว นางไม่ได้อธิบายอะไรให้มากความ เพียงแค่พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"หลังจากเจ้าเลื่อนขั้นไปแล้ว ก็แค่ไปหาจุดเชื่อมต่อมิติให้พบ แล้วใช้หยกสื่อสารส่งข่าวมาบอกข้าก็พอ"
"เจ้าแน่ใจนะ?"
เฉินซานซือมองดูอีกฝ่าย ท่าทางไม่ได้เหมือนกำลังล้อเล่น จึงพยักหน้ารับ
"เข้าใจแล้ว หลังจากข้าเลื่อนขั้นไป ข้าจะรีบหาทางรับเจ้าขึ้นไปให้เร็วที่สุด…ในระหว่างนี้ ขอให้เจ้าช่วยรักษาวิญญาณของศิษย์พี่ข้าให้ดีที่สุดด้วยเถิด"
กล่าวจบ เขาก็กลับไปยังตำหนักอู๋เจียง
ก่อนการเลื่อนขั้น ยังมีเรื่องให้ต้องเตรียมตัวอีกมากมาย
แท้จริงแล้ว...แก่นแท้ของ 'การเลื่อนขั้น' ก็คือการผ่านด่านเคราะห์รูปแบบหนึ่งนั่นเอง
ต้องใช้สารพัดวิธีเพื่อเอาตัวรอดจากการถูกกัดกร่อนของกระแสมิติปั่นป่วน…หากพลาดพลั้ง ก็ต้องจบชีวิตและวิญญาณแหลกสลายเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้...เฉินซานซือจึงจัดเตรียมค่ายกลระดับห้าไว้ถึงสิบกว่าชุด วัตถุดิบที่ใช้ในการสร้าง แม้แต่สำหรับเขาในตอนนี้ ก็ยังถือว่าสิ้นเปลืองอย่างมหาศาล
เขาไม่ได้เตรียมการเพื่อรับมือกับกระแสมิติปั่นป่วนเพียงอย่างเดียว ทว่ายังเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาขัดขวางด้วย!
ตอนที่เขาทะลวงผ่านด่านเคราะห์ระดับวิญญาณเเรกเริ่ม และระดับเปลี่ยนแปลงเทวะ ก็เคยถูกพวกเซียนจ้องเล่นงานมาแล้ว
ใครจะไปรับประกันได้ว่าในการเลื่อนขั้นครั้งนี้ จะไม่เกิดเหตุการณ์ทำนองเดียวกันขึ้นอีก
หลังจากนั้น เฉินซานซือก็เดินทางไปยังวังฮวาย่าว
อันดับแรก เขาไปเก็บ 'ผลโพธิ์' ที่เพาะปลูกมาจนถึงปัจจุบัน
ผลโพธิ์นี้ เมื่อกินเข้าไปแล้วจะช่วยเพิ่มความสามารถในการหยั่งรู้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการเข้าสู่ระดับ 'ผสานวิถี' ของเขาในอนาคต
จากนั้น...เขาก็แบ่ง 'ธรณีศักดิ์สิทธิ์' ออกมาครึ่งหนึ่ง
ที่เขาสามารถบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับเปลี่ยนแปลงเทวะได้ในเวลาอันสั้นขนาดนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะความดีความชอบของธรณีศักดิ์สิทธิ์นี่แหละ
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องนำมันติดตัวไปครึ่งหนึ่งให้ได้
ในที่สุด เมื่อเตรียมการทุกอย่างพร้อมสรรพ เฉินซานซือก็หมดห่วง
คืนก่อนวันที่แท่นเลื่อนขั้นจะเปิด...เขาเดินทางมายังยอดเขาซีจ้าว
เบื้องล่างฝ่าเท้าของเขา ทะเลเมฆพลิ้วไหวราวกับน้ำเดือดพล่าน
และเบื้องหน้าของเขา...คือสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมาที่แกะสลักจากหยกโบราณทั้งก้อน
แม้จะผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ทว่ายังคงแผ่ซ่านประกายแสงอันอบอุ่นและเก่าแก่ออกมา
นี่คือ...ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ฝึกตนแห่งทวีปเทียนสุว่ยนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันถึงที่สุด...แท่นทยานสวรรค์!
ฐานแท่นเป็นรูปเก้าเหลี่ยม สอดคล้องกับคติธรรมค่ายกลเก้าขั้ว…แต่ละด้านสลักลวดลายเต๋าก่อกำเนิดอันซับซ้อนและลึกล้ำ
บันไดหยกขนาดยักษ์ทอดยาวลงมาจากเบื้องบน มีทั้งหมดแปดสิบเอ็ดขั้น แต่ละขั้นเรียบเนียนเป็นเงางามราวกับกระจก มีไอเมฆจางๆลอยกรุ่นออกมา
ราวกับว่านี่ไม่ใช่บันไดหินธรรมดา แต่เป็นบันไดเมฆที่ทอดตรงสู่สรวงสวรรค์
เฉินซานซือหลับตารวบรวมสมาธิอยู่ที่เชิงแท่นเพื่อสะสมพลังปราณ
จนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อดวงอาทิตย์เริ่มทอแสง อักขระบนแท่นเลื่อนขั้นก็สว่างวาบเป็นสีทองอร่าม เป็นสัญญาณว่ามันกำลังจะเปิดออก
การเปิดแท่นเลื่อนขั้นนั้น จำเป็นต้องดูดซับพลังบริสุทธิ์จากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และพลังปราณแห่งฟ้าดินมาหล่อเลี้ยงลวดลายค่ายกลเต๋าก่อกำเนิดบนแท่นอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยเหตุนี้ มันจึงสามารถเปิดใช้งานได้เพียงครั้งเดียวในรอบสามร้อยปีเท่านั้น
เฉินซานซือลืมตาขึ้นฉับพลัน แววตาคมกริบดุจประกายไฟ
เขาก้าวเดินขึ้นบันไดไปอย่างมั่นคง
เขาสัมผัสได้ถึงจังหวะชีพจรของฟ้าดินที่แผ่วเบาทว่าชัดเจน ส่งผ่านมาทางบันไดใต้ฝ่าเท้า
ทุกย่างก้าวที่เหยียบย่ำ ราวกับมีเสียงหยกกระทบกันดังกังวานก้องอยู่ในส่วนลึกของจิตวิญญาณ ช่วยชำระล้างกิเลสทางโลกให้หมดสิ้น
ในขณะเดียวกัน...ที่เชิงเขายอดเขาซีจ้าว บรรดาขุนนางต่างมารวมตัวกันอย่างพร้อมเพรียง
พวกเขาเฝ้ามองดูจักรพรรดิเฉินซานซือ ด้วยความหวังที่จะได้เห็นพระองค์ ผู้ก่อตั้งราชวงศ์เซียนต้าฮั่น เลื่อนขั้นเป็นเซียนด้วยตาของตนเอง
เมื่อเฉินซานซือก้าวขึ้นไปถึงจุดสูงสุดของแท่นเลื่อนขั้น เฉินตู้เหอที่อยู่เบื้องล่างก็นำ 'ป้ายศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนัก' ออกมาเสียบเข้ากับช่องรับรอง
เสาหินมังกรพันเก้าต้นที่สูงเสียดฟ้าซึ่งตั้งอยู่รอบแท่นเลื่อนขั้น ราวกับมีชีวิตขึ้นมา มังกรเทพที่พันอยู่รอบเสาพลันเบิกตากว้าง ลำแสงเก้าสายหลากสีสันพุ่งทะยานออกจากไข่มุกวิเศษในปากมังกร ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้าเบื้องบน
พลังอันมหาศาลนั้นถึงกับฉีกกระชากม่านฟ้าออกเป็นรอยแยก ทะเลเมฆถูกดูดกลืนเข้าไปจนกลายเป็นน้ำวน ภายใต้แสงสีทองอร่ามที่สาดส่อง มันดูราวกับ...ประตูสวรรค์!
ใจของเฉินซานซือสงบนิ่งดั่งบ่อน้ำลึก เขาสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด โคจรพลังเวทเพื่อดูดซับพลังปราณในสถานที่แห่งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวไปข้างหน้า เข้าสู่บริเวณใจกลางของแท่นเลื่อนขั้น
ในชั่วพริบตา...แสงสว่างเจิดจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากค่ายกลอันซับซ้อนใต้ฝ่าเท้า อักขระสีทองนับไม่ถ้วนผุดขึ้นมาจากพื้นหยกราวกับมีชีวิต
อักขระที่เรียงรายกันแน่นขนัด หมุนวนและลอยตัวขึ้น โอบล้อมปกป้องเขาไว้
ด้วยเพียงแค่ความคิดเดียว ร่างของเฉินซานซือพร้อมกับอักขระเหล่านั้นก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า กลายเป็นลำแสงสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าสู่ประตูสวรรค์ ท่ามกลางสายตาของทุกคน!
เพียงครู่เดียว...ประตูสวรรค์ก็เลือนหายไป
แสงสว่างจากแท่นเลื่อนขั้นก็ค่อยๆหม่นลง
ทุกสิ่งกลับคืนสู่ความสงบ
"จักรพรรดิเฉินซานซือทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆปี!!!"
เหล่าขุนนางต่างโห่ร้องออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ
….
"ไปเสียแล้วสิ..."
หวังจื๋อยืนนิ่งอยู่นานกว่าจะดึงสติกลับมาได้
เขาทรุดตัวลงนั่งบนกองหินด้วยท่าทางใจหาย เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอาลัยอาวรณ์
"ทำไมข้าถึงรู้สึกว่าพันปีนี้มันผ่านไปเร็วเหลือเกินนะ? ความรู้สึกมันเหมือนเพิ่งจะเมื่อวานนี้เอง ที่ศิษย์น้องยังอยู่ที่ค่ายทหารผอหยางกับข้าอยู่เลย เผลอแป๊บเดียว...บินขึ้นสวรรค์เป็นเซียนไปซะแล้ว"
"อย่ามัวมานั่งซึมเศร้าอยู่ตรงนี้เลย" ลู่จี๋เอ่ยขึ้น
"สิ่งที่เราควรทำ ก็คือตั้งใจบำเพ็ญเพียร จะได้รีบเลื่อนขั้นตามไปรวมกลุ่มกับศิษย์น้องให้เร็วที่สุดต่างหาก"
"ใช่แล้ว" ซุนปู้ฉีสมทบ
"ข้าเองก็อยากจะไปดูโลกเบื้องบนเหมือนกันนะ พวกท่านว่า...โลกเบื้องบนมันจะเป็นยังไงกันนะ?"
...
ณ เบื้องหลังประตูสวรรค์
ทันทีที่เฉินซานซือเข้าสู่เส้นทางมิติ กลิ่นอายอันศักดิ์สิทธิ์และสงบสุขก่อนหน้านี้ก็พลันมลายหายไปจนสิ้น!
สิ่งที่เข้ามาแทนที่ คือความบ้าคลั่ง สับสนวุ่นวาย และกระแสมิติปั่นป่วนที่พร้อมจะฉีกร่างผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะให้เป็นชิ้นๆ!
นี่คือ...จุดเชื่อมต่อมิติที่จะนำพาสู่โลกเบื้องบนนั่นเอง!
มองออกไป...ไร้ซึ่งแสงสว่าง ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ
มีเพียงความโกลาหลและเสียงคำรามกึกก้อง!
รอบทิศทางเต็มไปด้วยกระแสพลังมืดมิดที่ปั่นป่วน ราวกับมีดโกนขูดกระดูก…
ไม่สิ….เป็นมีดโกนขูดกระดูกที่แฝงไปด้วยพลังแห่งกฎเกณฑ์ กำลังเชือดเฉือนเข้ามารอบตัวเขา!
แสงเซียนคุ้มกายของเฉินซานซือส่งเสียงเสียดสีจนน่าหวาดเสียว ราวกับกระจกที่กำลังจะแตกกระจาย
นี่ขนาดยังเป็นแค่จุดเชื่อมต่อมิติที่ถูกทำให้เสถียรโดยแท่นเลื่อนขั้นแล้วนะเนี่ย!
หากเป็นจุดเชื่อมต่อมิติที่ไร้ความเสถียรล่ะก็ คงเหมือนอย่างในบันทึกที่ว่า...มันสามารถฉีกร่างผู้ฝึกตนระดับเปลี่ยนแปลงเทวะให้เป็นชิ้นๆได้อย่างง่ายดาย!
โชคดี...ที่เขาเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี
ใบหน้าของเฉินซานซือขรึมลง เขาสองมือประสานอิน นิ้วทั้งสิบพลิกพลิ้วรวดเร็วดุจดอกบัวบาน ปากพึมพำคาถา พลังอันบริสุทธิ์และมหาศาลไหลทะลักออกมาราวกับเขื่อนแตก ปะทุขึ้นในทันที
ธงค่ายกลหลายผืนลอยออกมาจากถุงมิติของเขา
แสงสีทองไหลเวียน ก่อตัวเป็นเงาของระฆังทองคำขนาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยลวดลายเต๋าอันลึกลับ ครอบคลุมร่างของเขาไว้
ลวดลายบนระฆังหมุนวน ช่วยสลายและเบี่ยงเบนแรงกระแทกอันบ้าคลั่งจากกระแสมิติปั่นป่วนให้เบาบางลง ราวกับหิมะที่ละลายเมื่อถูกแสงแดด ส่งเสียงดังซู่ซ่า
'ค่ายกลมหาจงทองคำแสงวิเศษคุ้มกายเก้าชั้นฟ้า' นี้ สามารถต้านทานการกัดกร่อนจากกระแสมิติปั่นป่วนได้ประมาณหนึ่งก้านธูป ก่อนจะทนไม่ไหวและแตกสลายไป
แต่เฉินซานซือก็ไม่รอช้า รีบกางค่ายกลชุดที่สองออกมารับช่วงต่อทันที
ธงค่ายกลและกระดานค่ายกลหมุนวนรอบกายเขา ก่อนจะกลายร่างเป็นหงส์ยักษ์เจ็ดสี
หงส์ยักษ์กางปีกออก ปกป้องเขาไว้ตรงกลาง
ค่ายกลปีกหงส์แท้คุ้มภัย!
ครั้งนี้...ค่ายกลสามารถอยู่ได้นานถึงสองก้านธูป แต่สุดท้ายก็แบกรับไม่ไหวและแตกสลายไปเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม...ในระหว่างที่ค่ายกลทั้งสองทำงาน เฉินซานซือก็สามารถพุ่งทะยานไปข้างหน้าได้ไกลโขแล้ว
รอบตัวเขาไม่ใช่ความว่างเปล่าอันมืดมิดอีกต่อไป
เขาพอมองเห็นแสงสว่างจางๆอยู่เบื้องหน้าลิบๆและมิติบริเวณนั้นก็ค่อนข้างเสถียร ไม่ปั่นป่วนบ้าคลั่งเท่าที่ผ่านมาแล้ว
คิดว่านั่น...น่าจะเป็นสุดทางของเส้นทาง 'เลื่อนขั้น' แล้วล่ะ
ขอแค่ผ่านทางออกนั้นไปได้ เขาก็จะไปถึงโลกเบื้องบนได้สำเร็จ!
"วิ้ง!"
เฉินซานซือร่ายอินอีกครั้ง
ธงค่ายกลโบกสะบัด แสงวิญญาณสว่างวาบ
เต่าดำร่างยักษ์ดุจขุนเขาปรากฏขึ้นขวางอยู่เบื้องหน้า ช่วยต้านทานการโจมตีจากกระแสมิติปั่นป่วน
ค่ายกลเต่าดำอุดรคุ้มภัย!
ค่ายกลพวกนี้...เดิมทีมันคือค่ายกลพิทักษ์สำนักระดับห้า ซึ่งว่ากันง่ายๆก็คือ...เป็นค่ายกลที่สามารถปกป้องสำนักให้ปลอดภัยได้นานนับร้อยปี!
แต่หลังจากผ่านการดัดแปลงจากเขา มันก็กลายเป็นค่ายกลคุ้มกายที่มีอานุภาพร้ายกาจหาใดเปรียบ!
ด้วยเหตุนี้...ค่ายกลชุดที่สาม จึงสามารถต้านทานการโจมตีจากกระแสมิติปั่นป่วนได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เฉินซานซือสามารถผ่านจุดเชื่อมต่อมิติไปได้อย่างไร้รอยขีดข่วน เขาขยับเข้าใกล้จุดหมายปลายทางเบื้องหน้าเข้าไปทุกที
จิตวิถีของเขากระจ่างใส ขอเพียงแค่ก้าวไปข้างหน้าอีกก้าวเดียว เขาก็จะได้ก้าวเข้าสู่โลกเบื้องบนที่ผู้ฝึกตนนับไม่ถ้วนต่างเฝ้าฝันถึงอย่างแท้จริงเสียที
ทว่า...ในวินาทีที่เขากำลังจะสัมผัสกับแสงเรืองรองตรงสุดปลายทางนั้นเอง เหตุไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น!
ณ สุดทางของจุดเชื่อมต่อมิติ ท่ามกลางหมู่เมฆเซียนและไอแสงมงคล พลันปรากฏแสงเย็นเยียบอันมืดมิดสว่างวาบขึ้น
แสงเย็นนั้นไม่ได้มีรูปร่าง แต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่พร้อมจะแช่แข็งวิญญาณดั้งเดิมและทำให้รากฐานเต๋าแปดเปื้อน มันดูราวกับงูพิษเก้าตัวที่ซุ่มซ่อนอยู่ภายใต้แสงสว่าง แล้วพุ่งเข้าจู่โจมอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
เฉินซานซือขมวดคิ้วแน่น
พลังประหลาดนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่พลังของกระแสมิติปั่นป่วน แต่มีใครบางคนจงใจสร้างขึ้นมา!
ไอ้คนที่เคยลอบกัดเขาตอนผ่านด่านเคราะห์หลายต่อหลายครั้ง...โผล่มาอีกแล้ว!
"ไอ้คนขี้ขลาด!" เฉินซานซือเดือดดาล
"แกมันเป็นเซียนภาษาอะไรกัน วันๆดีแต่ลอบกัดด้วยวิธีสกปรกโสมมแบบนี้!"
ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียง 'งูพิษ' อันมืดมิดที่พุ่งเข้ามาใกล้
เมื่อพวกมันเข้ามาใกล้ ร่างของมันก็ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นมังกรวารีสีดำที่เต็มไปด้วยตุ่มหนองพิษ พวกมันคำรามลั่นพร้อมกับเลื้อยพันเข้ามาหาเขา
"ดาวเหนือสยบมาร ดาวใต้พิทักษ์ชีพ! หมุน!"
เฉินซานซือสองมือประสานอิน แสงวิญญาณเจิดจ้าปะทุขึ้นจากปลายนิ้ว
ค่ายกล 'เต่าดำอุดรคุ้มภัย' เบื้องหน้าเขาที่เดิมทีเริ่มจะหม่นแสงลง พลันปะทุพลังอันแข็งแกร่งขึ้นมาอีกครั้ง
และครั้งนี้...เต่าดำที่เกิดจากพลังแห่งกฎเกณฑ์ ไม่ได้ตั้งรับเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่มันกลับแผดเสียงคำรามดังก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว อ้าปากกว้างราวกับจะกลืนกินท้องฟ้า กวัดแกว่งกรงเล็บอันใหญ่โตดุจขุนเขาเข้าสกัดกั้น 'มังกรวารีพิษ' ทีละตัวๆอย่างสุดกำลัง และฉีกกระชากพวกมันจนแหลกสลายเป็นชิ้นๆ!
"ครืนนน..."
จุดเชื่อมต่อมิติทั้งจุดพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ตามมาด้วย...ฝูงมังกรวารีที่พรั่งพรูเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ก่อตัวเป็นคลื่นสีดำทะมึน หลอมรวมเข้ากับกระแสมิติปั่นป่วน ก่อนจะแปรสภาพเป็นพายุเฮอริเคนกวาดล้างเข้ามา!
"ค่ายกลเกล็ดมังกรเขียวค้ำฟ้า! เปิด!"
เฉินซานซือตวาดลั่น
ธงค่ายกลที่เรียงรายกันแน่นขนัด แปรสภาพเป็นเกล็ดมังกร ก่อตัวเป็นชุดเกราะชั้นแล้วชั้นเล่าลอยอยู่เบื้องหน้าเขา
"ค่ายกลพยัคฆ์ขาวเจ็ดดาวสยบมาร! เปิด!"
พยัคฆ์ขาวสยบมารที่เกิดจากการรวมตัวกันของดาวทั้งเจ็ด พุ่งทะยานออกไปช่วยเต่าดำรับมือกับมังกรวารีพิษ
"ค่ายกลอัสนีเทพม่วงสยบมาร!"
"ค่ายกลเถาวัลย์เทพเสียดฟ้า!"
"ค่ายกลสรรพวิชารวมเป็นหนึ่ง!"
"แสงจ้า..."
เฉินซานซือไม่ยอมออมมือ เขางัดเอาค่ายกลกว่าสิบชุดที่เตรียมไว้ออกมาใช้จนหมดเกลี้ยง ในที่สุดก็สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้
นัยน์ตาของเขาสว่างวาบด้วยประกายไฟ
เขาพบว่า...ที่ด้านข้างของทางออกเส้นทางเลื่อนขั้น มีรอยแยกมิติอีกแห่งหนึ่งเปิดอยู่ และ 'มังกรวารีพิษ' พวกนั้น ก็ทะลักออกมาจากรอยแยกนั่นเอง
"เจอ...ตัวแกแล้ว!"
"ตู้มมม!"
เพลิงแห่งการจุติใหม่ห่อหุ้มร่างเฉินซานซือไว้ เขาง้างธนูไล่ล่าจันทราดอกท้อจนสุดสาย กิ่งก้านสาขางอกเงยออกมาซ้อนทับกัน
แขนกว่าพันข้างงอกออกมาจากแผ่นหลังของเขา ที่ปลายสายธนูแต่ละเส้นซึ่งถูกดึงรั้งไว้ด้วยแขนเหล่านั้น ล้วนมีลูกศรแสงสีทองรวมตัวกันอยู่กว่าสิบดอก
[ฟ้าดินรวมเป็นหนึ่ง]!
ธนูไล่ล่าจันทราดอกท้อที่ดูราวกับป่าดงดิบ เริ่มดูดซับพลังอันสับสนวุ่นวายต่างๆภายในจุดเชื่อมต่อมิติแห่งนี้
ไม่ว่าจะเป็นพลังเวท พลังแห่งกฎเกณฑ์ หรือแม้แต่พลังที่หลงเหลือจากการแตกสลายของมังกรวารีพิษ ล้วนถูกดูดกลืนมารวมกันที่เบื้องหน้าเฉินซานซือ และถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังทำลายล้างของลูกศรเหล่านั้น!
……….